Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 三

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 232

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ย. 2563 23:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 三
แบบอักษร

ตำหนักหานอี้

 

ร่างสูงโปร่งของมู่เหว่ยหลงยืนกอดอกพิงกับเสาต้นใหญ่อยู่ที่ด้านหน้าตำหนัก หลังจากพาน้องชายของเล็กเข้าไปพักผ่อนก็พบว่าน้องสาวตัวซนของเขานั้นหายไป สอบถามจากคนของท่านพ่อก็พบว่าเห็นนางเดินออกจากตำหนักไป หากเดาไม่ผิดนางก็คงจะไปที่ศาลาเรียน

 

เด็กคนนี้จะไปไหนก็ไม่เคยบอกกล่าว ถึงท่านพ่อจะฝึกการต่อสู้ให้นางบ้างแล้วก็ใช่ว่าจะปลอดภัย นางยังคงเป็นน้องสาว เป็นแค่เด็กในสายตาของเขา ขนาดเพียงแค่บาดเจ็บเล็กน้อยยังร้องห่มร้องไห้ให้เขาช่วย แล้วหากเกิดอันตรายมากกว่านั้นแล้วเขาไปช่วยไม่ทันเล่าจะทำเช่นไร

 

ตอนนี้ทุกคนในวังต่างก็รู้ดีถึงสถานะของตระกูลมู่ ทุกคนรู้แล้วว่ามู่หยางเฉินแท้จริงคือโอรสของฮ่องเต้ ส่วนเขาและน้องๆก็มีศักดิ์เป็นหลาน ในสถานการณ์ที่แผ่นดินยังไร้องค์รัชทายาทเช่นนี้ย่อมก่อให้เกิดอันตรายได้ทุกเมื่อ ทุกคนต่างก็อยากเป็นใหญ่ ไม่มีใครไว้ใจใคร โดยเฉพาะกับครอบครัวสามัญชนที่ได้อยู่อาศัยในวังเช่นครอบครัวของเขา

 

"มู่เหลียนซิน" เสียงทุ้มเอ่ยเรียกขึ้นในตอนที่ร่างของน้องสาวกำลังแอบย่องเข้าตำหนัก คนถูกเรียกสะดุ้งตัวด้วยความตกใจเพราะไม่คิดว่าจะมีคนอยู่ ตอนเดินเข้ามานางก็เห็นแค่เสาต้นหนึ่ง ไม่คิดว่าหลังเสาจะมีพี่ชายของนางยืนรออยู่เช่นนี้

 

"พี่ใหญ่ มะ ไม่นอนพักหรือเจ้าคะ"

 

"ไปซุกซนที่ใดมา" ดวงตาคมทอดมองน้องสาวตั้งแต่ศีรษะ​จรดปลายเท้า ปิ่นบนศีรษะ​ที่เพิ่มขึ้นมาหนึ่งอันนั้นสะดุดตาเขาเป็นสิ่งแรก ทรงผมของนางดูเรียบร้อยจนผิดปกติ นางคงไปหาท่านอาจารย์มาจริงๆ นางกำนัลของเสด็จปู่คงจะช่วยเปลี่ยนขุดและทำผมให้ แต่ปิ่นที่เพิ่มมานั้นนางเอามาจากที่ใด?

 

"ไปที่ศาลาเจ้าค่ะ แล้วก็..."

 

"ก็อะไร? "

 

"คือ... ข้า ข้ากับองค์ชายจิ่นเซวียนมีเรื่องกันนิดหน่อย แล้วข้าก็ใช้เข็มยาชากับเขา จนเขาตกใจจนหมดสติไป" ร่างเล็กค่อยๆเล่าบอกแก่พี่ชาย ริมฝีปากเล็กขบเม้มเข้าหากันด้วยไม่รู้ว่าภายใต้ใบหน้านิ่งเรียบนั้นกำลังรู้สึกเช่นไร แต่ดูจากสายตาแล้วคงใกล้จะถูกดุ

 

"ตะ แต่ข้าไม่ได้เริ่มก่อนนะเจ้าคะ ก็องค์ชายนั่นมาจาบจ้วงสัมผัสข้าก่อน ข้าก็เลย...ทำให้มือข้างนั้นของเขาชาจนใช้การไม่ได้ชั่วคราว"

 

"มันสัมผัสส่วนไหนของเจ้า"

 

"แค่ปลายคางเจ้าค่ะ" มู่เหลียนซินหลุบตาลงยามเอ่ยตอบ นางรู้ว่าพี่ชายของนางคงไม่โง่ขนาดที่ว่าจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายสัมผัสนางเช่นไรบ้าง สัมผัสที่คางก็ทำได้อย่างเดียวเท่านั้น นี่ขนาดแค่เรื่องขององค์ชายจิ่นเซวียนคนเดียวพี่ชายนางยังโกรธขนาดนี้ หากบอกว่าถูกคนติดตามสกุลอี้นั่นฉุดกระชากมีหวังต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่โตแน่นอน ไหนจะเรื่องคุณชายกัวเจิ้งเหลียงนั่นอีก

 

"ไปล้างหน้าล้างตาให้สะอาด ส่งเข็มทั้งหมดมาให้พี่ด้วย"

 

"เข็มของข้า... พี่ใหญ่จะเอาไปทำอะไรเจ้าคะ"

 

"กะ ก็ได้เจ้าค่ะ" เมื่อพี่ชายไม่ยอมเอ่ยตอบทั้งยังส่งสายตากดดันมาให้ นางก็จำต้องล้วงหยิบเอาเข็มพิษขนาดเล็กทั้งหมดที่มีนั้นออกมาส่งให้พี่ชายแต่โดยดี เหลียนซินเดินกลับเข้าไปล้างหน้าล้างตาตามที่พี่ชายเอ่ยสั่งไว้ก่อนหน้า ในขณะที่เหว่ยหลงนั้นรีบเดินไปที่ห้องสมุนไพรอย่างรีบร้อน

 

เข็มเล็กๆหลายสิบอันถูกวางลงบนผ้าสีขาวสะอาด มือหนาเปลี่ยนไปหยิบโกร่งบดยาและสมุนไพร จัดการบดสมุนไพรแห้งจนละเอียด ใส่น้ำสะอาดและหยดพิษลงไปอีกหยดสองหยด เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้วก็เทน้ำที่ได้จากการรวมส่วนผสมทั้งหมดลงในถ้วย นำเข็มชุดใหม่มาจุ่มลงไป

 

เข็มพวกนี้เขาสั่งทำด้วยตนเอง มีขนาดเล็กมากแต่ภายในที่มีลักษณะกลวงยาวและกว้างสามารถจุพิษได้เยอะกว่าเข็มพิษปกติถึงสองเท่า ต่อไปเขาจะไม่ยอมให้น้องสาวต้องถูกล่วงเกินเช่นนี้อีก แค่เข็มยาชามันน้อยเกินไป มันต้องเป็นเข็มพิษนี่ต่างหาก รับรองไม่ถึงตายแต่อวัยวะส่วนนั้นคงใช้การไม่ได้อีก

 

คิดแล้วก็ยิ่งโกรธ องค์ชายจิ่นเซวียนนั่นดูเหมือนจะไม่พัฒนาขึ้นบ้างเลย ยิ่งเติบโตก็ยิ่งกลายเป็นอันธพาล​เข้าไปทุกที หาเรื่องคนนั้นคนนี้ไปทั่ว หรือบางทีคงอาจจะถึงเวลาต้องทำอะไรสักอย่าง...

 

"พี่ใหญ่ ข้าล้างหน้าล้างตาตามคำสั่งแล้ว ข้ามาขอเข็มของข้าคืน" เสียงของผู้เป็นน้องสาวดังขึ้นที่หน้าประตู เหว่ยหลงพยักหน้าตกลงก่อนจะเช็ดทำความสะอาดเข็มทั้งหมดแล้วส่งคืนให้อีกฝ่าย ดวงตาคมยังคงจดจ้องคนที่ยื่นมือออกมารับของไปไม่วางตา

 

"พี่ใหญ่..."

 

"พี่คิดว่าเจ้าควรเรียนวิทยายุทธ์​จากท่านพ่ออย่างจริงจังได้แล้ว" เขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง ส่วนคนฟังนั้นก็ได้แต่ยืนทำหน้าเจื่อน นางพอจะมีทักษะการป้องกันตัวอยู่บ้าง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่านั่นอาจจะยังไม่มากพอ ลำพังแค่การใช้เข็มพิษก็ไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง หากใช้จนหมดนางก็เหลือเพียงมือเปล่าเท่านั้น

 

"หากพี่ใหญ่เห็นว่าดีข้าก็จะเรียนเจ้าค่ะ แต่แค่พอเอาตัวรอดได้นะเจ้าคะ" ถึงนางจะซุกซนเหมือนลิงเหมือนข้างก็ใช่ว่าจะชอบการต่อสู้ สำหรับนางแล้วการต่อสู้เป็นสิ่งที่จริงจังมากเกินไป เป็นเรื่องที่นับว่าอันตรายจนอาจเกือบถึงชีวิต ซึ่งไม่เหมาะกับนิสัยของนางเลยสักนิด นางแค่ชอบเล่นสนุก ไม่ได้เลือดร้อนชอบท้าแข่งท้าสู้

 

"ได้ เรียนแค่นั้นก็ได้ อย่างไรเสียเจ้าก็ต้องเรียนการใช้อาวุธกับท่านอาจารย์อยู่ดี"

 

"พี่ใหญ่" มู่เหลียนซินเอ่ยเรียกพี่ชายเสียงอ่อน นางทำหน้าราวกับจะร้องไห้ออกมาอย่างไรอย่างนั้น คำว่าอาวุธนั่นครอบคลุมถึงอะไรบ้าง ลำพังกระบี่ ดาบ หรือธนู นางอาจจะพอฝึกได้ แต่ของอย่างอื่นเช่น ทวน กระบองหนาม นางจะไปมีเรี่ยวมีแรงยกได้อย่างไร ลำพังง้างธนูก็ยากแล้ว

 

วันนี้ไม่น่าหาเรื่องใส่ตัวเลยจริงๆ หากอยู่ที่ตำหนักไม่ไปเที่ยวซนก็คงไม่เกิดเรื่อง นี่ขนาดพี่ชายนางรู้แค่คนเดียวยังเป็นเช่นนี้ หากท่านพ่อหรือเสด็จปู่รู้เข้าจะทำเช่นไร นางไม่ถูกกักบริเวณให้อยู่ในตำหนักตลอดชีวิตหรือ

 

"ไม่ต้องทำหน้าเช่นนั้น เป็นสตรีแค่รู้หนังสือก็เพียงพอแล้ว พี่อุตส่าห์ไม่บอกท่านพ่อท่านแม่ หากไม่อยากฝึกก็ไม่ต้องเข้าเรียนอีก"

 

"ข้าจะเรียนเจ้าค่ะ! ข้ายอมฝึกก็ได้ พี่ใหญ่ไม่ต้องมาพูดเรื่องแบ่งแยกสตรีบุรุษกับข้าเลย ข้าเคยบอกไปแล้วว่าข้าไม่สน มีความรู้สิดี ข้าไม่เข้าใจทำไมบุรุษถึงไม่ชอบให้สตรีอ่านออกเขียนได้ ไม่ให้ยุ่งการบ้านการเมือง กลัวอะไรกันนัก"

 

"พูดในนี้เจ้าพูดได้ แต่อย่าไปพูดให้คนภายนอกฟังเชียวนะ แคว้นของเราเป็นเช่นนี้มายาวนานตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ​ สำหรับพี่ พี่เข้าใจในความคิดของเจ้า แต่สำหรับคนอื่น เขาจะคิดว่าเจ้ามีความคิดแตกแยก เจ้าอาจจะเป็นอันตราย"

 

"ข้าก็ไม่ได้จะเอาไปพูดที่ไหน มดตัวเล็กๆอย่างข้าจะไปสู้อะไรมดทั้งฝูง คนทั้งแคว้น ก็แค่ฝึกวิทยายุทธ์จะไปยากอะไร"

 

เวลาต่อมา

 

"ฮือออ ไม่เอาแล้วเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากฝึกแล้ว" ร่างเล็กของเด็กหญิงทรุดตัวนั่งลงกับพื้น ปากก็ร้องประท้วงบิดาที่กำลังฝึกการต่อสู้ให้ ต่อให้พันผ้าดีอย่างไรนางก็ยังเจ็บอยู่ดี นี่ขนาดแค่ฝึกการต่อสู้ด้วยมือเปล่านางยังเป็นได้ถึงขนาดนี้ ทั้งเจ็บทั้งปวดตามแขนตามขาไปหมด

 

"นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้นเองนะ เจ้ายังต้องฝึกหนักมากกว่านี้อีกมากนัก" มู่หยางเฉินนั่งลงที่ข้างกายบุตรสาว หลังจากฝึกวรยุทธ์ขั้นพื้นฐานให้นางเมื่อหลายปีก่อนก็ไม่เคยฝึกอะไรกันอีก เป็นธรรมดาที่นางจะรู้สึกเหนื่อย และบอกได้เลยว่าหลังตื่นนอนในวันพรุ่งนี้ก็จะยิ่งทวีความปวดตามกล้ามเนื้อ ในส่วนนี้คงต้องให้ฮูหยินคนงามของเขาช่วยปรุงยาให้

 

"ยังมีหนักกว่านี้อีกหรือเจ้าคะ" เหลียนซินหน้างอง้ำยิ่งกว่าเก่า สองมือบีบนวดตามแขนของตนเอง ในขณะที่บิดาช่วยนวดขาทั้งสองข้างให้คลายความเมื่อยล้า คงจะดีกว่านี้ถ้านางยอมให้ท่านแม่ฝังเข็มให้ แต่ท่านแม่กำลังพักผ่อน และนางก็ไม่อยากรบกวน คงได้แต่รอเสียแล้ว

 

นางคงต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดี แล้วก็คงต้องลองไปซ้อมดาบซ้อมธนูก่อนจะเริ่มเรียนกับท่านอาจารย์ด้วย ไม่เช่นนั้นนางคงได้ขายขี้หน้าคนอื่นๆ นางไม่ยอมให้ร่างกายที่เป็นสตรีมาเป็นข้อจำกัดแน่ ถึงแม้ตอนนี้ความขี้เกียจของตัวนางเองจะกำลังเล่นงานด้วยการแสดงความเจ็บปวดของร่างกายออกมาก็เถิด หากฝึกอย่างเป็นประจำก็คงจะดีขึ้น

 

"เดี๋ยวก็ดีขึ้น อดทน แล้วเจ้าจะผ่านมันไปได้เอง" หยางเฉินลูบศีรษะ​ของบุตรสาวเบาๆ วันนี้ที่ต้องฝึกให้นางอย่างจริงจังก็เพราะคนของเขาเข้ามารายงานถึงเรื่องที่เกิดขึ้น เฟยเหิงเล่าทุกเหตุการณ์ไม่ขาดตกบกพร่อง และเขาก็ได้ตักเตือนผ่านทางองค์ชายเก้าแล้วว่าให้อบรมองค์ชายจิ่นเซวียนให้ดี เพราะครั้งหน้าเขาคงไม่ไว้หน้าอีก แน่นอนว่าอีกฝ่ายรู้ดีว่าเขาไม่ได้ขู่

 

แม้เขาจะยอมปิดหูปิดตาแสร้งไม่รู้ว่าบุตรสาวแอบปลอมเป็นบุรุษเพื่อเข้าเรียนกับพี่ชาย แต่ก็ใช่ว่าเขาจะปล่อยให้ใครมาทำอันตรายนางได้ เขามีบุตรสาวแค่คนเดียว ทั้งรักทั้งหวงยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด หากนางยังถูกหาเรื่องไม่เลิกราเช่นนี้ เขาก็จะลงมือจัดการเรื่องนี้ด้วยตนเอง

 

------------

 

หายไปทั้งอาทิตย์เลย ซอรี่มากๆจ้า ติดงานกลุ่ม รายงานห้าวิชา นี่เสร็จวิชาหนึ่งก็รีบมาต่อให้เลย ไรท์ไม่ได้เทน้าา

 

 

ความคิดเห็น