facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่19 มู่หรงเช่อ

ชื่อตอน : บทที่19 มู่หรงเช่อ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 383

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ย. 2563 20:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่19 มู่หรงเช่อ
แบบอักษร

19 

มู่หรงเช่อ 

 

           นับจากวันที่เว่ยซิ่วอิงไปตามเซี่ยเฉิงลี่มาพบเสี่ยวอินที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว ชายหนุ่มก็แวะเวียนไปเล่นกับเด็กหญิงทุกวัน บางครั้งยังพากันออกไปเล่นนอกตำหนัก จนจ้าวหนิงที่ปกติไม่เคยหวงเสี่ยวอินกับสหายของตน ก็เริ่มจะหวงขึ้นมาบ้าง ยิ่งได้ยินเด็กน้อยป่าวประกาศว่า “โตขึ้น เสี่ยวอินจะแต่งงานกับท่านอาหมอ!” จ้าวหนิงก็แทบจะสั่งขังเซี่ยเฉิงลี่เลยทีเดียว

หลันเซวียนกุมขมับไป หัวเราะไป ไม่กี่วันก่อน ลูกสาวตัวน้อยของนางเพิ่งพูดว่า “โตขึ้น เสี่ยวอินจะแต่งงานกับเสด็จพ่อ!” แต่มาวันนี้กลับเปลี่ยนใจเสียแล้ว ไม่รู้ว่าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หากเสี่ยวอินได้พบกับคนที่นางอาจจะต้องแต่งงานด้วยในอนาคต เด็กหญิงจะว่าอย่างไร

หลายวันต่อมา เสี่ยวอินก็ร้องอยากจะออกมากินขนมโก๋ใบบัวหยกของร้านหวังฟาง ร้านขายขนมชื่อดังในเมืองหลวงที่จ้าวหนิงพานางออกมากินบ่อย ๆ

           ขนมโก๋ใบบัวหยกที่เป็นของขึ้นชื่อของทางร้านและเป็นของโปรดของเสี่ยวอิน คือขนมโก๋นิ่มหรือขนมโก๋อ่อน ทำจากแป้งข้าวเหนียวกับแป้งข้าวเจ้า น้ำตาล และไขมันเล็กน้อย เป็นขนมพื้นเมืองที่มีมาเนิ่นนาน ซึ่งร้านหวังฟางได้ดัดแปลงสูตรจากตำราโบราณ ทั้งรูปลักษณ์และรสชาติ เปลี่ยนขนมสีขาวเนื้อเนียนนุ่มเรียบง่ายเป็นสีเขียว กรีดลายลงบนเนื้อแป้งให้ดูคล้ายลายของใบบัว เพิ่มกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของชาเหลียนเฉียวลงไป จนดูราวกับนำใบบัวที่มีกลิ่นหอมมาห่อขนม ส่วนไส้ด้านในที่เป็นสีขาวดุจหยก ทำจากมะพร้าวอ่อนเนื้อนุ่มหอมหวานมัน ให้สัมผัสนุ่มละมุนตั้งแต่เริ่มต้นเคี้ยว กระทั่งยามที่กลืนลงไปแล้วก็ยังมีกลิ่นและรสติดอยู่ที่ปลายลิ้น เสี่ยวอินชอบกินขนมชนิดนี้มาก ยามมีขนมโก๋ใบบัวหยกอยู่ตรงหน้า นางจะไม่สนใจสิ่งใด กระทั่งท่านอาหมอที่นางประกาศว่าจะแต่งงานด้วย ก็ยังมิอาจดึงความสนใจของเด็กน้อยออกจากจานขนมได้

           เมื่อบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ที่เดินทางมาจากแคว้นหยางทราบว่า จ้าวหนิงจะพาลูกสาวตัวกลมของเขามากินขนมที่ร้านหวังฟาง ก็รีบตามมาที่ร้าน เพื่อดูว่าเด็กหญิงที่เขาอยากจะได้เป็นลูกสะใภ้ ยามอยู่นอกวังโดยปราศจากตำแหน่งองค์หญิง จะน่ารักน่าเอ็นดูสักเพียงใด

           “ท่านอาหมอไปไหนแล้ว” เสี่ยวอินวิ่งลงมาตามหาท่านอาหมอที่ออกมาจากห้องรับประทานอาหารชั้นบนเพื่อเข้าห้องน้ำ

           องครักษ์หญิงในชุดสามัญชนจำนวนไม่น้อยติดตามมาคอยอารักขาองค์หญิงน้อยอยู่รอบกายนาง ความจริงแล้วแขกส่วนใหญ่ของร้านหวังฟางในวันนี้ ล้วนแต่เป็นขุนนางราชสำนักที่มาเพื่อเอาใจจ้าวหนิง ต่างคนต่างพาลูกหลานของตนมาด้วย เพื่อหวังผูกไมตรีกับองค์หญิงเฟยอินที่พระบิดาทรงรักยิ่งกว่าผู้ใด ทว่าเสี่ยวอินตัวน้อยกลับไม่สนใจใคร เพราะมัวแต่ตามหาท่านอาหมอของนางอยู่

           “โอ๊ย!”

           สองเสียงประสานกันขึ้น เมื่อเสี่ยวอินวิ่งไปชนกับใครคนหนึ่งเข้าอย่างจัง

           ขุนนางหลายคนคิดจะวิ่งเข้าไปตำหนิเด็กชายที่เสี่ยวอินวิ่งไปชนเพื่อประจบฮ่องเต้ แต่แล้วก็กลับต้องหยุดชะงัก เมื่อเห็นว่าไม่มีองครักษ์คนใดยื่นมือเข้าไปยุ่ง

ด้วยฐานะองค์หญิง การที่เสี่ยวอินจะวิ่งไปชนใครได้นั้นหาใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่าย ๆ เด็กน้อยมีองครักษ์ล้อมหน้าล้อมหลัง ต่อให้ไม่เห็นก็ใช่ว่าจะไม่มี จึงมิมีผู้ใดสามารถเข้าใกล้ร่างเล็กได้ หากองครักษ์ทั้งหลายไม่เปิดทางให้

           เช่นนั้นผู้ที่มาใหม่เป็นใครกัน?!

           “เสี่ยวอินขอโทษ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า เดี๋ยวเสี่ยวอินเป่าแผลให้” เด็กหญิงพูดอย่างรู้สึกผิด เพราะนางเป็นฝ่ายที่วิ่งไปชนเด็กชายตรงหน้าจนเขาเกือบจะล้ม

           “ไม่เป็นไร ข้าไม่เจ็บ” เด็กชายรูปร่างหน้าตาดีวัยประมาณเจ็ดปีเอ่ยตอบ

เขาเป็นเด็กผู้ชายที่ตัวโตกว่า แล้วจะให้เด็กผู้หญิงมาเป่าแผลให้ได้อย่างไร!

           “จริงหรือ เสี่ยวอินเป่าแผลเก่งนะ ถ้าเจ็บต้องบอกเสี่ยวอิน ห้ามโกหกเด็ดขาด” เสียงเล็ก ๆ ฟังดูคล้ายออกคำสั่งเล็กน้อย จนบุรุษรูปร่างสูงใหญ่ ท่วงท่าสง่างามดุจชนชั้นสูงที่ยืนอยู่ด้านหลังเด็กชายขยับกายเข้ามาใกล้ ก่อนก้มลงมาหาเสี่ยวอินอย่างเอ็นดู

           “เจ้าว่า เจ้าชื่อเสี่ยวอินหรือ” เขาถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

           “ใช่แล้ว เสี่ยวอินชื่อว่าเสี่ยวอิน”

           “แล้วชื่อจริงเล่า ชื่อว่าอะไร”

           “ชื่อองค์หญิง”

           คำตอบที่ได้ เรียกเสียงหัวเราะจากผู้ถามได้เป็นอย่างดี เหล่าขุนนางที่นั่งกันอยู่เริ่มมองหน้ากัน บุรุษไม่กลัวตายผู้นั้นเป็นใคร นอกจากจะเดินเข้ามาใกล้องค์หญิงได้โดยง่ายแล้ว ยังสามารถพูดคุยและหัวเราะนางได้โดยไม่มีองครักษ์คนใดเข้ามาขัดแม้แต่คนเดียว

           “เช่นนั้นองค์หญิง บิดาเจ้าชื่อแซ่อะไร บอกข้าหน่อยได้หรือไม่” ชายหนุ่มยังคงถามต่ออย่างเอ็นดู

           “ชื่อเสด็จพ่อ” เสี่ยวอินตอบอย่างมั่นใจ แต่เพียงครู่เดียว ความมั่นใจนั้นก็ดูเหมือนจะลดลงไปหลายส่วน “หรือชื่อฝ่าบาทนะ”

           ผู้ถามยิ่งหัวเราะเสียงดังกว่าเดิมอย่างชอบใจ เว่ยซิ่วอิงที่อยู่ใกล้ ๆ เห็นว่า ‘เสด็จลุง’ น่าจะทักทายและเล่นสนุกกับหลานสาวพอแล้ว จึงเดินเข้ามาประสานมือคำนับ

           “คารวะนายท่านมู่หรง”

           เมื่อคนขุนนางรอบข้างได้ยินเว่ยซิ่วอิงเรียกอีกฝ่ายว่านายท่านมู่หรง ก็ทราบทันทีว่าบุรุษที่ดูน่าเกรงขามผู้นี้คือใคร

           เขาคือมู่หรงเจวี๋ย พระญาติฝั่งพระมารดาของจ้าวหนิง จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แห่งแคว้นหยาง!

           “ซิ่วอิง ไม่เจอกันเสียนาน สบายดีนะ” มู่หรงเจวี๋ยเอ่ยทักอย่างเป็นกันเอง

           “ขอบคุณนายท่านที่เป็นห่วง ซิ่วอิงสบายดีเจ้าค่ะ” เว่ยซิ่วอิงตอบ “นายท่านของข้าน้อยอยู่ชั้นบน เรียนเชิญนายท่านมู่หรงขึ้นไปร่วมสังสรรค์กับนายท่านของข้าน้อยเถอะเจ้าค่ะ”

           “อืม” มู่หรงเจวี๋ยตอบรับ แล้วหันมาหาเสี่ยวอินที่ยืนเอียงคอมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย

           “ต้าหลาง เจ้าก็พาน้องสาวตัวน้อยผู้นี้ไปด้วยกันสิ” เขาหันมาพูดกับลูกชาย

           “ขอรับท่านพ่อ” เด็กชายตอบรับ แล้วยื่นมือให้เสี่ยวอิน “น้องสาว เราขึ้นไปคำนับท่านพ่อของเจ้าด้วยกันดีกว่า”

           “เสี่ยวอินต้องหาท่านอาหมอให้เจอก่อน” เด็กน้อยปฏิเสธ

           “คุณหนู ขึ้นไปกับท่านลุงก่อนเถอะเจ้าค่ะ ประเดี๋ยวท่านอาหมอก็จะตามไปหาคุณหนูเอง” เว่ยซิ่วอิงบอกเสียงนุ่ม

           “แต่เสี่ยวอินไม่รู้จักท่านลุงกับพี่ชายคนนี้”

           “นายท่านมู่หรงกับคุณชายใหญ่เป็นญาติของคุณหนูเจ้าค่ะ ท่านเดินทางมาไกลก็เพื่อพบคุณหนู เป็นเด็กดีต้องรู้จักดูแลญาติผู้ใหญ่ของตนนะเจ้าคะ”

           “เสี่ยวอินเป็นเด็กดี” เจ้าตัวเล็กรีบร้องบอก “เสี่ยวอินจะพาท่านลุงกับพี่ชายไปพบเสด็จ...ไปพ่อท่านพ่อของเสี่ยวอิน” ประโยคหลัง เด็กน้อยยกมือป้อม ๆ ขึ้นป้องปากกระซิบราวกับเป็นความลับใหญ่หลวง ทั้งที่ก่อนหน้านี้เพิ่งพูดออกมาจนหมดว่าตนชื่อองค์หญิงและมีบิดาชื่อเสด็จพ่อหรือฝ่าบาท

           เสี่ยวอินเดินไปจูงมือ ‘มู่หรงเช่อ’ โอรสองค์โตของจักรพรรดิมู่หรงเจวี๋ย แล้วพาเขาขึ้นไปชั้นบนที่จ้าวหนิงและหลันเซวียนนั่งอยู่ มู่หรงเจวี๋ยเห็นเด็กน้อยสองคนเดินจูงมือกันแล้วรู้สึกเอ็นดูยิ่งนัก จึงเดินอมยิ้มตามไปตลอดทาง ทิ้งให้บรรดาขุนที่นั่งอยู่ข้างล่างพากันคอตกด้วยความผิดหวัง

           ที่เคยคาดหวังว่าอาจจะมีโอกาสได้เชื่อมวาสนาให้บุตรชายของตนกับองค์หญิงเฟยอิน ดูเหมือนจะเป็นไปได้ยากเสียแล้ว เพราะแม้แต่จักรพรรดิมู่หรงเจวี๋ย ก็ยังดูเหมือนอยากจะได้องค์หญิงน้อยไปเป็นพระสุนิสา

           แล้วผู้ใดจะเทียบรัศมีองค์ชายใหญ่แห่งแคว้นหยางได้อีกเล่า

           “เสด็จพ่อ เสด็จแม่” เสี่ยวอินเปิดประตูเข้ามาเรียกเสียงใส “เสี่ยวอินพากับท่านลุงกับ...กับ...”

           เด็กหญิงหันมามองหน้าพี่ชายที่ตนกำลังจูงมืออยู่ด้วยรอยยิ้มใสซื่อ

           “พี่ชายชื่ออะไรนะ”

           “เรียกข้าว่าเช่อ”

           “พี่เช่อ” เสี่ยวอินยิ้มกว้าง ก่อนหันไปหาบิดามารดาของตน “เสี่ยวอินพาท่านลุงกับพี่เช่อมาหาเสด็จพ่อกับเสด็จแม่”

           จ้าวหนิงกับหลันเซวียนลุกขึ้นยืน แล้วก้าวมาเบื้องหน้า

           “พี่เจวี๋ย” จ้าวหนิงค้อมศีรษะให้มู่หรงเจวี๋ยเล็กน้อย ในขณะที่หลันเซวียนยอบกายคำนับอย่างนอบน้อม

           “คารวะนายท่านเจ้าค่ะ”

           “คารวะท่านอา อาสะใภ้” มู่หรงเช่อคำนับจ้าวหนิงกับหลันเซวียนอย่างนอบน้อม

           ว่าที่ลูกเขยตามมาคารวะถึงที่แล้ว

 

           ครู่ต่อมา ในห้องรับรองที่จ้าวหนิงนั่งอยู่ก็ถูกจัดโต๊ะแยกเป็นสองโต๊ะ โต๊ะหนึ่งเป็นของผู้ใหญ่ ประกอบด้วยมู่หรงเจวี๋ย จ้าวหนิง และหลันเซวียน ในขณะที่อีกโต๊ะมีเสี่ยวอินกับมู่หรงเช่อกำลังกินขนมอยู่ด้วยกัน โดยขนมแต่ละอย่าง ล้วนเป็นของโปรดที่เสี่ยวอินเป็นผู้เลือก ไม่รู้ว่าเลือกมาเพราะอยากจะกินเอง หรืออยากจะให้เพื่อนใหม่ได้ลองชิมขนมแสนอร่อยกันแน่

           “พี่สะใภ้เล่า ไยไม่มาด้วยกัน” จ้าวหนิงถาม เมื่อเห็นเพียงญาติผู้พี่ แต่กลับไม่เห็นพี่สะใภ้

           “เอ้อร์หลางกับซานหลางไม่เคยเดินทางไกลจึงรู้สึกเหนื่อย ข้าให้ฮูหยินพาพวกเขาไปพักผ่อน แล้วพรุ่งนี้ค่อยพาเด็กสองคนนั้นไปคำนับเจ้าที่บ้าน” มู่หรงเจวี๋ยตอบ พลางชำเลืองมองไปยังโต๊ะข้าง ๆ ที่เด็ก ๆ กำลังกินขนมกันอยู่

“เสี่ยวอินของเจ้าน่าเอ็นดูยิ่งนัก เพียงแค่เห็นครั้งแรก ข้าก็ถูกดวงตาใสซื่อของนางชวนให้หลงรักแล้ว”

           จ้าวหนิงไม่ตอบอะไร เพียงเหลือบมองเด็กชายที่กำลังนิ่งกินขนมอยู่กับลูกสาวของตน หลันเซวียนเองก็เช่นกัน ทั้งนางและสามีต่างก็ทราบดีว่ามู่หรงเจวี๋ยพาลูกชายคนโตมาถึงแคว้นอิ๋งด้วยจุดประสงค์ใด

ทั้งสองยังไม่ปรารถนาจะให้ใครแย่งชิงลูกสาวของตน แม้จะเป็นเพียงแค่การหมั้นหมายก็ตาม!

           ในขณะเดียวกัน ที่โต๊ะของเด็กทั้งสอง เสี่ยวอินที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรก็กำลังอวดขนมแสนอร่อยกับมู่หรงเช่ออยู่

“นี่ขนมโก๋ใบบัวหยก วันนี้เสี่ยวอินกินเยอะแล้ว แบ่งให้พี่เช่อบ้าง” เด็กหญิงเลื่อนจานขนมสีเขียวใบบัวตรงหน้าไปให้มู่หรงเช่อ พร้อมกับยิ้มจนตาหยี

มู่หรงเช่อมองเด็กหญิงตัวน้อยที่แก้มสองข้างพองกลมเหมือนอมซาลาเปาไว้ น้องสาวผู้นี้น่ารักน่าเอ็นดูเหมือนที่เสด็จพ่อของเขาคาดการณ์ไม่มีผิด ทั้งยังมีน้ำใจแบ่งปันขนมให้เขา เด็กชายยิ้มตอบแล้วเอื้อมมือไปรับจานขนมจากเด็กน้อย

           “ขอบใจมาก เจ้ามีน้ำใจจริง ๆ” มู่หรงเช่อตอบ กิริยาท่าทางของเขานุ่มนวล อ่อนโยน และใจดีอย่างยิ่ง เสี่ยวอินยิ้มกว้าง ๆ ตอบเขา แล้วรอคอยให้เด็กชายกินขนม

           “อร่อยไหม” เด็กหญิงถามอย่างตื่นเต้น ทั้งที่มู่หรงเช่อเพื่อกัดขนม ยังไม่ทันได้เคี้ยวด้วยซ้ำ

           “อร่อยมาก” เด็กชายตอบหลังจากเคี้ยวและกลืนขนมแล้ว “เจ้าเลือกขนมเก่งยิ่งนัก”

           คำชมนั้นทำให้เสี่ยวอินยิ้มกว้างกว่าเดิมอีกหลายเท่า มือเล็ก ๆ หยิบขนมอีกหลายอย่างมาป้อนใส่ปากมู่หรงเช่อ แล้วรอฟังเขาบอกว่าอร่อย จนองค์ชายใหญ่แห่งแคว้นหยางเคี้ยวแทบไม่ทัน รู้สึกเหมือนขนมจะติดคออยู่หลายครั้ง แต่กลับไม่กล้าขัดใจเด็กตัวกลม ๆ ตรงหน้า จึงได้แต่อ้าปากรับขนมที่นางป้อนให้เรื่อย ๆ

           “เอ๊ะ! เรายังไม่ได้สั่งขนมกุ้ยฮวากันเลยนี่” เสี่ยวอินร้อง เมื่อเห็นว่าขนมแสนอร่อยขาดไปอย่างหนึ่ง “เดี๋ยวเสี่ยวอินสั่งให้นะ สั่งเยอะ ๆ เลย จะได้ไม่ต้องสั่งเพิ่ม”

           “ขนมกุ้ยฮวาที่นี่อร่อยถึงเพียงนั้นเชียวหรือ” มู่หรงเช่อถามอย่างสนใจ

           “เขาให้น้อยน่ะ”

           “...”

 

           หลังกินขนมเสร็จ เสี่ยวอินก็จูงมือมู่หรงเช่อเดินออกจากร้านหวังฟาง เด็กทั้งสองดูเหมือนพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียวยิ่งนัก คนน้องส่งเสียงพูดเจื้อยแจ้วไปเรื่อย ในขณะที่คนพี่ตั้งใจฟังทุกคำ มีถามคำถามแทรกบ้างในบางครั้ง มู่หรงเจวี๋ยเองก็ดูพอใจไม่น้อยที่เห็นเด็กทั้งสองเข้ากันได้ดีตั้งแต่ครั้งแรกที่พบหน้า แต่เมื่อหันไปมองสีหน้าของจ้าวหนิงและหลันเซวียน จักรพรรดิแห่งแคว้นหยางก็เกือบจะเผลอหัวเราะออกมา

           ดูท่าว่าลูกสะใภ้ผู้นี้ คงจะไม่สามารถแย่งชิงมาจากอกของบิดามารดาของนางได้ง่าย ๆ เสียแล้ว

 

           เมื่อกลับมาถึงตำหนักเลี่ยงซิ่ว เสี่ยวอินก็เอาแต่พูดถึงพี่เช่อ แม้แต่ท่านอาหมอที่มาเล่นกับนางก็ยังต้องฟังเรื่องนี้ด้วย พอท่านอาหมอกลับไป เด็กหญิงก็ไปเล่าเรื่องพี่เช่อให้เซียวต้าไป๋ฟังต่อ เจ้าหมายักษ์ได้แต่นั่งแลบลิ้น ส่งเสียง “แฮ่ ๆ” ทำเป็นตั้งใจฟังที่เด็กน้อยเล่า ทั้งที่ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ฟังเข้าใจบ้างสักครึ่งส่วนหรือไม่

           “พี่หนิง ข้าว่าท่านได้ลูกเขยแน่” เว่ยซิ่วอิงกระซิบด้วยน้ำเสียงยั่วโมโห จ้าวหนิงใช้มือตีลงไปบนศีรษะนางเบา ๆ ด้วยความหมั่นไส้

           “เห็นแก่ที่เพิ่งฟื้นตัวจากพิษ หาไม่ ข้าจะส่งเจ้าไปนอนในคุกมืดให้มันรู้แล้วรู้รอดไป”

           เว่ยซิ่วอิงกลอกตาไปมา นางถูกขู่ว่าจะขังคุกมืดวันละห้าเวลา แต่ได้ไปจริง ๆ ไม่ถึงหนึ่งในร้อยหนด้วยซ้ำ ทว่าคนขู่กลับไม่เลิกขู่เสียที จนนางนึกอยากจะช่วยคิดคำขู่ใหม่ให้เขาเหลือเกิน

           “เสี่ยวอิน มาหาพ่อสิ” จ้าวหนิงเรียก

           ร่างอ้วนป้อมวิ่งมาตะกายขึ้นตักเสด็จพ่อทันทีโดยไม่ต้องให้เรียกซ้ำ เซียวต้าไป๋เองก็วิ่งตามมาติด ๆ ราวกับเป็นลูกที่ถูกเรียกเช่นกัน

           “เสด็จพ่อ” เสี่ยวอินกอดจ้าวหนิง แล้วซุกหน้าถูไถลงบนอกของบิดาอย่างออดอ้อน

           “วันนี้สนุกหรือไม่” ชายหนุ่มถาม พลางลูบศีรษะเล็กอย่างรักใคร่

           “สนุกเพคะ พี่เช่อใจดี”

           พี่เช่อ ชื่อนี้อีกแล้ว!

           สีหน้าของจ้าวหนิงเยือกเย็นลงเล็กน้อย จนหลันเซวียนต้องเดินมาลูบแขนเขาเบา ๆ เป็นเชิงปลอบ

           “เจ้าชอบเจ้าเด็กนั่นมากเลยหรือ”

           “ชอบ!” เสี่ยวอินตอบเสียงดัง “โตขึ้นเสี่ยวอินจะแต่งงานกับพี่เช่อ!”

           เว่ยซิ่วอิงหัวเราะลั่นอย่างไม่เก็บอาการ จนจ้าวหนิงเหลือบมองนางด้วยสายตาขุ่นขวาง ทีแรกองค์หญิงน้อยบอกจะแต่งงานกับเสด็จพ่อ ต่อมาบอกจะแต่งงานกับท่านอาหมอ มาวันนี้กลับบอกว่าจะแต่งงานกับมู่หรงเช่อเสียแล้ว ช่างน่าสงสารบุรุษคนแรกที่โดนเด็กน้อยทอดทิ้งแล้วหันไปหาคนอื่นเสียจริง

           “เสี่ยวอิน” จ้าวหนิงพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เสียงของตนเยือกเย็นยามพูดกับลูก “ระหว่างพ่อกับมู่หรงเช่อ เจ้าชอบเด็กคนนั้นมากกว่าพ่อหรือ”

           เสี่ยวอินเอียงคอมองเสด็จพ่อ ก่อนจะส่ายหน้า

           “เสี่ยวอินชอบเสด็จพ่อมากกว่า” เด็กน้อยตอบเสียงอ้อน “เสี่ยวอินรักเสด็จพ่อ”

           “แต่ถ้าแต่งงานกับมู่หรงเช่อ ก็จะไม่ได้อยู่กับพ่อนะ”

           “เหตุใดเสี่ยวอินจึงจะไม่ได้อยู่กับเสด็จพ่อ”

           “เจ้าแต่งกับใครก็ต้องไปอยู่กับคนนั้น หากแต่งงานกับมู่หรงเช่อ เขาก็จะพาเจ้าไปจากพ่อ”

           เสี่ยวอินตัวน้อยนั่งครุ่นคิดจนคิ้วแทบจะพันกัน

           “ถ้าอย่างนั้น เสี่ยวอินแต่งงานกับเสด็จพ่อดีกว่า เสี่ยวอินจะได้อยู่กับเสด็จพ่อตลอดไป”

           สิ้นสุดประโยคนั้น เสด็จพ่อของเสี่ยวอินก็อารมณ์ดีไปอีกหลายวันอย่างน่าประหลาด 

ความคิดเห็น