ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

EP 05 เส้นทางรัก Part ll Loading…100%

ชื่อตอน : EP 05 เส้นทางรัก Part ll Loading…100%

คำค้น : รักปีนเกลียว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.2k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 15 ก.ย. 2563 17:25 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 05 เส้นทางรัก Part ll Loading…100%
แบบอักษร

EP 05 

เส้นทางรัก Part ll Loading…100% 

“ขอบใจมากนะอิงค์”

 

               “เราต่างหากต้องขอบใจศิลา ไว้เจอกันนะ ถ้าผ้าเรียบร้อยแล้วเราจะโทรบอก”

 

               “อืม งั้นเรากลับเลยนะ”

 

               “จ้า ขับรถดีๆ”

 

               เสียงพี่ศิลากับคุณอิงค์ร่ำลากันดังมาจากบริเวณหน้าร้าน แปลว่าพี่ศิลากำลังจะกลับแล้วสินะ นานๆ เราจะมีโอกาสได้เจอกันข้างนอกแบบนี้สักครั้ง ผมจะต้องรีบใช้มันให้เป็นประโยชน์

 

               คิดได้ผมก็รีบเดินตามหลังพี่ศิลามาที่รถ เขาไม่ได้หันมามองผมหรอกเพราะมัวแต่ก้มหน้าก้มตากดโทรศัพท์ รู้ตัวอีกทีก็ตอนที่ผมมาหยุดยืนอยู่ข้างประตูรถของเขาส่วนเขาก็ยืนอยู่ที่ฝั่งตรงกันข้ามและกำลังจะเปิดประตูรถแต่ยังไม่ทันจะได้เปิด

 

               “เชี่ย!”

 

อุทานได้ขัดกับหน้าตาเสียเหลือเกิน

 

               “เหี้ยที่ไหนจะหน้าตาดีแบบผม” ผมแสร้งถาม พูดจบก็ยิ้มให้เขาอย่างต้องการจะหว่านเสน่ห์ ส่วนเขาก็ยังคอยแต่จะถอนหายใจกับผมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

 

               “อะไรของมึง หรือเปลี่ยนใจ ตามมาเอาเช็ค”

 

               “เปล่าครับ ผมแค่อยากจะขอติดรถพี่ไปลงที่รถไฟฟ้าสักหน่อย”

 

               “ไม่ผ่าน”

 

               “อ้อมไปส่งผมหน่อยนะครับ”

 

               “ไม่”

 

               “ผมบอกพี่กี่ครั้งแล้วว่าคนน่ารักเขาไม่ใจร้ายกัน” ผมยังหน้าด้านเถียงกับเขาต่อไป สักพักเขาก็จนปัญญาจะไล่เองนั่นแหละ

 

               “กูไม่ได้อยากน่ารัก”

 

               “แต่พี่น่ารักมาก น่ารักจนใจผมเจ็บ ฮึก”

 

               “ไอ้#$@#%$$#”

 

               “นะครับ คิดเสียว่าสงสารเด็กหน้าตาดีตาดำๆ” ผมหน้ามึนจะเอาชนะ พี่ศิลากลอกตาเหมือนอยากจะกลั้นใจตายตรงนี้เสียให้ได้ แต่สุดท้ายเขาก็เปิดประตูรถแล้วเข้าไปประจำที่คนขับเงียบๆ

 

ต่อให้เขาจะไม่ได้ตอบตกลงแต่การที่เขาไม่ได้ด่าผมกลับมาหรือไล่ตะเพิดผมเสียงดังแบบที่ผมเองก็แอบกลัวอยู่ลึกๆ นั่นก็แปลว่าเขาอนุญาตนั่นแหละ

 

               นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ผมได้มานั่งในรถของเขา รถยุโรปคันหรู ภายในเป็นเบาะหนังสีแดงร้อนแรงทั้งคัน เรียกได้ว่าหรูหราสมฐานะจริงๆ

 

               “พี่จะไปไหนต่อเหรอครับ หรือว่ากลับสตูฯ ผมฝากความคิดถึงพี่ๆ ทุกคนหน่อยได้รึเปล่า” ผมพยายามชวนคุย แต่พี่ศิลากลับยังเอาแต่ตั้งอกตั้งใจขับรถต่อไปเรื่อยๆ ราวกับอยากจะให้ถึงสถานีรถไฟฟ้าแล้วรีบๆ ถีบผมลงจากรถใจจะขาด

 

               “พี่ศิลาครับ”

 

               “มึงช่วยนั่งเงียบๆ หน่อยเถอะ กูต้องการใช้สมาธิ เดี๋ยวกูขับรถชนคนตายขึ้นมา ได้เดือดร้อนกันหมด”

 

               นั่นคือกำลังแช่งตัวเองรึยังไงกันล่ะ ปั๊ดโธ่

 

               “วันก่อนไอ้อินเทลมันบอกผมแล้วว่าพี่แวะไปหาผมที่ร้าน”

 

               “กูแวะไปหาไอ้ทัพ”

 

               “ฮั่นแน่”

 

               “ฮั่นแน่พ่อง” เขาเริ่มหงุดหงิด สีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ขัน ทว่ากลับยิ่งทำให้ผมอารมณ์ดีอย่างบอกไม่ถูก

 

               “โอเคครับ พี่ไม่ได้แวะไปหาผม แต่ขอแค่รู้ว่าพี่มองหาผมก็ยังดีเนอะ” ผมปิดท้ายยิ้มๆ สีหน้าพี่ศิลาเวลาจนแต้ม กลืนไม่เข้าคายไม่ออกบอกไม่ถูกนี่มันดีต่อใจผมจริงๆ

 

               “พี่ศิลาครับ”

 

               “เฮ้อ มึงนี่มันพูดมากจริงๆ มีคนเคยบอกมั้ยว่ามึงน่ารำคาญ”

 

               “ไอ้อินเทลเคยบอกครับ แต่ผมรู้ตัวหรอกน่าว่าผมจะพูดมากกับแค่เฉพาะคนที่ผมมีใจด้วย” ผมบอกแล้วยิ้มกว้าง ตั้งใจจะกวนประสาทพี่ศิลาจนถึงสถานีรถไฟฟ้านั่นแหละ นี่น่าจะยังเหลืออีกสองไฟแดง ผมต้องรีบทำคะแนนแล้ว ถึงตอนนี้เขาจะรำคาญแต่ผมรู้หรอกว่าหากเขาเหงาหรือว่าผ่านมาเส้นทางนี้อีกเมื่อไหร่ เขาจะต้องคิดถึงผมขึ้นมาบ้างแน่ๆ

 

               ผมขอเรียกมันว่าเสียทางแห่งรักของเราก็แล้วกัน…

 

               ผมมันจะดูน้ำเน่าไปสักหน่อย แต่เชื่อสิว่าเวลาที่เราเดินผ่านเส้นทางใดสักเส้นทางหนึ่งที่ไม่ว่ามันจะเป็นระยะสั้นหรือระยะยาว ได้นั่งกินก๋วยเตี๋ยวข้างทาง หรือเป็นเพียงแค่การได้นั่งฟังเพลงกับใครสักคน ทุกครั้งเมื่อเราได้ทำแบบนั้นอีกครั้ง เราจะคิดถึงคนที่อยู่กับเราในวันนั้นๆ เสมอ

 

ไงล่ะ ผมเป็นคนหน้าตาดีที่นอกจากจะอ่อยเก่งมากๆ แล้ว ก็ยังเป็นคนโรแมนติกมากด้วยนะ บอกเลย

 

               “เอาที่มึงสบายใจเลยไอ้โอบ” พี่ศิลาบอกเสียงเซ็ง พูดจบเขาก็เอื้อมมือไปเปิดวิทยุ ทำราวกับว่าอยากใช้เสียงเพลงกลบเสียงของผมเสียอย่างนั้น

 

ผมกำลังจะแกล้งเอื้อมมือไปปิด แต่โทรศัพท์มือถือของผมดันดังขึ้นมาเสียก่อน ผมก็เลยต้องเลือกหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา

 

Rrrr~

 

แต่ดันลังเลที่จะกดรับ พอเห็นเบอร์ที่โชว์อยู่บนหน้าจอแล้วผมก็นึกภาวนาอยากให้โทรศัพท์แบตฯหมดขึ้นมาดื้อๆ ถือมันอยู่นานจนพี่ศิลาหันมามอง

 

“ใครล่ะ เจ้าหนี้มึงรึไง” ปากแบบนี้น่าจูบเสียให้เข็ดจริงๆ

 

ผมหันไปมองค้อนใส่พี่ศิลาก่อนจะเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋าเป้ของตัวเองทั้งที่มันยังคงดังอยู่แบบนั้นนั่นแหละ ทำยังไงได้ล่ะในเมื่อจะกดตัดสายทิ้งก็ไม่ได้นี่นา เดี๋ยวบอกว่าผมไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ก็เลยไม่ได้รับก็แล้วกัน แม้ว่าความจริงแล้วมันจะดังมากจนน่ารำคาญก็ตามที

 

“ถ้าผมมีเจ้าหนี้ เจ้าหนี้คนนั้นของผมก็คงเป็นพี่นั่นแหละครับพี่ศิลา”

 

“อะไรของมึงอีกล่ะ”

 

“ก็พี่เป็นเจ้าหนี้หัวใจของผม”

 

               “เฮ้อ กูล่ะอยากถีบมึงกระเด็นลงรถไปเสียงจริง” พี่ศิลาบอกอย่างจนปัญญา แต่มุกเสี่ยวเมื่อครู่นี้ผมเองก็ด้นสดเหมือนกันนะ คิดไปคิดมาแล้วมันก็น้ำเน่าใช้ได้ ขนาดที่ทำให้พี่ศิลาเสียอาการได้พอตัว

 

               “แล้วตกลงว่าใครถ้าไม่ใช่เจ้าหนี้ วันก่อนไอ้อินเทลบอกว่ามึงไปมีเรื่องมาไม่ใช่เหรอ”

 

               ผมเองก็เกือบจะลืมเรื่องนี้ไปแล้วเหมือนกันถ้าเขาไม่ถามขึ้นมา โชคดีที่ก่อนหน้านี้ไอ้อินเทลมันสารภาพกับผมหมดแล้วว่ามันพูดอะไรกับพี่เขาไปบ้างผมก็เลยไม่ได้ตกใจสักเท่าไหร่

 

               “ก็แค่เรื่องขี้หมูขี้หมาน่ะครับ อย่าไปใส่ใจเลย”

 

               “เหอะ ถูกต่อยเพราะเรื่องขี้หมาเนี่ยนะ กูจะเชื่อมึงดีมั้ยไอ้โอบ”

 

               “เชื่อเถอะครับพี่ ผมตัวเล็กๆ น่าทะนุถนอมแบบนี้จะมีปัญญาไปมีเรื่องกับใครที่ไหน วันๆ คิดถึงแต่พี่ก็หมดเวลาแล้ว” ผมหยอดทิ้งท้าย และหันกลับไปยิ้มให้พี่ศิลาเหมือนเดิม ทว่ากลับรู้สึกว่าสายตาที่เขามองผมกลับมา ดูไม่ได้เอือมระอาเหมือนเคย ตรงกันข้ามเสียอีกเพราะมันดูจริงจังจนผมต้องค่อยๆ หุบยิ้มลงเสียเอง

 

               “ฮั่นแน่ มองแบบนี้หมายความว่าพี่กำลังเป็นห่วงผมใช่ป่ะ”

 

               อย่ามาจริงจังใส่ผมหน่อยเลย ผมไม่ชิน สู้ถูกเขาถอนหายใจใส่กลับมาเสียยังดีกว่า

 

               “กูจริงจัง ตกลงว่ามึงไปมีเรื่องกับใครมา แน่ใจนะว่าไม่ได้ติดหนี้ใครเขา มึงเล่นพนันออนไลน์รึเปล่า”

 

               การคาดเดาของพี่ศิลาทำเอาผมหัวใจจะวาย

 

               “โหย ไปกันใหญ่แล้วพี่ ผมไม่ได้ติดพนัน ไม่ได้ติดหนี้ใครด้วย”

 

               “งั้นมึงไปสะดุดตออะไรเข้าถึงได้ถูกต่อยมา ปากมึงยังช้ำอยู่เลย อย่าคิดว่ากูไม่เห็น”

 

               “ฮั่นแน่ แอบมองปากผมด้วยครับ พี่เหรอคิดอะไรกับผมป่ะเนี่ย”

 

               “คิดจะถีบมึงลงจากรถกูไงล่ะ ไอ้เวร ถ้ามึงยังไม่หยุดฮั่นแน่ใส่กู กูจะจอดรถเลยบีทีเอสไปสักสองกิโลแล้วให้มึงเดินกลับมาเอง เที่ยงๆ แบบนี้แดดกำลังอุ่น”

 

               พี่ศิลาขู่ได้น่ากลัวยิ่งกว่าตอนที่พี่จอมทัพจะหักเงินเดือนเสียอีก ใครจะอยากไปเดินริมถนนเมืองไทยตอนเที่ยงกันล่ะ!

 

               “ก็ได้ครับก็ได้ ผมบอกก็ได้ เห็นว่าพี่เป็นคนสำคัญของใจหรอกนะ เลยยอมเล่า” ไหนๆ ก็จะยอมเล่าแล้วขอหยอดอีกสักหน่อยก็แล้วกัน

 

               “คืองี้ครับพี่ สามวันก่อนตอนที่ผมกำลังจะกลับขึ้นห้อง ได้ยินเสียงคนร้องให้ช่วยน่ะครับ เธอถูกโจรกระชากกระเป๋าผมก็เลยวิ่งตามไปช่วย ชกต่อยกับไอ้โจรกระจอกนั่นนิดหน่อย คิดว่าน่าจะเป็นวัยรุ่นติดยาแถวๆ นั้นน่ะครับ”

 

               “มึงเนี่ยนะชกโจร”

 

               “แหมพี่ อย่ามาดูถูกผมหน่อยเลย ไม่อยากจะคุยว่าผมเอากระเป๋ากลับคืนมาให้เธอคนนั้นได้ด้วยนะ ถึงจะเห็นแบบนี้ผมก็สู้คนนะครับ ผมยอมคนเดียวก็พี่นั่นแหละ เมื่อไหร่พี่จะยอมผมสักทีอ่ะ โอ๊ย” ผมร้องเสียงหลงเมื่อถูกพี่ศิลายื่นแขนยาวๆ ออกมาผลักผมจนหน้าหงาย หัวด้านหลังกระแทกกันกระจกรถเสียงดังโป๊ก!

 

               “แล้วจับคนร้ายได้รึเปล่า”

 

               “ไม่ได้ครับ มันยอมทิ้งกระเป๋าไว้แล้วหนีไป” ผมบอกเซ็งๆ พลางยกมือขึ้นลูบหัวตัวเองมาตลอดทาง

 

เฮ้อ เวลาความสุขของผมในวันนี้น่าจะหมดแล้ว เพราะเหลืออีกแค่ไม่กี่สิบเมตรก็จะถึงบีทีเอสแล้ว และพี่ศิลาก็ขับชิดไหล่ทางมาแล้วด้วย เขาพร้อมจะจอดให้ผมลงจากรถของเขาตลอดเวลานั่นแหละ

 

               Rrrr~

 

               กำลังคิดคำบอกลาให้พี่ศิลาประทับใจแต่โทรศัพท์ของผมก็ดันสะเหล่อดังขึ้นมาอีกรอบ นึกอยากปาแม่งทิ้งจริงๆ ติดตรงที่ไม่มีเงินจะซื้อใหม่ จำต้องหยิบมันขึ้นมาแล้วกดรับอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

               “ครับพี่” ผมพยายามพูดให้เบาที่สุดแล้วนะ แต่พื้นที่ในรถมันมีอยู่แค่นี้ แม้จะมีเสียงเพลงคลออยู่ตลอดแต่พี่ศิลาเขาก็ยังได้ยินอยู่ดี

 

               “ว่าไงนะครับ แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน ได้ครับๆ ผมจะรีบไปเดี๋ยวนี้” ผมบอกด้วยความตกใจก่อนจะกดวางสายแล้วหันซ้ายหันขวามั่วไปหมด

 

               “พี่ศิลาจอดเลยครับ จอดๆ เดี๋ยวผมวิ่งไปเองเร็วกว่า”

 

               “อะไรของมึง”

 

               “ผมลงตรงนี้เลยครับ ขอบคุณที่พี่แวะมาส่ง” ผมหันไปบอกพี่ศิลาพร้อมกับเอื้อมมือไปเตรียมจะเปิดประตูรถทว่ามันกลับเปิดไม่ออกเพราะพี่ศิลากดล็อกมันเอาไว้ พอผมปลดล็อกเขาก็กดล็อกอีกรอบจนผมต้องหันไปมองหน้าเขาด้วยความไม่พอใจ

 

               “ผมรีบครับพี่”

 

               “รีบไปไหนของมึง ตกลงว่ามีเรื่องอะไร” พี่ศิลาย้อนถามเสียงเข้ม

 

ผมกำลังจะอ้าปากบอกแต่พอจะพูดเข้าจริงๆ ผมกลับไม่รู้จะเริ่มต้นพูดยังไง ยิ่งมองไปข้างหน้าแล้วเห็นว่ารถติดเป็นทางยาวผมก็ยิ่งร้อนใจ บนเส้นทางข้างหน้าของผมตอนนี้มีแต่รถแท็กซี่ที่พร้อมใจกันขับชิดขอบทางเพื่อส่งผู้โดยสารที่ทางขึ้นสถานีรถไฟฟ้าเต็มไปหมด

 

               “อุบัติเหตุนิดหน่อยครับ ผมต้องรีบไปโรงพยาบาล”

 

               “โรงพยาบาลไหน”

 

               “โธ่พี่ อย่าแกล้งผมน่า เรื่องนี้คอขาดบาดตายนะครับ”

 

               “กูก็ถามอยู่นี่ไงว่าโรงพยาบาลไหน”

 

               “พี่จะไปส่งผมรึไง ถ้าไม่ก็จอดครับ ผมรีบจริงๆ” ผมย้ำด้วยน้ำเสียงจริงจัง แต่พี่ศิลากลับทำเหมือนไม่ได้ยิน เขาไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อแต่กลับนั่งนิ่งขับรถอย่างใจเย็น ความเร็วตอนนี้คนที่เดินอยู่ข้างทางยังเร็วเสียกว่าด้วยซ้ำ

 

               ผมพยายามจะปลดล็อคประตูแต่ก็ทำไม่ได้เพราะตอนนี้พี่ศิลาเขาตั้งล็อคเอาไว้แบบที่ผมไม่สามารถปลดล็อคเองได้แล้ว เดิมทีตั้งใจว่าถ้าเขาไม่ยอมจอดผมจะเปิดประตูลงไปทั้งแบบนี้นี่แหละ ความเร็วของรถไม่ได้เร็วมากจนน่ากลัวสักหน่อย แต่เชื่อเลยว่าพี่ศิลาเขาขี้โกงเก่งจริงๆ

 

               “พี่ศิลาอ่ะ”

 

               “อย่ามาดื้อกับกู”

 

               นี่ถ้าเป็นเวลาปกติผมคงยิ้มกว้างหรือไม่ก็เขินอายจนม้วนไปแล้ว แต่มันใช่เวลามาพูดตอนนี้รึยังไงกันเล่า!

 

               “โรงพยาบาล XXX ครับพี่”

 

               “ก็แค่เนี้ย เรื่องไร้สาระนี่มึงพูดไม่หยุดแต่พอเรื่องจริงจังเสือกนั่งอมส้นตีน”

 

ใครก็ได้บอกผมทีว่าที่ผ่านมาผมทำให้พี่เขาโกรธแค้นมากนักรึยังไง ด่าผมประโยคเดียวแต่เจ็บแสบเหมือนถูกเขาคิดบัญชีเก่าๆ รวมมาหมด

 

“พี่จะไปส่งผมเหรอ” ผมถามด้วยความไม่แน่ใจ น่าแปลกที่ปกติผมเก่งเรื่องคิดเข้าข้างตัวเองแต่ตอนนี้ดันไม่กล้าคิดแบบนั้น แต่จะไม่ให้สงสัยได้ยังไงในเมื่ออยู่ๆ พี่ศิลาก็เปิดไฟเลี้ยวซ้ายทั้งยังหักพวงมาลัยออกจากขอบทางราวกับว่าต้องการจะเปลี่ยนเลน

 

“จะผ่านพอดี”

 

“ฮั่นแน่”

 

“เดี๋ยวกูจอดเลยโรงพยาบาลไปสามกิโลแล้วมึงลงเดินย้อนกลับไปเองก็กัน”

 

“โอเค ผมยอมแพ้ครับ ผมไม่ฮั่นแน่กับพี่แล้วก็ได้ งั้นเปลี่ยนเป็น…ขอบคุณมากก็แล้วกันนะครับ” ผมยิ้มกว้างให้พี่ศิลาที่ชำเลืองมองผมด้วยหางตา แต่ถึงสีหน้าเขาจะดูไม่เต็มใจรับคำขอบคุณจากผมสักเท่าไหร่ แต่พอหักพวงมาลัยเปลี่ยนเลนออกมาได้ เขาก็เร่งความเร็วของรถขึ้นทันที

 

               ก็เขาน่ารักแบบนี้จะไม่ให้ผมหลงหัวปักหัวปำได้ยังไง เนอะ

ความคิดเห็น