ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

EP 05 เส้นทางรัก Part l Loading…100%

ชื่อตอน : EP 05 เส้นทางรัก Part l Loading…100%

คำค้น : รักปีนเกลียว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 7

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ย. 2563 18:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 05 เส้นทางรัก Part l Loading…100%
แบบอักษร

EP 05 

เส้นทางรัก Part l Loading…100% 

               “ผมว่าชุดนี้โอเคนะครับพี่ พี่ว่าโอเคมั้ย” ผมถามยิ้มๆ พลางเงยหน้าขึ้นมองผู้ชายตรงหน้าที่ยืนรอผมอยู่ที่ด้านนอก

 

               “อืม หล่อมาก”

 

               “ของมันแน่อยู่แล้วครับ หล่อจนน่ากลัวว่าจะเกินหน้าเกินตาเจ้าบ่าว” ผมแสร้งบอกแล้วหัวเราะ ก่อนจะเดินผ่านเขามาที่กระจกทางด้านหลัง จ้องมองเงาสะท้อนของตัวเองที่อยู่ในชุดทักสิโด้สีครีมบนกระจกเงาบานใหญ่ตรงหน้าด้วยความภาคภูมิใจในความหน้าตาดีของตัวเอง จากเดิมที่คิดว่าหน้าตาดีมากอยู่แล้ว ยิ่งพอได้สวมชุดทักสิโด้สุดหรูแบบนี้ด้วยแล้วหล่ะก็ โอ้โห หล่อระเบิดระเบ้อไปเลย

               “ยังอยากจะลองชุดไหนเพิ่มอีกมั้ยมั้ยโอบ”

 

               “ไม่แล้วครับ ผมชอบชุดนี้” ผมบอกกับเขาอย่างนั้น

 

               “แน่ใจนะ”

 

               “ครับ แล้วพี่ไม่ลองชุดด้วยกันเหรอครับ”

 

               “ไม่ล่ะ ของพี่นัดไว้วันอาทิตย์น่ะ” เขาตอบแบบไม่เต็มเสียงสักเท่าไหร่ ซึ่งมันก็คำให้ผมเพิ่งจะนึกขึ้นมาได้ว่าเขาคงตั้งใจจะต้องมาลองชุดเจ้าบ่าวพร้อมกับเจ้าสาวของเขาแน่ๆ

 

               “อ้อ โทษทีครับ ผมก็ลืมคิดไป”

 

               “ช่างเถอะ สรุปว่าชุดนี้โอบโอเคแล้วนะ”

 

“ครับพี่”

 

“แล้วพอดีรึเปล่า จะแก้ตรงไหนบ้างมั้ย”

 

“ไม่ครับ ใส่ได้พอดี”

 

“อืม งั้นก็ไปเปลี่ยนเถอะ เดี๋ยวเราแวะไปหาอะไรกินกันก่อนแล้วพี่ค่อยแวะไปส่งเรากลับก็แล้วกัน” เขายังคงบอกอย่างใจดี สงสัยจะกลัวว่าผมจะเปลี่ยนใจไม่ยอมเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้แน่ๆ

 

               “วันนี้ผมต้องไปซื้อของต่อน่ะครับ เอาเป็นว่า…”

 

               “ไปเปลี่ยนชุดให้เรียบร้อยก่อน แล้วจะเอายังไงเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกที” พี่เขาตัดบทขึ้นมาเสียงเรียบ เหมือนจะดักทางผมอยู่ในที คงเพราะเขารู้ดีว่าผมตั้งใจจะแยกกับเขาที่ร้านนี้เลย

 

               ทำยังไงดีนะ ผมก็อุตส่าห์ตกลงยอมเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้เขาแล้ว เขายังจะเอายังไงกับผมอีก

 

               หลังจากที่สายตาอ้อนๆ ของผมใช้ไม่ได้ผล ผมก็จำต้องเดินคอตกกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างเลี่ยงไม่ได้

 

               เฮ้อ จะชิ่งยังไงดี ผมไม่ได้อยากจะไปกินข้าวกับเขาสักหน่อย ไม่อยากไปนั่งอึดอัดกับสายตาและความแสนดีของเขาอีกแล้ว แอบคิดเอาไว้ว่าหลังจากผ่านพ้นงานแต่งงานของเขาในครั้งนี้ไปได้ เราก็อาจจะไม่ค่อยได้เจอกันอีกเพราะเขาคงไม่ค่อยจะมีเวลา เขามีครอบครัวให้ต้องดูแล ส่วนผมก็แค่ต้องดูแลตัวเองต่อไปแบบที่พยายามทำมาตลอด

 

               “สวัสดีค่ะคุณศิลา แวะมาหาคุณอิงค์เหรอคะ”

 

               “ครับ เธออยู่รึเปล่า พอดีผมผ่านมาก็เลยแวะเข้ามาเลย ไม่ได้โทรนัดเธอไว้หรอกครับ”

 

               “อยู่ชั้นสองค่ะ คุณศิลานั่งรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวแบมไปตามให้ค่ะ”

 

               เสียงของพนักงานด้านนอกดังสดใสเข้ามาถึงในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่ไม่ว่าเสียงของเธอจะสดใสมากแค่ไหนก็ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกสนใจได้เท่ากับชื่อของคนที่เธอพูดคุยด้วยเมื่อครู่หรอก

 

               จะใช่ศิลาเดียวกันรึเปล่านะ?

 

               บ้าบอ ไม่น่าจะใช่หรอก ในประเทศไทยไม่ได้มีผู้ชายที่ชื่อศิลาคนเดียวสักหน่อย

 

               แต่เสียงนุ่มทุ้มเมื่อครู่นั้นก็คุ้นหูผมมากเลยนะ ใช่รึเปล่า ใช่พี่ศิลาที่น่ารักๆ รึเปล่า

 

               แกร๊ก!

 

               ผมแอบย่องมาเปิดประตูแล้วยื่นหน้าออกไปมองให้หายข้องใจสักหน่อยก็แล้วกัน ซึ่งถึงจะมองเห็นเพียงแค่เสี้ยวหน้าของเขาบนกระจกของร้าน ผมก็มั่นใจได้ทันทีว่าใช่แน่ ผู้ชายที่ชื่อศิลาที่ว่านั่น คือพี่ศิลาเนื้อคู่ของผมจริงๆ ใบหน้าของเขาหล่อทะลุหัวใจแบบนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้หรอก ผมไม่มีทางจำแฟนในอนาคตของตัวเองผิดหรอก

 

               ทำยังไงดีล่ะทีนี้ พี่ศิลาเขาแวะมาที่นี่ทำไมกันนะ แล้วผู้หญิงที่ชื่ออิงค์ที่พนักงานเรียกคุณอิงค์เมื่อครู่นี้เป็นใคร หรือว่าเธอจะเป็นเจ้าของร้าน อย่าบอกนะว่าพี่ศิลาแวะมาจีบเธอน่ะ!

 

‘ครับ เธออยู่รึเปล่า พอดีผมผ่านมาก็เลยแวะเข้ามาเลย ไม่ได้โทรนัดเธอไว้หรอกครับ’ 

 

           ผ่านมาพอดีก็เลยแวะมางั้นเหรอ มุกโบราณชะมัด ชิ!

 

               “ไม่มีทาง ไม่จริง ต้องไม่ใช่สิวะไอ้โอบ” ผมสะกดจิตตัวเองให้เชื่ออย่างนั้น แต่สองเท้ากลับยังคงเดินวนไปวนมาอยู่ภายในห้องแต่งตัวแคบๆ ที่เดินได้ประมาณสามก้าวแล้วต้องหมุนตัวเดินกลับ

 

               ผมจะทำยังไงดีนะ ถ้าผมเดินออกไปตอนนี้แล้วเจอพี่ศิลา เขาจะถามอะไรผมรึเปล่า ก่อนหน้านี้ไอ้อินเทลมันสารภาพกับผมแล้วว่ามันดันปากพล่อยบอกความจริงให้เขาฟังไปว่าผมลางานเพราะมีปัญหานิดหน่อยและไม่อยากเจอหน้าเขาในสภาพที่ผมอาจดูไม่หล่อนัก มันอาจฟังดูไร้สาระแต่ผมไม่อยากให้เขาเห็นผมในสภาพปากเจ่อหรอกน่า ไหนจะยังลูกค้าที่มาติดพันผมอีกล่ะ ใบหน้าของผมเมื่อสองสามวันก่อนมันเท่เสียที่ไหน โชคดีที่ตอนนี้หายบวมแล้ว เหลือแค่ร่องรอยฟกช้ำอยู่แค่นิดหน่อย ซึ่งไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรอีกแล้ว

 

               ก๊อกๆๆ

 

               “โอบ เสร็จรึยังน่ะ”

 

               บ้าฉิบ มัวแต่นึกถึงพี่ศิลาจนลืมไปเลยว่ายังมีอีกคนรอผมอยู่ข้างนอก

 

               “ครับพี่ เสร็จแล้วครับ” ผมบอกเร็วๆ ก่อนจะเดินไปเปิดประตู สูดหายใจเข้าปอดลึกๆ แล้วเอื้อมมือไปบิดลูกบิด ดึงประตูให้เปิดออกช้าๆ แล้วค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาจากห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า

 

ตื่นเต้นยิ่งกว่าตอนแอบอ่านแชทของในโทรศัพท์มือถือของไอ้อินเทลเสียอีกแน่ะ

 

ก้าวเท้าออกจากห้องแต่งตัวมาได้ผมก็กำลังจะชะเง้อคอมองหาพี่ศิลาสักหน่อย แต่ก็ดันจ๊ะเอ๋กับเขาที่เหมือนจะตั้งใจมองมาอยู่ก่อนแล้วพอดี

 

               “แฮ่” คิดอะไรไม่ออกขอให้ฉีกยิ้มให้เขาไว้ก่อนก็ยังดี

 

               “เรียบร้อยดีนะ”

 

               “ครับพี่ เรียบร้อยดี” ผมยิ้มแห้งให้กับผู้ชายที่ยังคอยแต่จะถามไถ่ผมด้วยความห่วงใย ก่อนจะยืดลำตัวขึ้นตรง และพยายามทำทุกอย่างให้เป็นปกติที่สุดแม้จะรู้ดีว่าในสายตาของพี่ศิลา คงกำลังมีคำถามมากมายที่อยากจะถามผม ยกตัวอย่างเช่นผมมาทำบ้าอะไรที่นี่ หรือบางทีเขาอาจจะรู้อยู่แล้วเพราะจำได้ว่าคราวก่อนผมก็บอกเขาไปแล้วนี่นาว่าผมถูกขอร้องให้ช่วยเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้ ซึ่งถ้าเป็นอย่างหลังผมเดาว่าเขาน่าจะกำลังด่าผมว่าโง่น่ะนะ

 

               “หวัดดีศิลา รอแป๊บหนึ่งนะ เดี๋ยวเราคุยกับลูกค้าแป๊บหนึ่ง”

 

               “อืม ตามสบาย เราไม่รีบ โทษทีที่ไม่ได้โทรนัด” พี่ศิลาพูดกับเธอคนนั้นทั้งยังยิ้มให้เธออย่างอบอุ่นอีกต่างหาก เห็นแล้วผมอดจะรู้สึกจี๊ดๆ ในอกไม่ได้เลยจริงๆ

 

               “เรียบร้อยดีมั้ยคะคุณลูกค้า”

 

แล้วเธอคนนั้นก็เดินตรงมาหาผมกับพี่เขาที่ยืนอยู่อีกมุมหนึ่งของร้าน พอได้เห็นหน้าเธอชัดๆ แบบนี้แล้วก็ต้องยอมรับนั่นแหละว่าเธอสวย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเธอจะดีกว่าผม…ใช่มั้ยนะ?

 

               “คุณอิงค์มาพอดี ครับ เรียบร้อย สรุปว่าน้องชายของผมชอบชุดนี้ครับ”

 

เฮ้อ น้องชายก็น้องชาย

 

               “ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวอิงค์ให้น้องที่ร้านจดไว้ให้ จะให้อิงค์ส่งให้พร้อมกับชุดบ่าวสาวเลยมั้ยคะ” ผู้หญิงสวยๆ คนนั้นถามเสียงหวาน เธอดูดีมากๆ ในเดรสสีครีม เห็นแล้วผมก็อดจะก้มมองเสื้อยืดกับกางเกงยีนขาสั้นของตัวเองไม่ได้

 

               “คืนนั้นโอบสะดวกไปค้างที่คอนโดพี่รึเปล่า”

 

               “เอ่อ อย่าดีกว่าครับ ถ้าผมแวะมารับชุดเองได้รึเปล่าครับ”

 

               “ไม่ต้องหรอก ไม่สะดวกก็บอกว่าไม่สะดวกสิ เอาเป็นว่าเดี๋ยวพี่แวะมารับไปให้ก็แล้วกัน” เป็นอีกครั้งที่พี่เขาตัดบทพูดของผม เอาเถอะ ตอนนี้ผมก็ไม่ได้อยากจะพูดอะไรสักเท่าไหร่หรอก ในหัวมีแต่คำถามว่าเธอคนนี้กับพี่ศิลาเป็นอะไรกันเต็มไปหมดแล้ว

 

ก่อนหน้านี้ผมเคยได้ยินพี่ตังเมบอกว่าเธอไม่เคยได้ยินพี่ศิลาพูดถึงผู้หญิงคนไหนมาก่อนไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมอยู่ๆ เขาถึงได้มาสนิทสนมกับพี่สาวคนนี้ได้ หรือจะสนิทกันมานานแล้วเพียงแต่ไม่เคยพูดถึง ก็ไม่น่าจะใช่อีก ถ้าสนิทกันมากยังไงก็ต้องมีหลุดปากพูดถึงบ้าง โอ๊ย ผมคิดมากไปหมด

 

“งั้นเดี๋ยวผมแวะมารับให้น้องชายเองครับคุณอิงค์” ร่างสูงบอกอย่างสุภาพก่อนจะยกมือขึ้นมาโอบไหล่ผมเอาไว้ ซึ่งก็ทำให้ผมตกใจจนเบิกตาโพลง ทว่าดันหันไปสบตาเข้ากับพี่ศิลาอีกครั้งพอดีนี่น่ะสิ นึกอย่างจะเบี่ยงตัวออกหรือยกแขนของพี่เขาออกก็ทำไม่ได้เสียด้วย

 

               “ได้ค่ะ งั้นเดี๋ยวอิงค์เตรียมไว้ให้นะคะ”

 

               “ขอบคุณมากครับคุณอิงค์”

 

               “ผมขอเข้าห้องน้ำหน่อยแล้วกันครับ” ผมพยายามหาทางออกอย่าสุภาพที่สุดเท่าที่จะทำได้ พูดจบถึงได้ยกแขนของพี่เขาออกจากไหล่ ก่อนจะยิ้มแย้มแสร้งทำทุกอย่างให้ดูแนบเนียนที่สุด

               “อ้อ ได้ค่ะ เชิญด้านหลังเลยค่ะ เดินตามป้ายไปได้เลยนะคะน้องโอบ”

 

               “ครับๆ ขอบคุณครับ” ผมบอกตะกุกตะกักก่อนจะรีบพาตัวเองเดินตามป้ายบอกทางมาเข้าห้องน้ำทันที

 

               โอ๊ย หัวใจผมจะวายตายให้ได้ ทำยังไงดีนะ

 

               “อุ้ย! พี่ศิลา” ผมสะดุ้งตกใจเมื่อหันกลับมาอีกทีแล้วเห็นว่าพี่ศิลาเดินตามผมเข้ามาในห้องน้ำ สีหน้าท่าทางเขาบอกชัดเจนทีเดียวว่าเขาตั้งใจจะเดินตามผมมา

 

               “เอ่อ เชิญตามสบายครับ ผมเรียบร้อยแล้ว”

 

               “มึงรีบไปไหนรึเปล่า”

 

               “ฮั่นแน่” ผมหันไปฮั่นแน่ใส่เขาด้วยความดีใจ อย่าเชียวนะ เรื่องคิดเข้าข้างตัวเองนี่งานถนัดผมเลย

 

               “กูแค่จะเอาเช็คให้ แต่มันอยู่ในรถ ถ้ามึงไม่ได้รีบก็รอกูแป๊บหนึ่ง กูคุยกับอิงค์เสร็จแล้วจะรีบตามไปหยิบให้” พี่ศิลาบอกอย่างนั้น เขาน่าจะตั้งใจมาพูดกับผมเรื่องนี้เพราะจนป่านนี้เขาก็ยังไม่เห็นจะเดินไปฉี่

 

               “เช็คอะไรครับ” ผมรีบถามเมื่อนึกขึ้นมาได้ เมื่อกี้มัวแต่ดีใจที่เขาพูดด้วยมากไปหน่อย

 

               “ค่าตัวมึงไงล่ะ”

 

               “ค่าตัวอะไรครับ หรือว่าเรื่องวันนั้น ผมบอกพี่ไปแล้วไม่ใช่เหรอครับว่าผมไม่รับเงิน” ผมบอกเสียงเข้มเป็นการยืนยันเจตนาของตัวเอง หากเขาคิดจะเอาเงินฟาดหัวผมเพื่อแลกกับการยกเลิกข้อตกลงที่ว่าจะไปเดตกับผมล่ะก็ ผมไม่มีทางยอมแน่ๆ

 

               “รับไปเหอะ กูไม่อยากโกงเด็ก”

 

               “แล้วอยากลองกินเด็กบ้างมั้ยครับ” ผมลอยหน้าลอยตาถามพลางส่งยิ้มให้เขา ซึ่งไม่เคยคาดหวังให้เขาส่งยิ้มกลับมาหรอก และแน่นอนว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ นับตั้งแต่วันที่ผมเริ่มหยอดคำหวานและมุกเสี่ยวใส่เขา สิ่งที่ผมได้ตอบแทนกลับมาก็มีเพียงแค่สายตาเอือมระอากับเสียงลมหายใจหอมสดชื่นของเขาเท่านั้นนั่นแหละ

 

               “โอเคครับ ผมไม่แกล้งพี่แล้วก็ได้ แต่ผมขอยืนยันคำเดิมครับว่าผมไม่รับเงินเด็ดขาด แต่ผมจะไปรอพี่ที่รถก็แล้วกัน ถ้าวันนี้พี่ว่างพอจะไปเดตกับผมเลย”

 

นี่อาจเป็นโอกาสเดียวของผมที่จะได้ปฏิเสธคนหนึ่งเพื่อไปเดตกับอีกคนหนึ่งน่ะนะ อย่างน้อยๆ ถึงพี่ศิลาเขาจะทำหน้าตาเอือมระอาใส่ผมทุกวี่วันแต่ผมก็ไม่เคยรู้สึกอึดอัดใจเท่ากับได้เห็นรอยยิ้มแสนดีของใครอีกคน

 

               “กูไม่ว่าง” พี่ศิลายังคงตอบแบบไม่คิดจะรักษาน้ำใจผมเหมือนเคย

 

               “ครับ ผมก็ไม่ได้คิดว่าพี่จะตกลงอยู่แล้ว งั้นผมกลับดีกว่า หิวเมื่อไหร่ก็แวะมาก็แล้วกันนะครับ จุ้บๆ” ผมทำปากจู๋ใส่พี่พลางขยิบตาทิ้งท้ายแล้วเตรียมจะเดินกลับออกมา แต่เขากลับก้าวเท้ามาขวางผมเอาไว้จนผมต้องเงยหน้าขึ้นไปมองเขาอีกรอบ

 

               “อะไรครับ หรือว่าเกิดเปลี่ยนใจอยากกินกับผมแล้ว”

 

               “เหอะ! มึงนี่ชักจะแก่แดดขึ้นทุกวันแล้วนะไอ้โอบ ให้มันน้อยๆ หน่อยเถอะ เดี๋ยวมันจะเลยคำว่าน่ารัก” พี่ศิลาดุเสียงเข้ม แต่หัวใจของผมกลับกระโดดโลดเต้นราวกับว่าเขาชม

 

               “แปลว่าถ้าผมแก่แดดน้อยกว่านี้ จะน่ารักสำหรับพี่งั้นเหรอครับ”

 

               “ไอ้…”

 

               “ผมก็ไม่ได้อยากจะขัดใจพี่หรอกครับพี่ศิลา แต่บังเอิญว่าผมน้อยกว่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ พี่ก็รู้ว่าความรักของผมมันใหญ่มาก”

 

               “มึงนี่มัน…”

 

               “อ้อ ว่าแล้วผมก็ขอเสียมารยาทถามพี่ตรงๆ สักเรื่องเถอะนะครับ ไม่อย่างนั้นผมต้องไม่มีกะจิตกะใจจะกินข้าวแน่ๆ ผมอยากรู้ว่าพี่กับพี่ผู้หญิงคนนั้น…เป็นแค่เพื่อนกันใช่มั้ย” ผมฉวยโอกาสถามทันที ตอนนี้ทั้งอยากรู้ความจริงและตั้งใจจะเบรกความโมโหของพี่ศิลาเอาไว้ในคราเดียวกัน เพราะหน้าตาเขาเหมือนกำลังอยากจะเขย่าคอผมเสียเหลือเกิน

 

               “เรื่องของกู”

 

               “แปลว่าไม่ได้เป็นอะไรกัน อาจไม่ถึงขั้นเป็นเพื่อนสนิทด้วยซ้ำสินะครับ”

 

               “กูบอกว่าเรื่องของกูไง”

 

               “โอเค ผมไม่ถามพี่ก็ได้ ไปถามคุณอิงค์เอาเองดีกว่า บายครับ”

 

               “ไอ้…”

 

               ผมไม่โง่พอให้เขารั้งผมเอาไว้ได้หรอก พูดจบก็เบี่ยงตัวหลบเขาแล้วก้าวเท้าออกมาเลย ตั้งใจจะเดินไปหาคุณอิงค์จริงๆ เพราะจนถึงตอนนี้เธอก็ยังยืนคุยอยู่กับว่าที่เจ้าบ่าวที่ยิ่งใกล้ถึงวันงานราศีของเขาก็ยิ่งเจิดจ้า

 

               “ไปกันเถอะครับพี่”

 

               “อ้อ ไปสิ ผมขอตัวกลับก่อนนะครับคุณอิงค์ แล้ววันอาทิตย์ผมจะแวะเข้ามาอีกรอบ”

 

               “ได้ค่ะ ขับรถดีๆ นะคะ” เธอยังคงยิ้มแย้มสดใส สมกับที่เป็นเจ้าของร้านเวดดิ้งจริงๆ หน้าตาเธอดูมีความสุขอยู่ตลอดเวลา

 

               “แป๊บหนึ่งนะครับพี่” แล้วผมก็ตัดสินใจหยุดเดินก่อนจะถึงประตูหน้าร้าน ตั้งใจจะหมุนตัวกลับไปหาคุณอิงค์นั่นแหละ ทว่าสายตาก็เหลือบไปเห็นพี่ศิลาที่เพิ่งจะเดินออกมาจากห้องน้ำด้วยเหมือนกัน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเขาตกใจอะไร ทำไมอยู่ๆ ก็ดันหยุดเดินตามผมไปด้วย สายตาที่มองมาดูเหมือนว่าเขาจะรู้สึกดีกับผมมากเลย (ประชดหรอกนะ)

 

               “มีอะไรรึเปล่าคะคุณโอบ หรือว่าเปลี่ยนใจอยากจะลองชุดอื่นเพิ่ม”

 

               “เปล่าครับ ผมแค่อยากจะถามว่า…”

 

               “อ่ะแฮ่ม”

 

               อะไรติดคอพี่ศิลารึเปล่านะ ทำไมอยู่ๆ เขาก็ดันส่งเสียงกระแอมออกมา สายตาดุไม่เบาเลย

 

               “สงสัยอะไรล่ะเรา ตั้งนานก็ไม่ถาม” เสียงเข้มๆ เร่งให้ผมต้องรีบถามออกไป

 

               “ผมอยากทราบว่าคุณอิงค์กับพี่ศิลาคบกันมานานรึยังครับ”

 

               “หา!” พนักงานผู้หญิงคนหนึ่งดูตกใจมากกับคำถามของผม ในขณะที่คุณอิงค์เองก็ถึงกับเบิกตาโพลงแล้วมองกลับไปที่พี่ศิลาที่เหมือนหน้าหนีไปอีกทางแทบไม่ทัน

 

               “ไม่บอกไม่รู้นะคะเนี่ยว่าน้องโอบรู้จักกับศิลาด้วย”

 

               “รู้จักกันดีเชียวครับ พอดีผมเป็นบาร์เทนเดอร์น่ะครับ คุณศิลาเขาเป็นลูกค้าประจำที่ร้าน” ผมถือโอกาสแนะนำตัว

 

               “จริงเหรอคะ ว้าว เป็นบาร์เทนเดอร์เสียด้วย เท่เชียวค่ะ แต่ฉันกับศิลาเป็นแค่พาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกันเท่านั้นค่ะ ฉันแต่งงานแล้ว” เธออธิบายยิ้มๆ พลางยกมือซ้ายขึ้นมาอวดแหวนแต่งงาน ส่วนผมก็ยิ้มกว้างๆ ตอบกลับไปด้วยความสบายใจ และไม่ลืมที่จะหันกลับไปขยิบตาให้กับพี่ศิลาที่พอคุณอิงค์เผลอ เขาก็แยกเขี้ยวยิงฟันใส่ผมเสียอย่างนั้น

 

               สบายใจแล้วก็กลับได้ เรื่องของคุณอิงค์คงไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว ได้ข้อสรุปว่าพวกเขาเป็นเพียงพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจกันเท่านั้น ซึ่งผมเองก็ลืมคิดข้อนี้ไปเลย ไม่ได้เอะใจสักนิดว่าพี่ศิลาเขาเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าน่ะนะ

 

จ้อกกก~

 

               หมดห่วงไปหนึ่งเรื่อง ตอนนี้ยังเหลืออีกเรื่องที่น่าเป็นห่วง นั่นก็คือสวัสดิภาพของกระเพาะอาหารของผมนั่นเอง หิวก็หิวอยู่หรอก แต่ถ้าหากว่าผมตกลงไปกับข้าวกับพี่เขาผมต้องไม่เจริญอาหารแน่ๆ

 

               “หิวล่ะสิเรา”

 

               “แฮ่ นิดหน่อยครับ แต่พี่ครับ”

 

               “ว่าไงอีกล่ะเรา” น้ำเสียงของเขาฟังดูไม่ค่อยจะพอใจผมสักเท่าไหร่คงเพราะรู้ตัวนั่นแหละว่าผมตั้งใจจะปฏิเสธ

 

               “ผมขอแยกกับพี่ตรงนี้เลยดีกว่าครับ ผมต้องไปทำธุระต่ออีกหลายที่ ขึ้นรถไฟฟ้าไปเองสะดวกกว่า”

 

               “ไม่ใช่ว่าเพราะไม่อยากไปกินข้าวกับพี่หรอกเหรอ”

 

               “เปล่าครับ กินข้าวกับพี่ผมไม่ต้องจ่ายเงิน ทำไมผมจะไม่อยากไป แต่เอาไว้โอกาสหน้าดีกว่า” ผมตอบอย่างพยายามที่จะรักษาน้ำใจ แต่ไม่ว่าเขาจะรู้หรือไม่รู้ว่าผมโกหก แต่เขาคงจะไม่พูดออกมาให้เราต่างคนต่างต้องลำบากใจกันเปล่าๆ แน่นอน

 

               “ตามใจก็แล้วกัน พูดไปจะกลายเป็นยิ่งทำให้เราอึดอัดใจเปล่าๆ”

 

               “ผมขอโทษก็แล้วกันครับ” ผมได้แต่บอกยิ้มๆ เพราะไม่มีอะไรจะแก้ตัว ในเมื่อเขาเองก็รู้ดีว่าตอนนี้สถานการณ์มันเป็นยังไง เราต้องเคารพในการตัดสินใจของกันและกันมันถึงจะถูก

 

               “อ่ะ รับไปสิ”

 

               เป็นอีกครั้งที่เขาหยิบยื่นน้ำใจให้ผม ครั้งนี้เป็นแบงค์พันจำนวนหนึ่งที่ผมเองก็ไม่รู้ว่ามันมากน้อยแค่ไหนเหมือนกัน ประเมินด้วยสายตาก็คงจะสักห้าใบสิบใบล่ะมั้ง

 

               “ไม่รับครับ ครั้งก่อนพี่ให้ไว้ตั้งเยอะ ผมยังไม่ได้ใช้เลย”

 

               “รับไปเถอะน่า”

 

               “แต่…”

 

               “คิดเสียว่าเป็นค่าเสียเวลาสำหรับวันนี้ก็แล้วกัน”

 

               “ไม่ครับ”

 

               “โอบ”

 

               “พี่” ในเมื่อเขาเรียกผมเสียงเข้ม ทำไมผมจะเรียกเขากลับไปเสียงเข้มบ้างไม่ได้

 

               “ไม่เอาน่า อย่ามาทำตัวเป็นเด็กๆ ผู้ใหญ่ให้ก็ต้องรับไป” เขาคะยั้นคะยอให้ผมรับเงินมาจากเขา พอผมไม่ยอมยื่นมือออกไปเขาก็เป็นฝ่ายเอื้อมมือมาจับมือผมไปแล้วยัดเงินนั่นใส่มือของผมมา

 

               “พี่ครับ พี่ก็รู้ว่าผมไม่ชอบให้พี่ทำแบบนี้” ผมบอกอย่างตรงไปตรงมา และนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เราต้องมารู้สึกตะขิดตะขวงใจกับเรื่องแบบนี้

 

เขารู้มาตลอดว่าผมไม่ได้อยากรับเงินจากเขา แต่กลับพยายามยัดเยียดมันให้ผมเสียทุกครั้งไป และที่สุดแล้วผมกลับเป็นฝ่ายที่ไม่เคยปฏิเสธได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

               “รับไปเถอะ พี่รู้สึกผิดกับโอบมากนะ ขอบคุณที่ยอมมาเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้พี่”

 

               “ถ้าเป็นเรื่องนั้น…”

 

               “พี่รู้สึกผิดกับโอบทุกเรื่องนั่นแหละ ไป รีบไปเถอะ แดดร้อนจะละลาย หรือเปลี่ยนใจให้พี่ไปส่งได้นะ ยังทัน” เขาหว่านล้อมและทำทีเป็นเปลี่ยนเรื่อง

 

               “ไม่เป็นไรครับ ขอบคุณ”

 

               “อืม แล้วอย่าทำให้พี่เป็นห่วงอีกล่ะ รับโทรศัพท์พี่ด้วย”

 

               “ครับ บาย ขับรถดีๆ นะครับพี่” ผมบอกลายิ้มๆ ก่อนจะเดินกำเงินในมือออกมาอย่างไม่มีทางเลือก พ้นบริเวณนั้นมาได้ผมถึงได้ถอนหายใจออกมาพร้อมกับหยุดเดินเพื่อจ้องมองเงินจำนวนนั้นในมืออย่างคิดไม่ตก

 

               “ถ้าให้ผมแล้วพี่ต้องเดือดร้อน ผมก็ไม่ได้อยากจะรับไว้สักหน่อยนี่” ผมรำพึงรำพันกับตัวเองพลางรูดซิปเปิดกระเป๋าเป้เพื่อเก็บเงินจำนวนนั้นเอาไว้ในกระเป๋า ในเมื่อไม่มีทางปฏิเสธ ผมก็ต้องเก็บรักษามันเอาไว้อย่างดี

               

ความคิดเห็น