facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 9 เล่นของใส่เสน่ห์

ชื่อตอน : บทที่ 9 เล่นของใส่เสน่ห์

คำค้น : รัก โรมานซ์ แอบรัก รักแท้ อาจารย์ มหาวิทยาลัย หมอ วิศวะ วิศวกรรมศาสตร์

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 270

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ย. 2563 21:26 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 9 เล่นของใส่เสน่ห์
แบบอักษร

ธาวินรีบอาบแต่งตัวลวก ๆ แล้วตรงดิ่งไปที่มหาวิทยาลัยเลย สมองของตอนนี้เหมือนถูกทุบด้วยค้อนปอนด์ขนาดใหญ่ ทั้งปวดตุบ ๆ ทั้งสับสนกันไปหมด จนไม่สามารถคิดหาความจริงกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง

“กันว่าต้องมีใครสักคนที่เล่นไสยศาสตร์มนต์ดำกับแกแน่ ๆ” ดร.ประชา ออกความคิดเห็น หลังจากนั่งกินมื้อเที่ยงไปด้วย ฟังเพื่อนสนิทเล่าเรื่องราวไปด้วย

“ไสยศาสตร์หรือ” ธาวินเอ่ยออกมาเสียงแผ่ว เขาจบถึงปริญญาเอกจากเมืองนอกในสาขาวิทยาศาสตร์ ทั้งชีวิตเขาเชื่อเพียงตรรกะศาสตร์ สสารสิ่งของที่มีอยู่จริง แม้แต่อากาศที่มองไม่เห็นยังมีตัวตนอยู่จริง แล้ววันนี้จะให้เขาเชื่อเรื่องภูตผีปีศาจที่ไม่เคยพิสูจน์ได้ว่ามีอยู่จริงไหม? มันก็จะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย จนเขาต้องโต้แย้งออกมาว่า “หรืออาจจะมีคนใช้ยาหรือสารที่ทำให้ไม่มีสติมาป้ายกันไหม เหมือนแก๊งโจรตบทรัพย์อะไรพวกนั้น”

ดร.ประชาส่ายหัวดิก คว้าน้ำขึ้นดื่มหลังจากซัดข้าวเข้าไปจนเต็มท้อง ก่อนจะเอ่ยว่า “ดูจากสภาพแกแล้ว แกถูกของแน่ๆ” 

เขาไล่สายตามองเพื่อนทั้งแต่หัวจนถึงเท้า แล้วกลับขึ้นไปจ้องหน้าคนที่นั่งตาโรยอยู่ตรงหน้า  

“ขอบตาดำยังกับว่าแกไม่ได้นอนมาเป็นอาทิตย์ ขนาดกันเที่ยวดึกทุกวันหน้าตากันยังสดใสกว่าแกด้วยซ้ำ แล้วนี่เสื้อผ้าแกปกติไม่ใช่คนที่หยิบจับอะไรมาได้ก็ใส่นี่หวา ไงวันนี้ถึงหยิบเสื้อแจกคอโปโลของคณะฯ มาใส่ แถมยังยับย่นจนดูไม่ได้ ผมแกก็เหมือนคนไม่ได้หวีชี้โด่เด่ หนวดเคราก็ขึ้นจนเริ่มเห็นราง ๆ เอาตรง ๆ นะสภาพแกตอนนี้ เหมือนคนงานในฟาร์มวัวของคณะเกษตรฯ เลยวะ ไม่ใช่ว่าที่ศาสตราจารย์ สุดเนี๊ยบที่กันรู้จักแน่ ๆ ถ้าแกไม่ได้โดนของแล้วจะเรียกว่าอะไร เรื่องแบบนี้ไม่เชื่ออย่าหลบลู่นะเว้ย”

ดร.ประชาร่ายยาว แม้เขาจะเรียนในสายวิทยาศาสตร์เช่นเดียวกับเพื่อน แต่ประสบการณ์ด้านสังคมรอบตัวเขามีมากกว่า จึงทำให้เห็นโลกในอีกมุมมองหนึ่ง

“แล้วเขาจะเล่นไสยศาสตร์ใส่กันทำไมวะ กันไม่ได้มีศัตรูที่ไหน วัน ๆ ก็ทำแต่งาน เลิกงานก็กลับบ้าน ชีวิตกันมีอยู่เท่านี้” ธาวินเอ่ยออกมาอย่างจนใจ เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เขาปวดหัว จนไม่มีเวลาใส่ใจอย่างอื่น แม้แต่การดูแลตนเอง

“ใครบอกว่า ไสยศาสตร์เขาทำใส่เฉพาะคนที่เกลียดกัน คนไหนที่รักมาก ๆ แต่ไม่ได้ครอบครองเขาก็ทำกันทั้งนั้น ยิ่งเป็นแกด้วยแล้วกันว่ามีโอกาสเป็นไปได้สูง”

“ยังไง”

ธาวินถามกลับอย่างจนปัญญาเพราะคิดไม่ออกจริง ๆ ว่าคนอย่างเขาน่าทำของใส่ตรงไหน

“ก็แกทั้งหล่อ ทั้งเก่ง ฐานะดี บอกเลยว่าเป็นชายหนุ่มหมายเลขหนึ่งที่สาว ๆ ต่างหมายปอง นี่ถ้ากันเป็นแกนะ ปาดนี้ฟาดผู้หญิงไปครึ่งมหาลัยแล้ว”

คำบอกเล่าของเพื่อนสนิททำให้ธาวินมองเขาอย่างเอือม ๆ  กับนิสัยหนุ่มคาสโนว่าตัวพ่อ ไม่ว่าจะเรื่องไหนก็หนีไม่พ้นผู้หญิงกับความรัก แต่ ดร.ประชาก็ไม่ได้ใส่ใจสายตาของเพื่อนนัก เพราะเจอสายตาดุ ๆ แบบนี้ของเพื่อนจนชิน จึงอธิบายต่อไปว่า

“แต่เพราะเป็นท่านว่าที่ศาสตราจารย์ ที่วัน ๆ สนใจแต่ตัวหนังสือมากกว่าส่วนโค้งส่วนเว้าของสาว ๆ พูดคุยอยู่กับกระแสไฟฟ้า เครื่องกลในห้องแลปมากกว่าจิ๊จ๊ะกับสาว ๆ จึงทำให้บรรดาสาว ๆ อกหักเกือบทั้งมหาวิทยาลัย”

“เกินไป ขอเนื้อ ๆ ได้ไหม เท่านี้กันก็ปวดหัวจะแย่”

ธาวินถอยหายใจ บอกออกมาเหนื่อย ๆ

“เอ่อ สรุปก็คือ ต้องมีผู้หญิงสักคนทำของใส่แกเพื่อให้แกหลงรักแน่ ๆ”

ดร.ประชาโพลงออกมาอย่างมั่นใจ เพราะหากเพื่อนของเขาไปเที่ยวกับผู้หญิงที่มีตัวตนจริง ๆ แล้วกระทำการทุกอย่างโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว ฟันธงได้อย่างเดียวคือ โดนของ

“ละ แล้วกันต้องทำยังไง” ตอนนี้เขาเชื่อว่าตัวเองถูกทำเสน่ห์แล้วเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะยังไม่มีเหตุผลอื่นมาหักล้างได้เลย และสิ่งที่เขาแน่ใจมากในตอนนี้คือ เขาไม่ได้เครียดกับงานวิจัยจนเป็นบ้า แต่เขากำลังจะบ้าเพราะมีคนมาเล่นบ้า ๆ แบบนี้กับเขา

“หนามยอก ต้องเอาหนามบ่ง” ดร.ประชา ยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมินาน ๆ ทีว่าที่ศาสตราจารย์จะมาขอความคิดเห็นจากเขา

“ยังไง”

“ไปหาพระที่วัด ให้พระรดน้ำมนต์ ช่วยชำระสิ่งอัปมงคลออกไปให้”

“ไปตอนนี้เลยได้ไหม?”

ธาวินพูดออกไปอย่างใจนึก จิตใจเขาร้อนรุ่มวุ่นวายสับสนไปหมด อยากจะยุติปัญหานี้ให้ไว ๆ

“อย่าลืมนะ แกต้องไปลงนามในสัญญารับทุน แล้วมีสอนแลปตอนบ่าย” ดร.ประชาทักท้วงขึ้น

“รีบไปรีบกลับก็ได้ เพราะตอนนี้กันไม่มีกะจิตกะใจจะทำอะไรแล้ว”

“ได้ ๆ งั้น เดี๋ยวเราไปวัดใกล้ ๆ กับมหาวิทยาลัยของเราก่อนแล้วกัน ถ้ายังไม่ดีขึ้น เดี๋ยวกันถามบรรดาสาว ๆ ในสังกัดฉันให้ แม่พวกนี้รู้ดีนักเรื่องทำสาวใส่เสน่ห์”

เมื่อจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว ดร.ประชา ก็อาสาขับรถพาธาวิน มาที่วัดแห่งหนึ่งใกล้กลับมหาวิทยาลัย เขาพาเพื่อนเข้าไปขอกราบเจ้าอาวาส พร้อมกับขอรดน้ำมนต์

สายตาเจ้าอาวาสทอดมองแลเลยไปยังด้านหลังของสองหนุ่ม แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ปล่อยวางเถอะโยม เมื่อรู้จักปล่อย ความทุกข์ทั้งปวงจึงจะหยุด”

ดร.ประชา สบตากับธาวินแล้วมองตามสายตาเจ้าอาอาวาสกลับไปยังด้านหลังของตนอย่างหวาด ๆ ก่อนที่จะเอ่ยขึ้นว่า “หลวงพ่อพูดกับใครครับ”

“อาตมาพูดกับทุกสรรพสิ่งที่มีทุกข์ในใจ โยมมาหาอาตมาก็เพราะทุกข์มิใช่หรือ”

เสียงเจ้าอาวาสกังวาน และแววตาเต็มไปด้วยความเมตตาทอดมองสองหนุ่ม แล้วจับจ้องที่ดวงหน้าหม่นหมองของธาวินเป็นพิเศษ

“เอ่อ คนที่ทุกข์เห็นจะเป็นเพียงเพื่อนผมครับ เขากินไม่ได้นอนไม่หลับ เหมือนถูกคนทำเสน่ห์เล่นมนต์ดำใส่ ก็เลยต้องพามาให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์ชำระล้างให้เสียหน่อย”

ดร.ประชา รีบเอ่ย ส่วนธาวินยังคงนิ่งเงียบ ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ภายในวัดใจเขาก็เริ่มสงบเย็นมากขึ้น

“อาตมาเป็นพระ ไม่ใช่หมอผีเจ้าทรง แต่เอาเถอะเพื่อความสบายใจของโยมอาตมาจะรดน้ำมนต์ให้ แต่จงจำเอาไว้ให้มั่น คนที่เราได้พบเจอกันในแต่ละวัน ล้วนเคยทำกรรมร่วมกันมาไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่วล้วนหนุนให้พบเจอ เมื่อสิ้นเวรสิ้นกรรมต่อกันก็จะพลัดพรากจากกันไป จงหมั่นทำกรรมดีเอาไว้ เพราะกรรมดีจะช่วยปกป้องให้เรารอดพ้นจากอบายทั้งปวง”

สิ้นคำเทศนาเจ้าอาวาสจึงพรมน้ำมนต์ให้กับสองหนุ่ม และเมื่อเสร็จสิ้นการรดน้ำมนต์ เจ้าอาวาสจึงเอ่ยขึ้นว่า

“สิ่งที่เกิดขึ้น สิ่งนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา อีกไม่นานโยมก็จะรู้ความจริงทั้งหมด คนที่เขาฝืนชะตาลิขิต เขาก็อยู่กันคนละโลกแล้ว โยมจงสบายใจเถิด จงครองสติตั้งมั่นให้อยู่ในความดีเฉกเช่นที่ผ่านมา”

ธาวินขมวดคิ้ว ทบทวนสิ่งที่เจ้าอาวาสพูด ที่เหมือนกับรู้บางสิ่งบางอย่างแต่ก็บอกไม่กระจ่างชัดว่าคืออะไรกันแน่

“หมายความว่าอย่างไรครับ” เขาถามต่อ

เจ้าอาวาสแย้มริมฝีปากคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ราวกับว่ารู้ความจริงชัดแจ้งทุกสิ่งเหนือปุถุชนทั่วไป เอ่ยตอบเสียงเบาแต่หนักแน่นว่า

“อาตมาบอกโยมได้เท่านี้”

เมื่อเจ้าอาวาสตอบมาดังนั้น ธาวินและดร.ประชาจึงกราบลา แล้วรีบออกมาจากโบสถ์

“เร็ว ๆ วิน” ดร.ประชาเร่งเพื่อน

“จะรีบไหน เข้าวัดแล้วร้อนรึไง”

“ไม่ได้ร้อน แต่รู้สึกเย็บวูบวาบแปลก ขนแขนกันลุกหมดแล้ว”

ดร.ประชา หันมองซ้ายขาวแล้วทำหน้าหวาด ๆ

“อย่าบอกนะว่ากลัวผี”

“หุบปากไปเลย ใครให้พูดถึงผีสางในวัด”

ดร.ประชาถึงกับหน้าซีดแล้วรีบเผ่นขึ้นรถ 

“นี่มันกลางวันแสก ๆ กลัวอะไร ทีกลางคืนล่ะร่อนดีนัก ไม่เห็นจะกลัว” ธาวินบ่นพึมพำขณะก้าวขึ้นรถ เมื่อเขาปิดประตู ดร.ประชา ก็เร่งเครื่องออกจากวัดไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทันสังเกตว่าเจ้าอาวาสได้ออกมายืนตรงหน้าโบสถ์ แล้วทำปากขมุบขมิบเหมือนกับสนทนากับใครบางคน

...........................จบตอน.........................................

ความคิดเห็น