ทั้งที่รู้สึกเกลียดตั้งแต่ยังไม่เคยเจอหน้า แต่สวรรค์กลับนำพาให้ทั้งคู่พานพบกัน

ตัดครั้งที่ 23

ชื่อตอน : ตัดครั้งที่ 23

คำค้น : ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน ตัดแขนเสื้อ ฟิคป๋อจ้าน อ้ายหมิง จางเหว่ย หานตง เสี่ยวตง จางเกอ ซือเป่า 18+ นิยายวาย นิยายจีนย้อนเวลา

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 377

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ย. 2563 11:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตัดครั้งที่ 23
แบบอักษร

ตัดครั้งที่ 23

 

เจ้าของเปลือกตาอันหนักอึ้งตื่นจากนิทราด้วยร่างกายที่ยังไม่เต็มร้อยเท่าใดนัก องค์ฮ่องเต้ต้องใช้เวลาอยู่หลายเค่อกว่าจะพยุงตัวเองลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียงได้

“หานตง” สุรเสียงเอ่ยเรียกผู้ที่ควรอยู่ข้างกาย เมื่อมองหาเท่าไหร่ก็ไม่เห็นแม้เงา และเมื่อผ้าม่านโปร่งแสงปักลายดิ้นทองถูกเปิดขึ้น คิ้วเรียวดุจใบไผ่ก็ต้องขมวดเข้าหากันในทันที

“ฝ่าบาททรงตื่นจากบรรทมแล้วหรือ” เมื่อดวงหน้าของผู้ที่เข้ามารับใช้ในเช้านี้กลับมิใช่เจ้าของดวงหน้าที่เขาจะต้องการเห็นเมื่อยามตื่น

“หานตงอยู่ที่ใด”

...ทำไมถึงชอบหนีหายนักนะ เห็นทีคราวนี้จะต้องลงโทษเสียให้เข็ด

“กระหม่อมมิทราบพ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงตอบเพียงเท่านั้นก่อนจะส่งสัญญาณให้เหล่านางกำนัลเข้าไปถวายการรับใช้

“เจ้าไม่รู้ได้อย่างไร” ร่างกายที่ยังไม่กลับมาเป็นปกติดียิ่งทำให้อารมณ์ของผู้เป็นเจ้าเหนือหัวขุ่นมัว

“กระหม่อมไม่พบต่งกงกงตั้งแต่ยามอิ๋น (03.00 - 04.59 น.) แล้วพ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงตอบตามความสัตย์จริงหลังจากผ่านเรื่องวุ่นวายเมื่อคืนนี้ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตนเช่นกัน

“พวกเจ้าเล่ามีใครเห็นหานตงบ้าง” เมื่อราชขันทีไม่สามารถให้คำตอบได้ นางกำนัลและเหล่าขันทีที่คอยรับใช้จึงเป็นเป้าหมายต่อไป

“ก่อนรุ่งสางหม่อมฉันเห็นต่งกงกงออกจากตำหนักใหญ่เพคะ”

“ต่งกงกงบอกกับกระหม่อมว่าจะกลับไปยังเรือนพำนับเพื่อผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าไม่นานก็กลับมาพ่ะย่ะค่ะ”

นางกำนัลและขันทีซึ่งมีหน้าที่รอรับใช้อยู่ด้านนอกเป็นผู้ตอบคำถาม

“อย่างนั้นหรือ” เมื่อได้คำตอบที่น่าพอใจ สุรเสียงขององค์ฮ่องเต้ก็คลายความดุดันลงในทันที

แต่เขายังไม่หายเคืองหรอกนะ เมื่อคืนเกิดเรื่องวุ่นวายขนาดนั้นยังกล้าทิ้งเขาไปอีก ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอันใดถึงใช้เวลานานนัก

“ฝ่าบาท เหล่าหมอหลวงรอถวายการรักษาอยู่ด้านนอกแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เมื่อเห็นว่าอารมณ์ที่ขุ่นมัวของผู้เป็นเจ้าเหนือหัวเริ่มคลายลง เหลากงกงก็ทูลขออนุญาตให้กลุ่มหมอหลวงที่รออยู่เข้ามาทำหน้าที่

“อืม” ฮ่องเต้อ้ายหมิงเพียงแค่พยักหน้ารับ รอบกายยังคงมีนางกำนัลเข้ามาช่วยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าและถวายการรับใช้กิจวัตรยามเช้า แต่ใครจะรู้ว่าในยามนี้ผู้ถูกปรนนิบัติจิตใจหาได้สงบไม่

...เจ้าหายไปไหนกันหานตง ไยยังไม่ปรากฏตัวอีก

 

เหลากงกงน้อมรับบัญชาก่อนจะถอยออกมาเพื่อไปเชิญหมอหลวงทั้งหลายเข้ามาถวายการรักษา

“พวกท่านเข้าไปได้แล้ว” เหล่าหมอหลวงต่างพากันทยอยเข้าไปด้านใน เมื่อได้รับอนุญาตในทันที

เหลากงกงยืนรอให้หมอหลวงเข้าไปด้านในจนคนสุดท้ายจึงค่อยก้าวตาม แต่ก่อนจะหมุนตัวเพื่อเดินเข้าไปนั้น

“เหลากงกง!!” เสียงตะโกนเรียกที่ดังมาแต่ไกลก็ทำให้ข้อขาที่กำลังจะก้าวเดินต้องหยุดชะงัก

สายตาดุดันตวัดมองเจ้าของเสียงที่กำลังวิ่งโร่มาหาตน ถึงตรงนี้จะเป็นส่วนชั้นนอกของพระตำหนัก แต่การวิ่งตะโกน ส่งเสียงดังรบกวนไปทั่วแบบนี้หาใช่สิ่งควรทำไม่

แม้ไม่เอ่ยสิ่งใดแต่รังสีอาฆาตที่แผ่ออกมานั้นก็เล่นเอาคนถูกจ้องเย็นยะเยือกไปตามสันหลัง

“ท่านอย่าพึ่งมองข้าเช่นนั้น แฮ่ก แฮ่ก” เด็กหนุ่มที่พึ่งวิ่งมาถึงยืนหอบพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก

“มีสิ่งใด” เหลากงกงยังคงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเหยียบ

“ขะ ข้าต้องเข้าเฝ้าฝ่าบาท” เสี่ยวกวงที่ยังคงหายใจไม่ทั่วท้องเท่าใดนักพยายามรวบรวมคำพูดให้เป็นประโยคมากที่สุด

“เหล่าหมอหลวงกำลังถวายการรักษาฝ่าบาท เจ้าเข้าไปไม่ได้” ราชขันทียังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ หากฝ่าบาทไม่มีรับสั่งอนุญาตให้คนผู้นี้เข้าออกตำหนักได้ มีหรือขันทีตำแหน่งเล็กๆ เยี่ยงนี้จะขอเข้าเฝ้าได้

“ตะ แต่ข้ามีเรื่อง...” เสี่ยวกวงรีบคว้าชายเสื้อของคนที่กำลังจะเดินหนีเอาไว้ แต่ยังไม่ทันจะได้เอ่ยประโยคจบดีอีกคนก็หันมาตวาดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

“ที่แห่งนี้ใช่ที่ที่เจ้าจะทำตามใจได้หรือ!” เหลากงกงมองเด็กหนุ่มด้วยสายตาดุดันก่อนจะสะบัดชายเสื้อให้หลุดจากการเกาะกุมของอีกคน

“แต่คุณชาย ไม่สิ ต่งกงกงถูกทหารจับไปแล้วนะขอรับ!” เด็กหนุ่มน้ำตาคลอเบ้าเมื่อถูกตะคอก เขาไม่รู้ว่าจะไปหวังพึ่งใครแล้วตอนนี้

“แล้วทำไมไม่รีบบอกข้า!” เหลากงกงแหวลั่นก่อนจะรีบตรงเข้าไปด้านในพระตำหนักเพื่อกราบทูลฝ่าบาท

เด็กหนุ่มนามเสี่ยวกวงแทบร่ำไห้...แล้วท่านให้โอกาสข้าพูดบ้างไหมเหลากงกง

 

“เจ้าว่าอย่างไรนะ!”

“พระอาญามิพ้นเกล้า!!”

ในทันทีที่สุรเสียงของผู้เป็นเจ้าเหนือหัวเปล่งออกมาด้วยความเกรี้ยวกราด เหล่านางกำนัลและขันทีหรือแม้แต่หมอหลวงที่พึ่งถวายการรักษาเสร็จก็ต้องรีบคุกเข่าลงรอรับอาญา โดยที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าองค์ฮ่องเต้นั้นกำลังกริ้วสิ่งใด

“เมื่อกี้เจ้าบอกว่า เห็นหานตงถูกพาไปยังคุกหลวงอย่างนั้นหรือ!” ฮ่องเต้อ้ายหมิงเอ่ยถามก่อนจะต้องยกมือกุมอกข้างซ้ายเอาไว้ เมื่อหัวใจที่กำลังเต้นรัวนั้นแปรเปลี่ยนเป็นความทรมาน

“ฝ่าบาท ได้ทรงโปรดพระทัยเย็นก่อน หากพระองค์ทรงกริ้ว ฤทธิ์ของโอสถกำหนัดที่ยังอยู่ในพระวรกายจะทำให้พระทัยของฝ่าบาททำงานหนักจนเกินไปนะพ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าหมอหลวงรีบทูลเมื่อเห็นสีหน้าและท่าทางขององค์ฮ่องเต้ที่ไม่สู้ดีนัก

“จะให้เราใจเย็นอยู่ได้อย่างไร!” ถ้วยยาในมือถูกปาทิ้งพร้อมเสียงตวาดดังลั่นตำหนัก

“ฝ่าบาท ได้ทรงโปรดพระทัยเย็นก่อนเพคะ/พ่ะย่ะค่ะ!” ผู้คนที่อยู่ในตำหนักต่างพากันส่งเสียงขอร้องให้ผู้เป็นเจ้าเหนือหัวใจเย็นลงก่อนที่จะทำร้ายตัวเองมากไปกว่านี้

คนที่กำลังรู้สึกเจ็บร้าวไปทั่วทั้งอกข้างซ้ายต้องหลับตาลงแล้วหายใจเข้าออกช้าๆ เพื่อสงบสติอารมณ์ของตัวเอง หากใจร้อนไปทุกอย่างจะยิ่งจะแย่ลงไปอีก

“ไปยังตำหนักฉู่ซิวกง” สุรเสียงทรงอำนาจเปล่งขึ้นอีกครั้ง เมื่อดวงตาคู่เหยี่ยวกลับมาเย็นชาหลังจากเปลือกตาสีมุขเปิดขึ้น

...เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงในวังหลังขนาดนี้ไม่ต้องมีใครบอก องค์ฮ่องเต้ก็รู้ได้ในทันทีว่าผู้ใดจะยื่นมือเข้ามาจัดการ

...หวังไทฮองไทเฮา ท่านทำเช่นนี้ยังเห็นเราเป็นฮ่องเต้อยู่อีกหรือ

 

“ฝ่าบาทจะเสด็จไปที่ใดหรือ” คำถามที่ดังขึ้น ทำให้ผู้ที่กำลังเตรียมตัวออกจากตำหนักต้องหยุดการกระทำ

“ถวายพระพรเสด็จแม่” องค์ฮ่องเต้สวมชุดคลุมให้เข้าที่ก่อนจะเข้าไปคำนับติ้งตี้ไทเฮาผู้เป็นมารดา

“พระวรกายของพระองค์ยังไม่แข็งแรงดี ไยจึงเสด็จออกจากตำหนักไปต้องไอเย็น” ติ้งตี้ไทเฮาตรงเข้ามาจัดชุดของบุตรชายให้เรียบร้อยพร้อมเอ่ยถาม

“ลูกมิได้เป็นอันใดแล้ว” องค์ฮ่องเต้ตอบผู้เป็นมารดาก่อนจะหันไปคว้าเสื้อคลุมขนจิ้งจอกจากมือเหลากงกงมาสวมทับอีกชั้น

“เช่นนั้นก็มาเสวยน้ำแกงกับแม่ก่อนเถิด” ติ้งตี้ไทเฮาเอ่ยพร้อมพยักหน้าให้นางกำนัลของตนนำเครื่องเสวยเข้ามา

“เสด็จแม่ได้โปรดประทานอภัย ลูกมีธุระสำคัญต้องรีบไปจัดการ” คนถูกเชื้อเชิญหาได้สนใจไม่ องค์ฮ่องเต้เอ่ยเพียงเท่านั้นก่อนจะคำนับผู้เป็นมารดาแล้วรีบสาวเท้าตรงไปยังประตูตำหนักในทันที

“ฝ่าบาท ทรงคิดดีแล้วหรือ การที่พระองค์ตัดสินพระทัยเช่นนี้จะมีผลเช่นใด ทรงคิดดีแล้วใช่ไหม” ผู้เป็นมารดาเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“เสด็จแม่ทรงจำได้หรือไม่ว่าเคยตรัสสิ่งใดกับลูก” ผู้ถูกถามตอบกลับมาพร้อมสายตาคู่เหยี่ยวที่หันมาสบตากับมารดาของตน

“หนึ่งเหตุผลของการมีชีวิตอยู่คือการปกป้องคนสำคัญ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยก่อนจะหันกลับไปก้าวเดินต่อ

“ลูกต้องการปกป้องคนผู้นั้น” ทิ้งไว้เพียงประโยคเอื้อนเอ่ยก่อนจะนำร่างของตนออกจากตำหนักไป

ติ้งตี้ไทเฮาทำได้แค่เพียงมองตามแผ่นหลังบุตรชายของตนที่กำลังห่างออกไป แล้วก็ได้แต่สะท้อนในอก

ในอดีตนางเองก็ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อปกป้องบุตรชายของตน ทั้งที่เป็นถึงพระชายาของติ้งเถาอ๋องแต่กลับถูกมองข้าม ถูกหยามเกียรติ

ในแต่ละวันต้องขมขื่นกับความอัปยศอดสูที่ได้รับ ไม่ได้รับแม้เศษเสี้ยวความโปรดปรานจากผู้เป็นพระสวามี ถึงอย่างนั้นนางก็ต้องทนเพื่อบุตรชายที่ถูกพรากออกจากอกไป

...อาเหว่ยเอ่ย ความรักสามารถแปรเปลี่ยนเป็นพลังให้กับมนุษย์ได้ แต่ลูกรู้หรือไม่ ความรักนั้นก็เป็นจุดอ่อนของมนุษย์เช่นกัน

 

ท่ามกลางหิมะปลายฤดูเหมันต์ขบวนเสด็จของฮ่องเต้อ้ายหมิงเร่งรีบตรงไปยังพระตำหนักฉู่ซิวกงที่ประทับของหวังไทฮองไทเฮา ตามคำสั่งผู้ที่ประทับอยู่บนพระเกี้ยว

ใช้เวลาไม่นานขบวนเสด็จก็ไปปรากฏอยู่หน้าพระตำหนักของผู้เป็นใหญ่เหนือคนใต้ล้า แต่อย่างไรก็ยังคงอยู่ภายใต้คนคนหนึ่งอยู่ดี

“ฝ่าบาทเสด็จ” สิ้นคำขาน องค์ฮ่องเต้ก็ก้าวเข้าไปด้านใน ด้วยสีหน้าราบเรียบ

หลังตั้งฉากกับพื้น ทุกก้าวเดินมั่นคงไม่มีทีท่าของผู้ที่ต้องทุกข์ทรมานด้วยฤทธิ์ของยาปลุกกำหนัดแม้แต่นิดเดียว

“ถวายพระพรเสด็จย่า” แม้ในใจจะรู้สึกเช่นไร แต่ความอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ยังคงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ

“พระวรกายของฝ่าบาทยังไม่แข็งแรงดี มิต้องมาหาย่าดังเช่นทุกเช้าก็ได้” เจ้าของตำหนักเอ่ยด้วยรอยยิ้มก่อนจะเข้ามารับการคำนับจากองค์ฮ่องเต้ที่กำลังแสดงความกตัญญู โดยการมาถวายพระพรทุกเช้าซึ่งเป็นอีกหนึ่งหน้าที่ของหลานที่ควรกระทำ

“หลานมิได้เป็นอันใด เสด็จย่าอย่าทรงได้กังวลไป” องค์ฮ่องเต้ตอบรับก่อนจะประคองหวังไทฮองไทเฮาไปนั่งยังที่ประทับจึงค่อยนั่งลงด้านข้าง

หวังเจาอี๋เป็นผู้เข้ามาทำหน้าที่รินน้ำชาถวาย ทั่วท่าของนางยังคนอ่อนช้อยสมกับเป็นสตรีสูงศักดิ์ผู้ได้รับการอบรมมาเป็นอย่างดี

“จันทราหลบโฉมสุดา เป็นอย่างไรทั้งงดงามและหอมหวานใช่หรือไม่” หวังไทฮองไทเฮาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มถึงน้ำชาสีฟ้าใสที่องค์ฮ่องเต้กำลังลิ้มลอง

“กลิ่นช่างหอมหวานนัก” องค์ฮ่องเต้ตอบเพียงเท่านั้นก่อนจะวางถ้วยชาลงที่เดิม ทั้งที่ลิ้มชิมรสไปเพียงแค่นิดเดียว

“มิเพียงแค่งดงามและหอมหวาน แต่ยังมีสรรพคุณช่วยไล่เลือดลม ขับพิษตกค้างในร่างกายได้ดีนัก” หวังไทฮองไทเฮาเอ่ยตอบก่อนจะหันไปหาสตรีสูงศักดิ์ที่ยืนอยู่ด้านข้าง

“หวังเยี่ยนช่างใส่ใจฝ่าบาทนัก เรื่องในฝ่ายในก็ช่วยข้าได้เยอะ ข้าต้องขอบใจเจ้ามาก”

“เสด็จป้าอย่าทรงตรัสเช่นนั้น หม่อมฉันเต็มใจเพคะ” นางย่อตัวน้อมรับคำชมด้วยรอยยิ้ม

องค์ฮ่องเต้มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉยปล่อยให้คนทั้งสองแสดงละครปาหี่ต่อไปโดยไม่ขัด คำเยินยอเหล่านี้เขาจำเป็นต้องใส่ใจด้วยหรือ

“เสด็จย่า เรื่องของหลี่เหลียงเหริน...” ยังไม่ทันที่องค์ฮ่องเต้จะได้เอ่ยจบดี หวังไทฮองไทเฮาก็เอ่ยขัดเสียก่อน

“เรื่องของฝ่ายในเป็นหน้าที่ของย่า ฝ่าบาทมิต้องทรงกังวล” น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยออกมาด้วยดวงหน้าที่ไม่แสดงถึงความรู้สึก ท่วงท่าสง่าทรงอำนาจสมกับเป็นสตรีผู้สูงศักดิ์ของฝ่ายใน

“เรื่องของฝ่ายในหลานย่อมไม่ยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยว” แม้คำพูดจะอ่อนข้อให้ แต่ความกดดันที่แผ่ออกมานั้นหาได้ลดลงไม่

หากสตรีในอาภรณ์แสนงดงาม สูงศักดิ์ดั่งพญาหงส์ บุรุษภายใต้อาภรณ์สีเข้มปักลายมังกรเหยียบเมฆาที่อยู่เบื้องหน้าคือโอรสวรรคที่สามารถกดทุกคนให้อยู่ใต้เบื้องล่างของตนได้ รวมถึงพญาหงส์ก็ได้ละเว้นไม่

“หากแต่มีคนกล้าแตะต้องคนของหลาน หลานจึงไม่สามารถมองข้ามได้” สุรเสียงราบเรียบแฝงไปด้วยอำนาจ สร้างความกดดันไปทั่วทั้งห้อง

“เรื่องที่เกิดขึ้นร้ายแรงนักและยังมีหลักฐานว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ในครั้งนี้เกี่ยวข้องกับการสวรรคตของอดีตฮ่องเต้ ย่าจึงสั่งให้จับกุมผู้ต้องสงสัยทุกคนไปสอบสวน” หวังไทฮองไทเฮาหาได้สนใจรังสีกดดันจากคนตรงหน้าไม่ ยังคงเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่ทุกข์ร้อนไปพร้อมการลิ้มรสชา

“หานตงเกี่ยวอันใด” การเอ่ยชื่อออกไปตรงๆ เป็นการยืนยันว่าคนที่องค์ฮ่องเต้ใส่ใจนั้นมีเพียงคนเดียว

“บุรุษที่ปรากฏตัวในคืนที่อดีตฮ่องเต้สวรรคตจะไม่เกี่ยวข้องได้อย่างไร” คนตรงหน้าก็ยังคงใช้เหตุการณ์ในคืนนั้นมาเป็นข้อต่อรองกับเขาอยู่ดี

“ผู้ที่ให้หานตงเข้ามาในวังคืนนั้นคือหลานเอง เสด็จย่ายังทรงสงสัยอันใดอีกหรือ” องค์ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“เช่นนั้นย่าก็คงเข้าใจผิดไปเอง” หวังไทฮองไทเฮาเอ่ยตอบก่อนจะหันไปส่งสัญญาณให้คนสนิทของตนถอยออกไปจัดการ องค์ฮ่องเต้ออกหน้าเองเช่นนี้จะมีผู้ใดกล้าตั้งข้อสงสัยอันใดอีก

“หลานยังมีงานต้องสะสาง หลานขอทูลลา” เมื่อเสร็จธุระดังตั้งใจ องค์ฮ่องเต้ก็ไม่รั้งรอต่อให้เปลืองเวลา

“ช้าก่อนฝ่าบาท”

“เสด็จย่ามีรับสั่งอันใดอีกหรือ” แต่แล้วคนที่กำลังจะลุกออกไปก็ต้องหันกลับไปสนใจผู้เป็นเจ้าของตำหนักอีกครั้ง

“ถึงเรื่องที่เกิดขึ้นจะเป็นเรื่องของฝ่ายใน แต่ก็เกี่ยวข้องกับฝ่าบาทและการสวรรคตของอดีตฮ่องเต้ ผู้ทำผิดถือเป็นกบแห่งแผ่นดินฮั่น ฝ่าบาทจะมอบให้ย่าจัดการเรื่องนี้ได้หรือไม่” เมื่อความผิดในครั้งนี้เป็นอาญาแผ่นดิน ผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินความคือกรมอาญา

หากหวังไทฮองไทเฮาต้องการเข้าไปยุ่งเกี่ยวก็ต้องได้รับอนุญาตจากองค์ฮ่องเต้เสียก่อน

“หลานต้องรบกวนเสด็จย่าแล้ว” ทั้งที่คำตอบมีเพียงคำตอบเดียวแต่ฮ่องเต้อ้ายหมิงก็ยังต้องตอบกลับไปตามมารยาท

“ส่วนเรื่องการแต่งตั้งฮองเฮา” หวังไทฮองไทเฮาเอ่ยก่อนจะเดินมาเผชิญหน้ากับองค์ฮ่องเต้

“ฝ่าบาททรงเห็นแล้วว่าผู้ที่ฝ่าบาททรงเลือกนั้นหาได้เหมาะสมกับตำแหน่งนี้ไม่” พญาหงส์ตรงหน้าเอ่ยด้วยรอยยิ้มเย็นเหยียบ

“ย่าเข้าใจดีว่าฝ่าบาทยังทอดพระเนตรไม่ออกว่าสตรีนางใดเป็นเช่นไรและยังทรงถูกชักจูงได้ง่าย” การที่หวังไทฮองไทเฮาเอ่ยเช่นนี้ก็เหมือนเป็นการตำหนิว่าฮ่องเต้อ้ายหมิงนั้นยังอ่อนหัดนัก

“ฉะนั้นเรื่องนี้ฝ่าบาทก็มอบให้ย่าจัดการเถอะนะ” คำถามที่มีเพียงหนึ่งตัวเลือกเอ่ยออกมาอีกครั้งและองค์ฮ่องเต้ก็ทำได้แค่เพียงยอมรับมันเพื่อช่วยคนของตน

“ต้องรบกวนเสด็จย่า หลานช่างอกตัญญูนัก” ฮ่องเต้อ้ายหมิงทำได้แค่ข่มความอึดอัดนี้เอาไว้แล้วแสร้งทำตามหน้าที่ที่ควรทำ

“ได้ช่วยแบ่งเบาภาระของฝ่าบาท ย่าก็ยินดี”

“หลานไปสะสางราชกิจเถิด ย่าอยากพักผ่อน” เมื่อได้สิ่งที่ต้องการหวังไทฮองไทเฮาก็ตัดบทในทันที

“หลานขอทูลลา” องค์ฮ่องเต้คำนับคนตรงหน้าก่อนจะหมุนกายออกมาจากตำหนักฉู่ซิวกงด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง

 

 

“ฝ่าบาท เสด็จกลับตำหนักใหญ่เลยไหมพ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงรีบตามออกมาเอ่ยถามผู้เป็นนาย

“หานตงเป็นเช่นไร” แต่คำตอบที่ได้กลับกลายเป็นการถามหาอีกคน

“ต่งกงกงกลับถึงเรือนพำนักและหมอหลวงกำลังทำการรักษาอยู่พ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงรายงานตามที่ได้รับคำสั่งเอาไว้

“อืม” องค์ฮ่องเต้พยักหน้ารับก่อนจะก้าวขึ้นพระเกี้ยวแล้วออกคำสั่ง

“พาข้าไปยังห้องเครื่อง”

จุดมุ่งหมายขององค์ฮ่องเต้เล่นเอาเหล่าขันทีและนางกำนัลงงไปตามๆ กัน พระองค์ไม่ได้จะเสด็จกลับตำหนักใหญ่และไม่ไปยังเรือนพำนักของต่งกงกง แต่กลับเสด็จไปยังห้องเครื่อง พระองค์ไปที่นั่นทำไมกัน?

สิ่งที่กำลังส่งกลิ่นหอมอยู่ในปิ่นโตไม้เถาใหญ่ลวดลายมังกร ในมือของเหลากงกงคือคำตอบไขข้อสงสัยเหล่าขันทีและนางกำนัล

เมื่อจัดการลงมือทำเปี๋ยงเปี๋ยงเมี่ยนน้ำด้วยพระองค์เองเสร็จ ขบวนเสด็จของฮ่องเต้อ้ายหมิงก็ตรงไปยังเรือนพำนักของต่งกงกงในทันที

แต่เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน คิ้วเรียวดุจใบไผ่ก็ต้องกระตุกเมื่อหน้าประตูห้องของหานตงเต็มไปด้วยนางกำนัลที่ยืนรอรับใช้ใครบางคนอยู่

“ฝ่าบาท...” ขันทีผู้ทำหน้าที่ขานพระนามยังไม่ทันจะได้เอ่ยจบ องค์ฮ่องเต้ก็ส่งสัญญาณให้เงียบลง

“ฝะ...ฝ่าบาท” เหล่านางกำนัลที่ยืนอยู่ถึงกลับไปไม่เป็นเมื่อหันมาเห็นผู้มาใหม่ แต่พอจะขยับเข้าไปบอกนายของตนที่อยู่ด้านในก็ถูกนางกำนัลขององค์ฮ่องเต้ขวางเอาไว้

ฮ่องเต้อ้ายหมิงก้าวผ่านคนเหล่านั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย แต่แรงกดดันที่แผ่ออกมานั้น ทำเอาพวกนางถึงกับขาอ่อนจนแทบยืนไม่อยู่

“เหนียงเหนียงเสด็จกลับตำหนักเถอะพ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงคุ้นเคยที่ดังขึ้นทำให้ข้อขาที่กำลังก้าวเดินต้องหยุดลง

“ข้าแค่นำยามาให้เจ้าไยต้องร้อนรนถึงเพียงนี้” น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของหญิงสาวตอบกลับไปไม่จริงจังนัก

“การที่พระองค์เสด็จมายังที่แห่งนี้หาได้สมควรไม่ ได้โปรดเสด็จกลับตำหนักเถอะพ่ะย่ะค่ะ” หานตงยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมเด็กสาวตรงหน้าที่ดูท่าจะดื้อเสียเหลือเกิน

“ข้าแค่มาเยี่ยมสหายมีเรื่องอันใดไม่สมควร เจ้ากับข้าก็มิได้อยู่เพียงลำพังสองต่อสอง ทั้งแม่นมและนางกำนัลของข้าก็อยู่เต็มไปหมด หาได้มีสิ่งใดเสียหายไม่ อีกอย่างเจ้าก็เป็นขันทีหาใช่บุรุษที่จะทำให้ข้าเสื่อมเสียได้”

“แค่เสด็จมาก็ไม่สมควรแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยออกไปด้วยความเหนื่อยใจ

“ข้าไม่สน ตอนข้าเจ็บป่วยเจ้ายังมีน้ำใจนำยาไปให้ข้า ยามนี้เจ้ากำลังลำบาก ข้าก็แค่อยากตอบแทนเจ้าบ้างเท่านั้น” ถึงจะได้รับแต่งตั้งเป็นเจี๋ยยวี๋ (พระอัครเทวี) แต่อย่างไรนางก็ยังเป็นเด็กสาวที่อยากทำตามใจตนอยู่ดี

“เช่นนั้นกระหม่อมก็ขอรับน้ำพระทัยที่ทรงมีให้ เสร็จแล้วก็เสด็จกลับเถอะพ่ะย่ะค่ะ” หานตงอยากร่ำไห้ ไยสตรีนางนี้ถึงดื้อเสียจริง

“แผลที่หลังเจ้าเลือดยังซึมอยู่เลย ให้ข้าทายาให้เถอะนะ” ดูเหมือนว่าอาการบาดเจ็บของหานตงจะกลายเป็นเรื่องสนุกของนางไปเสียแล้ว

“หากพระองค์ทำเช่นนั้นหัวของกระหม่อมคงหลุดออกจากบ่า” หากไม่ติดว่าบาดแผลที่หลังสร้างความเจ็บปวดจนขยับแทบไม่ได้ เขาคงใส่เกียร์หมาวิ่งหนีนางไปแล้ว

“ก็ข้าอยากทาให้หนิ ให้ข้าทาให้เถอะนะ” น้ำเสียงเจื้อยแจ้วแสนน่ารักยังคงดังขึ้นไม่ขาดสาย

ทุกประโยคที่ได้ยินยิ่งทำให้ผู้รับฟังรู้สึกเจ็บร้าวไปทั่วทั้งอก ทั้งที่ประตูตรงหน้าเปิดกว้างรอต้อนรับผู้คน แต่เขากลับรู้สึกว่ามีประตูที่มองไม่เห็นขวางกั้นเอาไว้มิให้เดินต่อ

องค์ฮ่องเต้หลับตาลง สูดหายใจจนเต็มปอดก่อนจะตัดสินใจหมุนกายหันหลังเดินจากมา

“ฝ่าบาทไยไม่เสด็จเข้าไปด้านในพ่ะย่ะค่ะ” เหลากงกงรีบเดินเข้ามากางร่มบังหิมะที่กำลังเริ่มโปรยปรายอีกครั้ง

“หากข้าเข้าไป...ข้าคงทำตัวไม่สมกับการเป็นกษัตริย์” ผู้ถูกถามเอ่ยออกมาเพียงเท่านั้นเพราะรู้ดีว่าตัวเองนั้นจะทำสิ่งใดหากตัดสินใจเดินเข้าไป

ราชขันทีทำได้แค่น้อมรับการตัดสินใจขององค์ฮ่องเต้ ก่อนจะก้มมองปิ่นโตในมือด้วยสีหน้าหนักใจ

“นำไปทิ้ง ข้าไม่ได้มายังที่แห่งนี้” แค่ได้ยินรับสั่งเด็ดขาดขององค์ฮ่องเต้ เหล่านางกำนัลและขันทีที่ยืนอยู่ก็รู้แล้วว่าต้องทำตัวเช่นไร

...ฝ่าบาทไม่ได้เสด็จมายังเรือนพำนักของต่งกงกง พระองค์มิได้เห็นสิ่งใดและพวกเขาก็ไม่ได้รับเสด็จพระองค์

 

“น้อมรับพระบัญชา” เหลากงกงค้อมกายส่งองค์ฮ่องเต้ขึ้นพระเกี้ยว แต่ก่อนที่จะก้าวตามขบวนเสด็จไปนั้น เขาก็เปลี่ยนทิศทางเมื่อเหลือบไปเห็นเสี่ยวกวงที่ชะเง้อคอมองอยู่

“เจ้ามานี่” เหลากงกงรีบตรงเข้าไปหาเด็กหนุ่มแล้วคว้าคอให้เดินตามตนมาหลบในที่ลับตาคน

“นำสิ่งนี้ไปให้หานตง” เหลากงกงเอ่ยพร้อมยื่นปิ่นโตไม้ให้กับเสี่ยวกวง

“ในนี้มีสิ่งใดหรือ หอมจัง” เสี่ยวกวงทำจมูกฟุดฟิดพร้อมแง้มเปิดดูก่อนจะถูกเหลากงกงฟาดมืออย่างแรง

“โอ๊ย! ข้าเจ็บนะท่าน” เด็กหนุ่มร้องโวยวายขึ้น

“เงียบ! แล้วทำตามที่ข้าสั่ง นำสิ่งนี้ไปให้หานตงแล้วบอกว่าฝ่าบาทเสด็จมาที่นี่ เข้าใจหรือไม่” เหลากงกงเอ่ยย้ำด้วยน้ำเสียงค่อนข้างดุ

“แต่ว่า...” เสี่ยวกวงต้องเงียบลงก่อนจะพยักหน้ารับคำสั่ง

“ดี เช่นนั้นเจ้าก็ไปได้แล้ว” เหลากงกงเอ่ยเสียงแข็งก่อนจะผลักเสี่ยวกวงให้เดินกลับเข้าไปในเรือนพำนักของหานตง

“เหลากงกงเดินดีๆ นะขอรับ” เด็กหนุ่มไม่ลืมหันมาโค้งให้ราชขันทีก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าไปในเรือนพำนัก โดยมีสายตาของผู้ถูกเคารพจ้องเขม็ง

...หน้าที่ของเขาคือทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้ความรักของหานตงกับฝ่าบาทจืดจาง เพราะในตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาแยกคนทั้งคู่ออกจากกัน

......................................................................... 

 

สายหิมะที่เคยโปรยปรายปกคลุมไปทั่วเขตพระราชฐาน ในตอนนี้ได้หยุดลง เหลือเพียงแสงแดดที่เริ่มสาดส่องฝ่ากลีบเมฆ เป็นสัญญาณว่าในเวลานี้เหมันต์ฤดูได้เคลื่อนจากไปแล้ว

ชายหนุ่มในชุดขันทีพร้อมทำหน้าที่ของตนหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องทรงอักษรก่อนจะสูดหายใจเข้าเต็มปอด

เมื่อรวบรวมความกล้าได้ก็ชะเง้อคอเข้าไปประเมินสถานการณ์ภายในห้องเพื่อเตรียมตัวรับมือ

ภายในห้องเงียบสงบ เงียบเสียจนไม่รู้ว่าผู้ที่อยู่ด้านในนั้นกำลังคิดสิ่งอยู่ ทั้งที่ภายในตำหนักต่างๆ มีกลไกสร้างความอบอุ่นให้ผู้อาศัย หิมะก็หยุดตกแล้ว แต่ทำไมเมื่อก้าวเข้าไปในห้อง เขาถึงรู้สึกเหน็บหนาวจนไปถึงกระดูกแบบนี้

หานตงต้องใช้เวลาทั้งวันกว่าจะลากสังขารตัวเองลุกออกมาจากเตียงได้ บาดแผลที่หลังยังคงสร้างความเจ็บปวดเมื่อก้าวเดิน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่อยากรั้งรอให้เรื่องบางอย่างบานปลายมากไปกว่านี้

ก่อนหน้าเสี่ยวกวงเล่นมานั่งร้องห่มร้องไห้ต่อว่าเขาที่ทำให้ฝ่าบาทเสียพระทัย แล้วใครจะไปนอนหลับสบายอยู่บนเตียงได้กัน

ภายในห้องทรงอักษร ผู้ที่กำลังทุ่มสมาธิกับพระราชกิจตรงหน้า หาได้รับรู้การมาถึงของผู้มาใหม่ไม่

หานตงสืบเท้าเบาหวิวเข้าไปยืนข้างเหลากงกงที่ยืนรอรับใช้อยู่ไม่ไกล

ราชขันทีชำเลืองมองเขาก่อนจะส่งสัญญาณให้เหล่าขันทีและนางกำนัลคนอื่นถอยออกไป ภายในห้องตรงส่วนนี้จึงเหลือเพียงหานตงกับองค์ฮ่องเต้ที่ประทับ

สมาธิของผู้ที่กำลังใช้ความคิดยังคงอยู่กับตัวอักษรที่ปรากฏในฎีกา ไม่ได้รับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงใดๆ

เมื่อภายในห้องไม่เหลือผู้ใด หานตงก็ค่อยๆ ย้ายร่างกายของตนลงไปนั่งยังโต๊ะตัวเตี้ยด้านข้าง จัดการฝนแท่นหมึกเพื่อทำน้ำหมึกขึ้นถวายต่อองค์ฮ่องเต้

“หายดีแล้วหรือไร” สุรเสียงราบเรียบเอ่ยถามทั้งที่ดวงเนตรยังคงจับจ้องฎีกาในมือ

“กระหม่อมเป็นมนุษย์ไหนเลยจะใช้เวลาไม่กี่ชั่วยามรักษาบาดแผลได้” หานตงเอ่ยตอบก่อนจะนำน้ำหมึกที่ฝนเสร็จไปวางยังโต๊ะทรงงานขององค์ฮ่องเต้

“แต่เพียงแค่กระหม่อมได้เห็นพระพักตร์ของฝ่าบาท ความเจ็บปวดก็หายไปเป็นปลิดทิ้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

ดวงหน้าขององค์ฮ่องเต้ยังคงเรียบเฉย ตั้งหน้าตั้งตาอ่านฎีกาตรงหน้าหาได้สนใจสิ่งที่หานตงพูดไม่

“ถ้าหากฝ่าบาทไม่อยากเห็นหน้าของกระหม่อม เช่นนั้นกระหม่อมขอทูลลา” หานตงเอ่ยด้วยน้ำเสียงตัดพ้อก่อนจะโค้งคำนับผู้ที่นั่งอยู่แล้วถอยออกไป

“สิ่งใดทำให้เจ้าคิดเช่นนั้น” ในที่สุดสายพระเนตรขององค์ฮ่องเต้ก็ย้ายจากฎีกามามองเขาเสียที แต่สบตากันได้ไม่นาน สายตาของอีกคนก็ย้ายกลับไปอยู่ที่เดิม

“ไม่ให้กระหม่อมคิดเช่นนั้นได้อย่างไร ทั้งที่กระหม่อมฝืนร่างกายมายืนอยู่ตรงนี้ ฝ่าบาทก็หาได้ใส่พระทัย” หานตงยังคงใช้น้ำเสียงอย่างคนน้อยเนื้อต่ำใจ และเมื่ออีกคนยังนิ่งไม่ให้ความสนใจเขาก็ตัดสินใจใช้แผนสุดท้าย

“โอ๊ย!” เสียงร้องดังขึ้นพร้อมร่างของชายหนุ่มที่ทรุดลงไปกองกับพื้น

“หานตง! เจ้าเป็นอันใด”

และมันก็ได้ผล ยังไม่ทันที่หานตงจะได้สวมบทบาทลงไปนั่งร้องโอดครวญกับพื้นองค์ฮ่องเต้ก็มาถึงตัวเขาเสียแล้ว

“กระหม่อมเจ็บแผล...” คนถูกประคองแกล้งหอบหายใจ แสดงสีหน้าว่าทรมาเหลือเกิน

“เจ็บมากหรือ เจ็บที่ใด” องค์ฮ่องเต้เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง น้ำเสียงร้อนรนเช่นนี้หาได้พบเจอในเวลาปกติไม่

“กระหม่อมเจ็บตรงนี้...ตรงนี้พ่ะย่ะค่ะ” หานตงฉวยโอกาสกุมมืออีกคนเอาไปแนบที่อกข้างซ้ายของตน

“เจ้าถูกเฆี่ยนมิใช่หรือ ไยถึงเจ็บที่หน้าอก ใครทำอันใดเจ้า หมอหลวง! ตามหมอหลวง...” แต่แล้วคนที่กำลังร้อนรนก็ต้องกลืนคำเอ่ยลงคอ

เมื่อผู้ที่ทำท่าเหมือนคนใกล้ตายก่อนหน้านี้จับดวงหน้าของเขาให้หันไปรับจุมพิตแสนหวาน

“จางเกอเป็นห่วงข้าหรือ” หลังจากแลกเรียวลิ้น ดูดกลืนเอาความหอมหวานจนพอใจ คนเจ้าเล่ห์ที่พึ่งถอนริมฝีปากออกไปก็เอียงคอถามด้วยรอยยิ้ม

“เจ้าเล่ห์นัก” คนที่พึ่งรู้ตัวว่าถูกหลอกผละออกไป แต่ในระหว่างที่จะหยัดกายขึ้นยืนนั้นก็ถูกชายหนุ่มฉุดลงไปซุกอกของตน

“หายโกรธข้าหรือยัง” เจ้าของแผ่นอกเอ่ยถามพร้อมลูบหลังของคนในอ้อมกอดด้วยความรัก

“ข้ามิได้โกรธอันใด” คนถูกถามตอบเพียงเท่านั้นก่อนจะเงียบลง

“หากไม่โกรธ ไยท่านถึงไม่ยอมมองหน้าข้า” หานตงเอ่ยถามก่อนจะก้มลงไปฝังจมูกบนกลุ่มผมของคนในอ้อมกอด

“ข้า...ข้าผิดต่อเจ้านัก” ฮ่องเต้อ้ายหมิงเอ่ยก่อนจะยกสองมือขึ้นมากอดคนรักเอาไว้พร้อมซุกใบหน้าเข้าหาแผ่นอกของชายหนุ่ม

“ไม่มีสิ่งใดที่ท่านผิดต่อข้า” หานตงยังคงตอบอีกคนพร้อมการฝังจมูกลงบนกลุ่มผมยาวสยายสีน้ำหมึก

“เจ้าต้องเจ็บตัวเพราะข้า...ข้าเป็นสาเหตุ...”

“จางเกออย่าได้โทษตัวเอง” ชายหนุ่มจับดวงหน้าของคนรักให้เงยขึ้นมาสบตาก่อนจะกดจูบที่หน้าผากของอีกคน

“ท่านออกหน้าปกป้องข้าถึงเพียงนี้ ยังมีสิ่งใดผิดต่อข้าอีกหรือ” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ฟ่านเจี๋ยยวี๋เล่าให้เขาฟังหมดแล้วว่าฝ่าบาททำสิ่งใดเพื่อเขาบ้าง

“.....” การที่คนในอ้อมกอดไม่เอ่ยสิ่งใด นั่นหมายความว่าสิ่งที่เขาได้ยินมาคือเรื่องจริง

“หากแต่จางเกอช่างใจร้ายนัก ข้าเจ็บถึงเพียงนี้กลับไม่คิดไปหา หากข้าไม่มา ท่านก็หาได้สนใจอาการของข้าไม่” หานตงสวมบทนางโศก น้ำตาคลอในดวงตา เบ้ปากต่อว่าคนรักที่ตนกอดอยู่ ทั้งที่รู้ดีแก่ใจว่าเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง

“ไม่ใช่นะ...ข้า...” ฮ่องเต้อ้ายหมิงรีบเงยหน้าขึ้นสบตาคนรักอย่างร้อนรนก่อนจะตัดสินใจเงียบลงพร้อมหลบตาเมื่อถูกจ้องมอง

“จางเกอ” ชายหนุ่มเรียกคนรักพร้อมประคองดวงหน้าได้รูปให้หันกลับมาสบตากับตนอีกครั้ง

“เราทั้งคู่เป็นคนรักกันมิใช่หรือ ยังมีสิ่งใดต้องปิดบังอีก” หานตงเอ่ยก่อนจะจรดหน้าผากเข้าหาอีกคน

“ข้าเป็นของท่าน ท่านจะหึงหวงหรือทำตัวไร้เหตุผลกับข้าก็ไม่ได้ผิดอันใดมิใช่หรือ” ชายหนุ่มเอ่ยพร้อมส่งยิ้มให้คนรักที่ยังคงเงียบงัน

องค์ฮ่องเต้สบตากับเขานิ่งก่อนจะถอยออกไป มือของหานตงถูกจับออกจากแก้มทั้งสองก่อนที่คนตรงหน้าจะจับหัวไหล่ทั้งสองข้างของเขาเอาไว้แน่น

ชายหนุ่มเลิกคิ้วด้วยความสงสัยเมื่อเห็นอีกคนหลับตาลงแล้วสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด

“เจ้าสติฟั่นเฟือนหรือไรถึงยอมให้สตรีผู้นั้นเข้าไปในห้องนอนของตน ข้าไม่ชอบให้เจ้าไปสนิทสนมกับผู้ใด และไม่ชอบให้ใครมาสนใจเจ้า จำเอาไว้ เจ้าเป็นของข้า! ในสายตาของเจ้าต้องมีเพียงข้าเท่านั้น ห้ามมองหรือสนใจผู้ใด เข้าใจหรือไม่!”

คนถูกต่อว่าถึงกับอึ้งไปชั่วขณะก่อนจะต้องหลุดขำ เมื่อคนตรงหน้าพรั่งพรูความในใจออกมาเสียยาวเหยียด

“มีสิ่งใดต้องขบขัน” องค์ฮ่องเต้เอ่ยก่อนจะปล่อยหัวไหล่ของเขาเป็นอิสระแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“ข้ามิได้ขบขันอันใด” หานตงพยุงตัวเองลุกขึ้นตามก่อนจะเดินเข้าไปสวมกอดอีกคนจากด้านหลังเอาไว้

“จางเกอสบายใจขึ้นหรือยัง” ดวงหน้าคมซบลงบนไหล่ของอีกคนก่อนจะฉวยโอกาสฝังปลายจมูกเข้าไปสูดดมซอกคอขาว

“อืม” คนถูกกอดพยักหน้ารับก่อนจะยกมือขึ้นมากอดมือของอีกคนที่โอบเอวของตนเอาไว้

“ข้าเป็นกษัตริย์ ข้า...มิอาจตัวเยี่ยงนั้น” คนที่กำลังเอื้อนเอ่ยเอียงใบหน้าซบมาหาชายคนรัก

“แต่กับข้าท่านคือจางเกอของข้า อย่าได้เก็บสิ่งใดไว้ในใจเลย” หานตงเอ่ยก่อนจะโยกตัวคนในอ้อมกอดไปมาเบาๆ ให้อีกคนรู้สึกผ่อนคลาย

คนถูกกอดพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะหันมากดจูบลงบนหน้าผากของชายหนุ่มอย่างรักใคร่

“เจ็บแผลหรือไม่” คำถามเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วง เมื่อรับรู้ถึงอุณหภูมิที่สูงขึ้นเล็กน้อยของคนรัก

“บาดแผลเพียงเท่านี้ทำอันใดข้าได้ไม่” หานตงยังคงตอบด้วยรอยยิ้มทั้งที่ทั่วทั้งแผ่นหลังในตอนนี้รู้สึกเจ็บแสบไปหมด

“ให้ข้าดูเสียหน่อย” พูดจบหานตงก็ถูกลากไปยังส่วนในซึ่งมีแท่นบรรทมขนาดเล็กที่เอาไว้สำหรับพักผ่อน

ชายหนุ่มถูกกดให้นั่งลงยังไม่ทันจะได้เอ่ยสิ่งใดอาภรณ์ของเขาก็ถูกคนตรงหน้าเปลื้องออกเป็นที่เรียบร้อย

“.....” ฮ่องเต้อ้ายหมิงเงียบลงในทันทีเมื่อเห็นบาดแผลจากการเฆี่ยนตี ก่อนที่อีกคนจะเดินจากไปโดยไม่เอ่ยสิ่งใด

หานตงยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากเรียกองค์ฮ่องเต้ก็กลับมาอีกครั้งพร้อมขวดยาในมือ

“อึก!” ร่างของชายหนุ่มสะดุ้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อบาดแผลสัมผัสถูกตัวยาที่กำลังถูกป้ายอย่างเบามือ

“ยานี้ช่วยสมานแผลได้ดีนัก เจ้าอดทนอีกสักหน่อยไม่นานก็เสร็จแล้ว” คนด้านหลังเอ่ยขึ้นพร้อมน้ำหนักมือที่ลดลง

“ทายานี่ติดต่อกันเพียงสามสี่วันบาดแผลของเจ้าก็จะหาย” เมื่อจัดการทายาจนเสร็จอีกคนก็เอ่ยขึ้นก่อนจะนำขวดยานั่นเก็บเข้าไปในแขนเสื้อ

“แล้วทำไมท่านถึงไม่ให้ขวดยากับข้า” หานตงเลิกคิ้วถามด้วยความไม่เข้าใจ

“ไยต้องเอาไว้กับเจ้า ในเมื่อข้าจะเป็นผู้ทายาให้เจ้าเอง” องค์ฮ่องเต้เอ่ยด้วยรอยยิ้มแผงความเจ้าเล่ห์เล็กน้อย

...ข้ามิยอมให้ใครมาแตะต้องตัวเจ้าหรอกนะ

“เช่นนั้นเสี่ยวตงคงต้องรบกวนจางเกอแล้ว” หานตงแกล้งประสานมือคำนับอีกคนด้วยรอยยิ้มแสนทะเล้น

...ข้าเองก็ไม่อยากให้ใครมาสัมผัสตัวเช่นกัน

 

เหตุการณ์องค์ฮ่องเต้ถูกหลอกให้เสวยยาปลุกกำหนัดเกินขนาดสร้างความวุ่นวายไปทั่วทั้งวังหลัง

เมื่อผู้ต้องหานั้นมิได้มีเพียงหลี่เหลียงเหรินซึ่งในตอนนี้ถูกถอดยศไปเป็นสามัญชน แต่ยังมีจ้าวฮองไทเฮาและจ้าวไท่เฟยเข้ามาเกี่ยวข้อง

เมื่อหวังไทฮองไทเฮามีหลักฐานเอาผิดว่านางทั้งสองคือผู้อยู่เบื้องหลังและการสวรรคตของอดีตฮ่องเต้ก็เกี่ยวข้องกับพวกนาง

ไม่เพียงแค่สตรีสูงศักดิ์ทั้งสามที่มีความผิด เมื่อหวังไทฮองไทเฮากวาดล้างไปถึง ‘เฝิงยุเวี่ยน’ พระชายาอีกองค์หนึ่งของฮ่องเต้ฮั่นเซวียนพระเจ้าปู่ของฮ่องเต้อ้ายหมิงซึ่งบวชชีอยู่ที่วัดไม่ไกลจากเมืองหลวง

เหตุเพราะสกุลเฝิงและสกุลจ้าวเป็นเครือญาติกัน หวังไทฮองไทเฮาจึงตั้งข้อกล่าวหา และเมื่อไปตรวจค้นวัดแห่งนั้นก็พบหลักฐานการปรุงยากำนัด และอุปกรณ์ในการจัดทำพิธีกรรมไหว้ภูติผีต่างๆ ภายในที่พักของเฝิงยุเวี่ยน สุดท้ายนางจึงกลายเป็นผู้บงการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้

 

เสียงร้องโหยหวนจากผู้ถูกทรมานดังระงมไปทั่วทั้งคุกหลวง คนของสกุลเฝิงและสกุลจ้าวถูกคุมตัวมาทรมานให้รับโทษด้วยข้อหาเป็นภัยต่อราชสำนัก

ทัณฑ์ทรมานต่างๆ ถูกนำมาใช้เพื่อให้คนเหล่านั้นรับสารภาพ บางคนถึงกับทนความเจ็บปวดไม่ไหวจนขาดใจตาย สุดท้ายก็มีคนทนไม่ไหวรับข้อกล่าวหานั้น

จ้าวฮองไทเฮาและจ้าวไท่เฟยถูกถอดยศไม่เหลือบรรดาศักดิ์อันใด แต่เพราะยังเห็นแก่อดีตฮ่องเต้จึงไม่ถูกขับออกจากหวังหลวงและให้ไปอยู่ในตำหนักเย็นแทน

คนในสกุลเฝิงและสกุลจ้าวถูกขับไล่ออกจากเมืองหลวงไปยังชายแดนกลายเป็นนักโทษอาญาแผ่นดินรับความทุกข์ทรมานจนกว่าจะสิ้นใจ

ส่วนเฝิงยุเวี่ยนมิเพียงแค่เป็นผู้บงการ แต่ยังมีหลักฐานว่านางเป็นแม่มดฝักใฝ่ในมนต์ดำ ซึ่งก่อนจะถูกสำเร็จโทษนางก็ชิงดื่มยาพิษฆ่าตัวตายไปเสียก่อนได้รับความอัปยศอดสู

 

ณ จุดสูงสุดของกำแพงเมืองที่สามารถมองวิวเมืองหลวงไปจนสุดสายตา ปรากฏชายหนุ่มภายใต้เสื้อคลุมสีดำลายมังกร เคียงข้างคือขันทีคนสนิทที่ไม่เคยอยู่ห่างกาย

“ฝ่าบาท ลมแรงนักเสด็จกลับเข้าไปด้านในเถอะพ่ะย่ะค่ะ” หานตงเอ่ยด้วยความเป็นห่วง

เจ้าของดวงตาคู่เหยี่ยวยังคงทอดมองไปเบื้องหน้าก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบาหวิว

“ข้าผิดต่อพวกเขานัก”

หากเขาไม่มอบคทาหยูอี้ให้แก่หลี่เหลียงเหรินนางก็คงไม่ตกเป็นเป้าให้ถูกทำร้ายเช่นนี้

หากเขาไตร่ตรองมากกว่านี้ หวังไทฮองไทเฮาก็คงไม่มีโอกาสยึดอำนาจในการตัดสินความ แล้วหาทางกวาดล้างสกุลเฝิงและสกุลจ้าวที่เป็นไม้เบื่อไม้เมามาตั้งแต่อดีต

เฝิงยุเวี่ยนก็จะไม่ถูกบีบจนต้องฆ่าตัวตาย คนเหล่านั้นก็จะไม่ถูกขับไล่หรือล้มตาย

สุดท้ายเขาก็ไม่อาจทำสิ่งใดได้ เพียงแค่ตัดสินใจปกป้องคนสำคัญเอาไว้ ผู้ที่ต้องมารับกรรมกลับกลายเป็นคนจำนวนมากซึ่งความจริงแล้วอาจมิมีความผิดอันใด

ฝ่ามือภายใต้แขนเสื้อที่กำลังกำแน่นด้วยความเจ็บปวด ถูกความอบอุ่นจากมือของใครบางคนแทรกผ่านมาประสานเอาไว้

“คนที่ผิดคือกระหม่อมเอง หากฝ่าบาทไม่...” หานตงยังไม่ทันจะเอ่ยจบคนด้านข้างก็ขัดขึ้น

“คนที่เปิดหนทางให้คนพวกนั้นคือข้า” ฮ่องเต้อ้ายหมิงเอ่ย สายตายังคงมองทอดไปยังดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า

“ตราบาปในครั้งนี้ข้าจะไม่มีวันลืม” ดวงตาคู่เหยี่ยวสะท้อนแสงสีส้มด้วยความตั้งมั่น นับจากนี้ไปคนพวกนั้นจะไม่มีทางทำได้อีก

ดวงตาแสนงดงามละออกจากอาทิตย์อัสดงมาประสานกับชายคนรักที่ยืนอยู่ด้านข้าง

“หนทางเบื้องหน้ามิได้สบายนัก เจ้าจะก้าวเดินไปกับข้าหรือไม่หานตง” หนึ่งคำถามมาพร้อมทางเลือกให้ชายหนุ่มได้ตัดสินใจ

“ไม่ว่าจางเกอจะไปยังแห่งหนใด ขอให้มั่นใจ ไม่มีวันที่ข้าจะปล่อยมือของท่านอย่างแน่นอน” หานตงตอบกลับไปในทันทีพร้อมกระชับมือที่ประสานอยู่ให้แน่นขึ้น

ดวงตาทั้งสองยังคงประสานกันอยู่อย่างนั้น สื่อความรู้สึกมากมายที่อยู่ภายใน มิต้องมีคำพูดอันใด แต่เขาทั้งคู่ก็รับรู้ได้ว่ายังมีกันและกัน...

 

 

>>> เสียงจากคนแต่ง

ความตั้งใจแรกในการแต่งเรื่องนี้คือไม่ดราม่า เน้นฮา สบายๆ

ทำไมแต่งไปแต่งมา ถึงเริ่มม่าอีกแล้วล่ะนี่

มาเอาใจช่วยทั้งสองคนด้วยกันนะคะ ทั้งคู่จะต้องพบเจอกับอุปสรรคอะไรอีก ไปลุ้นกันจ้า

พู่ขอค่าตอบแทนในการแต่งไม่มาก ขอแค่เม้นมาพูดคุยเป็นกำลังกันบ้างเท่านั้นก็พอแล้วจ้า

ติชมกันมาได้นะจ๊ะ พร้อมตอบ พร้อมคุยทุกคอมเม้นจ้า

#ทำไมข้าต้องอยากตัดแขนเสื้อท่าน 

#หานตงอ้ายหมิง  

ติดตามการอัปเดตข่าวคราวได้ที่  

Facebook : Fic BY Pucca_ww 

TWITTER : @pucca_ww 

ความคิดเห็น