facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 44 หานเต้าหยี

ชื่อตอน : ตอนที่ 44 หานเต้าหยี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 386

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 12 ก.ย. 2563 00:00 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 44 หานเต้าหยี
แบบอักษร

ตอนที่ 44

 

เช้าวันถัดมา... 

 

เสียงประทัดดังขึ้นทุกหย่อมหญ้าภายในเมืองบุปผาแดง... แม้แต่บนท้องฟ้ายังสุกสกาวไปด้วยพลุไฟที่ยิงขึ้น ประหนึ่งดอกไม้แห่งแสงสีที่กระจัดกระจายเต็มท้องฟ้าเหนือเมืองแห่งนี้ เครื่องดนตรีหลายชนิด ถูกหยิบมาวางไว้ข้างถนน พร้อมผู้บรรเลงด้วยความหฤหรรษ์... 

 

ทุกสิ่งคือสัญลักษณ์แห่งงานเทศกาล... 

 

บรรยากาศทั่วเมืองเต็มไปด้วยความครื้นเครง มีการแต่งกายหลากหลายรูปแบบต้อนรับวันพิเศษ ครบรอบการก่อตั้งตระกูลฉีซึ่งเป็นตระกูลเจ้าเมืองแห่งนี้... มีการเชิดมังกร เชิดพยัคฆ์ เชิดหงส์ และ เชิดเต่า สัญลักษณ์แห่งทวีปทั้ง 4 และยังจัดเป็นสัตว์อสูรที่เปี่ยมไปด้วยศิริมงคล ถือเป็นงานเทศกาลที่ทุกคนเฝ้ารอ... 

 

ซุน ดูจะตื่นตาไม่น้อย เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นงานเทศกาลในเมืองใหญ่... ตามความรู้สึกของเด็กหนุ่ม มันดูคล้ายกับการฉลองวันชาติ หรืองานปีใหม่ ในดินแดนที่ตนเคยจากมา แต่ที่นี่ดูจะทุ่มเทจัดขึ้นให้ยิ่งใหญ่มากกว่า เพราะดินแดนแห่งนี้ไม่ได้มีสิ่งบันเทิงใจมากมายนัก หลายคนจึงเฝ้ารองานเทศกาลเพื่อปลดปล่อยความตึงเครียดตลอดทั้งปี... 

 

“เจ้าเพิ่งเคยเห็นงานเทศกาล งั้นหรือ?!” หญิงสาวเอ่ยถามขึ้น เพราะนางไม่ค่อยจะเห็นสีหน้าลักษณะนี้ของ ซุน เท่าใดนัก 

 

“ใช่... ข้ามาจากชุมชนหมู่บ้านที่ทุรกันดาน และยากจนข้นแค้น ไม่มีเงินทองจะจัดงานเทศกาลเช่นนี้ให้ได้เห็น ทุกคนในชุมชนเพียงแค่หาเช้ากินค่ำก็ลำบากตรากตรำมากแล้ว... ผู้ว่าของชุมชน ก็ยังนิสัยชั่วช้าโกงกินงบประมาณจากทางการที่ส่งมา เคยแม้กระทั่งรวมหัวกับกลุ่มโจรป้ายสีข้า...” ซุน กล่าวขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม 

 

หญิงสาวดูจะตกใจไม่น้อย... ทำให้ ซุน จำเป็นต้องเปลี่ยนบรรยากาศให้กลับมาดีดังเดิม หันชี้ปลายนิ้วไปยังกลุ่มคนที่ เชิดพยัคฆ์ ซึ่งแต่งกายดูพิลึกยิ่ง เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของหญิงสาวให้กลับคืนมา... 

 

เวลานี้ ซุน ออกจะเป็นที่สังเกตของผู้คนอยู่ไม่น้อย... เนื่องด้วยเด็กหนุ่มแบกเอาขวานศิลาขนาดใหญ่ไว้บนหลัง พันรอบไว้ด้วยโซ่เส้นโต อีกทั้งขวานศิลานี้หากไม่สังเกตดี ๆ ก็ยากที่จะระบุได้ว่ามันเป็นศาสตราชิ้นหนึ่ง ใครที่เพิ่งเคยเห็นคราแรก ก็บอกได้เพียงว่ามันเป็นก้อนศิลารูปร่างพิลึกเท่านั้นเอง ดังนั้นการที่คนผู้หนึ่งจะแบกก้อนศิลาเดินไปมาบนท้องถนน มันย่อมผิดวิสัยคนสามัญ... 

 

บางครั้ง ซุน ยังได้ยินเสียงซุบซิบนินทา หาว่าตนเป็นคนบ้า คนโง่ คนวิกลจริต ที่จู่ ๆ เอาก้อนศิลามาแบกไว้บนหลังเช่นนี้ หากแต่เด็กหนุ่มก็หาได้สนใจคำพูดเหล่านั้น ยังคงก้าวเดินในเมืองผ่านเลยคำติฉิน...  

 

และที่ ซุน ยังประหลาดใจก็คือ ซ่งจื่อฮุ่ย ก็ย่อมได้ยินในสิ่งเดียวกับตน แต่นางก็ยังคงเริงร่าตามประสา ไม่มีท่าทีว่าจะถอยห่างจากเด็กหนุ่มที่ดูประหลาดเช่นนี้แม้แต่น้อย ทั้งนางยังคงถึงเนื้อถึงตัวกับ ซุน เช่นเดิมเกาแขนเด็กหนุ่มอยู่เป็นนิจ มิได้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อน... ทั้งที่หากเป็นเด็กหญิงคนอื่นทั่วไป การถูก ซุน ปฏิเสธต่อหน้าไปเมื่อคืน มากน้อยอย่างไรก็จะต้องมีอากัปกิริยาที่แปรเปลี่ยน รู้สึกเสื่อมเสียเกียรติและศักดิ์ศรี...  

 

มันทำให้ ซุน ยังคงมีความค้างคาใจ... 

“เจ้าไม่โกรธข้าจริง ๆ หรือ?!” 

 

นางเหลือบมองเล็กน้อย... 

“เรื่องเมื่อคืนน่ะหรือ?! ไม่ล่ะ ข้าไม่ได้โกรธอะไรเจ้าเลย... แต่สิ่งที่ข้าโกรธ คือตัวข้าในอดีตต่างหาก ที่เคยมองว่า เกาทงหลิน นั้นเพียบพร้อมไปเสียทุกสิ่ง พอในวันนี้เมื่อข้าได้มารู้จักกับเจ้า ยิ่งทำให้รู้ว่าสิ่งใดกันแน่ที่บุรุษแท้จริงพึงมี... หาใช่เปลือกนอกที่พยายามแสดงออกมา ข้าจึงไม่โกรธเจ้าสักนิด เพราะเจ้ามีเหตุผลที่แน่นหนักในการปฏิเสธข้า...” นางตอบรับด้วยรอยยิ้ม 

 

ทำเอา ซุน จิตใจวูบไหวไปพร้อมกับรอยยิ้มของนาง จนต้องหลบเลี่ยงสายตาออกมา... 

 

เฒ่าชีเปลือย เผยรอยยิ้มพลางลูบเคราที่ยาวสยาย... 

“นางคนนี้น่าสนใจไม่เลว รูปร่างหน้าตาก็ใช่ย่อย... ใยเจ้ามิขึ้นครูสละพรหมจรรย์สักรอบ เป็นประสบการณ์เล่า นางคงไม่กล้าปฏิเสธเจ้าเป็นแน่... หรือว่าเรื่องเช่นนี้ ก็ยังต้องให้ข้าช่วยสอนเจ้าอีก?!” 

 

หุบปากไปเลย เจ้าเฒ่าชีกอ!! 

 

ไม่นานหนุ่มสาวทั้งสองก็เดินมาจนถึงใจกลางเมือง... สถานที่ซึ่งมีการจัดเตรียมเวทีประลองขนาดใหญ่นับสิบเวที เพื่อรองรับจำนวนผู้เยาว์จากทั่วทั้งเมือง ที่เดินทางมาเข้าร่วมซึ่งอาจมากถึงหลักพันคน... ด้านหน้าเวทีในช่วงเช้ามีจุดลงทะเบียนเพื่อแข่งขันอยู่ แต่การแข่งจะเริ่มขึ้นในช่วงบ่าย และจะแข่งติดต่อกันไปเรื่อย ๆ จนได้ผู้ชนะเลิศภายในวันเดียว... 

 

แน่นอนว่าผู้เข้าร่วมกว่า 9 ใน 10 ได้ลงทะเบียนล่วงหน้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะเหลือก็แต่กลุ่มที่ยังลังเลใจ ลงทะเบียนในช่วงสุดท้ายก่อนเริ่มแข่งเท่านั้น หนึ่งในนั้นก็คือตระกูลซ่ง... 

 

ซ่งไห่เฟิง และสมาชิกคนอื่น ๆ ในตระกูลซ่งได้มารอ ซุน และ ซ่งไห่เฟิง ที่จุดลงทะเบียนนี้แล้ว... ด้วยการแสดงป้ายเหล็กตระกูลซ่ง ต่อให้ชื่อเสียงตระกูลตกต่ำลงเพียงใด ผู้คนภายในเมืองก็ยังมีความกริ่งเกรง สามารถลงทะเบียนเข้าประลองได้ทุกช่วงเวลา... 

 

สำนักขวานวายุ ตระกูลซ่ง... ขอส่ง เหยาซุน เป็นตัวแทนขึ้นประลอง...” ชายชรากล่าวกับเจ้าหน้าที่เสียงแน่นหนัก 

 

ทำเอาเจ้าหน้าที่แสดงสีหน้างุนงง... 

“ผู้อาวุโสซ่ง ผู้น้อยฟังไม่ผิดใช่หรือไม่?! ท่านจะส่งตัวแทนลงในนามของ สำนัก มิใช่ในนาม ตระกูล งั้นหรือ?! อีกทั้งคราวนี้ ผู้ที่ลงประลอง มิใช่คุณหนูซ่ง หรอกหรือ?!” 

 

“อืม... ก็ตามที่ว่ามานั่นแหละ ตระกูลซ่ง ของเราได้เปิดสำนักขึ้นใหม่ และ เหยาซุน คือศิษย์เอกคนแรกของสำนักขวานวายุ ยามเจ้าประกาศชื่อตัวแทนขึ้นประลอง ก็ให้ช่วยประกาศตรงตามความถูกต้องนี้ด้วย...” ชายชราเค้นเสียงเน้นย้ำ ทำเอาเจ้าหน้าที่ พยักหน้าสั่นระรัว เนื่องด้วยรู้ดีว่า ซ่งไห่เฟิง คือหนึ่งในยอดฝีมือของเมืองนี้... 

 

“ช่างน่าตกใจจริง ๆ ซ่งไห่เฟิง นี่เจ้ายอมมาด้วยตนเองเลยงั้นหรือ?! ปกติไม่เห็นเจ้าจะยอมออกจากเขตพื้นที่ตระกูลซ่ง?!” ชายชราผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สีม่วงโดดเด่น พร้อมผู้ติดตามนับสิบเอ่ยทักขึ้น น้ำเสียงไม่สุภาพนัก... 

 

ซ่งไห่เฟิง ขมวดคิ้วต่ำลง... 

“หานเต้าหยี...” 

 

ซุน เพียงได้ยินนามที่ ซ่งไห่เฟิง เอ่ยออกมา ก็รู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้คือผู้นำตระกูลหานคนปัจจุบัน... สถานะของ หานเต้าหยี ภายในเมืองแห่งนี้ นอกจากจะเป็นหนึ่งในยอดฝีมือที่แข็งแกร่งแล้ว ยังจัดเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่กว้างขวางอย่างมาก เนื่องจากตระกูลหาน เป็นรองเพียงแค่ตระกูลฉี เท่านั้นในเมืองนี้ อีกทั้งคนผู้นี้ยังเป็นบิดาของ หานเฉียง ตัวเต็งชนะเลิศของการประลองในวันนี้อีกด้วย... 

 

และแน่นอนว่า ตระกูลหาน และตระกูลซ่ง ไม่ลงรอยกัน... 

 

เมื่อหลายคืนก่อนในตอนที่ ซุน ได้มีโอกาสร่ำสุรากับ ซ่งไห่เฟิง เพื่อเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ในยุทธภพจากผู้มากประสบการณ์... มีอยู่ช่วงหนึ่งหลังจากชายชราเริ่มกึ่มได้ที่ ก็พลันหลุดปากออกมาด้วยความไม่ตั้งใจ  

 

ว่าแท้จริงแล้วเหตุที่ เกาทงหลิน ได้เคยแฝงตัวเข้ามาในเมืองบุปผาแดง และเข้ามาล่อลวง ซ่งจื่อฮุ่ย เมื่อ 5 ปีก่อน จนทำให้ตระกูลซ่งเป็นหนี้สินมหาศาล ตกต่ำลงในชั่วข้ามคืนนั้น... ทั้งหมดเป็นการร่วมมือกัน ระหว่าง ตระกูลเกา และ ตระกูลหาน!! 

 

เพราะตระกูลหาน ต้องการขึ้นเป็นตระกูลที่ยิ่งใหญ่ คู่กับตระกูลฉีเท่านั้น ไม่ต้องการให้ตระกูลซ่ง มีรัศมีเทียบเคียงกับตน จึงอาศัยความไร้เดียงสาของทายาทคนสำคัญอย่าง ซ่งจื่อฮุ่ย ที่ยังเยาว์วัย โดยใช้เสน่ห์ของ เกาทงหลิน แทรกซึมแยบยล และเล่นงานตระกูลซ่ง ในจังหวะที่ ซ่งไห่เฟิง ไม่ได้อยู่ภายในตระกูล...  

 

เรื่องนี้ทุกคนในตระกูลซ่งต่างรู้ดี ยกเว้นก็แต่ตัวของ ซ่งจื่อฮุ่ย เท่านั้นที่ไม่รู้ เพราะทุกคนในตระกูลหวั่นเกรงว่านางจะรู้สึกผิดมากยิ่งไปกว่านั้น จึงถือเป็นคราวเคราะห์... ไม่อาจเอาผิดกับตระกูลหาน และตระกูลเกา ได้ตามกฎหมายของแผ่นดิน... 

 

หานเต้าหยี อาศัยอิทธิพลที่มากล้น... สืบเท้าเดินเข้าไปหยิบเอาหนังสือลงทะเบียนของเจ้าหน้าที่ขึ้นมาอ่านอย่างไร้มารยาท แต่เจ้าหน้าที่ก็ทำได้เพียงก้มหน้าต่ำเท่านั้น ไม่อาจห้ามปราม... 

 

“สำนักขวานวายุ ตระกูลซ่ง?! นี่ล้อเล่นใช่มั้ยเนี่ย!! พวกเจ้าเปลี่ยนจากโรงเตี้ยมโทรม ๆ นั่น เปิดเป็นสำนักฝึกยุทธแล้วงั้นหรือ!!” หานเต้าหยี เค้นเสียงดังขึ้นประหนึ่งเป็นการแสร้งให้ทุกคนโดยรอบได้ยิน ที่สำคัญก็คือเหล่าผู้ติดตาม หานเต้าหยี ต่างพากันส่งเสียงหัวเราะราวกับเป็นเรื่องตลก 

 

ซ่งหยวนเจ๋อ และ เจ้าหมีเล็ก ถลึงตาขึ้นพลางจับอาวุธ...  

หากแต่ ซ่งไห่เฟิง กลับยกมือขึ้นปรามทั้งคู่เอาไว้... 

 

“ใจเย็น ๆ อย่าปล่อยอารมณ์ ทำให้เสียการใหญ่...” ชายชราเค้นเสียงตำหนิทั้งสอง เล็กน้อย... หากแต่คนอื่น ๆ ในตระกูลซ่ง ก็ล้วนแล้วแต่กำหมัดแนบแน่น ไม่เว้นแม้แต่หญิงสาวอย่าง ซ่งจื่อฮุ่ย... 

 

สายตาของ ซ่งไห่เฟิง และ หานเต้าหยี เขม่นกันอย่างชัดเจน... 

“ตระกูลซ่ง จะก่อตั้งสำนัก ใยตระกูลหาน ต้องมาเป็นเดือดเป็นร้อน?!” 

 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ข้าเป็นเดือดเป็นร้อนก็เพราะว่า ตระกูลซ่งที่ตกต่ำ ดันถือครองป้ายเหล็กทัดเทียมตระกูลหานของข้าเนี่ยสิ!! ทั้งที่ ตระกูลซ่ง ไม่ได้มีสิ่งใดจะนำมาเปรียบกับตระกูลหานได้เลย ไม่สมควรที่จะมีระดับทัดเทียมกัน!! 

 

คอยดูเถอะ ถึงแม้ว่าเจ้าเมืองฉี จะเห็นแค่คุณงามความดีในอดีตของ ซ่งหยุนไห่ ที่ตายไป จนไม่ยอมพิจารณาเรื่องลดขั้นตระกูลซ่ง... แต่ข้าจะหาทางปลดพวกเจ้าออกจากการถือครองป้ายเหล็กให้ได้ในสักวัน!!” หานเต้าหยี เค้นเสียงออกมาอย่างไม่ไว้หน้า ท่ามกลางสายตาของผู้คนนับพันในละแวกนี้ 

 

“เช่นนั้นพวกเราทั้งสองฝ่าย มาเดิมพันกันดีหรือไม่เล่า?!” สุ่มเสียงหนึ่ง แทรกออกมาจากด้านหลัง...  

 

ส่งผลให้สองชายชรา เหลือบมองตรงไป... 

 

ซุน ก้าวเท้าออกจากทิศทางนั้นพร้อมรอยยิ้มที่ประดับ... ชัดเจนว่าเจ้าของเสียงมิใช่ใครอื่นนอกเหนือจากตัวของเด็กหนุ่ม ผู้หอบหิ้วขวานศิลาไว้บนแผ่นหลัง... 

 

“เจ้าเป็นใคร?!” หานเต้าหยี แสดงสีหน้าฉงน ไม่เคยเห็นหน้าเด็กหนุ่มผู้นี้มาก่อน 

 

“ข้ามีนามว่า เหยาซุน... ศิษย์คนแรกของสำนักขวานวายุ ตระกูลซ่ง...” น้ำเสียงของเด็กหนุ่ม หนักแน่นไม่ได้มีท่าทีกริ่งเกรงผู้นำตระกูลหานแม้แต่น้อย... 

 

หานเต้าหยี ขมวดคิ้ว ก่อนจะเหลือบมองไปยังรายชื่อตัวแทนสำนัก บนหนังสือลงทะเบียนในมือ... 

“อ่อ... ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง?! สภาพซอมซ่อ สมกับที่เป็นตัวแทนตระกูลซ่งจริง ๆ” 

 

เด็กหนุ่มสวมกอดอก เชิดหน้าสูง... 

“ข้าจะแต่งตัวอย่างไร ไม่ยักเกี่ยวข้องกับการประลอง... ว่าแต่สิ่งที่ข้าเอ่ยถามไปเมื่อครู่ ท่านมีความเห็นว่าเยี่ยงไร?! ในเมื่อตระกูลหานอยากให้ตระกูลซ่ง ถอดถอนสถานะออกจากตระกูลที่ถือครองป้ายเหล็ก ใยมิมาเดิมพันกันในการแข่งครั้งนี้เสียเลยเล่า?! 

 

หากข้าซึ่งเป็นตัวแทน สำนักขวานวายุ ตระกูลซ่ง พ่ายแพ้ในการประลองไม่ว่าจะรอบใด... ตระกูลซ่ง ยินดีที่จะถอดถอนสถานะของตระกูลออกจากสถานะเดิมที่เป็นอยู่... แต่หากว่าข้า เหยาซุน สามารถนำพาสำนักไปจนถึงตำแหน่งชนะเลิศ... ไม่ทราบว่าผู้นำตระกูลหาน ผู้ซึ่งยิ่งใหญ่คับเมือง จะกล้านำสิ่งใดมาเดิมพัน?!” 

 

หานเต้าหยี หรี่ตาแคบลงในทันที... 

“นี่เจ้า?!” 

 

..................................................  

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว