facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่18 เช่นนี้แหละ ดีแล้ว

ชื่อตอน : บทที่18 เช่นนี้แหละ ดีแล้ว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 374

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ย. 2563 21:54 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่18 เช่นนี้แหละ ดีแล้ว
แบบอักษร

18 

เช่นนี้แหละ ดีแล้ว 

 

หลังจากที่ทุกคนช่วยกันปลอบใจเสี่ยวอินเรียบร้อยแล้ว จ้าวหนิงก็เตรียมตัวจะออกไปประชุมกับเหล่าขุนนางตามปกติ แต่แล้วเขากลับชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวออกจากตำหนักเลี่ยงซิ่ว แล้วหันมาหาหลันเซวียนพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

กว่าหลันเซวียนจะรู้เท่าทันความหมายของรอยยิ้มนั้น นางก็ถูกจ้าวหนิงจุมพิตต่อหน้าธารกำนัลนับสิบชีวิต!

“เย็นนี้ข้าจะมากินข้าวกับพวกเจ้าสองแม่ลูก ทำขนมกุ้ยฮวาแบบที่เจ้าทำเมื่อครู่ไว้ด้วยล่ะ”

ไม่บ่อยนักที่จะเขาเอ่ยปากบอกความต้องการของตนเอง หลันเซวียนที่หน้าแดงก่ำพยักหน้ารับคำ แทบไม่กล้าสบตาเขาหรือใคร ๆ ในตำหนักทั้งนั้น

ดูสามีจักรพรรดิที่อำมหิตไม่จริงของนางทำเข้าสิ ไม่รู้จักอายเสียบ้างเลย!

จ้าวหนิงเห็นหลันเซวียนท่าทางเขินอายก็ยิ่งแกล้งไม่เลิก ชายหนุ่มก้มลงหอมแก้มนุ่มของภรรยาอีกครั้ง และกำลังจะเดินออกประตูไป หากไม่ใช่เพราะมีมือเล็ก ๆ ดึงมือของเขาไว้

“มีอะไร เจ้าตัวเล็ก” จ้าวหนิงโน้มตัวลงมาหาลูกน้อยที่ไม่ยอมปล่อยมือจากเขา

“เสด็จพ่อหอมแก้มเสด็จแม่คนเดียว ยังไม่ได้หอมแก้มเสี่ยวอินเลย” เด็กน้อยบอกด้วยหน้าตาบึ้งตึง “หอมแก้มเสี่ยวอินด้วย”

ผู้เป็นพ่อหัวเราะเสียงดัง แล้วอุ้มเจ้าตัวน้อยมาไว้ในอ้อมแขน ก่อนหอมแก้มนุ่มทั้งซ้ายและขวาสลับกันไปมาหลายครั้ง เสี่ยวอินหัวเราะชอบใจใหญ่ เด็กหญิงกอดคอเสด็จพ่อแน่น แล้วเป็นฝ่ายหอมแก้มเขาบ้าง

“กลับไปหาแม่เจ้าได้แล้ว มัวแต่เล่นกับเจ้า พ่อคงได้เข้าประชุมสายจนได้” เขาวางร่างเล็กลง เสี่ยวอินจึงวิ่งกลับมาหามารดาอย่างว่าง่าย

จ้าวหนิงยิ้มให้สองแม่ลูก แล้วเดินออกจากตำหนักเลี่ยงซิ่วไป เสี่ยวอินหันมายิ้มให้ทุกคนในตำหนักอย่างอวด ๆ แล้วกอดอกพูดด้วยความภาคภูมิใจ

“เสด็จพ่อหอมแก้มเสี่ยวอินสองข้างเลย หลายครั้งด้วย!”

นี่กล่าวได้ว่า องค์หญิงน้อยกำลัง ‘คุยทับ’ เสด็จแม่ได้หรือไม่นะ

 

ยามเซิน ( ประมาณ15.00 - 16.59 น. ) เซี่ยเฉิงลี่ที่ท่าทางอิดโรยก็เดินเข้ามาในตำหนักชินหรง พร้อมวางขวดหยกขาวที่บรรจุยาแก้พิษสำหรับเว่ยซิ่วอิงลงบนโต๊ะเขียนหนังสือของจ้าวหนิง

           “ท่าทางเจ้ายังไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ” จ้าวหนิงเอ่ยทัก ขณะมองเซี่ยเฉิงลี่ที่มีสภาพไม่ต่างไปจากเว่ยซิ่วอิงยามพิษกำเริบเมื่อหลายวันก่อน

           “ดีแล้ว พิษเพิ่งบรรเทาไปเยอะ” หมอหนุ่มตอบด้วยท่าทางสบาย ๆ แล้วลงนั่งฝั่งตรงข้ามกับจ้าวหนิงโดยไม่รอให้เขาเชื้อเชิญ ยามอยู่กันตามลำพังเช่นนี้ พวกเขามักแสดงออกถึงความสนิทสนมที่มีมาตั้งแต่สมัยเด็ก โดยไม่มีการแบ่งชนชั้นใด ๆ ทั้งสิ้น

“ยาขวดนี้ระงับอาการจากพิษได้ดีกว่ายาที่ข้าทำได้ครั้งที่แล้ว ทดลองต่อไปอีกสักสามสี่ครั้ง ข้าต้องหาวิธีแก้พิษให้ซิ่วอิงได้แน่” เซี่ยเฉิงลี่พูดอย่างภาคภูมิใจ

พิษบ้านั่น กระทั่งคนที่คิดค้นมันขึ้นมาก็ยังหาวิธีรักษาไม่ได้ แม้แต่เทพหมื่นพิษผู้เชี่ยวชาญด้านยาพิษนับหมื่นชนิดที่เขาไปขอความช่วยเหลือก็ยังส่ายหน้าอย่างจนด้วยเกล้า เขาจึงต้องใช้เวลาถึงแปดปีในการพยายามด้วยตนเอง กว่าความพยายามนั้นจะเริ่มเห็นผลในวันนี้

           “ดี” จ้าวหนิงพยักหน้า “แล้วเจ้าคิดจะบอกซิ่วอิงเมื่อไหร่ ว่าเจ้าแทบจะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อหาทางแก้พิษให้นางอยู่แล้ว”

           “ไม่บอกหรอก ประเดี๋ยวจะมีคนร้องไห้”

           จ้าวหนิงถอนหายใจเบา ๆ

           “บางเรื่อง คุยความจริงกันตรง ๆ ไม่ดีกว่าหรือ เจ้าดูข้ากับหลันเซวียนสิ พอได้พูดคุยกันถึงความรู้สึกที่แท้จริง ทุกวันนี้ข้ากับนางล้วนมีความสุข ครอบครัวก็สมบูรณ์ หากเจ้ายอมบอกความจริงกับซิ่วอิง ก็ไม่แน่ว่านางอาจจะ...”

           “ช่างเถอะพี่หนิง หากนางจะชอบข้า ก็ให้ชอบที่ตัวข้า ไม่ใช่ชอบเพราะสำนึกในบุญคุณ แบบนั้นมันจะดีไปได้อย่างไร”

           “เช่นนั้นก็เลิกแกล้งนางเสียทีสิ ข้ายังเลิกแกล้งหลันเซวียนแล้วเลย”

           เซี่ยเฉิงลี่ถลึงตาใส่จ้าวหนิงทันที!

“ที่ผ่านมา ท่านเคยเห็นข้าเป็นฝ่ายแกล้งนางก่อนหรือ!” ไม่ถามเปล่า มือเรียวยาวยังตบโต๊ะเบา ๆ อีกต่างหาก “หากนางไม่คิดจะต่อยตีกับข้าก่อน ข้าจะใช้ยาทำให้นางหยุดการเคลื่อนไหวทำไม!”

มีหนเดียวที่เขาเป็นฝ่ายเริ่ม คือเมื่อสามปีก่อน ตอนที่เว่ยซิ่วอิงคุยกับคังอ๋อง วันนั้นเขาใช้ยาที่ทำให้เสียงของนางเปลี่ยนไป เพื่อที่นางจะได้ไม่ต้องพูดกับอ๋องผู้นั้น ใครจะคิดว่านางกลับยิ่งแผดเสียงดังกว่าเดิมอย่างไม่อายใคร

แต่เรื่องนั้น ก็ทำให้นางแยกจากคังอ๋องได้จริง ๆ นั่นแหละ

“หรือว่าเจ้าจะเลิกใช้ยากับนาง แล้วรับมือนางด้วยตัวเอง ยามถูกนางหาเรื่อง” จ้าวหนิงพยายามหาทางออกให้ แต่เซี่ยเฉิงลี่ก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดี

“พี่หนิง ท่านก็ทราบดีว่า สิ่งที่ทำให้ซิ่วอิงหยิ่งผยองมาตลอด คือการที่นางคิดว่าตนมีวรยุทธ์เหนือข้า ข้าจึงทำได้เพียงใช้ยาแต่ไม่ใช้ฝีมือเข้าสู้ หาไม่ หากนางรู้ว่ากระทั่งวรยุทธ์ก็ยังสู้ข้าไม่ได้ นางคงได้ช้ำใจตายพอดี”

จ้าวหนิงกลอกตาเล็กน้อย เจ้าบ้านี่เป็นห่วงเว่ยซิ่วอิงทุกอย่างทั้งกายและใจ แต่กลับไม่รู้จักแสดงออก ดีแต่ยั่วโมโหนางไปวัน ๆ คิดแล้วก็น่าเปิดทางให้คังอ๋องเข้ามาในชีวิตเว่ยซิ่วอิงยิ่งนัก

“อีกไม่กี่วัน คังอ๋องก็จะเดินทางมาถึงแล้ว” จ้าวหนิงกล่าวเสียงเรียบ เซี่ยเฉิงลี่ถอนหายใจ

แคว้นอื่น ส่งคณะทูตมาปีละครั้ง แต่แคว้นเยวี่ยกลับมาถึงปีละสองครั้ง อีกทั้งผู้ที่มายังหาใช่เพียงคณะทูต แต่เป็นผู้ปกครองแคว้นที่เสด็จมาด้วยตัวเอง เจตนาของเขานั้นชัดเจนว่ามาเพื่อเว่ยซิ่วอิง และคงจะมาเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะแต่งนางกลับไปเป็นชายาอ๋องได้

“หากเจ้าไม่รู้จักทำอะไรให้มันชัดเจนกว่านี้ เกรงว่าซิ่วอิงอาจจะเลือกคังอ๋องแทนเจ้าก็เป็นได้”

“หากนางเลือกเขาจริง ๆ ข้าก็คงไม่ขัดอะไรหรอก” แม้จะพูดเช่นนั้น แต่แววตาของเซี่ยเฉิงลี่กลับหม่นหมองลง “คังอ๋องมาถึงเมื่อไหร่ ท่านก็ให้โอกาสเขากับนางตามสมควรก็แล้วกัน”

“หมายความว่าเจ้า...”

“ถึงข้าจะหาทางแก้พิษให้นางได้ แต่ก็ใช่ว่าจะข้าจะสามารถแก้พิษให้ตัวข้าเองได้เสียเมื่อไหร่” ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ แต่กลับเป็นเสียงหัวเราะที่ฟังดูโศกเศร้ายิ่งนัก “ขอบอกท่านตามตรง ข้าเองก็ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน”

ตลอดระยะเวลากว่าแปดปีที่เซี่ยเฉิงลี่ทดลองยาแก้พิษให้เว่ยซิ่วอิง เขาได้ใช้สารพัดวิธีกับร่างกายของตนแทนที่จะทดลองกับนาง กระทั่งใช้พิษต้านพิษก็ยังทำมาแล้ว กว่าจะได้ยามาแต่ละเม็ด ตัวเขาเองก็เอาชีวิตแทบไม่รอด ยามนี้ในร่างกายจึงมีพิษร้ายมากกว่าเว่ยซิ่วอิงเสียอีก หากไม่ใช่เพราะคลุกคลีกับยาพิษจำนวนมากมานานจนร่างกายต้านทานพิษได้มากกว่าคนทั่วไป ยามนี้เขาอาจได้ไปนอนเล่นในหลุมฝังศพแล้วก็เป็นได้

“หากภายในปีนี้ ข้ายังถอนพิษให้นางกับตัวเองไม่ได้ ข้าจะเป็นฝ่ายหลีกทางให้คังอ๋องเอง”

หากเขายังหาทางรักษาชีวิตของตนไว้ไม่ได้ ก็ควรปล่อยมือนางให้กับบุรุษอีกคนที่เขาเองก็เห็นว่าดีอย่างคังอ๋อง ให้นางได้อยู่กับคนที่น่าจะอยู่กับนางได้ตลอดชีวิต

นั่นคือสิ่งที่เขาควรทำเพื่อนาง

ผ่านไปครบสิบวันแล้วที่เซี่ยเฉิงลี่ไม่ได้มาที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว จนเสี่ยวอินเริ่มหงอยเหงา เพราะท่านอาหมอของนางไม่ได้มาเล่นด้วย แม้จะมีเซียวต้าไป๋คอยเล่นเป็นเพื่อน แต่นางก็ยังอดคิดถึงท่านอาหมอไม่ได้อยู่ดี

           ตั้งแต่เริ่มจำความได้ เสี่ยวอินก็ติดเซี่ยเฉิงลี่มาก เพราะเขามักมีของเล่นแปลก ๆ รวมไปถึงขนมอร่อย ๆ มาให้นางเสมอ เสด็จแม่ยังบอกว่า ที่นางไม่ค่อยป่วยเหมือนเด็กอื่นก็เพราะมีท่านอาหมอช่วยดูแล จนจ้าวหนิงต้องให้เซี่ยเฉิงลี่แวะมาหาเจ้าตัวเล็กของเขาบ่อย ๆ พอชายหนุ่มหายหน้าหายตาไป เสี่ยวอินตัวน้อยจึงรู้สึกเหงายิ่งนัก

           “เสี่ยวอินอยากไปหาท่านอาหมอ เสี่ยวอินคิดถึงท่านอา” เสี่ยวอินพูดเสียงเศร้าอย่างน่าสงสาร

           “ยามนี้ท่านอาหมอกำลังยุ่งอยู่ อย่ากวนท่านอาเลยลูก” หลันเซวียนพยายามปลอบ “ประเดี๋ยวท่านอาหมอทำงานเสร็จแล้ว ก็จะมาหาเสี่ยวอินเอง”

           “แต่ท่านอาไม่มาหลายวันแล้ว ท่านอาอาจจะไม่สบายก็ได้”

           หลันเซวียนฟังเสี่ยวอินพูดแล้วก็รู้สึกเป็นห่วงเซี่ยเฉิงลี่ขึ้นมา การที่ชายหนุ่มหายหน้าหายตาไปนาน คงเพราะกำลังรับมือกับพิษร้ายอยู่ ยามนี้แม้แต่จ้าวหนิงเองก็ยังมาปรึกษากับนางว่า หากเว่ยซิ่วอิงจะมีใจให้คังอ๋องจริง ๆ เขาก็คงไม่คิดขัดขวางอีกต่อไป

           เพราะไม่รู้ว่าเซี่ยเฉิงลี่จะอดทนต่อพิษในร่างกายไปได้อีกนานสักเท่าไหร่

           “เจ้าหมอบ้านั่นชอบทำให้องค์หญิงเป็นห่วงอยู่เรื่อย” เว่ยซิ่วอิงพูดอย่างไม่พอใจ เมื่อเห็นองค์หญิงน้อยของนางเป็นกังวล “มีอย่างที่ไหน ปล่อยให้องค์หญิงรอมาตั้งหลายวันแล้ว”

           “เขาคงไม่ว่างจริง ๆ ได้ยินฝ่าบาทเล่าว่า ช่วงนี้สำนักหมอหลวงมีงานมากมิใช่หรือ” หลันเซวียนพยายามแก้ต่างแทนเซี่ยเฉิงลี่

           “ตัวเขาแทบจะไม่ได้อยู่ในสำนักหมอหลวงเลยเพคะ ไม่รู้ว่าวัน ๆ ไปโปรยเสน่ห์ให้สตรีใดอยู่”

           “...”

           “องค์หญิง” เว่ยซิ่วอิงหันไปเรียกเสี่ยวอินด้วยน้ำเสียงรักใคร่อ่อนโยน “หม่อมฉันไปตามหมอผู้นั้นมาเข้าเฝ้าดีหรือไม่เพคะ”

           “ดีที่สุดเลย” เสี่ยวอินร้องอย่างดีใจ “เสี่ยวอินจะได้เจอท่านอาหมอแล้ว”

           “องครักษ์เว่ย ข้าว่า...”

           “ไม่เป็นไรหรอกเพคะพระชายา หม่อมฉันไปประเดี๋ยวเดียว แล้วจะรีบลากคอเจ้าหมอสติไม่ดีนั่นมาให้องค์หญิงให้ได้”

           “แต่...”

           หลันเซวียนยังไม่ทันได้ห้าม องครักษ์ที่ซื่อสัตย์ที่สุดของนางก็ทะยานออกไปจากตำหนักเสียแล้ว หญิงสาวถอนหายใจออกมาเบา ๆ ได้แต่หวังว่า เว่ยซิ่วอิงจะไม่บังเอิญไปเจอเซี่ยเฉิงลี่ในสภาพย่ำแย่ หาไม่ ความลับทุกคนช่วยกันปิดบังไว้ คงไม่แคล้วต้องถูกเปิดเผยออกมาจนได้

           หากเป็นเช่นนั้น เกรงว่าเว่ยซิ่วอิงคงมิอาจทนรับความรู้สึกผิดนี้ไปได้อย่างแน่นอน

 

           เว่ยซิ่วอิงก้าวยาว ๆ ไปยังเรือนของเซี่ยเฉิงลี่ที่อยู่ไม่ไกลจากตำหนักชินหรง ระหว่างทางจึงได้พบกับคังอ๋องที่เจตนามาเพื่อพบนางเข้าพอดี

           “ท่านอ๋อง” เว่ยซิ่วอิงหยุดคำนับเมื่อร่างสูงเดินเข้ามาหา

           “ซิ่วอิง” ชายหนุ่มทักอย่างอารมณ์ดี “นั่นเจ้ากำลังจะไปที่ใด”

           ดูเหมือนนางกำลังจะเดินผ่านตำหนักชินหรงไป เห็นได้ชัดว่ามิได้มาเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้

           “ทูลท่านอ๋อง องค์หญิงน้อยต้องการพบสหายของนาง หม่อมฉันจึงต้องไปตามคนผู้นั้นไปเข้าเฝ้าองค์หญิงเพคะ”

           “องค์หญิงน้อยมีสหายแล้วหรือ เป็นคุณหนูบ้านไหนกัน”

           “ไม่ใช่คุณหนูบ้านไหนหรอกเพคะ แต่เป็นคุณชายไม่เอาไหนของตระกูลเซี่ยต่างหาก” เว่ยซิ่วอิงถอนหายใจ คังอ๋องนิ่งเงียบไปเล็กน้อย พลันนึกขึ้นได้ว่าองค์หญิงเฟยอินโปรดเซี่ยเฉิงลี่ผู้นั้น โปรดมากจนเขาเสียเปรียบในการเกี้ยวพานองครักษ์หญิงเลยทีเดียว

           “แล้วนี่ เจ้าจะไปตามหมอหลวงเซี่ยที่ใดเล่า จวนของเขาหรือ” คังอ๋องถาม

           “เปล่าเพคะ หมอหลวงผู้นั้นมีเรือนอยู่ไม่ไกลจากตำหนักชินหรง”

           คังอ๋องขมวดคิ้ว เรือนอยู่ไม่ไกลจากตำหนักชินหรงอย่างนั้นหรือ?

           ยามนี้ต่อให้ไม่สนิทสนมกันเพียงใดก็ย่อมต้องทราบแล้วว่า หมอหลวงเซี่ยเป็นคนสนิทที่ฮ่องเต้ไว้วางพระทัย มิเช่นนั้น มีหรือจะได้มีเรือนพักอาศัยที่อยู่ใกล้ตำหนักส่วนพระองค์เช่นนี้

           “เจ้าเป็นสตรี ไปพบบุรุษถึงที่เรือนคงไม่เหมาะ ข้าให้คนไปตามเขามาให้เจ้าดีหรือไม่”

เว่ยซิ่วอิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“หม่อมฉันใช้ชีวิตในสนามรบเคียงข้างฝ่าบาท นอนกลางดินกินกลางทรายท่ามกลางบุรุษนับหมื่นนับแสน หากจะเสียหาย คงเสียหายไปนานแล้วเพคะ”

“...”

“ว่ากันตามตรง ยามนี้นอกจากหนิงกุ้ยเฟยกับองค์หญิงใหญ่แล้ว หามีผู้ใดมองหม่อมฉันเป็นสตรีหรอกเพคะ”

“เหลวไหล! ผู้ใดจะกล้ามองว่าเจ้าไม่ใช่สตรี!” ชายหนุ่มขมวดคิ้วถาม “หากเจ้าจะไปตามหมอหลวงเซี่ยให้ได้ เช่นนั้นก็ให้ข้าไปกับเจ้าด้วยแล้วกัน”

“หม่อมฉันคงมิบังอาจรบกวนท่านอ๋อง”

“ซิ่วอิง!” คังอ๋องดูขัดใจขึ้นมาเล็กน้อย นางไม่ยอมให้เขาไปด้วย แต่กลับจะไปพบเจ้าหมอนั่นตามลำพัง

ผู้ใดจะไปยอมได้!

“เจ้านำทางไปเถิด ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”

องครักษ์หญิงมีท่าทางอึดอัดคล้ายรำคาญใจ ด้วยเกรงว่าหากผู้ใดมาพบเข้าแล้วจะเข้าใจผิดว่านางตามตื๊อเขา แต่สายตาจริงจังที่ไม่ยอมให้ใครมาขัดใจได้ของคังอ๋องก็ทำให้นางมิอาจคัดค้าน เพราะอย่างไรเสีย ด้วยตำแหน่งของเขา นางย่อมมิอาจต่อต้าน

เว่ยซิ่วอิงค้อมศีรษะให้คังอ๋องเล็กน้อย สีหน้าท่าทางบอกชัดเจนว่าเริ่มไม่สบอารมณ์แล้ว แต่คังอ๋องก็หาได้นึกโกรธเคือง เขาเดินเคียงข้างนางไปจนถึงเรือนหลังหนึ่งที่มีองครักษ์คอยเฝ้าอยู่

เมื่อเห็นเว่ยซิ่วอิง องครักษ์ที่เฝ้าอยู่หน้าเรือนเซี่ยเฉิงลี่ก็รีบทำความเคารพนางทันที

“เซี่ยเฉิงลี่อยู่หรือไม่”

“หมอหลวงเซี่ยอยู่ในเรือนขอรับ”

“ดี” เว่ยซิ่วอิงพูดเพียงเท่านั้น แล้วก้าวเข้าไปข้างในอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อคังอ๋องจะตามเข้าไป องครักษ์สองคนก็รีบเข้ามาขวางไว้ทันที

“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะท่านอ๋อง เรือนของหมอหลวงเซี่ยมีการทดลองยาต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย ขอท่านอ๋องโปรดรออยู่ข้างนอกสักครู่พ่ะย่ะค่ะ”

“ในเมื่อไม่ปลอดภัย แล้วเหตุใดองครักษ์เว่ยจึงเข้าไปได้”

“องครักษ์เว่ยกับหมอหลวงเซี่ยเป็นสหายกันมาตั้งแต่เด็ก เรือนหลังนี้องครักษ์เว่ยเองก็เคยมาหลายครั้ง นางรู้ดีว่าควรระวังตัวเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ”

คังอ๋องหรี่ตามององครักษ์ทั้งสอง เหตุใดเขาจะดูไม่ออกว่าตนกำลังถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปด้านในได้ แต่ที่นี่หาใช่แคว้นเยวี่ยที่เขาจะแสดงอำนาจต่อผู้อื่น ชายหนุ่มจึงได้แต่อดทนรอเว่ยซิ่วอิงอยู่ด้านนอก พร้อมทวนประโยคที่ชวนให้หงุดหงิดอยู่ในหัวตามลำพัง

เรือนหลังนี้องครักษ์เว่ยเองก็เคยมาหลายครั้ง 

เคยมาหลายครั้ง? นางมาทำอะไรที่นี่กัน!

ภายในเรือนของเซี่ยเฉิงลี่ มีคนเข้าไปบอกเขาแล้วว่าเว่ยซิ่วอิงมา ชายหนุ่มจึงลุกจากเตียงมาพบนางด้วยรอยยิ้มยียวนตามปกติ ราวกับตนมิได้เจ็บป่วยแต่อย่างใด

“เซี่ยเฉิงลี่” เว่ยซิ่วอิงเรียกทันที น้ำเสียงค่อนข้างไม่พอใจ “เจ้ากล้าปล่อยให้องค์หญิงรอ ช่างไร้คุณธรรมสิ้นดี”

เซี่ยเฉิงลี่เลิกคิ้ว นี่เขาเพียงแค่ไม่ได้ไปเล่นกับองค์หญิงที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว ก็ทำให้เขากลายเป็นคนไร้คุณธรรมไปแล้วหรือ?

“ดูเถิด สำนักหมอหลวงก็ไม่เข้า งานการก็ไม่ทำ แล้วยังไม่ไปพบองค์หญิงอีก นี่เจ้ามัวแต่ทำเรื่องไร้สาระอันใดอยู่” หญิงสาวยังบ่นไม่เลิก แต่เซี่ยเฉิงลี่กลับมองนางด้วยแววตาเจ้าเล่ห์และรอยยิ้มยั่วโทสะ

“ซิ่วอิง นี่เจ้ากำลังโมโหที่ข้าไม่ไปพบองค์หญิง หรือกำลังโมโหที่ไม่ได้เห็นหน้าข้ากันแน่”

“เจ้า!”

“เอาล่ะ ข้าจะไปหาองค์หญิงน้อยประเดี๋ยวนี้ เจ้าเลิกโมโหได้แล้วกระมัง” เขายกมือยอมแพ้ ส่วนหนึ่งเพราะนางเพิ่งฟื้นตัวจากอาการพิษกำเริบได้ไม่นาน เขาจึงไม่อยากให้นางโมโหมากนัก ประการที่สอง ร่างกายที่เพิ่งฟื้นฟูจากพิษไม่สามารถรับยาอะไรส่งเดชได้ หากนางท้าเขาต่อยตีอีก เขาจะทำให้นางสงบได้อย่างไรโดยไม่ใช้ยา

เกรงว่าคงต้องยอมถูกนางตีจนตายเท่านั้นเอง

เว่ยซิ่วอิงรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่เซี่ยเฉิงลี่ไม่ต่อปากต่อคำตามปกติ เมื่อสังเกตดี ๆ นางก็พบว่า ใบหน้าของเขาดูอิดโรยพอสมควร แม้ว่าจะกำลังยิ้มยั่วโทสะนางอยู่ก็ตาม

“เจ้าไม่สบายหรือ?” เว่ยซิ่วอิงถาม “หากไม่สบายก็กลับไปพักผ่อนเสีย ไม่ต้องไปเข้าเฝ้าองค์หญิงแล้ว”

“โอ้ นี่เจ้ากำลังเป็นห่วงข้าอยู่หรือนี่ เป็นวาสนาของข้าจริง ๆ”

“ใครเป็นห่วงเจ้า ข้าเพียงแค่ไม่อยากให้เจ้าเอาโรคไปติดองค์หญิงก็เท่านั้น”

“ปากแข็งจริง ๆ”

“เจ้าอยากตายหรือ!”

“ยัง ข้ายังไม่ตายตอนนี้หรอก” เขายิ้ม “อีกสักร้อยปีค่อยตายก็แล้วกัน”

“ร้อยวันก็เกินพอแล้ว”

“อย่างนั้นหรือ” เซี่ยเฉิงลี่หัวเราะ

ข้าจะตายไวถึงเพียงนั้นได้อย่างไร ในเมื่อข้ายังปรุงยาถอนพิษให้เจ้าไม่สำเร็จ 

“ขี้เกียจเถียงกับเจ้าแล้ว ข้าไปหาองค์หญิงดีกว่า ป่านนี้คงคิดถึงท่านอาหมอแย่แล้ว” ชายหนุ่มพูดอย่างอารมณ์ดี

“รู้ตัวก็ดี!”

เซี่ยเฉิงลี่ไม่ต่อปากต่อคำกับเว่ยซิ่วอิงอีก เขาเดินนำหญิงสาวออกมาจากเรือน จึงได้เห็นคังอ๋องในชุดสีน้ำเงินกำลังมองมาที่เขาพอดี

เหตุใดเมื่อครู่จึงไม่มีใครรายงานว่าคังอ๋องก็มาด้วย

“คารวะท่านอ๋อง” เซี่ยเฉิงลี่ประสานมือคำนับ

“ไม่ต้องมากพิธี” คังอ๋องตอบ “สบายดีหรือ หมอหลวงเซี่ย”

“สบายดีพ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงห่วงใย”

เว่ยซิ่วอิงเดินตามมาติด ๆ เซี่ยเฉิงลี่มองหญิงสาวในชุดองครักษ์สีน้ำเงินสลับกับคังอ๋อง เมื่อมองเช่นนี้ บุรุษผู้องอาจอ่อนโยนกับสตรีห้าวหาญแสนพยศ ก็ดูเหมาะสมที่จะยืนเคียงข้างกันไม่น้อย

“ไปเถอะ อย่าให้องค์หญิงใหญ่ต้องคอยเลย”

ว่าแล้ว เซี่ยเฉิงลี่ก็เดินนำทั้งสองออกจากเรือน ทิ้งให้คังอ๋องและเว่ยซิ่วอิงเดินเคียงกัน ทั้งที่ตามฐานะแล้ว เขาควรต้องให้คังอ๋องเดินนำหน้า ส่วนตัวเขากับเว่ยซิ่วอิงเดินตามอยู่ด้านหลังจึงจะถูก

ไม่เพียงเว่ยซิ่วอิงที่มองเซี่ยเฉิงลี่อย่างประหลาดใจ กระทั่งคังอ๋องเองก็ยังขมวดคิ้วน้อย ๆ ปกติแล้ว บุรุษผู้นี้มิใช่ว่าคอยกันท่าเขากับเว่ยซิ่วอิงอยู่ตลอดเวลาหรอกหรือ แม้แต่ดึงเด็กอย่างองค์หญิงน้อยมาเป็นพวกก็ยังทำ แล้วเหตุใดวันนี้จึงเป็นฝ่ายก้าวเดินไปข้างหน้า ทิ้งให้เขากับเว่ยซิ่วอิงเดินด้วยกันได้เล่า

เซี่ยเฉิงลี่ไม่ได้เหลียวกลับมามองเบื้องหลัง จึงไม่ทราบว่าตนถูกมองด้วยสายตาเช่นไร ชายหนุ่มในชุดขาวยังคงก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยจังหวะการก้าวเท้าที่สม่ำเสมอ

เป็นเช่นนี้แหละ...ดีแล้ว 

ความคิดเห็น