facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่17 ความจริงที่นำมาซึ่งความสุข

ชื่อตอน : บทที่17 ความจริงที่นำมาซึ่งความสุข

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 387

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 10 ก.ย. 2563 21:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่17 ความจริงที่นำมาซึ่งความสุข
แบบอักษร

17 

ความจริงที่นำมาซึ่งความสุข 

 

           ผ่านไปราวสองชั่วยามแล้ว แต่หลันเซวียนก็ยังคงนอนอยู่ในอ้อมกอดของจ้าวหนิง อีกฝ่ายเองก็ดูเหมือนจะยังไม่ยอมปล่อยให้นางลุกจากไปง่าย ๆ เช่นกัน

           ใบหน้ากระจ่างใสแนบอยู่บนอกแข็งแกร่งอันแสนอบอุ่นของสามี ฟังเสียงหัวใจของเขาที่เต้นเป็นจังหวะเดียวกับนางอย่างเป็นสุข มือหยาบของจ้าวหนิงลูบไล้ต้นแขนเนียนดุจหยกนางแผ่วเบา ลมหายใจที่เข้าออกสม่ำเสมอทำให้เขาดูผ่อนคลาย แตกต่างจากยามอยู่ต่อหน้าผู้อื่นโดยสิ้นเชิง

           “เสด็จแม่ของข้าเป็นองค์หญิงจากแคว้นหยาง ที่แต่งงานมาอยู่ที่นี่ในฐานะกุ้ยเฟย” จู่ ๆ จ้าวหนิงก็พูดออกมาทั้งที่ยังหลับตาอยู่ หลันเซวียนเงยหน้าขึ้น แล้วฟังเขาอย่างตั้งใจ

           “เสด็จพ่อปรารถนาจะแต่งกับนางมาตั้งแต่ที่พวกเขายังเป็นเด็ก เดิมทีพระองค์คิดจะแต่งตั้งนางเป็นฮองเฮา แต่เพราะเสด็จแม่มักขัดพระทัยในหลาย ๆ เรื่อง ทำให้เสด็จพ่อไม่พอพระทัย และให้นางเป็นเพียงกุ้ยเฟย จนกว่านางจะยอมอ่อนข้อให้

           “แม้จะไม่ได้เป็นฮองเฮา แต่เสด็จแม่ของข้าก็รักเสด็จพ่อมากเหลือเกิน เจ้าเองก็อาจจะเคยได้ยินมาบ้างว่า เสด็จพ่อของข้าเป็นทรราชที่โหดเหี้ยมเพียงใด แต่เสด็จแม่ก็ยังพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงเขาด้วยความรักที่นางมี เพราะไม่อยากเห็นเขากระทำเรื่องชั่วร้ายต่าง ๆ อีก ทว่าเสด็จพ่อกลับโหดเหี้ยมขึ้นทุกวัน ไม่มีวันใดที่พระองค์ไม่สั่งประหารฆ่าฟันคน กระทั่งนางกำนัล ขันที ทหารองครักษ์ก็ยังตายกันไม่เว้นแต่ละวัน

“ต่อมา เสด็จพ่อก็ต้องการครอบครองแคว้นหยาง ไม่แน่ว่านั่นอาจเป็นเหตุผลแท้จริงที่ทำให้พระองค์ต้องการแต่งงานกับเสด็จแม่ของข้า แต่แคว้นหยางกลับไม่ยินยอมสวามิภักดิ์ และไม่ยอมตกอยู่ภายใต้อำนาจของแคว้นอิ๋ง เป็นเหตุให้เสด็จพ่อบุกมาอาละวาดที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว ฆ่านางกำนัลตายไปสองคน ขันทีอีกสามคน เพราะทุกคนพยายามปกป้องเสด็จแม่ของข้า หลังจากนั้น เสด็จพ่อก็ส่งเสด็จแม่ไปอยู่ตำหนักเย็น แล้วขังข้าไว้ในตำหนักมืดซึ่งใช้คุมขังองค์ชายที่กระทำผิด เพียงเพราะพระองค์ไม่ไว้วางพระทัยในตัวข้าที่มีฐานะเป็นแม่ทัพคนหนึ่ง และมีทหารใต้บังคับบัญชาอยู่หนึ่งหมื่นนาย

           “คนของข้าคอยหาทางส่งข่าวเรื่องเสด็จแม่และข่าวคราวในราชสำนักให้ข้าทราบอยู่ตลอดเวลา แต่สุดท้ายคนผู้นั้นก็ถูกเสด็จพ่อจับได้ ศีรษะของเขาจึงถูกส่งมาให้ข้าถึงตำหนักมืด ข้ารู้ว่ามิอาจรอต่อไปได้อีกแล้ว เสด็จพ่อบ้าคลั่งขึ้นทุกวัน ขุนนางชั่วก็มีอยู่เต็มราชสำนัก หากข้าไม่ทำอะไรสักอย่าง เกรงว่าคงมิอาจรักษาชีวิตของเสด็จแม่ไว้ได้ ข้าจึงตัดสินใจหนีออกจากตำหนักมืด แล้วไปหาเสด็จแม่ที่ตำหนักเย็น โดยมีซิ่วอิงกับเฉิงลี่คอยช่วยเหลือ

           “ตอนที่ข้าไปถึงตำหนักเย็น ภายในนั้นมืดสนิท กระทั่งตะเกียงสักดวงก็ไม่ถูกจุด แต่กลับมีกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง ข้าภาวนาว่าขออย่าให้กลิ่นเลือดนั้นเป็นเลือดของเสด็จแม่ แต่สุดท้าย...” ชายหนุ่มนิ่งไปคล้ายความทรงจำที่เจ็บปวดที่สุดกำลังถูกกระชากออกมาเบื้องลึกของหัวใจ กระทั่งร่างกายที่เคยผ่อนคลายก็ยังแข็งเกร็งขึ้น

           “ยามที่ข้าเข้าไปถึง เสด็จแม่นอนจมกองเลือดอยู่ ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลนับไม่ถ้วน มีเพียงเดนมนุษย์ที่จิตใจต่ำทรามยิ่งกว่าเดรัจฉานเท่านั้นที่จะทรมานผู้หญิงคนหนึ่งได้ถึงเพียงนี้ ข้ารีบเข้าไปหานาง นางยังมีลมหายใจ แต่รวยรินเต็มที เซี่ยเฉิงลี่ให้ยาบรรเทาความเจ็บปวดกับนาง แล้วส่ายหน้าให้ข้ารู้ว่า อย่างไรเสีย เสด็จแม่ก็มิอาจรอดชีวิตได้”

           น้ำเสียงของจ้าวหนิงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด หลันเซวียนกอดเขาแน่นขึ้นราวกับพยายามให้การปลอบประโลมเท่าที่จะทำได้ นางเคยทราบเพียงว่าอดีตฮ่องเต้เป็นผู้สังหารมู่หรงกุ้ยเฟย แต่ไม่คิดว่าเหตุการณ์ทั้งหมดจะเลวร้ายถึงเพียงนี้

           “เสด็จแม่เล่าว่า เพราะกองทัพที่เสด็จพ่อส่งไปแคว้นหยางพ่ายแพ้ พระองค์จึงบันดาลโทสะกับนาง และพยายามฆ่านางให้ตายอย่างทรมานที่สุด ทั้งที่เสด็จแม่ของข้ารักพระองค์มากเหลือเกิน มากจนแม้แต่ในยามที่คนจากแคว้นหยางพยายามหาทางช่วยนางกลับไป นางก็ยังปฏิเสธ เพราะนางต้องการยืนหยัดเคียงข้างเสด็จพ่อ และเปลี่ยนเขาให้กลับมาเป็นคนเดิมที่นางเคยรัก ใครจะคิดว่า เสด็จพ่อของข้าไม่เพียงไม่รับรู้ถึงความรักของนาง แต่ยังคิดแค้นจนทำร้ายนางอย่างแสนสาหัส

“ในสายตาของข้า การกระทำของเสด็จพ่อ ทำให้พระองค์ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป กระทั่งเดรัจฉานก็ยังไม่คู่ควรด้วยซ้ำ เสด็จแม่บอกกับข้าว่า ข้าจะต้องหยุดยั้งสัตว์ร้ายตนนั้นให้ได้ อย่าให้พระองค์สามารถฆ่าใครได้อีก แต่ไม่ใช่เพราะนางกำลังโกรธแค้น นางเพียงแต่ไม่อยากให้เขาทำบาปใด ๆ อีก และไม่อยากให้ใครต้องมาตายอย่างทุกข์ทรมานเช่นเดียวกับนาง”

“ด้วยเหตุนี้ ฝ่าบาทจึงตัดสินพระทัยก่อกบฏใช่หรือไม่เพคะ”

“อืม” เขาตอบรับในลำคอ “เดิมที ข้าก็พอมีกองทหารของตัวเองอยู่บ้าง แม้จะไม่มากเพียงหนึ่งหมื่นนาย แต่ก็ล้วนเป็นทหารมีฝีมือ ข้าหนีออกจากวังไปพบกองทหารลับที่แอบซ่อนอยู่ในเมืองหลวง เพื่อวางแผนจัดการกับขุนนางชั่วที่คอยยุแยงเสด็จพ่อก่อน จากนั้นจึงไปวางแผนนำกำลังทหารหนึ่งหมื่นนายเข้ายึดเมืองหลวง

“การมีทหารเพียงหยิบมือ ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเอาชนะความบ้าคลั่งของฮ่องเต้อย่างจ้าวเหยียนจาวได้ ข้าต้องนำทหารต่อสู้เยี่ยงกองโจร ทั้งลอบโจมตี ปล้นเสบียง ปล้นยา ปล้นอาวุธ สิ่งใดที่ชิงมาไม่ได้ ก็ต้องเผาทำลายให้สิ้นซาก แม้เสบียงจำนวนไม่น้อยจะเป็นของที่ทางราชสำนักแย่งชิงมาจากประชาชน ข้าก็ยังต้องทำลาย ดีกว่าปล่อยให้พวกต่ำช้านั่นมีเสบียงเพิ่มความแข็งแกร่งให้กองทัพสารเลวของพวกมัน จนข้ากลายเป็นองค์ชายอกตัญญูที่ญาติพี่น้องและเชื้อพระวงศ์ทั้งหลายพากันสาปแช่ง

“แม้อีกฝ่ายจะมีกำลังมากกว่าข้าเป็นสิบเท่า แต่ข้าก็ยังโชคดีที่สองแม่ทัพใหญ่อย่างแม่ทัพเว่ย ปู่ของซิ่วอิง และแม่ทัพเซี่ย บิดาของเฉิงลี่เลือกอยู่เคียงข้างข้า จึงไม่ยอมกลับมาร่วมสงครามกลางคำเมืองตามรับสั่งของเสด็จพ่อ ข้าเดาว่าที่พวกเขาไม่มาช่วยข้าในยามนั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อทดสอบความสามารถของข้าว่าคู่ควรจะเป็นผู้นำของพวกเขาหรือไม่ แต่หลังจากที่ข้ายื้อยุดกับรัชทายาทอยู่ราวสองเดือน ในที่สุด ข้าก็ยึดเมืองหลวงได้สำเร็จ แล้วบุกเข้าวังไปตัดหัวผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาของข้าด้วยตัวเอง

“เมื่อเกิดการผลัดแผ่นดิน ราชสำนักเริ่มแตกออกเป็นสองฝ่าย คือฝ่ายที่สนันสนุนขั้วอำนาจเก่าและรัชทายาทที่หลบหนีไปได้ กับฝ่ายที่ให้การสนับสนุนข้า เพราะมิอาจทนเห็นรัชทายาทที่เปรียบเสมือนกระจกสะท้อนภาพของเสด็จพ่อก้าวขึ้นมาเป็นทรราชอีกคน ข้าจึงได้รับการสนับสนุนจากขุนนางผู้ใหญ่หลายคน รวมไปถึงแม่ทัพเว่ยและแม่ทัพเซี่ย ด้วยกำลังของข้าและสองแม่ทัพใหญ่ ข้าจึงมีทหารใต้บังคับบัญชาราวสามแสนนาย กอปรกับที่ข้าเรียนรู้เรื่องกลศึกสงครามมามาก แม่ทัพและกุนซือของข้าก็ชาญฉลาดกว่าคนของฝ่ายตรงข้าม ต่อให้รัชทายาทจะขอความช่วยเหลือไปยังแคว้นข้างเคียงก็มิอาจเอาชนะข้าได้ ข้าสังหารเขาในสนามรบ และสถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ของแคว้นอิ๋งในที่สุด”

จ้าวหนิงก้มลงมองหลันเซวียนที่ตั้งใจฟังเขาทุกคำพูด แววตาของนางเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ ไร้ซึ่งแววตำหนิหรือดูหมิ่นดูแคลนที่เขาเป็นผู้สังหารบิดาของตนเลยแม้แต่น้อย

“ที่แท้เป็นเช่นนี้” หลันเซวียนพยักหน้า

ตลอดหลายปีที่อยู่ร่วมกัน นางรับรู้ได้ว่าจ้าวหนิงไม่ใช่คนอำมหิตโหดเหี้ยม ซึ่งตรงกันข้ามกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่นางเคยได้ยินเกี่ยวกับเขามาโดยสิ้นเชิง แต่เมื่อได้ฟังเรื่องราวมากมายจากปากเขาในวันนี้ ทุกสิ่งก็พลันกระจ่างแจ้ง เด็กหนุ่มผู้หนึ่งต้องมองมารดาตายอย่างทุกข์ทรมาน ต้องเห็นบิดาผู้เป็นทรราชกระทำเรื่องเลวร้าย สุดท้ายก็ต้องเป็นฝ่ายลุกขึ้นมาต่อสู้ทั้งที่ความหวังริบหรี่ ต้องสังหารทั้งบิดา ญาติพี่น้อง และคนจำนวนมากที่อยู่ฝ่ายบิดา ต้องถูกผู้คนก่นด่าสาปแช่งว่าเป็นคนอกตัญญู ทั้งยังต้องคอยรับมือกับแคว้นข้างเคียงจำนวนมากที่หวังฉวยโอกาสนี้ยึดครองแคว้นอิ๋ง

ต้องอาศัยความเข้มแข็งเพียงใด จึงจะสามารถก้าวผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มาได้

“ก่อนหน้านี้ ข้าพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่มอบความรักให้ผู้ใด เพราะข้ามองเห็นเสด็จแม่ที่รักเสด็จพ่อหมดใจต้องทนทุกข์มาทั้งชีวิต สุดท้ายก็ยังต้องจบชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน ข้าไม่อยากมีลูก เพราะไม่มั่นใจว่าคนอกตัญญูที่ฆ่าได้แม้กระทั่งพ่อบังเกิดเกล้าของตัวเองอย่างข้า จะสามารถเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้โตมาเป็นคนดีได้หรือไม่”

“...”

“ด้วยฐานะข้า สตรีเกือบทุกคนที่ก้าวเข้ามาในชีวิต ล้วนมาด้วยจุดประสงค์เดียวกัน นั่นคือพวกนางปรารถนาอำนาจที่จะได้จากข้า ไม่มีใครเลยที่คิดจะใช้ชีวิตเคียงข้างข้าด้วยความจริงใจ จนกระทั่งข้าได้มาพบเจ้า” พูดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าที่แข็งกระด้างก็นุ่มนวลขึ้นหลายส่วน “เจ้าไม่ได้เป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาข้าเหมือนคนอื่น ๆ และหาได้ต้องการสิ่งใดจากข้า มีแต่ข้าที่เป็นฝ่ายบีบบังคับนำตัวเจ้ามา ทั้งยังคอยแกล้งเจ้า เพื่อให้เจ้าที่เป็นรูปปั้นไรวิญญาณแสดงความรู้สึกออกมา”

หลันเซวียนหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะของนางใสกังวาน และไม่มีทีท่าว่าโกรธเคืองแต่อย่างใด

“ยามที่หม่อมฉันถูกขังในตำหนักร้าง หม่อมฉันก็เหมือนคนที่ตายไปแล้ว จนกระทั่งได้มาพบกับฝ่าบาทเช่นกันเพคะ”

“อย่างนั้นหรือ” เขาถามเสียงนุ่ม พลางกดจูบลงบนหน้าผากเนียน “หลังจากได้พบข้า เจ้าก็เริ่มแสดงความรู้สึกออกมาบ้าง โดยเฉพาะเวลา...”

เขาก้มลงกระซิบช่วงเวลาที่เขาสามารถทำให้นางแสดงอารมณ์และความรู้สึกออกมาได้ หลันเซวียนหน้าแดงจัด แล้วฟาดมือลงบนแผงอกหนั่นแน่นของอีกฝ่ายอย่างไม่เบานัก

“ฝ่าบาท! เหตุใดจึงลามกเช่นนี้!” สองแก้มของนางแดงมากจริง ๆ จ้าวหนิงยิ่งเห็นก็ยิ่งรู้สึกอยากแกล้งนางมากกว่าเดิม จึงพลิกกายมาจูบแก้มนุ่มสองข้างอย่างมันเขี้ยวหลายต่อหลายครั้ง

“ข้าเห็นเจ้าเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย ก็ยิ่งอยากรู้ว่าเจ้าจะเปลี่ยนแปลงได้สักเพียงใด จึงวางแผนเปลี่ยนยาระงับครรภ์ของเจ้าเป็นยาบำรุงร่างกาย เพื่อที่เจ้าจะได้ตั้งครรภ์ลูกของข้า”

           หลันเซวียนเบิกตากว้างทันที

           “หมายความว่าที่หม่อมฉันท้องเสี่ยวอิน เป็นความตั้งใจของฝ่าบาทหรือเพคะ”

           “ก็ต้องอย่างนั้นสิ คนอย่างข้า หากไม่ปรารถนาจะมีลูก มีหรือจะปล่อยให้สตรีตั้งครรภ์ได้”

           “แล้วที่ทรงขู่หม่อมฉันตั้งมากมายล่ะ”

           “แกล้งเจ้า”

           “ฝ่าบาท!”

           จ้าวหนิงหัวเราะคนในอ้อมแขนที่ดูกระเง้ากระงอดขึ้นมา ริมฝีปากที่เชิดรั้นขึ้นจากอาการแง่งอนนั้น ช่างเชิญชวนให้เขาก้มลงไปบนคลึงเสียจริง

           “แต่ข้าก็ทำสำเร็จมิใช่หรือ ข้าเปลี่ยนรูปปั้นหญิงงาม ให้กลายมาเป็นสตรีที่มีความรู้สึกได้สำเร็จ” เขาพูดทั้งที่ริมฝีปากยังคลอเคลียกับนางอยู่ “เจ้าเองก็ทำให้ข้าหลงรักเจ้าได้สำเร็จเช่นกัน”

           หลันเซวียนช้อนสายตาขึ้นสบตาจ้าวหนิงในทันใด เขากำลังยิ้มให้นางอย่างอ่อนโยน หลังจากบอกรักนางเป็นครั้งแรก

           เขาเพิ่งบอกว่าเขารักนางจริง ๆ ใช่ไหม

           “ข้ารักเจ้ามากเหลือเกินหลันเซวียน รักมากจริง ๆ” จ้าวหนิงกอดกระชับร่างในอ้อมกอดแนบแน่น แล้วพร่ำบอกความรู้สึกของตนโดยไม่คิดปิดบังอีกต่อไป “ข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเริ่มรักเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เจ้าทำให้ข้าอยากจะกลับมาหาเจ้าในทุก ๆ วัน ข้ามีความสุขทุกครั้งที่ได้เห็นเจ้ากับเสี่ยวอินมารอข้าที่หน้าประตู เจ้าสองแม่ลูกทำให้ข้าได้รู้จักกับความอบอุ่นของครอบครัวอันสมบูรณ์ที่ข้าไม่เคยมี”

           “...”

           “ข้าดีใจ ที่วันนั้นข้าเลือกที่จะพาเจ้ากลับมา ดีใจที่ตัดสินใจมีเสี่ยวอิน พวกเจ้าเติมเต็มชีวิตข้า ทำให้ข้าไม่ต้องโดดเดี่ยวอีกต่อไป” เขาลูบแก้มของนางที่มีหยาดน้ำตาใดไหลออกมาช้า ๆ “แล้วเจ้าเล่า จะรักคนที่ทั้งอกตัญญู ทั้งอำมหิตอย่างข้าได้หรือไม่”

           หลันเซวียนกอดจ้าวหนิง ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

           “ก่อนที่หม่อมฉันจะบอกความรู้สึกของหม่อมฉัน หม่อมฉันอยากให้ฝ่าบาททรงเข้าพระทัยก่อนว่า ฝ่าบาทหาใช่คนอกตัญญู และไม่ใช่คนอำมหิต”

           “...”

           “ทรงเป็นลูกที่กตัญญูต่อพระมารดา เป็นฮ่องเต้ที่ช่วยปลดปล่อยประชาชนจากทรราช หม่อมฉันเชื่อว่าการปลงพระชนม์อดีตฮ่องเต้หาใช่สิ่งที่ฝ่าบาทปรารถนา แต่นั่นเป็นสิ่งที่ฝ่าบาทต้องกระทำ เพื่อความยุติธรรมและความอยู่รอดของบ้านเมือง”

คำพูดที่แสดงออกถึงความเข้าใจ ทำให้หัวใจที่เจ็บช้ำมาเนิ่นนานได้รับการปลอบประโลม จ้าวหนิงยิ้มจาง ๆ ขณะมองสบตาหลันเซวียนที่กำลังพยายามปลอบใจเขาอยู่

“ฝ่าบาททรงดีต่อหม่อมฉัน อ่อนโยนต่อหม่อมฉัน ทั้งยังรักลูกของหม่อมฉันที่สุด เช่นนี้แล้ว หม่อมฉันจะไม่รักฝ่าบาทได้เยี่ยงไรเพคะ”

           จ้าวหนิงเบิกตากว้างขึ้นโดยพลัน

           “หม่อมฉันเองก็รักฝ่าบาท รักมานานมากแล้วเช่นกัน”

           ทั้งสองนิ่งเงียบกันอยู่ครู่หนึ่ง จ้าวหนิงมองหญิงสาวที่กำลังบอกรักเขาทั้งน้ำตาด้วยความยินดี แล้วจึงรั้งร่างนางเข้ามาโอบกอดอย่างแนบแน่น หลันเซวียนเองก็ยกสองแขนขึ้นกอดเขาตอบด้วยความรัก ที่ผ่านมา นางกลัวว่าจะต้องเป็นฝ่ายที่หลงรักเขาเพียงข้างเดียว กลัวว่าสักวันความโปรดปรานและความเมตตาที่เขามีให้จะหมดไป แต่ ณ วันนี้ วันที่เขาบอกทุกสิ่งกับนาง ทั้งเรื่องราวในอดีตของตน รวมไปถึงความรู้สึกที่มอบให้นาง หลันเซวียนก็รับรู้ได้ทันทีว่า จากนี้ไป ไม่มีสิ่งใดที่นางต้องหวาดกลัวอีกแล้ว

จ้าวหนิงลูบหลังที่สั่นน้อย ๆ ของหลันเซวียนเป็นเชิงปลอบ ยามนี้เขาเองก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกลึกซึ้งของนางแล้วเช่นกัน ผู้หญิงคนนี้รักเขาไม่ต่างไปจากที่เขารักนาง หลายปีที่ผ่านมา เพราะไม่พูดจึงไม่เข้าใจกันเสียที เขาเอาแต่คิดว่า การกระทำของตนล้วนบ่งบอกความรู้สึกอย่างชัดเจนแล้ว คนใต้หล้าล้วนแต่รับรู้กันทั้งนั้นว่าเขารักนางมากเพียงใด นางเป็นคนเฉลียวฉลาดก็ควรจะรู้เช่นกัน หากแต่ความจริงไม่ใช่อย่างนั้น หลันเซวียนเองเป็นสตรีธรรมดาคนหนึ่ง ย่อมต้องการได้ยินคำยืนยันจากปากเขาเพื่อความแน่ใจ หาใช่เพียงคาดเดาเอาเองฝ่ายเดียว

           และยามนี้ เขาก็ไม่ลังเลอีกแล้วที่จะบอกให้นางรับรู้ว่าเขารักนางมากเพียงใด และเขาจะบอกให้นางฟังในทุก ๆ วัน นับจากนี้เป็นต้นไป

 

           หลังจากรับรู้ความในใจของกันและกัน จ้าวหนิงกับหลันเซวียนก็กลายเป็นคู่รักที่หวานชื่นไม่น้อย เสี่ยวอินเห็นเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ดูรักใคร่สนิทสนมกันมากกว่าเก่าก็รู้สึกมีความสุขยิ่งนัก

           “หลันเซวียน เจ้าจำจักรพรรดิมู่หรงเจวี๋ยแห่งแคว้นหยาง ญาติผู้พี่ของข้าได้หรือไม่” จ้าวหนิงถามขึ้น ขณะที่ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกกำลังรับประทานอาหารเช้าร่วมกัน

           “จำได้เพคะ” หลันเซวียนตอบ นางเคยมีโอกาสได้พบกับมู่หรงเจวี๋ยเมื่อหลายปีก่อน ตอนที่นางหนีออกจากวังแล้วจ้าวหนิงไปตามตัวกลับมา

แม้ว่าจะเป็นการพบกันเพียงครั้งเดียว แต่นางก็ไม่เคยลืมสายตาล้อเลียนที่องค์จักรพรรดิใช้มองนางกับสามีไปได้

           “เขาจะพาองค์ชายใหญ่มาฝากให้เราช่วยดูแลชั่วคราว”

           “เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ เหตุใดจึงต้องพาองค์ชายใหญ่มาให้เราช่วยดูแล”

           “ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่อยากจะหาลูกสะใภ้” น้ำเสียงของจ้าวหนิงฟังดูหงุดหงิดขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดขณะพูด

           มู่หรงเจวี๋ยเคยเปรยกับเขามานานแล้วว่า อยากจะหมั้นหมายเสี่ยวอินของเขากับเจ้าเด็ก ‘มู่หรงเช่อ’ โอรสวัยเจ็ดปีของตน แต่เขาปฏิเสธมาตลอด ญาติที่น่ารำคาญของเขาจึงคิดจะพาลูกชายคนโตมาให้เขารู้จัก เพื่อพิจารณาว่าเจ้าเด็กนั่นดีพอสำหรับเสี่ยวอินของเขาหรือไม่

           มารดาท่านเถอะ! เด็กแค่เจ็ดขวบ จะรู้ได้อย่างไรว่าดีหรือไม่ดี ตอนนี้อาจจะดี แล้วโตมาจะยังดีอยู่หรือไม่ ผู้ใดจะรู้!

           “ลูกสะใภ้คืออะไรหรือเพคะ” เสี่ยวอินถามขึ้นอย่างไร้เดียงสา ในมือยังมีขนมกุ้ยฮวาของโปรดถืออยู่

           “ลูกสะใภ้ก็คือหญิงสาวที่แต่งเข้าตระกูลของบุรุษผู้หนึ่ง” หลันเซวียนอธิบายเสียงนุ่ม

           “ไปเป็นลูกสะใภ้คนอื่น ย่อมไม่ดีเท่าเป็นลูกสาวของบิดาแท้ ๆ” จ้าวหนิงพูดเสียงเรียบ ใบหน้าก็ดูเรียบเฉย แต่กลับทำให้เว่ยซิ่วอิงที่ยืนอยู่ไม่ไกลหัวเราะพรวดออกมา

           “หัวเราะมาก ระวังจะได้ไปนอนคุกมืด”

           องครักษ์หญิงปิดปากกลั้นหัวเราะ แต่ก็ยังไม่วายส่งรอยยิ้มล้อเลียนอย่างไม่กลัวตายไปให้ผู้เป็นนายของตน

           “ทำไมท่านอาถึงหัวเราะล่ะเจ้าคะ” เสี่ยวอินหันไปถามเว่ยซิ่วอิง “เป็นสะใภ้แล้วตลกดีหรือ”

           “ตลกสิ” จ้าวหนิงเป็นผู้ตอบ “ด้วยเหตุนี้ ท่านอาของเจ้าจึงไม่ได้เป็นสะใภ้ของผู้ใดเสียที”

           คราวนี้ทั้งหลันเซวียน เหล่านางกำนัล และองครักษ์หญิงอีกสองสามคนถึงกับก้มหน้าลงกลั้นหัวเราะพร้อมกัน ในขณะที่เว่ยซิ่วอิงหน้าตาบึ้งตึงอย่างขัดใจ

           “คังอ๋องเสด็จมาครั้งหน้า หม่อมฉันจะหนีตามเขาไป แล้วแต่งเข้าไปเป็นสะใภ้ตระกูลเฉิง!” หญิงสาวประกาศ

           เสี่ยวอินหันขวับไปหาท่านอาของนาง ก่อนจะเริ่มเบะปาก แล้วส่งเสียงสะอื้น

           “ท่านอาจะหนีเสี่ยวอินไปหรือเจ้าคะ” เด็กน้อยกระโดดลงจากเก้าอี้ แล้ววิ่งไปกอดขาเว่ยซิ่วอิง “ท่านอาจะหนีเสี่ยวอินไปจริง ๆ หรือ เสี่ยวอินอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีท่านอา”

           เว่ยซิ่วอิงลนลานจนทำอะไรไม่ถูก องครักษ์หญิงรีบย่อตัวลงกอดร่างเล็กไว้แน่น

           “ไม่เพคะไม่ หม่อมฉันไม่ทิ้งองค์หญิงไปไหนทั้งนั้น” หญิงสาวรีบลูบหัวลูบหลังเจ้าตัวเล็กที่กำลังร้องไห้เป็นการใหญ่ แต่เสี่ยวอินก็ยังไม่หยุดร้องไห้ง่าย ๆ

           ท่านอาหมอเคยบอกนางไว้ว่า หากท่านอาซิ่วอิงหนีไปอยู่กับเสด็จอาคังอ๋อง ก็จะไม่ได้กลับมาอีก ดังนั้น นางกับท่านอาหมอจึงต้องทำทุกทาง เพื่อไม่ให้เสด็จอาคังอ๋องมาพาท่านอาซิ่วอิงไปได้

           “เจ้าซิ่วอิง เจ้าทำลูกข้าร้องไห้อีกแล้ว” จ้าวหนิงแสร้งดุเสียงเข้ม แต่ยามนี้เสียงของเขาหาได้ทำให้เว่ยซิ่วอิงเกรงกลัว เพราะสิ่งเดียวที่นางกำลังกลัวอยู่ก็คือ กลัวว่าองค์หญิงน้อยที่น่ารักของนางจะเสียใจ

           “เสี่ยวอิน เจ้าจะห้ามไม่ให้ท่านอาแต่งงานได้อย่างไร” หลันเซวียนลุกไปหาเด็กน้อย แล้วพยายามสอนอย่างนุ่มนวล “แต่ละคนก็ย่อมต้องมีชีวิตเป็นของตนเองทั้งนั้น”

           “เสี่ยวอินไม่ได้ห้ามให้ท่านอาแต่งงาน” เด็กน้อยปฏิเสธ “เสี่ยวอินอยากให้ท่านอาแต่งงานกับท่านอาหมอ ท่านอาจะได้ไม่ต้องไปอยู่แคว้นเยวี่ย”

           เว่ยซิ่วอิงเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง กระทั่งสองแก้มก็ยังแดงขึ้น หลันเซวียนลอบยิ้ม ประโยคนี้ไม่รู้ว่าเซี่ยเฉิงลี่เป็นคนสอนเจ้าตัวเล็กพูด หรือเสี่ยวอินเป็นคนคิดเองกันแน่

           จ้าวหนิงเองก็หัวเราะในลำคอเบา ๆ ในใจสงสัยไม่ต่างไปจากหลันเซวียนว่าลูกสาวเขาคิดประโยคนี้ได้เองหรือมีใครสอน

           “หากองค์หญิงของพ่อต้องการ พ่อจะออกราชโองการให้ท่านอาซิ่วอิงของเจ้าแต่งกับท่านอาหมอดีหรือไม่”

           “ได้หรือเพคะ” เสี่ยวอินหันมาถาม ท่าทางยินดีไม่น้อย

           “ฝ่าบาท อย่าล้อเล่นเช่นนี้สิเพคะ ใครจะอยากแต่งกับหมอวิปลาสพรรค์นั้น!” เว่ยซิ่วอิงโวยวาย

           “ลูกข้าอยากให้เจ้าแต่งนี่ เจ้าจะขัดใจหลานหรือ นางจะเสียใจเอานะ” ชายหนุ่มยังคงยิ้มยียวน หากในใจกำลังครุ่นคิดบางสิ่ง

           หลังจากเขากับหลันเซวียนเปิดใจพูดคุยถึงความรู้สึกที่แท้จริงต่อกัน เขาและนางก็มีความสุขมากกว่าเก่าไม่รู้กี่เท่า หากเขาทำให้เซี่ยเฉิงลี่บอกความรู้สึกที่แท้จริงกับเว่ยซิ่วอิงได้เล่า ทั้งสองจะมีความสุขกันเช่นเขากับภรรยาหรือไม่

           ลองไปปรึกษาเจ้านั่นดูดีกว่า 

ความคิดเห็น