Algiz

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 6 เมืองลูนาร์ (2/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 6 เมืองลูนาร์ (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 15

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2563 11:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 6 เมืองลูนาร์ (2/2)
แบบอักษร

ตอนที่ 6 เมืองลูนาร์ (2/2)

 

 

 

 

“เจ้าเป็นนักเดินทางคงพอผ่านหูผ่านตามาบ้างแล้ว…ตอนนี้ในหลายประเทศ และดินแดนเริ่มประสบปัญหาจำนวนสัตว์อสูรเวททวีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างน่ากลัว การสะสมกำลังรบจึงจำเป็น”

“ต้องการให้ผม…เป็นหนึ่งในคนที่คอยจัดการภัยจากมอนสเตอร์ก่อนจะบานปลายใหญ่สินะครับ?”ถ้าแบบนั้นล่ะก็เขาก็ไม่ขัดข้องเท่าไหร่นักหรอก

“นั่นแหละที่ข้าจะบอก…คลาสอัศวินศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า เป็นกำลังรบสำคัญที่จะทำให้พวกเราได้เปรียบพวกสัตว์ป่าที่กลายเป็นอสูรหลายขุม”หากใช้เวทชำระล้างใส่พวกสัตว์อสูรที่คลุ้มคลั่ง พวกมันจะสงบลง และสลายตัวหนีกลับถิ่นฐานเดิมของตัวเอง

“อย่าประเมินคลาสผมสูงขนาดนั้นเลย…ทุกอย่างต้องอาศัยฝีมือควบคู่ประสบการณ์”แต่ถ้าเลเวลกับค่าสถานะพื้นฐานต่างกันเกิน ก็ไม่ไหวเหมือนกันน๊า…

“เรื่องนั้นข้าไม่ปฏิเสธ แต่ข้าขอแนะนำในฐานะขุนนางคนนึง…การจะปฏิเสธขุนนางน่ะ ยิ่งถ้าเจ้าแสดงความเกรงใจ คนให้มันยิ่งอยากให้รู้มั้ย?”

“มีงี้ด้วย…”เฟริกส์ถึงกับเหวอ มีการยิ่งปฏิเสธยิ่งอยากให้…พวกขุนนางนี่โรคจิตกันใช่มั้ยเนี่ย

“ก็เออน่ะสิ เจ้าช่วยชีวิตลูกสาวข้า แล้วยังช่วยให้เธอกลับมามองเห็นอีกครั้ง ทั้งยังมอบหลานสาวตัวน้อยน่ารักให้ข้าอีก…จนข้าคิดว่าแค่เขียนจดหมายแนะนำให้ยังน้อยไปด้วยซ้ำสำหรับคำขอบคุณ”

“โอ้…สำหรับสามัญชนนี่ก็มากเกินพอแล้วล่ะครับ”ขืนมากกว่านี้ เดี๋ยวเสียคนกันพอดี…

“มากที่ไหน!? ข้าตั้งใจจะมอบตำแหน่งลอร์ดแล้วก็ให้ปกครองเมืองสักเมืองในดินแดนข้าด้วยซ้ำ!”แต่ก็ถูกคุณลูกสาวห้ามไม่ให้ทำ…

“อะ-อันนั้นก็มากไปครับ! ผมเป็นคนธรรมดาให้บริหารเมืองน่ะไม่ไหวหรอก!?”

“แปลว่าหมู่บ้านเล็กๆ สัก 2-3 แห่งได้สินะ!?”เซอซิลตาลุกวาวราวกับว่านี่แหละ คือ รางวัลที่เหมาะสมที่สุด!

“ผะ-ผมไม่คู่ควรหรอกครับบบ!!!!!”

เฟริกส์ปฎิเสธสุดชีวิต พร้อมพยายามลุกหนีโดยที่อุ้มแอนนาไว้ในแขนซ้ายไปด้วย ส่วนเซอซิลนั้นยังไม่พอ เจ้าตัวพยายามยัดเยียดให้เด็กหนุ่มรับตำแหน่งบารอนด้วย! จากตอนแรกแค่ลอร์ด(Lord)ที่มีหน้าที่ดูแลบริหารเมืองเพียงอย่างเดียว!

นั่นทำเอาผู้ที่ถูกยัดเยียดอย่างเฟริกส์ปฎิเสธแบบแทบจะร้องขอชีวิต! แต่ไม่รู้ทำไมยิ่งปฏิเสธรางวัลกลับยิ่งเพิ่ม! จากบารอนปกครองสามหมู่บ้าน จู่ๆ กลายพันธุ์เป็นไวส์เคานท์ให้ปกครองหนึ่งเมืองสามหมู่บ้านเฉย!?

ยิ่งเถียงยิ่งเพิ่ม! ยิ่งปฏิเสธ! รางวัลตอบแทนยิ่งมากจนน่ากลัว! จนไประดับถึงส่งเรื่องให้ราชาของประเทศทำการแต่งตั้งเขาให้เป็นขุนนางผู้ทรงเกียรติ พร้อมกับมอบดินแดนที่อยู่ภายใต้การดูแลของราชวงศ์ให้! นั่นทำเอาเฟริกส์รีบถามหาความช่วยเหลือ…

จนอิริสน่าที่หนีเข้าไปสงบสติอารมณ์ในป่ากลับมาได้ยินเรื่องรางวัลที่เธอสั่งห้ามบิดาไปแล้ว เพราะมันจะสร้างความลำบากใจแก่ผู้มีพระคุณคนสำคัญของเธอ!---ในขณะที่วงเถียงเริ่มใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกัน

แอนนานั้นถูกเฟริกส์อุ้มไว้ในแขนซ้าย ก็ยังคงซุกไซร้กอดคอเฟริกส์อย่างร่าเริงเช่นเดียวเดิม ไม่ได้สนใจบทสนทนาที่ดุเดือดเลือดพล่านเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงซุกไซร้คลอเคลียคอของเฟริกสต์ต่อไป---อีกด้าน ไปยังสถานที่ห่างไกลซึ่งมีคนแอบเฝ้ามองอยู่…

“ท่านพ่อเสริมค่าโชคเขาไปเท่าไหร่เหรอ…”เด็กสาวถามผู้เป็นบิดาหลังจากที่ท่านไปเสวยสุขอยู่นาน ทันทีที่ท่านก้าวเท้ากลับเข้ามาในห้องทำงาน

“หะ-หือ คำถามนั่น หมายความว่าไง…?”โรเอลที่เปิดหัวปลอดโปร่งถึงกับเหวอยืนนิ่งอยู่ตรงประตู จู่ๆ คุณลูกสาวก็มาถามอะไรชวนงงเฉย…

“ก็! ดูสิ! ตอนนี้เขา! กำลังถูกยัดเยียดความเป็นขุนนางแล้วนะ!?”

“ระ-เร็วไปไหม!?”โรเอลรีบชะเง้อมองสังเกตการณ์ผ่านเนตรแห่งพระเจ้าทันที ก่อนจะเห็นถึงความผิดปกติบางอย่างข้างล่างนั่น…

“เทียร์…ลูกพ่อ ทำไมโลกถึงปนเปื้อนสสารมาร(Mara Matter)ขนาดนั้น?”

“กะ-ก็ตอนท่านพ่อท่านแม่ทุกคนกำลังทำธุระกันอยู่…พวกลูกเผลอแปปเดียว บาเรียที่คุ้มครองโลกก็ถูกเจาะโบ๋เลยล่ะ แต่ตอนนี้ปิดชั่วคราวแล้วนะ!”เทียร์ตอบขณะเรียกบอลสีดำออกมา นั่นคือ พลังที่เธอแบ่งออกไปซ่อมบาเรียในขณะนี้

“พระเจ้าช่วย(?)…พวกลูกรับมือไหวแน่นะ”ถึงจะพออุ่นใจนิดหน่อยที่กองสิบสองวีรชนอยู่ข้างล่างนั่น รอเตรียมพร้อมระงับเหตุอยู่แล้วก็เถอะนะ…

“ไม่มีปัญหาน่า~ถ้าไม่โดนโจทย์ท่านพ่อยกทัพใหญ่มาทะลวงห้วงมิติตอนนี้น่ะนะ…”พอกล่าวจบเทียร์ก็เพิ่งนึกได้ว่าที่พูดออกไปเมื่อกี้เป็นลางหายนะชัดๆ

“ลูกรัก…ปักธงหายนะเต็มสูบเลยนะลูก”

“ยะ-อย่าย้ำสิท่านพ่อ…”ไม่น่าเลย ไม่น่าไปสบประมาทพูดแบบนั้นเลย

เทียร์ถอนหายใจยาวก่อนจะปลายตามองเฟริกส์ที่เหมือนจะเถียงเรื่องรางวัลจนตกลงกันได้แล้ว เธอยื่นมืออกไปแตะที่ภาพที่ฉายอยู่ด้วยความโหยหา แต่ก็ต้องชักมือกลับมา เพราะตอนนี้เธอต้องเตรียมการใหญ่รับมือภัยร้ายที่กำลังจะเกิดบนโลกใบนั้นที่ ซึ่งผู้เธอสุดหวงแหนอยู่ซะก่อน

“ท่านพ่อ ลูกขอส่งบริวารลงไปสอดส่องภัยพิบัติบนโลกนะ”

“เรื่องนั้นพ่อไม่ขัดข้อง…แต่พยายามให้ผู้คนบนโลกใบนั้นพึ่งพาตัวเองให้มากที่สุดนะ”บทเรียนจากพระเจ้าสูงสุดหลายสิบรุ่นก่อน คือ พวกเขาโอ๋ผู้คนบนโลกมากเกินไปจนไม่รู้จักพึ่งพาตนเอง

“โถ่~ท่านพ่อ ลูกคนนี้เป็นถึงเทพธิดาแห่งความมืดที่ในตำนานทุกโลกต่างเชื่อว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายเชียวนะ ต่อให้ลูกส่งบริวารไปช่วยพวกนั้นก็คงคิดว่าลูกส่งคนไปเชือดมากกว่าอีก…”ถึงจะน่าน้อยใจ แต่เทพธิดาแห่งความมืดมักเป็นนางมารร้ายอยู่ฝ่ายอธรรมเสมอ

“ลูกพ่อ…เจ้าไม่จำเป็นต้องคิดถึงเรื่องนั้น แม้จะไม่มีใครบรวงสรวงบูชาก็ช่างมัน พวกเรานั้นคือ เทพเจ้า พันธกิจ และการดำรงอยู่นั้นคือ การปกป้องโลกจากการแตกดับก่อนเวลา ลูกไม่จำเป็นต้องใส่เรื่องทางโลก เข้าใจนะ~?”

“เรื่องนั้นลูกเข้าใจ…แต่ในฐานะเด็กสาว มีคนเดียวที่ลูกไม่อยากให้คิดว่าลูกชั่วร้าย”เทียร์ขณะมองเฟริกส์ที่กำลังช่วยขนของขึ้นเกวียนรถม้า

“ถ้างั้นลูกควรปรากฏตัวต่อหน้าเฟริกส์ซะ ไม่จำเป็นต้องวางแผน เข้าไปหาเจ้าหนุ่มนั่นยามอยู่เพียงสองคน…พ่ออนุญาต”โรเอลกลั้นใจอนุญาตลูกสาวไป แม้จะรู้สึกหวงอยู่บ้าง…

“ถ้าท่านพ่อว่าแบบนั้น…พอเขาถึงเมือง และอยู่ในที่พัก ลูกจะปรากฏตัวต่อหน้าเขา”หากท่านพ่ออนุญาต เธอก็จะขอทำตามใจ ไม่ต้องมีแผนการ ไม่ต้องใช้วิธีล่อลวง…เธอจะสารภาพตรงๆ กับเฟริกส์

“ตามแต่ลูกต้องการ…แต่ตอนนี้ไปช่วยพี่พี่น้องน้องก่อนไป”

“งั้น…ไว้ลูกมาปรึกษาใหม่นะ”

พอคุณลูกสาวลุกออกจากห้องไปแล้ว โรเอลได้แต่เดินมาทิ้งตัวลงบนโซฟาอย่างเหน็ดเหนื่อยด้วยเหตุหลายๆ อย่าง ทั้งจากธุระที่เพิ่งเสร็จ กับเรื่องใหญ่ที่เพิ่งเกิด---ว่าแล้วชายผู้เป็นพระเจ้าสูงสุดก็ทำได้แต่สั่งให้กองสิบสองวีรชนเตรียมรับมือเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น…

“เมืองหน้าด่านตรวจสอบ และแปรรูปวัตถุดิบลูนาร์?”ข้างในเกวียนที่เต็มไปด้วยลังไม้ เฟริกส์ทวนคำพูดของอิริสน่าอย่างไม่ค่อยแน่ใจ

“ค่ะ มันอาจฟังดูแปลกๆ แต่ก็เป็นเมืองที่ดี…เมืองลูนาร์นี้อยู่ภายใต้ดูแลของราชวงศ์โดยตรง เพราะงั้นจึงไม่มีขุนนางปกครองในฐานะเจ้าเมือง”นั่นทำให้เธอหนีมากบดานอยู่ที่นี่ เพราะมั่นใจว่าไม่มีคนรู้จักมาเจออย่างแน่นอน

“เข้าใจล่ะ…แล้วใครมีอำนาจตัดสินใจสูงสุดในเมืองล่ะ?”ก็ไม่มีเจ้าเมืองปกครองนิ

“บอกยากเหมือนกันค่ะ อาจจะเป็นหนึ่งในข้าราชบริพานคนสนิทสักคนที่คอยผลัดหมุนเวียนกันมาบริหารค่ะ”เรื่องนี้ เธอก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ เดิมมันเป็นอะไรที่วุ่นวาย และซับซ้อนมากจนไม่อยากจะเข้าไปยุ่ง หรือศึกษาเกี่ยวกับมันเลย…

“เป็นงั้นเอง…”ใช้การสับเปลี่ยนบุคลากรไปเรื่อยๆ งั้นเหรอ แปลว่าคนสนิทขององค์ราชาต้องเป็นที่ไว้วางใจมากอย่างแน่นอน

“ท่านเฟริกส์สนใจทำงานกับพระราชวงศ์หรือคะ?”อิริสน่าถามอย่างสงสัย

“เปล่า ผมแค่สงสัยเฉยๆ น่ะ…”เขาไม่มีปัญญาไปทำงานในวังหรอกนะเออ

“งั้นรึคะ ที่จริงหากสนใจ อาจพอแนะนำท่านให้เข้ากองอัศวินหลวงได้อยู่นะคะ”

“ไม่ใช่ว่าอัศวินต้องเป็นขุนนางเท่านั้นเหรอครับ?”แบบพวกลูกคนที่สองหรือสามของตระกูลขุนนางเหมือนในหนังที่พี่ใหญ่ขึ้นเป็นผู้นำตระกูลส่วนน้องสมัครเข้ากองอัศวิน…

“ก็ยังมีคนเชื่อแบบนั้นอยู่…แต่ส่วนใหญ่สมาชิกกองอัศวินหลวงเป็นสามัญชนที่มีความสามารถซะส่วนใหญ่ค่ะ เดิมที่เป็นแบบนั้นเพราะต้องการรวบรวมคนมีความสามารถให้อยู่ในประเทศ”

“ท่านเซอซิลเลยจะยัดเยียดความเป็นขุนนางให้สินะครับ…”ไม่ใช่แค่เพื่อเตรียมรับมือกับภัยร้ายอย่างที่พูดด้วยจริงนะ

“อันนั้น…ท่านพ่อเว่อร์ไปเองค่ะ”

ที่จริงถ้าท่านผู้มีพระคุณของเธอได้เป็นขุนนางก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่น้อย นั่นจะทำให้เธอได้ใกล้ชิดเพียงพอจะได้ตอบแทนท่าน ที่เป็นผู้มอบแสงสว่างในชีวิตให้กับเธออีกครั้ง และถ้าไม่ได้ท่านป่านนี้เธอต้องพบกับเรื่องเลวร้ายแค่ไหน ก็ไม่มีใครอาจรู้ได้

“เว่อร์สินะ…ว่าไปแล้ว ท่านอิริสน่าได้เป็นถึงอัศวินประจำตัวองค์หญิงแสดงว่าต้องเก่งสุดๆ เลยสินะครับ!”พอเฟริกส์กล่าวไปแบบนั้น ฝ่ายอัศวินสาวถึงกับกอดเข่าไหล่ตกอย่างซึมๆ

“ไม่เลยค่ะ…แค่เครื่องรางป้องกันคำสาปที่ควรพกติดตัวไว้ยังไม่มีเลย”

“จากคำสาปที่โดน ผมว่าเครื่องรางก็กันไม่อยู่น่า…”ขนาดเขาต้องใช้เวทระดับสูงตั้งสามบทจนมานาหมดแน่ะถึงจะมั่นใจว่าผลกระทบจากคำสาปถูกชำระล้างหมดแล้ว

“ถึงอย่างนั้น ก็ยังพลาดที่ไม่พกติดตัวเสมออยู่ดีค่ะ…”มันเป็นหนึ่งในของพื้นฐานที่ต้องติดตัวไว้เสมอ ยิ่งกับอัศวินที่ทำหน้าที่เป็นองครักษ์อย่างเธอแล้วด้วย

“อย่าคิดมากสิครับ…อีกอย่าง ตอนนี้ก็มีโอกาสแก้ตัวแล้วต้องใช้ให้คุ้มนะครับ”แต่ถ้าโดนคำสาปอีกรอบหน้าเขาคงมีมานาพอจนใช้ไม่สลบแล้วล่ะ

“ขอบคุณค่ะ! จริงสิ อาจจะเป็นคำถามส่วนตัวไปหน่อย…แตท่านเฟริกส์จะช่วยตอบได้มั้ยคะ?”

“อืม ถ้าคำถาม…ไม่ยากเกินไปนะครับ”จะถามอะไรเขากันนะ แถมเป็นเรื่องส่วนตัวซะด้วย

“ไม่ยากแน่นอนค่ะ! มันแค่ค่อนข้างเป็นคำถามที่คนเขาไม่ถามกันตรงๆ สักเท่าไหร่…”เพราะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนมาก

“หืม…คงหมายถึงเลเวลของผมสินะ?”ถ้าใช่ล่ะก็ให้บอกก็ไม่มีปัญหาหรอก

“ระ-รู้ได้ยังไงกันล่ะคะ!?”อิริสน่าท้วงถามออกไปอย่างแปลกใจ

“ก็ส่วนใหญ่เรื่องที่ไม่ถามกันตรงๆ ก็มีแค่เรื่องเลเวล กับเรื่องการเงินน่ะครับ”นั่นคือที่เขาเข้าใจนะ

“นะ-นึกว่าใช้เวทมนตร์อ่านใจได้…”ถ้าเกิดใช้ได้ล่ะก็ เธอไม่กล้าคิดอะไรตอนอยู่ใกล้แน่ๆ

“ผมไม่ใช่เวทแบบนั้นหรอก…”จะว่าไป มีเวทมนตร์แบบนั้นอยู่ด้วยสินะ

“คะ-ค่อยยังชั่ว เกี่ยวกับคำถาม…?”

“สามสิบห้า นั่นคือเลเวลของผมในตอนนี้”เพราะฆ่ามอนสเตอร์อย่างเกรย์วูฟล์กับพวกโจรไป ส่วนหัวหน้าของพวกกองโจรถึงจะโดนฆ่าโดยท่านเซอซิลในดาบเดียว แต่เขาที่มีส่วนร่วมด้วยเลเวลเลยขึ้น

“เอ๊ะ เอ๋!!!!!!!”เสียงร้องตกใจของอัศวินสาวทำเอาสารถี หรือทหารที่เป็นพลขับถึงกับสะดุ้งโหยงจนเกือบตกขอบถนนข้างทาง ไม่ใช่แค่พลขับเท่านั้นที่ตกใจ แต่รวมถึงเฟริกส์ด้วย

“ทะ-ทำไมถึงดูตกใจปานนั้นล่ะครับ…?”

“กะ-ก็ท่านเฟริกส์ใช้เวทมนตร์ระดับสูงถึงสามบท! ซึ่งปกติใครก็คิดว่าท่านมีเลเวลไม่ต่ำกว่าร้อยแน่ๆ นะคะ!”เธอเองยังคิดว่าท่านมีเลเวลสูงกว่าตัวเธอเองแท้ๆ

“ค่อนข้างน่าอาย…แต่ความจริงแล้ว ผมโดนฝึกจนสภาพร่างกายรวมถึงพลังเวทแข็งแกร่ง และมากไปเกินกว่าเลเวลเยอะเลยล่ะครับ”สลบแล้วยังโดนปลุกขึ้นมาฝึกต่อ สเปคมันเลยจะสูงหน่อยๆ

“ระ-เรื่องแบบนั้นเป็นไปได้ด้วยเหรอคะ!?”เธอไม่เห็นจะเคยได้ยินเลย!

“อืม ก็ผมเนี่ยแหละเครื่องยืนยัน…”ถ้าโดนฝึกเหมือนกัน ก็คงจะเข้าใจแหละนะ

“เหลือเชื่อที่สุด…”อิริสน่ารู้สึกยากจะทำใจเชื่อ แต่พอมาลองคิดดูแล้ว มันก็อาจเป็นไปได้อยู่

“ไหนๆ ก็มาถึงขนาดนี้แล้ว…ท่านอิริยน่าตอนนี้เลเวลเท่าไหร่รึครับ?”ถามมาถามกลับจะได้ไม่เอาเปรียบกันไง จริงมั้ย?

“เลเวลของดิฉัน…เลเวล 321 คลาสนักดาบเวท(Magic Swordsman)ค่ะ”

“สะ-สามร้อยเลยเร้อออ!!!!!”

คุณพระคุณเจ้า! เลเวลห่างกันราวฟ้ากับเหวเลยนะเฮ้ย! ว่าไปแล้วถ้าไม่โดนคำสาปทำให้มองไม่เห็นกับผนึกพลังเวทรวมถึงบันทอนความแข็งแกร่งเข้าไปล่ะก็ฆ่าพวกกองโจรได้ด้วยตัวคนเดียวเลยนะเฮ้ย พวกอัศวินของประเทศมันสัตว์ประหลาดขนาดนี้เลยเหรอ!?

“ทะ-ทำไมถึงมองกันด้วยสายตาแบบนั้นล่ะคะ…?”สายตาหวาดผวานั่นน่ะ

“มะ-ไม่หักคอผมตอนเผลอใช่มั้ย?”

“ทำไมดิฉันต้องทำด้วยล่ะคะ!?”ก็เข้าใจว่าตกใจกับความห่างเลเวล! แต่ถึงจะเป็นเธอก็ไม่มีปัญญาไปหักคอใครด้วยมือเปล่าหรอกรู้มั้ย…

“ถะ-ถามเผื่อก่อนน่ะ…เดี๋ยวนะ แปลว่ามีคนที่เลเวลสูงกว่านี้อีกเหรอที่เมืองหลวงน่ะ!?”

“ก็มีแค่ท่านหัวหน้ากองกุหลาบเงินที่ดิฉันสังกัดอยู่นั่นแหละค่ะ…เลเวลของท่านคือ 500”ว่าไปแล้ว นอกจากความต่างเลเวลฝีมือก็คงละระดับราวกับเอาคนไปตีกับปราสาทเลยแหละ

“ปะ-ประเทศนี้มีภัยหนักหนาขนาดนี้เชียว…”ขนาดมีคนระดับนั้นอยู่ด้วย เลเวลตั้งห้าร้อยเชียวนะ

“ก็ไม่เชิง…แค่ท่านผู้นั้นค่อนข้างจะขยันมาก และค่อนข้างเคร่งครัดในระเบียบ ว่างเป็นฝึก เวลางานก็ทำเต็มที่ ทั้งที่เป็นบุตรีจากตระกูลขุนนางชั้นสูงเหมือนกันแท้ๆ…”ถึงจะอายุมากกว่าเธอสองปีก็เถอะ

“ท่านอิริสน่า…ขอถามตรงๆ เถอะนะครับ ขุนนางหญิงทุกคนเลเวลสูงแบบนี้หมดเหรอ?”ถ้าใช่มันจะเป็นอะไรที่น่ากลัวมากเลยนะเออ

“หมายถึงเลเวลเกินสองร้อยน่ะเหรอคะ? ก็ไม่หรอก มีแค่ไม่กี่คนที่แหกความกุลสตรีมาลุยฝุ่นลุยโคลนเพื่อเป็นอัศวิน…ส่วนมากก็เลเวลไม่ถึงสามสิบกันหรอกค่ะ”แต่มีความสามารถด้านงานบ้านงานเรือน แถมยังเอาอกเอาใจเกินอย่างน่าเหลือเชื่อ…

“แต่ถ้าพูดเรื่องถึงเลเวลกันจริงๆ อย่างกองทหารหลวงซึ่งทำหน้าที่พิทักษ์ปราสาทแล้วก็พระราชวังมีเลเวลเฉลี่ยอยู่ที่ 100 ถึง 150 น่ะค่ะ ส่วนกองทัพราชอาณาจักรทั่วไปที่ชาวบ้านมาถืออาวุธเฉลี่ยก็ 10 ถึง 60 ไม่เกินกว่านี้…”

“ถึงขนาดนี้แล้ว มีเรื่องมีภัยบ่อยใช่มั้ยครับ…?”ขนาดทหารภายใต้บัญชาของราชวงศ์ยังขนาดนี้ แล้วพวกขุนนางที่มีดินแดนปกครองเป็นของตัวเองจะขนาดไหน

“กับประเทศเพื่อนบ้านก็ไม่มีเท่าไหร่หรอกค่ะ ส่วนมากจะเป็นกับพวกสัตว์อสูรที่อาละวาดมากกว่า…อีกอย่างเมืองหลวงอยู่ใกล้เคียงกับมหาดันเจี้ยนใต้พิภพ ก็ปกติแหละค่ะที่จะมีคนเก่งเยอะ”ส่วนมากก็นักผจญภัยที่อยากประสบความสำเร็จนั่นแหละที่ถูกดึงตัวเข้ามาเป็นทหารหลวง

“มหาดันเจี้ยนงั้นเหรอ…”

ดันเจี้ยน คือ สถานที่ลึกลับที่เมื่อก้าวเข้าไปราวกับอยู่คนล่ะโลก บางแห่งเป็นหอคอยสูงเสียดฟ้าราวกับไร้จุดสิ้นสุด และบางแห่งก็อยู่ในซากโบราณสถาน ถ้าให้เปรียบเปรยข้างในดันเจี้ยนเหมือนโลกอีกโลกหนึ่งที่มีกฎเกณฑ์ และกลไกบางอย่างที่แตกต่างกับภายนอก…

“ค่ะ เพราะงั้นแล้วที่ดินรอบเมืองหลวงเลยค่อนข้างอุดมไปด้วยสายใยมานาใต้พิภพ…ฝูงมอนเลยเข้าตีเมืองบ่อยๆ”ศึกภายนอกน่ะไม่ค่อยมีหรอก แต่ถ้ามอนปะทุเนี่ยบ่อยเลยล่ะ…

“ไหงเมืองศูนย์กลางปกครองดันอยู่ในที่ที่อันตรายที่สุดล่ะครับ…?”

“ถ้าไม่ใช่เมืองหลวงคงรับมือระลอกมอนโจมตีไม่ไหว และก็อีกอย่างนึง เพื่อป้องกันไม่ให้บริเวณทุ่งหญ้า และป่าไม้กลายสภาพเป็นป่าอสูร…ดันเจี้ยนผืนผิว(Dungeon Field)ค่ะ”

“หรือก็คือ…เมืองหลวงเป็นด่านหน้ารับศึกเลยสินะครับ?”

“ประมาณค่ะ ที่จริงใกล้เมืองลูนาร์มีดันเจี้ยนเกิดใหม่อยู่…มีแค่ 5 ชั้น มอนสเตอร์เป็นสไลม์(Slime)กับโซนิคแบท(Sonic Bat) แต่ไม่มั่นใจว่าอยู่ตรงไหน ท่านเฟริกส์คงต้องลองถามทางกิลด์ดูค่ะ”เพราะเธอเองตอนนั้นแค่คิดจะหาเงินอยู่รอดไปวันๆ อย่างไม่มีจุดหมายเลยไม่ได้ถามไถ่เรื่องนั้น

“ไว้ผมจะลองถามดู…”

เฟริกส์กล่าวตอบอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุยแลกเปลี่ยนบทสนทนาต่อไปเรื่อยๆ กับอิริสน่าเพื่อข้ามเวลาระหว่างเดินทางกลับเมือง ขบวนทหารนั้นมีจุดหมายหลายแห่ง ไม่ได้มุ่งหน้ากลับเมืองลูนาร์ในทันที

เป็นเพราะต้องตรวจสอบยืนยันหมู่บ้านโดยรอบใกล้เคียงว่าโดนโจมตีจากพวกโจรด้วยรึเปล่า และส่วนหนึ่งก็เพื่อกวาดล้างมอนสเตอร์รวมถึงสัตว์ป่า และสัตว์อสูรที่อาจเป็นอันตราย---นั่นทำให้เฟริกส์ได้ศึกษาการทำงานของทหาร และอัศวินไปในตัว

แต่ถ้ากล่าวตามจริง ก็ไม่ได้มีอะไรให้ศึกษามากนัก อย่างมากที่น่าตื่นตาตื่นใจสุดคงจะเป็นความกระตือรือร้นของเจ้าหน้าที่ทหารที่เข้าซ่อมแซมที่อยู่ของชาวบ้านนั่นแหละ ส่วนเรื่องอื่น…เห็นทีจะเป็นความเห่อหลานของท่านเซอซิล

นอกจากตอนเดินทางจะพาแอนนาขี่ม้าไปเที่ยวเล่นรอบๆ แล้ว ก็มีเอาขนมที่พกให้กินจนพุงป่องด้วยแหละ ทำเอาท่านอิริสน่าได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ---ส่วนตัวเขานั้น ได้แต่แอบดูพร้อมส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นอยู่ห่างๆ ให้แก่ครอบครัวแสนสุข(?) เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น พวกเขาจึงเดินทางกลับถึงเมืองลูนาร์ในช่วงบ่าย

 

ความคิดเห็น