Algiz

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 5 เมืองลูนาร์ (1/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 5 เมืองลูนาร์ (1/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 30

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2563 07:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 5 เมืองลูนาร์ (1/2)
แบบอักษร

ตอนที่ 5 เมืองลูนาร์ (1/2)

 

 

 

 

 

หลังจากเฟริกส์สลบไปเพราะพลังเวทหมดแล้ว อีกฟากฝั่งในสถานที่ที่ค่อนข้างห่างไกล ในปราสาทสีขาวใหญ่เช่นเคย เด็กสาวซึ่งมีเส้นผมสีดำรัตติกาล และใบหน้าเรียบนิ่งไร้อารมณ์ก็ยังคงนอนกลิ้งอยู่บนโซฟาใหญ่ แต่คราวนี้เป็นในห้องนั่งเล่นของส่วนที่พักรวม…

“พี่มาเรีย…น้องควรล่อลวงผู้ชายยังไงดี~?”เด็กสาวกับถามคนที่นั่งอยู่อีกฟากของโซฟาด้วย น้ำเสียงราบเรียบซังกะตาย ส่วนฝ่ายถูกถามนั้น แทบจะสำลักอากาศหายใจ…

“ทะ-เทียร์! อะไรทำให้คิดว่าพี่จะมีคำตอบให้น้อง…”เด็กสาวซึ่งเส้นผมสีน้ำตาลอ่อน และนัตย์ตาสีทองกล่าวกระแทกเสียงขณะที่แก้มทั้งสองแดงระเรื่อ

“ก็พี่มาเรียเป็น…เทพธิดาแห่งความอุดมสมบูรณ์ ก็น่าจะรู้วิธีล่อลวงผู้ชายไม่ใช่เหรอ?”

“นะ-น้องเห็นพี่เป็นผู้หญิงแบบไหนกัน!? เรื่องบัดสีแบบนั้นน่ะพี่ไม่ทำเด็ดขาด!”ฝ่ายพี่สาวตอบกลับด้วยใบหน้าแดงก่ำ ความอุดมสมบูรณ์ของเธอหมายถึงสิ่งที่บริโภคได้นะ! ไม่ใช่การทำเด็กจนอารยธรรมอุดมสมบูรณ์ด้วยประชากร!

“บัดสี? แต่พี่มาเรีย แหล่งอาหารอย่างสัตว์ป่า…พี่ก็ทำให้พวกมันมีซัมติงกันเพื่อขยายพันธุ์ไม่ใช่เหรอ~?”ผู้ถามไม่พูดเปล่ายังยกมือขึ้นมาแสดงให้ดูด้วย

“บะ-บ้า! พี่แค่มีหน้าที่ดูแลสมดุลนะ!…ไม่ได้ลงลึกขนาดนั้น”พี่สาวอย่างมาเรียกล่าวประโยคหลังอย่างแผ่วเบาราวกับพรายกระซิบ

“งั้นท่านพี่แนะนำหน่อยสิ…ว่าน้องสาวคนนี้ควรถามใครดี~?”

“คะ-คนมีประสบการณ์…ก็ท่านแม่ของพวกเรายังไงล่ะ!”ในบรรดาพี่น้องทุกคนแทบไม่มีใครมีประสบการณ์เรื่องผู้ชายเลยนะ

“พวกท่านแม่ทำธุระกันอยู่…”

พอได้ยินแบบนั้น ก็เป็นที่รู้กันในหมู่พี่น้องว่า ‘ธุระ’ ที่ว่าจะยังไม่เสร็จจนกว่าท่านแม่ทุกคนจะลุกขึ้นมาไม่ไหว…ซึ่งนั่นเท่ากับว่าพวกเธออาจได้น้องเพิ่มอีกสักคนสองคน หรืออาจจะมีน้องสักโหลนึงเลยก็เป็นไปได้ ถึงแม้โอกาสเกิดจะต่ำก็ตาม

สองเทพธิดาพี่น้องยังคงสนทนาด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง และไร้แก่นสารกันต่อไปจนพี่สาวน้องสาวคนอื่นเริ่มเข้ามาร่วมวงด้วย แต่ก็ไม่ได้ช่วยตอบคำถามของเทพธิดาแห่งความมืดเลยแม้แต่น้อย เพราะไม่มีใครชำนาญในเรื่องนี้เลยสักคน แม้แต่เทพธิดาแห่งตัณหา และราคะ…

ในขณะที่เทพธิดาสาวทั้งหลายกำลังแลกเปลี่ยนบทสนทนากันอย่างเมามันส์ตามประสาสาวๆ ฝ่ายเทพหนุ่ม หรือเหล่าพี่ชายของพวกเด็กสาวก็พากันสะดุ้งโหยง กำแพงกั้นห้วงมิติระหว่างโลกที่สมควรมีหน้าที่กลั่นกรองนั้น จู่ๆ ก็ถูกเจาะเป็นรูโบ๋…

มานาหนาแน่น และปนเปื้อนแพร่ลงไปยังโลกที่เฟริกส์อยู่ปริมาณมากของมากที่สุด เกินกว่าที่ควรจนสมดุแทบพังทลาย เหล่าเทพหนุ่มทั้งสี่ซึ่งเป็นทั้งพี่ชาย และน้องชายต่างร่วมมือผนึกกำลังเร่งปิดรอยแยกยักษ์นี้ ก่อนที่โลกจะเกิดความโกลาหล

แต่นั่นก็ยังไม่มากพอที่จะหยุดมานาปนเปื้อนเหล่านั้นที่แพร่กระจายไปทั่วทั้งโลก ไม่ว่าจะบนผืนดิน หรือผืนฟ้า และใต้ทะเล มานาที่ไม่บริสุทธิ์ได้แทรกซึมเข้าไปยังทุกหนแห่ง และได้เข้าไปกระตุ้นบางสิ่งบางอย่างที่หลับใหลมาอย่างยาวนานให้ตื่นขึ้น…

“เฮือก!?”

บนเตียงเล็กๆ เฟริกส์สะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยใบหน้าซีดเซียว และเหงื่อที่เปียกชุ่ม เขาหอบหายใจอย่างรุนแรง และใช้มือขวากุมอกซ้ายแน่น---เมื่อครู่เขาจับสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง บางอย่างที่อันตราย และน่าหวาดกลัวมากถึงมากที่สุด!

สัญชาตญาณมันร้องเตือนว่าให้หนีไป! หนีอย่างเดียว! ห้ามไปสู้ด้วยเด็ดขาด! ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น! ต้องรักษาชีวิตตัวเองไว้ให้ได้!---นั่นเป็นความรู้สึกที่เกิดจากสัญชาตญาณของเขา และหวังว่ามันจะเป็นแค่การคิดไปเอง…ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! เสียงเคาะประตูดังขึ้น หลังจากนั้นประตูก็เปิด

“อรุณสวัสดิ์…เกิดอะไรขึ้นคะเนี่ย!?”อิริสน่าที่เปิดประตูเข้าไปในห้องถึงกับท้วงถามอย่างตื่นตระหนกต่อสภาพของผู้มีพระคุณของเธอ

“คะ-แค่ฝันร้าย…นิดหน่อยน่ะครับ”เฟริกส์ตอบขณะที่ส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้กับอิริสน่า

“เพราะคำสาป…รึเปล่าคะ?”เธอถามออกไปด้วยน้ำเสียงกังวล

“ไม่ ไม่ ไม่ ผมแค่ฝันร้ายเฉยๆ”เขาตอบกลับไปพร้อมเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มสดใส และหันมานั่งข้างเตียงแทนที่จะนอน

“ค่อยยังชั่ว…จริงสิ! นี่ค่ะอาหารเช้า”อิริสน่ายกถาดไม้มาวางบนเก้าอี้ตรงข้ามผู้มีพระคุณของเธอ ก่อนจะถอยไปนั่งบนเก้าอี้อีกตัว

“ขอบพระคุณครับ…แล้ววันนี้เป็นยังไงบ้าง?”

“ก็…เข้าไปหาของในป่ามาน่ะค่ะ”เธอตอบอย่างอายๆ ส่วนผู้ถามตาแทบถลน

“ขะ-เข้าป่า!? มันไม่อันตรายไปรึครับ…?”เพิ่งจะล้างคำสาปเมื่อคืนเองนะ

“กะ-ก็ของสำคัญหายไปนิ…จริงสิ! ท่านเฟริกส์พอจำจุดที่ช่วยดิฉันจากพวกโจรได้รึเปล่าคะ?”

“…ก็พอจำได้อยู่ แล้วท่านอิริสน่าตามหาอะไรอยู่รึครับ?”ถึงจะพอเดาได้อยู่แล้วก็เถอะ

“ก็เป็นดาบเล่มประมาณเท่านี้ มีเพชรสีแดงติดอยู่ที่ปลายด้าม…”อิริสน่ากล่าวตอบพร้อมทำมือประกอบไปด้วย นั่นทำให้เขามั่นใจว่าคงใช้แน่ๆ

“บังเอิญว่า…ใช่ดาบเวทมนตร์เล่มนี้รึเปล่าครับ~?”เขานำดาบมือเดียวที่มีลักษณะตามที่ว่าออกมาจากคลังมิติพร้อมหันส่งให้อีกฝ่าย

“ใช่เลยค่ะ!”อิริสน่ารับมาด้วยใบหน้าเต็มไปเปี่ยมด้วยความสุขความยินดี เธอชูดาบขึ้น และจ้องมองด้วยแววตาลึกซึ้งก่อนจะเสียบเก็บเข้าฝักดาบที่ข้างเอว…

“คนสำคัญมอบให้สินะครับ?”

“ค่ะ! ท่านพี่ของดิฉันมอบให้เป็นขอบขวัญตอนจบจากสถานบันหลวง…”เธอกล่าวขณะหวนนึกถึงอดีต เมื่อครั้งที่ยังเป็นเพียงอัศวินธรรมดา เฟริกส์ได้ยินแบบนั้นก็ตาโต…

“ในบ้านเกิดของผม…เขาจะมอบช่อดอกไม้เมื่อจบการศึกษา”เพิ่งเคยเห็นก็ครั้งนี้เนี่ยแหละ ที่มีคนมอบอาวุธอย่าง ‘ดาบเวทมนตร์’ ให้เป็นของขวัญ

“อันนั้นก็มีเหมือนกันค่ะ แต่ท่านแม่เป็นคนมอบให้…ส่วนท่านพ่อเป็นผ้าคลุมไหล่”น่าเสียดายที่ผ้าคลุมนั้นเธอไม่ได้นำติดตัวมาด้วย ไม่งั้นคงสวมให้ผู้มีพระคุณเธอดูแล้ว

“เป็นงั้นเอง สถานบันงั้นเหรอ ทำเอาคิดถึงเหมือนกันน๊า…”คิดถึงสมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น…คิดแล้วไม่อยากโตเป็นผู้ใหญ่เลยยย!!!!!

“เอ๋!? ท่านเฟริกส์เคยเข้ารับการศึกษาในสถานบันด้วยรึคะ!?”ปกติสามัญชน ถ้าเกิดไม่ใช่พ่อค้า หรือได้รับทุนการศึกษาแทบจะไม่มีทางได้เข้าเรียนเลยนะ

“เปล่า ผมฝึกในป่า และเรียนรู้กับท่านอาจารย์อยู่หลายปีน่ะ”แน่นอนว่าโกหก แต่ยกเว้นเรื่องที่ว่าอยู่ในป่าน่ะนะ สำหรับเรื่องระยะเวลาว่ากันตามจริงเขาก็ไม่รู้หรอกว่าผ่านไปนานแค่ไหน

“ฝะ-ฝึกในป่า? ขะ-ขออนุญาตถามเรื่องเสียมารยาท…ท่านเฟริกส์อายุเท่าไหร่กันคะ!?”

“อืม~ตอนนี้ก็สิบห้า…อันที่จริงผมเพิ่งออกเดินท่องโลกครั้งแรกเลยแหละ”ถึงจะเคยวางแผนจะตะลอนเที่ยวตอนหยุดยาวปีใหม่ แต่ดันชิงตายก่อนเพราะทำงานข้ามปีก็เถอะ…

“เท่ากับตอนเพิ่งจบสถานบันหลวงเป๊ะเลย!? ท่านฝึกตั้งแต่อายุเท่าไหร่กันคะ!?”

“อืม…น่าจะประมาณสักตอนเจ็ดขวบหมาดๆ ล่ะมั้ง ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจ”เฟริกส์ตอบไปมั่วๆ เพราะเขาเองก็ไม่รู้จะตอบเท่าไหร่ดี…

“ไม่จริงน่า…เริ่มฝึกตอนที่เด็กกว่าอีกงั้นเหรอ!?”เธอเพิ่งมาเริ่มตอนใกล้เข้าเรียนสถานบันหลวงเอง แต่ผู้มีพระคุณของเธอเริ่มฝึกตั้งแต่ยังเล็กเลย

“อย่าเอาผมไปเทียบเลย…”ท่านโรเอลน่ะ ถึงจะรู้ว่าท่านหวังดี…แต่ท่านเป็นพวกซาดิสน่ากลัวมาก ขนาดสลบยังปลุกให้ตื่นขึ้นมาฝึกต่อเลย

“นะ-นั่นสินะคะ…แต่ว่าแบบนี้ท่านเฟริกส์ต้องแข็งแกร่งมากแน่ๆ เลย”

“ก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรเท่าไหร่หรอกครับ…จริงสิ หลังจากนี้ท่านอิริสน่ามีแผนจะทำอะไรต่อไปรึครับ?”เฟริกส์ถามออกไปเพื่อเปลี่ยนเรื่องขณะกินขนมปังมื้อเช้าไปด้วย

“คงจะกลับไปเมืองหลวง…แล้วก็ทำเรื่องขอกลับเข้าประจำการกองอัศวินอีกครั้ง ถ้าเป็นไปได้น่ะค่ะ”แต่คงต้องเจอบททดสอบหลายอย่างเลยกว่าจะได้กลับเข้าประจำการณ์ และเธอเองฝีมือก็ค่อนข้างตกไปเยอะด้วย คงจำเป็นต้องซ้อมมือตัวเองก่อน

“น่ายินดี จริงสิ คุณลุงผู้ใหญ่บ้านเขา…”

“ถ้าเรื่องแอนนาล่ะก็…ตกลงเรียบร้อยแล้วค่ะ”อิริสน่ากล่าวขณะคลี่ยิ้มอย่างปราศจากความกังวล ขณะที่เฟริกส์ถึงกับเหวอ…

“เอ๋!? แล้วท่านอิริสน่าจะไม่เป็นไรเหรอครับ!?”

“ก็ไม่เป็นไรนิคะ เป็นเรื่องปกติที่ขุนนาง หรือคนมีฐานะจะรับอุปถัมภ์เด็กสักคน”ทำไมต้องดูตกใจขนาดนั้นด้วยล่ะ

“อีกอย่าง…ท่านพ่อดีใจที่มีหลานด้วย”ตอนนี้กำลังเหอใหญ่เลยแหละนะ

“โอ้…สรุปผมคิดมากไปเองสินะเนี่ย”เจอพิษคำพูดของลุงนั่นเข้าไปซะแล้วเขา

“คิดมากเหรอคะ~?”คุณผู้ใหญ่บ้านก็แค่ขอให้ช่วยตามอุปถัมภ์ปกตินิ…

“คือว่าเมื่อวานนี้…”

เฟริกส์ตัดสินใจเล่ากล่าวถึงเรื่องที่ลุงผู้ใหญ่บ้านคนนั้นพูด เริ่มแรกขอให้ผิดชอบอิริสน่าในฐานที่ไปเห็นหน้าอกเปลือยๆ ของเธอ และพูดเกี่ยวกับแอนนาในทำนองว่าให้เขา และเธอรับเป็นลูกสาวเพราะมีสีนัตย์ตา และเส้นผมเข้ากันเหมือนเขา และเธอ

พอได้ฟังเรื่องนี้จากผู้มีพระคุณแล้ว อิริสน่าได้ยกมือขึ้นมาสัมผัสแก้มทั้งสองข้าง และก้มลงหนีอย่างไม่กล้าสบตาด้วยใบหน้าแดงก่ำเพราะความขวยเขิน---แน่นอนว่าเฟริกส์ที่เห็นปฎิกิริยาแบบนั้น ก็รู้สึกเขินอายไม่แพ้กันนักหรอก…

“สะ-สำหรับขุนนางหญิงที่ยังไม่แต่งงานก่อนอายุยี่สิบ…กะ-ก็ถือว่าหมดสิทธิ์ในเรื่องความรักแล้วล่ะค่ะ”เธออธิบายอย่างไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตา

“ยะ-ยี่สิบเหรอครับ…ปกติขุนนางเขาแต่งงานก่อนตอนอายุเท่าไหร่กันครับ?”

“ถะ-ถ้าหมั้นหมายก็ตั้งแต่เด็กๆ แต่งงานอย่างเร็วสุดก็ประมาณหกเจ็ดขวบค่ะ…”นั้นคือในกรณีที่มีปัญหาบางอย่างในตระกูลเลยต้องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์น่ะนะ

“ระ-เร็วมาก แปลว่าท่านมาร์ควิสเองก็…”

“ค่ะ ท่านพ่อท่านแม่แต่งงาน และมีพวกเราหลังจากจบสถานบันหลวงได้สองปี…เห็นเคราเฟ้มแบบนั้นยังไม่สี่สิบนะคะ”ท่านแค่ปล่อยเนื้อปล่อยตัวเฉยๆ

“แต่ท่านพ่อคงเล่าให้ท่านเฟริกส์ฟังแล้ว…ตระกูลคู่หมั้นของดิฉัน ซึ่งเป็นดยุกตอนนี้โดนประหารไปหมดแล้ว หลังจากพยายามลอบปลงประชนม์สมาชิกราชวงศ์ทุกคน…”แล้วที่เลวร้ายไปกว่านั้น เธอก็โดนคู่หมั้นตัวเองหลอกใช้เพื่อเข้าใกล้องค์หญิงคนที่เธอมีหน้าที่ปกป้องด้วย

“…ผมขอแสดงความเสียใจด้วยครับ”อิริสน่าส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา และยิ้มบางๆ

“ขอบคุณนะคะ…แต่การอาลัยอาวรณ์ต่อผู้ชายที่เสแสร้งมันน่าเจ็บปวด เพราะงั้นแล้วทิ้งมันไปแล้วก็…ท่านเฟริกส์โปรดให้ดิฉันได้ตอบแทนท่านด้วยเถอะค่ะ”

“ผมทำในสิ่งที่สมควร เพราะงั้นไม่ต้อง…!”

“โปรดให้ดิฉันตอบแทนด้วยเถอะค่ะ!”อิริสน่าพุ่งเข้าไปกุมมือของเฟริกส์เอาไว้พร้อมใช้ใบหน้าอันงดงามจ้องมองกดดันจนเขาต้อนเบือนหน้าหนีอย่างเขินๆ

“…ผมขอรับความรู้สึกอย่างเดียวได้มั้ยครับ”

“ไม่ได้ค่ะ! ได้โปรดบอกมาเถอะค่ะ! ดิฉันพร้อมมอบทุกอย่างให้ท่าน!”แล้วอิริสน่าก็เบียดเข้ามาจนหน้าอกชนกับแขนเฟริกส์ ทำเอาขนมปังในมืออีกข้างร่วงลงพื้น

“อะ-เออ ทะ-ท่านอิริสน่าเป็นผู้หญิงสวย…มะ-ไม่ควรบอกว่าจะมอบทุกอย่างให้กับผู้ชายที่รู้จักกันไม่ถึงวันนะ…ครับ”แล้วก็อย่าเอาหน้าอกงามๆ มาเบียดแรงเลย ใจมันสั่นหวั่นไหว…

“สวยเหรอคะ…?”เธอชะงักวูบถอยเล็กน้อย ส่วนเฟริกส์พยักหน้าแรงๆ

“ผะ-ผู้หญิงแก่แก่อายุยี่สิบเอ็ดเลยวัยแต่งงานคนนี่เนี่ยนะคะ…”เธอชี้เข้ามาตัว

“แก่ที่ไหนครับ!? ท่านอิริสน่าเป็นผู้หญิงที่สวยน่ารักคนนึงเลยนะครับ!”แทบหุ่นรูปลักษณ์ร่างกายอย่างเพรียวบางหน้าอกอึ๋มตามแบบผู้ชายหลายคนวาดฝันอยากมีแฟนแบบนี้อีก

“จะ-จริงเหรอคะ?”แก้มของอิริสน่าแดงเล็กน้อย

“จริงสิครับ! คนอื่นมันตาต่ำกันเอง!”หรือว่าพวกขุนนางส่วนใหญ่เป็นพวกนิยมเด็กหว่า…อิริสน่าพอโดนบอกแบบนั้นก็รู้สึกหวั่นไหว เลือดสูบฉีดแล่นพล่านจนใบหน้าแดงก่ำ และรู้สึกร้อนรุ่ม เธอเขยิบหนีออกมาจากผู้พระคุณเล็กน้อย ก่อนจะหันหลังหนีลอบเอามือทั้งสองกุมอกตัวเองไว้

“ท่านอิริสน่า…ครับ?”เขาลองเรียกเธอดู แทบทันทีเธอลุกขึ้นยืนตรง

“ขะ-ขอตัวสักครู่นะคะ!!!!!”

อิริสน่ารีบวิ่งออกจากห้องไปด้วยใบหน้าแดงก่ำอย่างขวยเขิน ตั้งแต่เกิดมานอกจากคนในครอบครัวแล้วนี่เป็นครั้งแรกที่มีคนชมเธอว่าสวย! แม้แต่อดีตคู่หมั้น…ซึ่งหักหลังเธอยังไม่เคยทำให้รู้สึกหวั่นไหวแบบนี้!

ในขณะเดียวกัน เฟริกส์ได้แต่ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอกปนแปลกใจที่จู่ๆ อัศวินสาวก็วิ่งออกไปจากห้อง โดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง แถมยังเป็นประตูทิ้งไว้ซะด้วย---เขาส่ายหัวเบาๆ ไล่ความคิดฟุ้งซ่านก่อนจะก้มลงไปเก็บขนมปังขึ้นมาปัดฝุ่นแล้วกินต่อทั้งอย่างนั้น…

หลังจากนั้น เฟริกส์ก็นั่งรออยู่ในห้องอีกสักพักใหญ่ๆ เผื่ออิริสน่าจะกลับมาหลังจากที่วิ่งออกไปไหนก็ไม่รู้ แต่รอนานเท่าไหร่ก็ไม่กลับมา เขาจึงจัดการคว้าผ้าคลุมรวมถึงเกราะมาสวมคืน ก่อนจะใช้เวทมนตร์ทำความสะอาดร่างกาย…

“พี่ชายยย~!!!!!”พอออกมานอกบ้านแล้ว เขาก็ได้ยินใครบางคนเรียก จึงหันไปตามเสียง

“อุก!?”ก่อนจะโดนใครบางคนกระโจนเข้าใส่จนทรุดลงไปคุกเข่าอย่างจุกๆ

“เย้~!!!”แอนนาเข้าใจผิดว่าฝ่ายเด็กหนุ่มย่อตัวลงมากอด เธอเลยซุกไซร้กอดถูไถบนเกราะเบาของเด็กหนุ่มอย่างเริงร่า…

“จุกมั้ยล่ะนั่น…?”เสียงทุ้งต่ำดังขึ้นมา เฟริกส์ได้แต่พยัดหน้าเบาๆ เป็นคำตอบ

“ระหว่างที่จุกอยู่…ดูเหมือนเมื่อวานข้าจะยังไม่ได้บอกนามของตัวเองสินะ”

“…?”เฟริกส์เงยหน้ามองประมาณว่า ไม่มาช่วยเขาก่อนหน่อยเหรอ…?

“ข้าเซอซิล วอน ลูมิแอร์ นายพลแห่งราชอาณาจักรเซซาเรีย…”ผู้เป็นบิดาของอิริสน่าแนะนำตัวขณะยืนมองหลานสาวเอาตัวซุกกอดเด็กหนุ่ม…

“ยะ-ยินดีที่ได้รู้จักอีกรอบครับ…ท่านลูมิแอร์”ปกติวิธีเรียกแบบให้เกียรติขุนนางต้อง ‘ท่าน’ ตามด้วยชื่อ ‘ตระกูล’ ใช่มั้ยล่ะ…แต่ไหงท่านมาร์ควิสเขาดูไม่พอใจเท่าไหร่ซะงั้น แบบนี้ต้อง

“ทะ-ท่านเซอซิล…”พอเรียกด้วยชื่อเหมือนท่านจะแสดงสีหน้าพอใจ ขุนนางทำไมมันเอาใจยากชะมัด ปกติมันต้องถือตัวชี้ตะโกนว่า ‘เป็นแค่ไพร่! อย่าริอาจเรียกชื่อข้า!’ อะไรแบบนี้ไม่ใช่เรอะ…

“จริงสิ! เจ้าอยากเป็นอัศวินรึเปล่า? หรือถ้าอยากเข้าร่วมกองทัพเดี๋ยวข้าเขียนจดหมายแนะนำให้…”เซอซิลกล่าวออกมาจากใจจริง เพราะเขาต้องการคนมีความสามารถมาคอยช่วยในยามคับขัน โดยเฉพาะกับเจ้าลูกชายที่กำลังฝึกตนเพื่อรับช่วงต่อตระกูล…

“ขอบคุณครับ…แต่อย่างน้อย ผมอยากเดินทางท่องโลกอีกสักหน่อยก่อนน่ะ”

“หืม เจ้าอายุเท่าไหร่กันนิ?”เซอซิลถามอย่างสงสัย

“สิบห้าครับ”เฟริกส์ตอบสั้นๆ ฝ่ายเซอซิลมีสีหน้าแปลกใจ

“ข้านึกว่าเจ้าเป็นครึ่งภูติเลยมีรูปลักษณ์เยาว์วัยซะอีก นี่เจ้าเป็นมนุษย์หรอกรึ~?”

“ท่านเซอซิล…ผมมั่นใจว่าตัวเองเป็นมนุษย์ครับ”ถึงจะโดนลดอายุ แล้วก็จำฝึกมหาโหดมาก็เถอะนะ โดยภาพรวมเขายังเป็นมนุษย์ที่ยังต้องกินต้องนอนอยู่…

“อุหวา~ถ้าอย่างนั้น ข้าคงต้องเขียนจดหมายแนะนำเจ้าให้กับกิลด์นักผจญภัยแล้วล่ะ”

“เอ๋! ไม่ต้องถึงขนาดแนะนำก็ได้มั้งครับ…”ถ้าได้รับการแนะนำจากขุนนางมันค่อนข้างจะ…ว่ายังไงดีล่ะ มันจะถูกชาวบ้านเพ่งเล็งกว่าปกติ

“เจ้าจะเสียเวลาไปเปล่าๆ ไปกับการทดสอบเลื่อนระดับน่ะสิ! ถึงข้าจะดีใจที่มีบุคลากรเข้ามาช่วยเหลือชุมชนเมืองมากขึ้น…แต่ด้วยความสามารถที่เจ้าครอบครองอยู่ เจ้าจะเป็นกำลังสำคัญในการรับมือภัยพิบัติที่กำลังจะเกิดขึ้นจากนี้…”

“ภัยพิบัติ…ที่กำลังจะเกิดขึ้น?”

เฟริกส์เผยสีหน้ากังวลออกไปอย่างชัดเจน เพราะพอคิดถึงเนื้อความในจดหมายท่านโรเอลเขียน และมอบให้เขาแล้ว ถ้าเกิดภัยใหญ่กลุ่มสิบสองวีรชนจะออกมาจัดการเอง ให้เขาใช้ชีวิตไปตามปกติแบบที่ต้องการได้เลย…โดยที่ห้ามเข้าสู่ด้านมืด ซึ่งคืออะไรก็ไม่รู้

 

 

 

 

 

ความคิดเห็น