Algiz

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 4 ปราบปรามกองโจร (2/2)

ชื่อตอน : ตอนที่ 4 ปราบปรามกองโจร (2/2)

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 45

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 16 ก.ย. 2563 07:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 4 ปราบปรามกองโจร (2/2)
แบบอักษร

ตอนที่ 4 ปราบปรามกองโจร (2/2)

 

 

 

 

 

“ชายคนนั้นเราจะเป็นคนไปช่วยเอง”เพียงแค่กล่าวออกไป ฝ่ายเด็กสาวถึงกับชะงักนิ่ง

“สะ-เสียงนี้ ทะ-ท่านพ่อเหรอ…?”เธอหันไปตามเสียง และภาพเลือนรางที่คุ้นเคย

“อืม…หนึ่งปีแล้วนะลูกพ่อ”ชายมีอายุนั่งลงข้างเตียงขณะจ้องตรงไปยังลูกสาวของตัวเอง ที่หนีออกจากบ้านมายังเมืองห่างไกลเช่นนี้ตามลำพัง…

“ทะ-ทำไม ทำไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่…ละ-แล้วใครจะปกป้องเมืองหลวงล่ะ?”พอได้ยินความเป็นห่วงของลูกสาว คนเป็นพ่อก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ปนอ่อนใจเล็กน้อย

“พ่อไม่ใช่นายพลคนเดียวของราชอาณาจักรนะ…ตั้งแต่ตอนนั้น พ่อกับแม่ รวมถึงพี่ชายของลูกพยายามตามหาลูกอย่างสุดความสามารถเลยนะ…”

“ละ-ลูกน่ะเป็นจุดด่างพร้อยของตระกูล! ลูกทให้ตระกูลเราเสื่อมเสีย…?”ผู้เป็นพ่อถอดถุงมือออก และยื่นสัมผัสของลูกสาวพร้อมออกแรงลูบอย่างแผ่วเบา

“พ่อกับแม่ และพี่ชายของลูก ไม่เคยคิดแบบนั้นเลยนะ…หากมีใครทำให้ลูกคิดแบบนั้น พ่อจะจัดการมันเอง!”โดยเฉพาะไอ้ตัวการที่ยุยงให้ลูกสาวสุดที่รักของเขาหนีออกจากบ้านแบบนี้

“ตะ-แต่ลูกถูกตระกูลดยุกฮอร์เวนถอนหมั้นนะ…ละ-ลูกได้ยินพวกข้ารับใช้ในปราสาทคุยกันว่ามันทำให้ตระกูลเราย่ำแย่…”เธอไม่อยากเป็นจุดอ่อนที่ฉุดให้ตระกูลตกต่ำ

“ผิดแล้วลูกรัก…เพราะลูกต่างหาก ตระกูลของเราจึงยังอยู่ถึงทุกวันนี้”พอได้ยินแบบนั้นฝ่ายเด็กสาวได้แต่เผยสีหน้าไม่เข้าใจปนสับสนอย่างชัดเจน

“ลูกคงสงสัย…แต่พ่อบอกได้แค่ว่าตระกูลดยุกฮอร์เวนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์พยายามลอบปลงประชนม์ในวันนั้น”พอได้ยินแบบนั้นใบหน้าของเด็กสาวซีดเผือก

“งะ-งั้นแปลว่า…”

ตลอดมาเธอโดนคู่หมั้นตัวเองหลอกมาโดยตลอดเลยงั้นเหรอ เขาคนนั้นเข้าหาเธอด้วยคำพูดหอมหวาน และยังคอยแสร้งทำเป็นเอาใจใส่เธอ เพื่อไม่ให้เธอสงสัยในความเป็นปฏิปักษ์ต่อราชวงศ์ของเขาสินะ---หยาดน้ำตาของเด็กสาวพลันไหลอาบแก้ม

“พ่อขอโทษ หากพ่อเอะใจเร็วกว่านี้ ลูกคงไม่ต้องเจ็บปวดแบบนี้…”

ผู้เป็นบิดาได้สวมกอดลูกสาวตัวเองอย่างปลอบประโลม แต่ผู้เป็นลูกสาวได้ผลักเขาออกพร้อมส่ายหัวเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อทั้งที่หยาดน้ำไหลเออชุ่มแก้มทั้งสอง---เรื่องทุกอย่างมันเกิดขึ้นไปแล้ว ตอนนี้เธอต้องทำสิ่งที่ทำได้เพื่อปัจจุบัน…

“ท่านพ่อ…โปรดช่วยผู้มีพระคุณของลูกด้วยเถอะค่ะ”นั่นคือ ความปรารถนาของเธอในตอนนี้ เธอคือ อัศวินซึ่งดำรงอยู่ด้วยเกียรติ และกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ แม้ในยามนี้จะเป็นได้เพียง…ตัวถ่วง

“ลูกไม่จำเป็นต้องขอ ในฐานะพ่อ และผู้นำตระกูลลูมิแอร์ พ่อไม่ยอมให้ผู้มีพระคุณตายอย่างแน่นอน”ผู้เป็นบิดากล่าวอย่างนั้นพร้อมกับลุกขึ้น และทำท่าจะเดินออกไป…

“ทะ-ท่านพ่อ!”แต่เด็กสาวก็เรียกชายมีอายุซะก่อน เขาหยุดเดิน และหันกลับมาช้าๆ

“ขอให้องค์เทพธิดาคุ้มครองค่ะ”เธอกล่าวด้วยความรู้สึกอันแรงกล้า

“…ขอให้องค์เทพธิดาคุ้มครองเช่นกันลูกพ่อ”ผู้เป็นบิดากล่าวตอบด้วยริมฝีปากที่กระตุกยิ้มบางๆ

ซึ่งต่อมาก็เกิดระเบิดแรงสะเทือนอย่างรุนแรงจนกองทหาร และอัศวินต้องพากันรีบรุดหน้าไปยังที่ที่แรงสั่นสะเทือนนั้นส่งมา---นั่นคือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ก่อนที่กองทหาร และอัศวินร่วมสองร้อยกว่านายจะมาช่วยเหลือเฟริกส์เอาไว้…

“พะ-พี่สาวเป็นขุนนางเหรอเนี่ย…”ฉิบหาไม่เจอแล้วมั้ยล่ะ เขาดันไปเห็นตอนเปลือยซะด้วย

“เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวล เจ้าช่วยลูกสาวข้า เท่ากับเป็นสหายของข้า เพราะงั้นทำตัวตามสบายเถอะ”ชายที่ดูมีอายุกล่าวว่าอย่างนั้นขณะมองดูพวกโจรที่ถูกจับกุมอย่างรวดเร็ว…

“ผมก็ไม่อาจหาญกล้าขนาดนั้นหรอก…แต่คำสาปเนี่ยใช้ ‘วิเคราะห์(Analyze)’ หรือ ‘วินิจฉัย(Diagnose)’ ตรวจดูเพื่อหาวิธีรักษาไม่ได้รึครับ?”

“โฮะโฮ เวทมนตร์ชั้นสูงแบบนั้นมันหาคนใช้ได้ง่ายทีไหนกันเล่า อย่างมากข้าเคยพบแต่คนที่ใช้ ‘ตรวจสอบ(Investigate)’ ได้เอง…”ขนาดท่านหมอหลวง หรือจอมเวทประจำราชสำนักยังใช้ไม่ได้เลย

“เป็นงั้นหรอกรึครับ…แล้วเวทชำระคำสาปครอบคลุมอย่าง ‘ปัดเป่า(Dispel)’ ล่ะครับ”

“อันนั้นข้าก็จ้างพวกนักบวช ฮีลเลอร์มาแล้ว…ไม่เป็นผล คำสาปแข็งแกร่งมาก”พอได้ยินแบบนั้น เขาก็ได้คิดแต่ว่า ค่าปัญญา(Intelligence)คงจะไม่มากพอ น่าจะเกี่ยวกับเลเวล แต่ถ้าเกี่ยวกับประเภทของเวทมนตร์ล่ะก็…

“คงเหลือแต่ ‘รักษาสมบูรณ์(Prefer Heal)’ ไม่ก็ ‘ฟื้นคืน(Recovery)’ ที่มีผลลบล้างคำสาป และก็สถานะผิดปกติระดับสูงได้…”ซึ่งเป็นเวทที่ค่อนข้างกินพลังเวทอย่างมากสำหรับเพอร์เฟคฮีล ส่วนรีโคเวอรี่น่ะไม่เท่าไหร่หรอก

“ไอ้ที่เจ้าว่ามามีแต่พวกคลาสพาลาดิน(Paladin) แล้วก็อาร์คพริส(Arc-Prist)เท่านั้นที่ใช้ได้นะเออ แล้วที่ว่ามาข้ายังหาคนใช้ได้สักคน”ถ้ามีคนแบบนั้นในประเทศ ลูกสาวสุดที่รักคงไม่ต้องทุกข์ใจจนหนีออกจากบ้านหรอก

“เอ๋…เดี๋ยวนะ อาจารย์สอนผมไว้ว่าถ้าเข้าใจในเวทที่ต้องการใช้ ต่อให้คนล่ะคลาสก็สามารถใช้เวทมนตร์บทนั้นๆ ได้นะ”ถ้าพลังเวท กับพลังชีวิตคงทนของร่างกายมีพอให้ติดลบน่ะนะ…

“โฮะโฮ เป็นคำสอนที่น่าสนใจ…แต่เท่าที่ข้ารู้ เวทมนตร์เกี่ยวพันธ์กับคลาส และความเข้ากันได้ของธาตุเวทมนตร์ อย่างเวทที่เจ้าว่ามาต้องสามารถใช้ธาตุแสงที่กล้าแกร่งพอจนเป็นธาตุศักดิ์สิทธิ์ได้”

“ความเข้าใจต่างกันเหรอเนี่ย…”ก็นี่เป็นความรู้พื้นฐานที่ท่านโรเอลมอบให้มานิ ข้อมูลนี้ก็ไม่น่าจะผิดพลาด…หรือว่า! ไอ้คำว่าพื้นฐานของเทพเจ้ากับมนุษย์มันต่างกัน!?

“อืม…จะว่าไป ข้าเห็นเจ้าใช้อาวุธได้หลายอย่าง คงจะมีคลาสสายนักรบสินะ”เด็กหนุ่มสะดุ้งเบาๆ

“คะ-ครับ ก็ประมาณนั้น…”

ขอโทษนะพี่สาว ไว้ถ้ามีโอกาสจะลองเข้าไปแอบใช้เพอร์เฟคฮีลไม่ก็รีโคเวอรี่ให้นะ แต่ขืนบอกใครไปว่ามีคลาสเป็นโฮลลี่ไนท์ที่จัดเป็นคลาสชั้นสูงล่ะก็ มีหวังชีวิตคงจะว้าวุ่นแน่นอนแหงแซะ เพราะงั้นช่วยรอไปก่อนนะ เฟริกส์กล่าวขออภัยกับเด็กสาวในใจ…

“เจ้าเองก็บ้าเอาเรื่องเหมือนกันน่า บุกรังโจรพร้อมกับอสูรอัญเชิญแค่สี่ตนเนี่ย”ถึงจะเป็นอสูรอัญเชิญชั้นสูงอย่างโฮลลี่ไนท์ก็เถอะ

“ก็ต้องชิงความได้เปรียบนี่นา…จริงสิ นี่ครับพวกโจรที่จะทำร้ายลูกสาวท่าน”เฟริกส์เอาร่างโจรทั้งสิบออกมาจากคลังมิติ

“ดะ-เดี๋ยว นี่เจ้าเก็บศพคนตายไว้กับตัวด้วยรึ?”

“ก็…เผื่อมีคนไม่เชื่อว่ามีโจรอยู่จริงน่ะครับ”แต่เอาจริงๆ เขาแค่เอาไว้เป็นหลักฐานว่าพวกนี่คือ โจร จริงๆ นะ ไม่ได้ไปฆาตกรรมชาวบ้านมาสวมรอยเป็นโจร…

“ข้าละยอมใจเจ้าจริงๆ…”ลงทุนแบกศพไปไหนมาไหนด้วยเนี่ย สัปเหร่อยังไม่ขนาดนี้เลยนะเออ

“ขอบคุณครับ”เฟริกส์ขอบคุณสำหรับคำชม(?)

“ข้าไม่ได้ชมโว้ย! แล้วเจ้าจะเอายังไง จะกลับหมู่บ้านพร้อมข้า หรือจะทางใครทางมัน แยกย้ายกันไปล่ะ?”คำถามนั้นทำเอาเฟริกส์เผยสีหน้าแปลกใจ

“เออ ที่ว่าให้แยกเนี่ย ผมไม่ต้องไปเป็นพยานเหรอครับ?”แบบชี้ตัวยืนยันว่าใครเป็นโจรอะไรเงี้ย

“ชาวบ้านโดนจับมาเยอะขนาดนี้ เรื่องพยานเจ้าไม่ต้องไปห่วงหรอก…ห่วงว่าจะโดนพวกที่จ้างโจรส่งคนมาเก็บเพื่อแก้แค้นดีกว่ามั้ง~”

“นี่วิบากกรรมยังไม่หมดอีกรึครับ…?”รอดพ้นจากโจรปะกับนักฆ่าแทนเรอะ!?

“สำหรับเจ้าน่ะใช่ แต่ข้าเป็นขุนนางใหญ่พวกมันไม่กล้าลงมือเปิดเผยหรอก”

“ขะ-ขี้โกง…”ขุนนางมันจะขี้โกงเกินไปแล้ว นี่เขาเพิ่งคืนชีพได้วันเดียวก็ถูกหมายหัวแล้วเรอะ ท่านโรเอลการันตีไม่ถูกโจรฆ่าตายก็จริง แต่มันไม่ได้รวมถึงนักฆ่านะ!

“ขุนนางก็ดีแบบนี้แหละ…แล้วจะเอายังไง เจ้าหนุ่มนักเดินทางพเนจร เจ้ามีแผนวางอย่างไรกัน?”

ว่ากันด้วยสัตย์จริง ตอนแรกเขาวางแผนจะหาที่พักสำหรับคืนแรกบนโลกใหม่ก่อน แล้วก็เริ่มจากการช่วยงานชาวบ้านเล็กน้อย ก่อนจะถามทางไปเมืองที่ใกล้ที่สุดเพื่อหางานทำ---เฟริกส์พอทบทวนแผนที่ตัวเองวางไว้เสร็จ ก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ…เพราะมันเล่นผิดจากแผนเดิมไปไกลเลย

“แผนของผม…ก็คงจะเข้าเมืองแล้วหางานทำนั่นแหละครับ”แผนที่วางไว้ก็เดี้ยงพังไปหมดแล้ว เขาก็เหลืออย่างเดียวนั่นแหละ

“ธรรมดากว่าที่คิด…”ชายมีอายุพึมพำเบาๆ

“คาดหวังอะไรกับคนพเนจรที่ไม่มีแม้แต่บัตรประจำตัวล่ะครับ…?”

“โทษที โทษที…แค่คิดว่าคนบ้าทำอะไรธรรมดากว่าที่คิดเฉยๆ”

“ผะ-ผมไม่ได้บ้า…”แค่ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังเฉยๆ

“ตามนั้น ตามนั้น…ยังไงก็เจ้ากลับไปที่หมู่บ้านก่อน ยังไงคืนนี้พวกข้าก็ต้องตั้งค่ายพักแรมอยู่แล้ว ไว้ค่อยเดินทางกลับเมืองตอนเช้าวันพรุ่งนี้พร้อมกันเลย ตกลงไหม?”

“ผมไม่ขัดข้องครับ…”ดีซะอีก! เท่านี้เขาไม่ต้องเดินหลงทิศเข้าใส่ปัญหาแล้ว!

“เป็นอันตกลง…เจ้าจะให้คนดูแขนให้ก่อนมั้ย?”โดนหนักจนห้อยต่องแต่งเลยนิ

“ผมใช้ไฮฮีล(High Heal)รักษาไปแล้วน่ะ ตอนนี้คงต้องงดใช้ไปสักพัก”ดันไปเกร็งรับแรงปะทะเต็มๆ จนชาไปทั้งแขน ถ้าท่านโรเอลรู้มีหวังหูชาแหงแซะ…

“อืม…ข้าชักสงสัยคลาสของเจ้าแล้วสิ อัญเชิญอสูรระดับสูงก็ได้ ฝีมือใช้ศัสตราก็เก่งกาจ ไหนจะเวทรักษาระดับกลางอีก อย่างกับนักรบศักดิ์สิทธิ์(Paladin)เลย”ชายมีอายุกล่าวพร้อมหรี่ตาจ้องคาดครั้นเด็กหนุ่มตรงหน้า

“ผะ-ผมไม่ได้มีคลาสชั้นสูงขนาดนั้นหรอก…”เฟริกส์ตอบพลางพยายามหลบตา

“งั้นรึ…คลาสของข้า ก็บังเอิญเป็นนักดาบเวท(Magic Swordsman)เฉยๆเอง”ฝ่ายได้ยินถึงกับสะดุ้งเฮือก ไอ้การบอกคลาสคนอื่นนี่มันไฟท์บังคับเกินไปแล้ว!? แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเผยมา…

“อะ-อัศวินศักดิ์สิทธิ์(Holy Knight)…ครับ”ก็ต้องบอกตามมารยาท อีกฝ่ายเป็นถึงขุนนางใหญ่ด้วย แล้วดูท่าทางน่าจะเป็นคนดี บอกไปคงไม่เสียหายเท่าไหร่…มั้งนะ

“โอ้! งั้นรึ เข้าใจล่ะ…”ฝ่ามือที่หุ้มด้วยถุงมือเหล็กตบลงบนไหล่ของเด็กหนุ่มเบาๆ

ก่อนทั้งสองคนจะแยกย้าย ชายมีอายุกลับไปสั่งการกองทหาร และอัศวินกว่าสองร้อยนาย ส่วนเฟริกส์ก็เดินหายเข้าไปในป่าทางด้านหลังเพื่อกลับหมู่บ้าน---แต่พอผ่านไปได้สักครู่ใหญ่ๆ ทั้งสองก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้บอกชื่อของตนเองให้อีกฝ่ายทราบ

เฟริกส์ได้แต่ถอนหายใจก่อนจะสลายโล่กลับคลังมิติไป ก่อนจะเอาหอกออกมาแทนเพื่อหวังใช้เป็นไม้เท้าค้ำยันขณะเดินผ่านแนวพุ่มไม้ และต้นไม้ใหญ่ ส่วนพวกโฮลลี่ไนท์เขาส่งกลับที่ที่พวกนั้นจากมาหมดแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรให้คงสภาพพวกนั้นไว้

ความรู้สึกที่เกิดขึ้นในใจของเขาในตอนนี้คือ ความว่างเปล่า ไม่รู้สึกอะไรเลยสักอย่าง…จะบอกว่าโล่งอกก็เป็นได้ ความรู้สึกต่อขามา กับขากลับหมู่บ้านแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตอนแรกได้แต่ระแวง ตอนนี้โล่งสบายราวกับเรื่องเกิดขึ้นเป็นเพียงเรื่องโกหก…

ว่าแล้วอาจเพราะความตื่นเต้น และอะดรีนาลีนที่สูบฉีดเลยไม่รู้สึกถึงความเหนื่อยล้า แต่ตอนนี้ร่างกายของเขาชักรู้สึกหนักๆ หน่วงๆ ยังไงไม่รู้แล้วสิ---เฟริกส์หอบร่างกายอันเหนื่อยล้าเดินย้อนตามรอยเท้าของพวกทหารไปอย่างเชื่องช้า

จนท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีส้ม ดวงอาทิตย์ใกล้ลาลับขอบฟ้า เสียงของสัตว์ป่าที่ออกหากินยามค่ำคืนเริ่มร้องออกมาให้ได้ยิน จนถึงตอนนั้นเฟริกส์ก็มาถึงหมู่บ้านที่ตอนนี้ตะเกียงไฟถูกติดตั้งจนสว่างจ้า เขาค่อยๆ ลากสังขารไปที่บ้านหลังใหญ่…

“โอ้~! กลับมาแล้วเรอะเจ้าหนุ่ม~?”

“กลับมาแล้ว…ครับ?”เฟริกส์ถึงกับชะงักตอนเห็นสภาพลุงผู้ใหญ่บ้าน

“ไหงกลายเป็นประโยคคำถามเล่า? เอาเถอะ! เข้ามา! เข้ามา! เจ้าเหนื่อยมามากแล้ว!”ชายชรากล่าวอย่างยินดีขณะเข้ามาประคองให้เด็กหนุ่มเข้าไปพักในบ้าน

“ลุงไม่เป็นไรแน่นะ…”เขาถามพลางเก็บหอกเข้าคลังมิติ เห็นสภาพลุงผู้ใหญ่บ้านตอนนี้แล้ว ทำเอาตาสว่างหายง่วงเลย…

“ข้าจะเป็นอะไรล่ะ? เจ้าเหอะข้าเห็นแขนห้อยมาแต่ไกล เกือบไม่รอดน่ะสิท่า?”พอโดนพูดแบบนั้น เขาก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ก่อนจะพยักหน้าอย่างไม่อาจปฎิเสธได้…

“หลังจากเจ้าไป แค่ครู่เดียวพวกทหารก็มาทันทีเลยล่ะ!”

“นั่นเป็นเรื่องน่ายินดี…”

ถึงแม้จะรู้สึกเปลืองตัวไปหน่อยก็ตามทีเถอะ…เฟริกส์ และลุงผู้ใหญ่บ้านที่มีผ้าพันแผลสีขาวพันทั้งตัวก็พูดคุยแลกเปลี่ยนบทสนทนาเกี่ยวกับสภาพสถานการณ์ในตอนนี้ไปพลางๆ จนตะวันนั้นลับขอบฟ้ามีเพียงความมืด และแสงไฟจากตะเกียง

“อ๊ะ! พี่ชายกลับมาแย้ววว!!!”เด็กผู้หญิงตัวน้อยพุ่งเข้าใส่เฟริกส์ที่กำลังลุกขึ้นพอดีจนเซเล็กน้อย

“กะ-กลับมาแล้ว…”ช่างเป็นเด็กที่ร่าเริงเกินร้อยน่ากลัวซะจริง ขนาดเขาที่เป็นคนแปลกหน้ายังกล้าพุ่งเอาหน้ามาซุกกอด

“พอมานึกดูแล้ว…ข้ายังไม่รู้ชื่อเจ้าเลยนี่หวา”พอชายชราพูดขึ้นมาแบบนั้น

“เฟริกส์ วาลเดไฮน์…นั่นคือชื่อของผมครับ”เขาหันไปบอกชื่อตัวเองอย่างเต็มใจ ชายชราที่ได้ยินก็ถึงกับช็อคยืนนิ่งไปเลยทีเดียว…

“ขะ-ขุนนางรึ!?”ชายชราเตรียมจะมอบกราบ เฟริกส์รีบห้ามไว้ก่อน

“ม่ายช่าย~! บ้านเกิดผมเขามีชื่อตระกูลกันปกติเพื่อไม่ให้พวกชื่อซ้ำสับสนกัน…”เขาไม่ได้โกหกนะ ชื่อตระกูล หรือไอ้นามสกุลมันก็ใช้แยกแยะกันพวกชื่อซ้ำได้จริงๆ นั่นแหละ

“จะ-เจ้าไม่ได้โกหกใช่มั้ย…?”

“ผมจะโกหกฐานะตัวเองไปทำไมล่ะครับ…”

ถึงจะพอเข้าใจท่าทางหวาดกลัวนั่นว่าสำหรับสามัญชนตัวตนของขุนนางเป็นอะไรที่หน้าหวั่นเกรงมาก แต่พอถูกมองด้วยสายตา และถามด้วยน้ำเสียงแบบนั้น มันรู้สึกบีบคั้นหัวใจอยู่เหมือนกันนะ---ในขณะที่สองฝ่ายต่างเงียบใส่กันนั่นเอง…

“พี่ชาย~! พี่สาวตื่นแล้วนะไปหากันเถอะ~!”เด็กหญิงตัวน้อยที่เกาะขาเฟริกส์เป็นลูกแมวก็เงยหน้าขึ้นขณะเกยคางบนหน้าตักของฝ่ายเด็กหนุ่ม

“งะ-งั้นเหรอ…”ทำไมเป็นเด็กที่เฟรนด์รี่(Friendly)กับคนแปลกหน้าได้ขนาดนี้กันนะ

“แอนนา เจ้าไปเกาะขาพี่ชายเขาแบบนั้น พี่เขาจะเดินลำบากเอานะ”ชายชราเก็บความแปลกใจที่หลานสาวไม่แท้ดูจะติดใจเจ้าหนุ่มอย่างผิดวิสัย ทั้งที่ปกติเป็นเด็กเหนียมๆ ขี้อายแท้ๆ…

“งืม…พี่ชายไม่ชอบเหยอ~?”เด็กน้อยเอียงคอส่งสายตาใสแบ๋ว

“มะ-ไม่ใช่ไม่ชอบหรอก…”ถ่องไว้ตัวเขา อย่าหลงไปกับใบหน้าจิ้มลิ้มน่ารัก ไม่งั้นที่หมายต่อไปจะไม่ใช่เมือง แต่จะเป็น ‘คุก’ แทน…เฟริกส์เบือนหน้าหนีพร้อมกับเกาแก้ม

“ข้าเจอแอนนาตอนยังเป็นทารกในป่า พ่อแม่ของเจ้าตัวน่ะสละชีวิตเพื่อปกป้องเจ้าตัวจากอะไรบางอย่าง ข้าจึงรับนางมาเลี้ยงให้เหมือนกับหลานแท้ๆถือเป็นเรื่องดีที่นางเปิดใจให้แก่เจ้า…เฟริกส์สินะ ข้ารู้ว่ามันแปลกๆ แต่ช่วยรับเด็กคนนี้เป็นผู้ติดตามได้มั้ย”คำขอของชายชราทำเอาเฟริกส์อ้าปากค้าง

“ลุงงง!!! ลุงจะฝากหลานสาวไว้กับคนที่หาเรื่องเสี่ยงตายไม่ได้นะ!”

“ไม่เลย ข้าเชื่อว่านี่เป็นโชคชะตา…และอีกอย่างข้าเองก็แก่มากแล้ว จะตามยายเฒ่าไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ไหนจะเรื่องที่หมู่บ้านถูกโจรปล้นสะดมอีก ข้าเชื่อว่าแอนนาอยู่กับเจ้ายังปลอดภัยอยู่กับพวกข้าซะอีก เพราะงั้นได้โปรดเถอะ ดูแลแอนนาแทนข้าด้วย…”ชายชราก้มหัวลงราวกับขอร้อง

“แอนนา พี่ขอถามน้องตรงๆ ไม่เอาที่ลุงขอร้อง…น้องอยากไปกับพี่รึเปล่า?”เขาไม่อาจตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง และนี้เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวพันถึงอนาคต

“หนูไม่รู้…แต่ขอแค่พี่ชายกับพี่สาวอยู่ด้วยหนูก็ไม่กลัวอะไรแล้ว!”พอได้ยินแบบนั้น เฟริกส์ถึงกับไปไม่เป็น พี่สาวที่ว่าเป็นบุตรีจากตระกูลขุนนางใหญ่ระดับมาร์ควิสเลยนะเฮ้ย

“แอนนา หลานไม่ควรจะ…ไม่สิ แอนนามีเส้นผมสีน้ำตาลเข้มเหมือนกับคุณหนู และมีนัตย์ตาสีฟ้าครมเหมือนเจ้า ไม่แน่ว่า…”เฟริกส์รู้ทันทีเลยว่า ชายชราคิดอะไรอยู่

“ไปถามเจ้าตัวก่อนเถอะครับ!”

ชายชรายกมืออย่างยอมแพ้ก่อนจะยกการตัดสินใจให้กับเด็กหนุ่มตรงหน้า และเด็กสาวจากตระกูลขุนนางซึ่งพักฟื้นอยู่ในห้องด้านบน ว่ากันตามจริง หากหลานสาวคนนี้ แอนนาได้ไปอยู่กับคนดี ตัวของชายชราผู้นี้ก็หหมดห่วงแล้ว…แม้จะใช้วิธีบังคับคนหนุ่มคนสาวเกินไปก็ตามที

ชายชรามองดูเด็กหนุ่มที่แกะหลานสาวไม่แท้ของเขาขึ้นมาอุ้มไว้ด้วยแขนข้างเดียว ก่อนจะเดินขึ้นไปยังห้องข้างบน โดยได้แต่หวังว่าคำตอบของทั้งสองฝ่ายจะเป็นการรับหลานสาวคนนี้ไปจากเขา---เพื่อให้เธอมีชีวิตที่ดีกว่า…ทุกวันนี้

เฟริกส์มาหยุดที่หน้าห้อง และให้แอนนาเข้าไปก่อนเพื่อบอกว่าเขามาแล้ว ที่เขาไม่เปิดเข้าไปเลยเดียวมันอาจจะเกิดเหตุการณ์หน้าอึดอัดบางอย่างขึ้นเหมือนในไลท์โนเวลอย่างเปิดเข้าไปตอนกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอะไรแบบเงี้ย…รอสักพักก็มีเสียงเรียกให้เขาเข้าไปได้

“ท่านคือ ผู้มีพระคุณของดิฉันสินะคะ?”เด็กสาวซึ่งมีเส้นผมสีน้ำตาลเข้ม และนัตย์ตาสีอำพันธ์กล่าวขณะหันมองภาพเลืองลางของผู้มาใหม่…

“เฟริกส์ วาลเดไฮน์…ไม่ต้องให้เกียรติผมขนาดนั้นหรอกครับ”เขากล่าวพร้อมเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียง

“ไม่ได้ค่ะ ด้วยเกียรติแห่งอัศวิน พวกเราเคารพ และให้เกียรติผู้มีพระคุณค่ะ”เด็กสาวกล่าวตอบขณะมองพิจารณาคนหนุ่มตรงหน้า

“ได้ยินแบบนั้นผมก็ดีใจอยู่หรอก…แต่ผมเป็นสามัญชนนะ”พอบอกไปแบบนั้น เด็กสาวถึงแสดงสีหน้าประหลาดใจ

“ท่านไม่ใช่อัศวิน หรือบุตรชายจากตระกูลขุนนางชั้นสูงที่ไหนหรอกหรือคะ?”

“ผมไม่ใช่ขุนนาง…ในบ้านเกิดของผม ทุกคนล้วนมีชื่อตระกูลกันเป็นปกติน่ะครับ”ก็พอเข้าใจที่จะเข้าใจผิดกันอยู่นั่นแหละนะ คราวหน้าคงแนะนำตัวแค่ชื่อก็พอล่ะมั้ง…

“งั้นเองรึคะ…แต่ว่าความจริงที่ท่านเป็นผู้มีพระคุณก็ยังไม่เปลี่ยนค่ะ”เด็กสาวกล่าวออกไปอย่างแน่วแน่ และหนักแน่นตามเดิม…

“เอาน่า ผมทำไปเพราะสมควรทำ…พี่สาวเองก็คงทำแบบเดียวกันใช่มั้ยล่ะ?”

“นั่นสินะ…แต่พี่สาวเหรอ?”เธอค่อนข้างรู้สึกอิ่มเอมอย่างแปลกประหลาดแม้จะรู้สึกพิลึกนิดหน่อยก็ตามที หรือเพราะเธอมีแต่พี่ชายกันเลยรู้สึกแบบนี้…

“เห็นแบบนี้ผมก็เพิ่งสิบห้าเองนะ…อีกอย่าง ท่านพ่อของพี่สาวบอกเรื่องของพี่สาวหมดแล้วล่ะ”

“ทะ-ท่านพ่อบอกหมดแล้วเหรอ!?”ไหงท่านพ่อต้องไปเล่าให้เขาฟังทั้งหมดด้วยล่ะ!?

“อืม…เรื่องคำสาปด้วย ปัญหาคงจะไม่เกี่ยวเลเวลผู้สาปหรอกครับ แต่เพราะพลังเวทของผู้ปัดเป่าไม่มากพอ เพราะงั้นเดี๋ยวผมจะลองดูนะ”

“เรื่องนั้น แม้แต่จอมเวทราชสำนักก็ยัง…”เธอรู้ไม่แน่ใจสักเท่าไหร่

“ผลรุนแรงของคำสาปขึ้นอยู่ค่าปัญญาของผู้ใช้…แล้วอีกอย่างคลาสของผมคือ อัศวินศักดิ์สิทธิ์(Holy Knight)ที่มีพลังลบล้างคำสาปในระดับสูง”

“คะ-คลาสชั้นสูง!?”เธอตะโกนออกไปอย่างตกใจ มันเป็นหนึ่งในคลาสที่น้อยคนจะมีแม้แต่ในหมู่ขุนนางยังหาคนครอบครองคลาสนี้แทบไม่ได้เชียวนะ!?

“อืม…เพราะงั้นพี่สาวช่วยหลับตาลงหน่อยนะ”

“จะ-จำเป็นต้องหลับตาด้วยเหรอคะ…?”ตอนก่อนหน้าเธอไม่เห็นต้องหลับตาเลยนะ

“แสงสว่างค่อนข้างจ้าน่ะ…เพราะงั้นอาจแสบตาได้น่ะครับ แต่ถ้าเพื่อความมั่นใจจะเอาแอนนาไปกอดเอาไว้ก็ได้นะครับ”

“กอดหน่อยยย!!!”ราวกับรู้งาน แอนนาก็กางแขนรอพร้อมยิ้มอย่างโหยหา…พอเห็นภาพเลือนลางของเด็กหญิง เธอก็ขยับตัวมาโดยที่ย่องขาลงข้างเตียงแล้วรับเอาเด็กที่ชื่อแอนนามานั่งตัก

“ได้กินอะไรบ้างรึเปล่า…?”ทำไมตัวถึงได้เบาแบบนี้

“หนูกินครบสามมื้อน๊า~!”แอนนาตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริงขณะถูกภูเขาสองลูกบดบังการมองเห็น

“ก่อนจะเริ่ม…ผมขอทราบพี่สาวก่อนได้รึเปล่าครับ?”พอถูกแถมแบบนั้น ฝ่ายเด็กสาวก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ราวกับคนเพิ่งทำเรื่องเสียมารยาทไปซะแล้ว

“อิริสน่า วอน ลูมิแอร์ค่ะ ท่านเฟริกส์”เธอแนะนำตัวอย่างเรียบง่ายขณะโอบกอดเอวแอนนาไปด้วย

“ก่อนที่ผมจะล้างคำสาป…ขอบอกก่อนว่า ผมจะใช้ทั้งหมด 3 เวทนะครับ”

“สะ-สามเลยเหรอคะ…?”เวทระดับสูงถึงสามแล้วเขาจะไม่เป็นไรเหรอ

“ครับ เริ่มแรกผมจะล้างคำสาปด้วย ‘Hyper Dispel Curse’ เพื่อล้างคำสาปออกทั้งหมด แต่เส้นประสาทการมองเห็นของคุณอิริสน่าคงจะเสียหายจากการต่อสู้เมื่อหนึ่งปีก่อนหน้าเป็นแน่ เพราะงั้นผมจำเป็นต้องใช้ ‘Prefer Heal’ เพื่อรักษาอย่างสมบูรณ์ ตามด้วย ‘Recovery’ เพื่อฟื้นคืนสภาพส่วนที่เสียหายอื่นๆ จากคำสาปเป็นการปิดท้ายเพื่อความมั่นใจ…”

“วะ-เวทระดับสูงพวกนั้น ท่านเฟริกส์ แล้วพลังเวทของท่านล่ะ…?”อันตรายหากใช้ติดต่อขนาดนั้น ผู้ใช้อาจตายเพราะพลังเวทหมดตัวได้เลยนะ

“พลังเวทของผมมีมากกว่าห้าร้อย ซึ่งนั่นรวมถึงความแข็งแรงทนทานของร่างกายด้วย…อย่างมากพอรักษาเสร็จรบกวนเรียกคนข้างล่างมาลากผมไปพักด้วย…”

“จะไม่เป็นไรแน่…ใช่มั้ยคะ?”เธอไม่อยากให้ผู้มีพระคุณตายก่อนจะได้ตอบแทนนะ

“ไม่ต้องห่วง ผมจะไม่เป็นไร…”

เฟริกส์กล่าวพร้อมเผยยิ้มที่อิริสน่าไม่สามารถมองเห็น แต่เธอเห็นภาพแสงสีเทาเลืองลางของมือคนหนุ่มตรงหน้าที่กำลังยื่นเข้ามาใกล้ เธอพลันหลับตาลงอย่างเชื่อใจในตัวผู้มีพระคุณของเธอ ขณะที่กระชับโอบกอดแอนนาที่นั่งอยู่บนเธอแน่นขึ้น

“ไม่ต้องเกร็งนะครับ ปล่อยกาย ปล่อยใจให้สบาย…”

“อะ-อืม…”แก้มของอิริสน่าแดงขึ้นมาเพียงเล็กน้อยอย่างตื่นเต้น(?)

ขณะที่ฝ่ายที่บอกให้คนอื่นไม่ต้องเกร็ง ปล่อยกายปล่อยใจให้สบายกลับเป็นฝ่ายที่กำลังตื่นเต้นหนักมาก เฟริกส์เขาไม่ใช่พวกไก่อ่อนไม่เคยโดนตัวผู้หญิง แต่ที่เขาเกร็งไม่ใช่เรื่องนั้น แต่เป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาจะใช้เวทมนตร์กับคนอื่นน่ะสิ!

แม้จะกังวล และลังเลแต่เขาก็ได้พูดออกไปแล้วว่าจะลองล้างคำสาปดู เพราะฉะนั้นเมื่อพูดแล้วต้องไม่คืนคำ---ฝ่ามือของเฟริกส์ปรากฏวงเวทสีขาวนวลขนาดไม่ใหญ่มาก และมีสัญลักษณ์รูปปีกทั้งสิบสองอยู่ในกลาง

“เริ่มล่ะนะ…<>”

ความมืดอันเลือนราง และพร่ามัวค่อยๆ มลายสลายหายไป อิริสน่าที่หลับตาอยู่สัมผัสได้ถึงความปลอดโปร่งหลังจากที่ความมืดมัว และปิดค้ำบังตาหายไป ความยินดี และความปลื้มปิตินั้นถาถมเข้าจนเธออยากที่จะร่ำไห้เข้ากอดผู้ที่ชำระล้างคำสาปให้เธอ…

“<>”

ทันทีที่เวทชำล้างคำสาปชั้นสูงหมดไป เฟริกส์ใช้เวทรักษาสมบูรณ์ต่อในทันที แสงสีขาวนวลแต่นุ่มนวลกว่าค่อยๆ ซึมเข้าไปในดวงตาที่ปิดอยู่ของอิริสน่า---เธอสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกายมลายรักษาอาการปวดล้า และวิเวียนที่เธอมีทั้งหมด

“<>”

ไม่รอช้าเฟริกส์อัดเวทสุดท้ายเข้าไปในทันที ก่อนที่จะหมดสติไปทั้งอย่างนั้น---อิริสน่า เธอรับรู้ได้ถึงความโล่งปลอดโปร่งไปทั่วทั้งกาย ใจ และวิญญาณ แต่เมื่อแสงสีเขียวมรกตดับลงเธอรีบลืมตาขึ้นด้วยนัตย์ตาสีอำพันธ์ซึ่งเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา

“ท่านเฟริกส์…!”เธอรีบให้แอนนาลุกออก!

“……”ก่อนจะรีบลุกไปรับไม่ให้ร่างของเด็กหนุ่มตกลงไปกองบนพื้น

เธอได้แต่หันไปขอให้แอนนาไปตามคนมาช่วย ซึ่งเด็กหญิงก็ทำตาม---อิริสน่าได้แต่ใช้มือเรียวบางลูบไล้ใบหน้าที่ซีดเซียวของเด็กหนุ่มขณะร่ำไห้ออกมาด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ตีปนกันไป และทุกอย่างก็อยู่ในสายตาของผู้เป็นบิดาของเธอนั้นเอง

 

 

 

ความคิดเห็น