facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่16 ไม่ปฏิเสธอีกต่อไป

ชื่อตอน : บทที่16 ไม่ปฏิเสธอีกต่อไป

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 379

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 09 ก.ย. 2563 15:03 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่16 ไม่ปฏิเสธอีกต่อไป
แบบอักษร

16 

ไม่ปฏิเสธอีกต่อไป 

 

ทันทีที่เซียวต้าไป๋เห็นเสี่ยวอิน ก็จำได้ทันทีว่าเป็นเด็กหญิงใจดีที่เคยเอาอาหารให้มันที่ตำหนักจิ้งอ๋องเมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้าสุนัขตัวโตจึงส่งเสียงเห่าทักทายอย่างดีใจ

“ต้าไป๋ มาหาพี่เสี่ยวอินเร็ว!”

ทั้งคนทั้งหมากระโจนเข้าใส่กัน แล้วส่งเสียงดังลั่นตำหนักชินหรง เสี่ยวอินหัวเราะคิกคัก บางครั้งยังส่งเสียงร้องกรี๊ด ๆ เมื่อถูกเซียวต้าไป๋ทั้งหยอก ทั้งเลีย เจ้าสุนัขสีขาวตัวนี้ ตัวใหญ่กว่าเสี่ยวอินเสียอีก ดูไปแล้วน่าจะเป็นพี่ชายของเด็กน้อยมากกว่าเป็นน้องชายเสียด้วยซ้ำ

“ดูหลานเจ้าเถิด ยามนี้ข้าแยกไม่ออกแล้วว่า ผู้ใดคน ผู้ใดสุนัข” จ้าวหนิงส่ายหน้าพลางหัวเราะเบา ๆ

“องค์หญิงชอบเซียวต้าไป๋ถึงเพียงนี้ กระหม่อมยินดียิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ” จิ้งอ๋องตอบพร้อมรอยยิ้ม

เดิมที เซียวต้าไป๋เป็นสุนัขที่น่าสงสารอย่างยิ่ง มันถูกเจ้าของนำมาทิ้ง แต่กลับไม่ยอมไปไหน นอนตากแดดตากฝนรอให้เจ้าของกลับมารับอยู่หน้าตำหนักจิ้งอ๋อง จ้าวเหม่ยเตี๋ยกับจ้าวเหม่ยซวางสองพี่น้องชอบสุนัขเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงให้คนช่วยกันพาเจ้าสุนัขตัวโตเข้าไปในตำหนัก ช่วยกันดูแลจนมันมีอาการดีขึ้น แล้วเรียกขานมันเป็นน้องชายของพวกนาง โดยไม่รู้เลยว่า เสด็จลุงที่เพิ่งมาจากโรงผลิตอาวุธจะแวะมาที่ตำหนัก และได้ยินเข้าพอดี

เมื่อรู้ว่า ‘หมา’ สามารถเป็นน้องให้เด็กผู้หญิงได้ จ้าวหนิงก็ไม่รอช้า เอ่ยปากของ ‘น้องชาย’ จากหลานทั้งสอง ให้มาเป็นน้องชายของเสี่ยวอินทันที ฝ่ายฝาแฝดเองนั้นก็รักน้องเสี่ยวอินของพวกนางอยู่ไม่น้อย อีกทั้งพวกนางยังได้ยินเสี่ยวอินพูดมาเนิ่นนานว่าอยากมีน้องชาย จึงเต็มใจยกเซียวต้าไป๋ให้เสี่ยวอินอย่างง่ายดาย แต่จิ้งอ๋องยังไม่มั่นใจว่า เซียวต้าไป๋จะเชื่องพอหรือยัง จึงได้ให้ทหารที่เป็นผู้ฝึกสุนัขล่าเนื้อมาคอยสังเกตพฤติกรรมของเสี่ยวต้าไป๋อยู่หลายวัน หลังจากแน่ใจแล้วว่าเจ้าสุนัขตัวนี้ไม่เป็นอันตราย จึงนำเข้ามามอบให้เสี่ยวอินในวังหลวง

จ้าวหนิงพอใจจิ้งอ๋องและลูกสาวทั้งสองคนของเขายิ่งนักที่ทุกคนมีน้ำใจต่อเสี่ยวอิน องค์ฮ่องเต้จึงมอบอัญมณีและสมบัติล้ำค่ามากมายแก่ตำหนักจิ้งอ๋องเป็นการตอบแทน ทั้งยังคิดวางแผนอนาคตของฝาแฝดไปไกลราวกับพวกนางเป็นลูกสาวของตน

ผู้ใดดีต่อลูกเขา เขาย่อมต้องดีต่อผู้นั้นให้ถึงที่สุด

“วันหลังเสี่ยวอินจะเอาขนมไปให้พี่เหม่ยเตี๋ยกับพี่เหม่ยซวาง พี่สาวสองคนใจดีที่สุด เสี่ยวอินรักพี่สาวที่สุด!” เด็กน้อยร้องอย่างอารมณ์ดี จิ้งอ๋องได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกยินดีไม่น้อย หากองค์หญิงใหญ่รักใคร่ลูกสาวทั้งสองของเขา ต่อไปก็ย่อมไม่มีผู้ใดสามารถรังแกพวกนางได้

“เสี่ยวอินพาต้าไป๋ไปหาเสด็จแม่ได้ไหม” เสี่ยวอินหันมาถามจ้าวหนิงทั้งที่ยังกอดเซียวต้าไป๋อยู่

“เรื่องนี้พ่อคงต้องดูท่าทีของแม่เจ้าก่อน” ผู้เป็นพ่อตอบ

ก่อนหน้านี้เขาเคยอวดสุนัขล่าเนื้อสีดำตัวใหญ่ที่ตนภาคภูมิใจกับหลันเซวียน ผลที่ได้ก็คือ นางผงะหนี สองตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว เขาจึงไม่กล้าพาสุนัขตัวไหนไปเข้าใกล้นางอีก เมื่อมีเซียวต้าไป๋มาอยู่ด้วย เขาก็ตั้งใจจะเลี้ยงมันไว้ที่ตำหนักชินหรง เพื่อให้เสี่ยวอินได้มีที่เล่นกับน้องชายของตนโดยที่ยังอยู่ในสายตาของเขา

           “ถ้าอย่างนั้น เสด็จพ่อรีบไปบอกเสด็จแม่เร็ว เสี่ยวอินจะพาต้าไป๋ไปเล่นก่อน” เด็กน้อยว่า

           จิ้งอ๋องฟังองค์หญิงตัวน้อย ‘ออกคำสั่ง’ กับบุรุษที่อยู่เหนือผู้คนใต้หล้า ผู้ซึ่งเป็นใหญ่ที่สุดในสิบสองแคว้นแล้วให้รู้สึกขบขันยิ่งนัก แต่เพราะยังรักชีวิตอยู่ จึงไม่กล้าปล่อยให้เสียงหัวเราะหลุดลอดออกจากปากไปได้ เขาทำได้เพียงยืนมองร่างเล็กกลมป้อมวิ่งออกไปจากห้องโถงพร้อมน้องชายตัวโตที่ส่งเสียงเห่าดังก้องไปทั้งตำหนักชินหรง

           จ้าวหนิงไม่ได้ใส่ใจว่าสิ่งที่ลูกน้อยพูดกับตนเป็นการออกคำสั่งหรือไม่ เขาเอ่ยขอบคุณญาติผู้น้องของตนพร้อมกับร่ำลาอีกฝ่าย ก่อนเดินออกจากตำหนักชินหรงไปอีกคน เพื่อไปดูลูกน้อยและดูท่าทีของภรรยาตามที่เจ้าตัวเล็กสั่งไว้

           เสี่ยวอินวิ่งเล่นกับเซียวต้าไป๋อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เสียงหัวเราะของเด็กหญิงดังไปทั่วทั้งอุทยาน หลังจ้าวหนิงยืนมองลูกสาววิ่งเล่นกับน้องชายตัวใหม่อยู่ครู่ใหญ่ จากนั้นจึงมอบหมายให้องครักษ์หญิงคอยดูแลเสี่ยวอินต่อ ในขณะที่ตัวเขากลับไปหาหลันเซวียนที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว

หากนางไม่กลัวเจ้าเซียวต้าไป๋ เขาจะพานางมาดูว่าลูกสาวของพวกเขามีความสุขเพียงใดที่ได้มีน้องชาย เผื่อว่านางจะใจอ่อนยอมมีน้องชายจริง ๆ ให้เสี่ยวอินเสียที

           “ถวายบังคัมฝ่าบาท ขอทรงพระเจริญเพคะ” นี่เป็นประโยคที่จ้าวหนิงฟังต้องวันละหลายครั้งจนรู้สึกเบื่อหน่ายเหลือเกิน เขาสั่งให้นางกำนัล ขันทีทั้งหลายลุกขึ้น แล้วเดินไปหาหลันเซวียนที่มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก

           “เจ้าเป็นอะไรไป ไม่สบายหรือเปล่า ให้ข้าตามหมอหลวงมาดูอาการหน่อยดีหรือไม่” เขาถามอย่างห่วงใย มืออุ่นสัมผัสหาไอร้อนจากใบหน้าซีดเผือดของนาง แต่กลับพบเจอเพียงไอเย็น ราวกับนางเพิ่งฝ่าหิมะออกมาพบเขา

           “เหตุใดเจ้าจึงตัวเย็นเช่นนี้!” เขารีบดึงนางมาไว้ในอ้อมกอดของตน ด้วยกลัวว่านางจะหนาว “เสี่ยวหลิว ไปเตรียมน้ำอุ่นให้พระชายาประเดี๋ยวนี้!”

           “เพคะ”

           “ช้าก่อนเสี่ยวหลิว” หลันเซวียนร้องห้าม ก่อนจะหันกลับมาฝืนยิ้มให้จ้าวหนิง “ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่ได้เป็นอะไรเพคะ”

           “แต่เจ้า...”

           “หม่อมฉันไม่เป็นอะไรจริง ๆ ดูสิเพคะ หม่อมฉันกำลังเลือกของขวัญให้องค์ชายใหญ่อยู่” หญิงสาวชี้ให้เขาดูของขวัญมากมายที่นางกำลังเลือก แม้จะเสียใจที่เขามีลูกกับคนอื่น แต่นางก็ไม่อยากเป็นคนแล้งน้ำใจ เพราะอย่างไรเสีย อีกฝ่ายก็ได้ชื่อว่าเป็นลูกของสามี และยังเป็นน้องชายของเสี่ยวอินอีกด้วย

           “องค์ชายใหญ่หรือ” จ้าวหนิงเลิกคิ้วอย่างประหลาด “ใครกัน?”

           “โอรสของฝ่าบาทอย่างไรเล่าเพคะ” นางไม่เข้าใจ เขาจะทำท่าทางแปลกใจเช่นนั้นไปไย หรือว่าเขาตั้งใจจะปิดบังนางจริง ๆ

“โอรสของข้า? เจ้าเอาอะไรมาพูด ข้ามีโอรสตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” จ้าวหนิงถามอย่างงุนงง แต่เพียงชั่วพริบตาก็เปลี่ยนเป็นยินดี “หรือว่าเจ้าตั้งครรภ์!”

“หม่อมฉัน...”

“ตามหมอหลวงมา!”

ท่าทางยินดีนั้นทำให้หลันเซวียนรู้สึกว่าหัวใจของตนได้รับการปลอบประโลมจากก่อนหน้านี้อยู่บ้าง นางรีบดึงแขนจ้าวหนิงไว้เป็นเชิงปราม แล้วพยายามยิ้มขณะส่ายหน้าให้เขา

“ฝ่าบาท หม่อมฉันหาได้ตั้งครรภ์เพคะ” นางปฏิเสธ

“อ้อ กระนั้นหรือ” ดูเหมือนเขาจะผิดหวังไม่น้อย คนที่กำลังเสียใจกว่าเห็นเช่นนั้นจึงพูดต่อ

“องค์ชายใหญ่ที่หม่อมฉันพูดถึงก็คือ ‘น้องชาย’ ที่เสี่ยวอินไปหาที่ตำหนักชินหรงวันนี้”

จ้าวหนิงขมวดคิ้ว น้องชายที่เสี่ยวอินไปหาที่ตำหนักชินหรงวันนี้?

“เจ้าคงไม่ได้หมายถึงเซียวต้าไป๋กระมัง”

“เพคะ หม่อมฉันหมายถึงองค์ชายใหญ่...เซียวต้าไป๋”

คำตอบของหลันเซวียนทำให้จ้าวหนิงได้เข้าใจถึงคำว่าหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เครื่องหน้าของชายหนุ่มแข็งค้างทุกส่วน ราวกับไม่รู้ว่ายามนี้ตนควรทำหน้าตาเช่นไรจึงจะดี

เสี่ยวอินเอ๋ย เจ้าพูดอะไรกับแม่เจ้ากันแน่ นางจึงได้เข้าใจว่าจักรพรรดิผู้เป็นใหญ่ในสิบสองแคว้นมีลูกเป็นสุนัข!

ยัง! ยังไม่หมดเท่านั้น ดูภรรยาของเขาทำหน้าเข้าสิ ทำราวกับว่าเขาแอบไปมีคนอื่นลับหลังนางอย่างนั้นแหละ

“หึ ๆ” ในที่สุดจ้าวหนิงก็หัวเราะในลำคอเบา ๆ เมื่อคิดได้ว่าอาการซึมเศร้าของคนตรงหน้ามีสาเหตุมาจากเรื่องใด “มาเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปพบเซียวต้าไป๋”

“...”

“เมื่อเห็นแล้วก็บอกข้าใหม่อีกครั้งว่า เจ้ายังคิดว่าเซียวต้าไป๋เป็นลูกของข้าอยู่หรือไม่”

จ้าวหนิงเดินจูงมือหลันเซวียนมาจนถึงภูเขาจำลองในอุทยาน แต่เสี่ยวอินกลับไม่ได้เล่นอยู่แถวนี้แล้ว มีเพียงเสียงหัวเราะและเสียงร้องกรี๊ด ๆ อย่างสนุกสนานของเจ้าตัวเล็กที่ดังมาจากทางสระบัว ทั้งสองจึงรีบเดินไปดูว่าเสี่ยวอินกับเซียวต้าไป๋กำลังเล่นอะไรกันอยู่

“เสี่ยวอิน!” หลันเซวียนแทบล้มทั้งยืนเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้าชัดเจนเต็มสองตา ในขณะที่จ้าวหนิงยืนหัวเราะร่วนอย่างขบขัน

เด็กน้อยตัวกลม ๆ ในชุดแดง กำลังใช้สองแขนสั้นป้อมกอดคอเซียวต้าไป๋ไว้แน่น แล้วพยายามตีขาว่ายน้ำกับเจ้าสุนัขตัวยักษ์อยู่ในสระบัว โดยมีเหล่าองครักษ์หญิงที่ต้องลงไปอยู่ในสระบัวกับเสี่ยวอินอย่างน่าสงสาร เพื่อป้องกันการเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

“ฝ่าบาท! พาเสี่ยวอินขึ้นมาเร็วเพคะ พาลูกขึ้นมาก่อน!” หลันเซวียนเผลอดึงแขนจ้าวหนิงอย่างร้อนใจ สองตายังจ้องร่างเล็กในสระตาไม่กะพริบ ราวกับกลัวหากคลาดสายตาจากเสี่ยวอินเพียงพริบตาแล้วลูกน้อยของนางจะจมน้ำ

จ้าวหนิงลอบยิ้มขณะมองหญิงสาวข้างกายร้องขอความช่วยเหลือจากตน อยู่ด้วยกันมาห้าปี นางไม่เคยเอ่ยปากขอให้เขาช่วย ไม่ว่าเรื่องอะไรล้วนจัดการได้ด้วยตัวเองเสมอ นี่จึงเป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกฮึกเหิมในฐานะสามีที่ภรรยาสามารถพึ่งพิงได้

ร่างสูงสง่าในชุดสีดำปักลายมังกรก้าวไปที่สระบัว แล้วใช้วิชาตัวเบากระโดดลงไปคว้าทั้งลูกทั้งเจ้าหมาที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นลูกเขาขึ้นมา โดยที่ตัวไม่สัมผัสกับผิวน้ำด้วยซ้ำ

องครักษ์หญิงทั้งหลายพากันถอนหายใจอย่างโล่งอก คนที่จะสามารถเรียกให้องค์หญิงยอมละทิ้งความสนุกได้ คงมีเพียงฮ่องเต้และหนิงกุ้ยเฟยเท่านั้น หากทั้งสองพระองค์ไม่มา ก็ไม่รู้ว่าพวกนางจะสามารถพาองค์หญิงขึ้นจากสระบัวได้หรือไม่

“เสี่ยวอิน” หลันเซวียนรีบวิ่งมารับลูกจากสามี “เหตุใดจึงลงไปเล่นน้ำเช่นนั้น เจ้าว่ายน้ำไม่เป็น หากจมน้ำไปจะทำเช่นไร!”

“เสี่ยวอินกำลังหัดว่ายน้ำ” เด็กหญิงตอบเสียงซื่อ “ต้าไป๋กำลังสอนเสี่ยวอินว่ายน้ำอยู่”

“ต้าไป๋? หมายถึงเซียวต้าไป๋ที่เจ้าเล่าน่ะหรือ”

“เพคะ”

“เขาอยู่ไหน แม่ไม่เห็นเลย” หลันเซวียนมองไปยังสระบัวที่องครักษ์หญิงกำลังทยอยขึ้นจากสระ แต่ก็ไม่เห็นว่าจะมีเด็กชายคนใดอยู่ด้วย

“ต้าไป๋อยู่กับเสด็จพ่อนั่นไงเพคะ” มือป้อมชี้ไปทางเจ้าสุนัขตัวโตที่กำลังกระดิกหางให้จ้าวหนิงลูบหัวอยู่

“นั่น...นั่นคือเซียวต้าไป๋หรือ” ดวงตาของหลันเซวียนเบิกกว้างอย่างตื่นตะลึง เมื่อได้เห็นเซียวต้าไป๋ชัดเต็มสองตา

“ใช่เพคะ นั่นคือเซียวต้าไป๋ น้องชายของเสี่ยวอิน” เสียงใส ๆ ตอบอย่างภาคภูมิใจ “เสี่ยวอินมีน้องเป็นหมา!”

จ้าวหนิงได้ยินลูกสาวพูดเช่นนั้นกับมารดา ก็พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หัวเราะให้กับสีหน้าที่ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกได้ของหลันเซวียน ท่าทางของนางในยามนี้ชวนให้ขบขันยิ่งนัก โดยปกติแล้ว หญิงสาวผู้นี้เป็นคนฉลาดหลักแหลม ไม่ว่าจะคิดจะทำสิ่งใดล้วนไม่เคยพลาด จึงไม่ใช่เรื่องบ่อยนักที่เขาจะได้เห็นนางเสียอาการอย่างที่เป็นอยู่ในตอนนี้

แต่แล้วก็กลับเป็นหลันเซวียนเองที่เป็นฝ่ายหัวเราะออกมา

“เจ้าเองรึ เซียวต้าไป๋” หลันเซวียนก้มลงมองสุนัขสีขาวตัวโต แล้วลองส่งมือให้มันทั้งที่ยังหัวเราะอยู่

เซียวต้าไป๋เห็นหลันเซวียนที่ท่าทางเป็นมิตรกำลังอุ้มเสี่ยวอินด้วยมือเพียงข้างเดียวอยู่ ก็รีบเข้ามาเลียมือนางด้วยท่าทางประจบ หญิงสาวลูบหัวเจ้าสุนัขแสนรู้อย่างเอ็นดู แล้วหัวเราะออกมาอีกครั้ง

นางหัวเราะทั้งน้ำตา

จ้าวหนิงไม่แน่ใจว่าหลันเซวียนนึกขำตัวนางเองที่คิดไปไกลว่า น้องชายของเสี่ยวอินเป็นลูกของเขากับคนอื่น จึงได้หัวเราะจนน้ำตาไหล หรือเป็นเพราะความรู้สึกอื่นกันแน่ แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร สีหน้าเศร้าหมองของนางก่อนหน้านี้ก็ไม่หลงเหลืออยู่แม้แต่น้อย กระทั่งรอยยิ้มของนางก็ยังดูคล้ายกำลังโล่งใจอย่างที่สุด

“กลับไปอาบน้ำอาบท่าดีกว่า ปล่อยให้ตัวเปียกนาน ๆ ประเดี๋ยวองค์หญิงของแม่จะไม่สบาย” หลันเซวียนก้มลงแนบหน้าผากกับลูกน้อยอย่างอารมณ์ดี จนเจ้าตัวเล็กหัวเราะอย่างชอบใจ

“ฝ่าบาทก็ด้วยนะเพคะ ฉลองพระองค์เปียกหมดแล้ว” นางหันมาพูดกับเขาพร้อมด้วยรอยยิ้ม ผิดกับยามอยู่ที่ตำหนักเลี่ยงซิ่วเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง

“อืม” จ้าวหนิงพนักหน้ารับ แม้เขาจะไม่ได้สัมผัสน้ำในสระบัว แต่ทั้งลูกทั้งหมาที่เนื้อตัวเปียกปอนก็ทำให้เขาต้องเลอะเทอะไม่น้อยเช่นกัน

ชายหนุ่มรับเจ้าเด็กอ้วนมาจากอ้อมแขนของภรรยา แล้วอุ้มเสี่ยวอินไว้ด้วยแขนข้างเดียว ในขณะที่อีกมือกุมมือนุ่มของหลันเซวียนที่บีบมือเขาตอบ พร้อมรอยยิ้มสุขใจ

เมื่อหลันเซวียนไม่มีทีท่าต่อต้านเซียวต้าไป๋ จ้าวหนิงกับเสี่ยวอินจึงเรียกให้มันเดินตามทุกคนกลับไปยังตำหนักเลี่ยงซิ่วด้วยกันอย่างยินดี เจ้าหมายักษ์สีขาววิ่งกระดิกหางตามเจ้านายใหม่ไปอย่างรู้หน้าที่ ท่าทางมีความสุขไม่น้อยไปกว่าเสี่ยวอินเลยสักนิด

“เสด็จแม่ยิ้มใหญ่เลย แสดงว่าเสด็จแม่ต้องชอบต้าไป๋เหมือนเสี่ยวอินใช่ไหมเพคะ” เสี่ยวอินถามอย่างดีใจ

“ใช่ แม่ชอบต้าไป๋ของเจ้ามาก” หลังตอบลูกน้อยเสร็จ นางก็หันมายิ้มอย่างสดใสให้จ้าวหนิง

รอยยิ้มของนางงดงามเกินไปแล้ว หากไม่ใช่เพราะอุ้มลูกอยู่ เขาคงได้กอดนางต่อหน้าบ่าวไพร่ทั้งหลายเป็นแน่

ระหว่างที่กำลังเดินกลับตำหนักด้วยกัน หลันเซวียนก็ลอบหันมามองจ้าวหนิง เมื่อเห็นว่าเขากำลังมองตนอยู่ สองแก้มนางก็แดงเรื่อขึ้น ยิ่งเมื่อนึกถึงว่าก่อนหน้านี้ นางหลงคิดไปว่าเขามีคนอื่นจนพาลเสียอกเสียใจอยู่คนเดียวก็ยิ่งรู้สึกอับอายเหลือเกิน หญิงสาวดึงสายตากลับมาจากจ้าวหนิง แล้วแสร้งทำเป็นพูดคุยกับเสี่ยวอินแทน

การเกิดเรื่องเข้าใจผิดนี้ ทำให้นางได้รู้ว่าคนข้างกายอย่างจ้าวหนิงมีความสำคัญต่อนางมากเพียงใด

ยามนี้ปฏิเสธไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ความพยายามทั้งหมดที่ผ่านมาของนางล้วนสูญเปล่า นางพยายามมาโดยตลอดที่จะไม่หลงรักบุรุษผู้นี้ แต่สุดท้าย นางก็พ่ายแพ้แก่เขาจนได้

นางรักจ้าวหนิง นางจะไม่ปฏิเสธความจริงข้อนี้อีกต่อไป

เมื่อกลับมาถึงตำหนักเลี่ยงซิ่ว เสี่ยวชุนจื่อก็มาพาเซียวต้าไป๋ไปอาบน้ำ แล้วจัดการหาที่กินอยู่หลับนอนในตำหนักเลี่ยงซิ่วให้เจ้าหมายักษ์ ส่วนหลันเซวียนก็จูงมือจ้าวหนิงไปยังห้องอาบน้ำ ให้เขาช่วยนางอาบน้ำให้ลูก ในฐานะที่เขาพาเจ้าเซียวต้าไป๋มาเล่นซนกับเสี่ยวอิน จนลูกของนางที่เพิ่งแต่งตัวออกจากตำหนักไปไม่นานต้องกลับมาในสภาพเลอะเทอะ

คนที่มีความสุขที่สุดจะเป็นใครไปไม่ได้เลยนอกจากเสี่ยวอินตัวน้อย หากมีเพียงเสด็จแม่หรือแม่นมมาอาบน้ำให้ นางจะทำได้เพียงนั่งอยู่ในอ่างไม้เตี้ย ๆ แล้วเล่นน้ำตื้น ๆ แต่เมื่อมีเสด็จพ่อเข้ามาช่วย นางก็ได้ลงไปเล่นน้ำในอ่างไม้ขนาดใหญ่ ทั้งยังได้ตีขาว่ายน้ำ เพราะเสด็จพ่อสามารถใช้สองมือจับตัวนางให้ลอยอยู่ในท่าว่ายน้ำได้พอดี

มีแต่เสด็จพ่อเท่านั้นที่เล่นแบบนี้กับนางได้ นางรักเสด็จพ่อมากที่สุด!

เมื่ออาบน้ำเสร็จเรียบร้อยทั้งคนทั้งหมา เสี่ยวอินก็เอานมกับขนมที่เตรียมไว้มาให้เซียวต้าไป๋ เจ้าสุนัขตัวโตตาเป็นประกาย มันมองดูเสี่ยวอินอย่างเทิดทูน แล้วกินของที่เด็กน้อยเตรียมมาให้ จากนั้นจึงใช้หัวถูไถพี่สาวตัวน้อยอย่างรักใคร่

กว่าจะนำตัวเสี่ยวอินแยกจากเซียวต้าไป๋เพื่อไปนอนกลางวันได้ ทั้งเสด็จพ่อ เสด็จแม่ และแม่นมก็พากันปาดเหงื่อไปหลายรอบทีเดียว

ยามนี้จ้าวหนิงอยู่ในชุดใหม่ที่หลันเซวียนเป็นคนเย็บให้ เขามองดูชุดลายปักมังกรที่ละเอียดประณีตไม่แพ้ฝีมือของช่างหลวงอย่างชื่นชม ที่ผ่านมาเขาได้แต่อิจฉาเสี่ยวอินได้รับชุดจากหลันเซวียนอยู่เรื่อย ๆ ไม่เคยคิดมาก่อนว่านางจะแอบเย็บเสื้อให้เขาเช่นกัน

“หม่อมฉันเย็บเสื้อให้ฝ่าบาททั้งหมดสามชุดเพคะ มีสีดำ สีทอง และสีน้ำเงิน แต่ลายปักเหล่านี้ปักยากพอสมควร จึงใช้เวลาค่อนข้างนาน ยามนี้ก็เลยเพิ่งเสร็จแค่สีดำเพียงชุดเดียว” นางเล่าขณะช่วยเขาแต่งตัว สีหน้าท่าทางยังไม่คลายความสุขใจแม้แต่น้อย

“ยิ้มอารมณ์ดีอะไรกัน หืม?” ชายหนุ่มถาม พลางยกมือขึ้นลูบแก้มเนียนที่เป็นกลีบกุหลาบอย่างรักใคร่

หลันเซวียนทำในสิ่งที่จ้าวหนิงนึกไม่ถึง โดยการจับมือข้างนั้นของเขาไว้ แล้วเป็นฝ่ายแนบแก้มของตนลงบนมือของเขาด้วยท่าทางที่ดูคล้ายกำลังออดอ้อน

“หม่อมฉันดีใจ” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นตอบ “ทีแรก หม่อมฉันคิดว่าเซียวต้าไป๋เป็นโอรสของฝ่าบาทกับหญิงอื่น หม่อมฉันรู้สึก...รู้สึกเสียใจเหลือเกิน”

“เจ้าเสียใจหรือ” น้ำเสียงจ้าวหนิงฟังดูตื่นเต้นไม่น้อย

นางเสียใจที่คิดว่าเขามีลูกกับสตรีอื่น เช่นนี้ก็หมายความว่านาง...

“เพคะ” หลันเซวียนตอบ แล้วซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของเขา อ้อมกอดที่อบอุ่นที่สุดสำหรับนาง “ยามนี้หม่อมฉันดีใจยิ่งนักที่ไม่ใช่”

จ้าวหนิงยิ้ม ขณะยกแขนขึ้นกอดนางตอบ

“อะไรกัน ที่แท้เจ้าก็ชอบกินน้ำส้มหรอกหรือ” เขาเอ่ยเย้าด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ

“หม่อมฉันก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองเป็นคนแบบนี้”

คำตอบของนางทำให้สามีนิ่งงันไปเล็กน้อย นี่นางกำลังยอมรับหรือว่าหึงเขาหรือ นางกำลังพูดเช่นนั้นจริง ๆ หรือ!

“นี่เจ้ากำลังจะบอกอะไรข้าหรือเปล่า” เขาถามพลางจุมพิตหน้าผากเนียน ในใจรอคอยว่าจะได้ฟังถ้อยคำที่อยากได้ยินได้จากปากของนาง

“แล้วฝ่าบาทมีอะไรจะบอกหม่อมฉันหรือไม่เพคะ” นางถามกลับ พลางเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยรอยยิ้มกระจ่างใส ชวนให้คนมองมิอาจห้ามตัวเองไม่ให้ก้มลงจุมพิตนางได้

แต่ก็ไม่มีเหตุผลใดที่เขาจะต้องพยายามห้ามตัวเองมิใช่หรือ นางเป็นภรรยาของเขา เป็นแม่ของลูกสาวเขา เขาทำเช่นนี้กับนางแล้วจะผิดตรงไหน

หลันเซวียนปล่อยให้สามีจุมพิตนางอย่างอ่อนหวานโดยไม่ขัดขืนแม้แต่น้อย สองมือนุ่มโอบกอดรอบลำคอของสามี ยินยอมให้เขาสัมผัสนางได้ตามใจปรารถนา จ้าวหนิงหลงใหลในการตอบรับและการโอนอ่อนผ่อนตามของนางยิ่งนัก เขารวบตัวหลันเซวียนเข้ามาในอ้อมกอดอย่างแนบชิด เรือนร่างแนบสนิทอยู่ด้วยกันขณะตักตวงความหอมหวานของนางอย่างไม่จบไม่สิ้น

“หลันเซวียน” เขากระซิบเรียกด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ

“เพคะ” เสียงหวานใสเอ่ยตอบ ดวงตาของนางฉ่ำหวานเสียจนเขาไม่คิดจะหักห้ามใจอีกต่อไป

“มีน้องให้เสี่ยวอินสักสามสี่คนดีหรือไม่”

น้ำเสียงของเขาอ่อนหวานนุ่มนวลยิ่งนัก แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไปด้วยแรงปรารถนา หลันเซวียนกำลังคิดจะตอบรับ แต่เมื่อคิดได้ว่าลูกของตนอาจเกิดเป็นชาย นางก็ชะงักไป

“เจ้าไม่อยากมีลูกอีกหรือ” สีหน้าจ้าวหนิงดูผิดหวังจนหลันเซวียนต้องยกมือขึ้นลูบแก้มเขา

“หม่อมฉันกลัวว่าเขาจะเกิดเป็นชาย”

“อ้อ” ชายหนุ่มพยักหน้า “เจ้าคงกลัวว่าข้าจะฆ่าเขาตามที่เคยขู่ไว้ใช่หรือไม่”

“...”

“ยามนั้น ข้าเพียงแค่แกล้งเจ้าเล่น เพราะอยากเห็นคนที่เฉยชาอย่างเจ้าแสดงความรู้สึกออกมาบ้างก็เท่านั้น” เขาหัวเราะเบา ๆ “วางใจเถอะ ลูกข้าทั้งคน ข้าจะฆ่าได้อย่างไร”

“แต่...” หลันเซวียนยังอ้ำอึ้ง “ฝ่าบาทมิใช่เกรงว่าจะถูก เอ่อ...”

“จะถูกลูกสังหารเหมือนที่ข้าสังหารบิดาตนเองน่ะหรือ” จ้าวหนิงพูดต่อให้จนจบ เมื่อเห็นหลันเซวียนไม่ปฏิเสธ เขาก็ถอนหายใจเบา ๆ

“ไม่หรอก ข้าไม่เคยคิดเช่นนั้น ผู้คนพากันร่ำลือไปเอง” เขาพูดเสียงเรียบ ดูจากท่าทางของหลันเซวียน เขาก็รู้ว่าไม่สามารถปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปได้อีก ต้องอธิบายเรื่องราวทั้งหมดให้นางเข้าใจโดยไว แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น เขาคงต้องจัดการ ’เรื่องสำคัญที่สุด’ ในยามนี้ให้เรียบร้อยเสียก่อน

“ฝ่าบาท!” หลันเซวียนหวีดร้อง เมื่อจู่ ๆ ก็ถูกอุ้มขึ้นมาไม่ทันได้ตั้งตัว

“ข้าสัญญาว่าจะเล่าทุกอย่างให้เจ้าฟัง แต่คงต้องเป็นหลังจากนี้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่ามากขึ้นเรื่อย ๆ ขณะก้าวยาว ๆ ไปยังเตียงนอนหลังใหญ่ของเขาและนาง “วันนี้เจ้าน่ารักกับข้ามากเกินไป หากข้าปล่อยเจ้าไปตอนนี้ เจ้าคงเป็นพระโพธิสัตว์แล้ว”

อาภรณ์ที่เพิ่งสวมถูกปลดออกอย่างรวดเร็วจนหลันเซวียนมองตามแทบไม่ทัน แต่คำพูดของเขาที่สัญญาว่าจะบอกนางทุกอย่าง ก็ทำให้นางไม่คิดปฏิเสธสัมผัสที่ได้รับ

จ้าวหนิงโน้มกายลงแนบชิดร่างนุ่มละมุนของหลันเซวียน ริมฝีปากร้อนสัมผัสกับริมฝีปากของนางอย่างอุกอาจ ทว่ากลับเปี่ยมด้วยความรักอย่างเหลือล้น

“เรียกน้องชายให้เสี่ยวอินก่อน จากนั้นค่อยว่ากัน”

ความคิดเห็น