Algiz

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทนำ

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 102

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ย. 2563 06:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทนำ
แบบอักษร

บทนำ

เมฆสีขาว ท้องสีครามสดใส วันแรกของช่วงหยุดยาวปีใหม่ได้มาถึง ความลำบากยากเข็ญที่ต้องเผชิญในหน้าที่การงานตลอดทั้งปีในที่สุดก็ได้รับการปลดปล่อย---ถ้าไม่ติดว่า มีลูกค้าเกิดเปลี่ยนใจโปรเจ็คที่วางไว้ และเริ่มทำมาตั้งแต่ต้นปีอย่างกะทันหัน

แล้วเจ้าคุณหัวหน้าผู้คุมโปรเจ็ค และพวกผู้ใหญ่ตัวดีดันไปตกลงจะแก้เปลี่ยนให้โดยใช้กำหนดการณ์เดิมซึ่งก็คือ สัปดาห์ที่ 2 วันที่ 8 มกราคม ปี 2072 หรือก็คือนอกจะต้องมานั่งหน้าเขียวหน้าดำคล่ำเคร่งกับงานที่ต้องแก้ในจังหวะสุดท้ายในช่วงต้นของหยุดยาว

แล้วยังมีเวลาแค่สัปดาห์เศษด้วยกำลังคนในโปรเจ็คที่เหลือไม่ถึงสิบคนด้วยซ้ำ แล้วพวกระดับหัวหน้าผู้คุมโปรเจ็คดันทิ้งงานไว้ให้กับลูกน้องตำแหน่งรอง ก่อนจะหนีไปใช้แคมเปญท่องเที่ยวหยุดยาวปีใหม่ของบริษัทสำหรับระดับหัวหน้าแผนกขึ้น

“ลูกค้าเฮงซวยยย~!!!”เสียงก่นด่าจากรุ่นพี่คนนึงที่ต้องยกเลิกนัดกินข้าวกับครอบครัว

“เฮ้อ…ทำไมต้องมาทำงานในช่วงหยุดยาวเพราะเรื่องพันธ์นี้ด้วย”รุ่นพี่อีกคนได้แต่ถอนหายใจ และบ่นออกมาเล็กน้อยก่อนจะต้องจัดเตรียมข้อมูลใหม่บางส่วน

“ทำไมถึงมีแต่พวกระดับหัวหน้าได้หยุดหว้า~!”รุ่นพี่อีกคนที่มีกองเอกสารล้อมโต๊ะเป็นภูเขาโลกาบ่นอุบอิบขณะนั่งคัดข้อมูลจุดที่ต้องแก้ด้วยตัวคนเดียว

“ยกเลิกวันหยุดคนอื่น…แล้วตัวเองไปเที่ยวกับเด็ก ส่งรูปพร้อมหลักฐานนอกใจให้หลวงมันเลยดีกว่า!”รุ่นพี่อีกคนที่อดทนอัดอั้นไม่ไหวแล้วจัดการแนบรูปใส่อีเมล์พร้อมไฟล์วีดีโอภาพ และเสียงไปหาภรรยาหลวงหัวหน้าผู้คุมโปรเจ็ค…

เป็นใคร ใครก็โกรธ วันหยุดยาวที่หาได้ยาก คนบางคนที่มีโอกาสได้พบพ่อแม่ครอบครัวแค่ปีล่ะครั้ง กลับต้องมาเสียเวลาเพราะลูกค้าเอาแต่ใจแต่กระเป๋าหนักอยากได้อะไรก็ต้องได้ กับพวกระดับหัวหน้าผู้ใหญ่ที่เห็นแก่เงินไม่มองความเป็นจริง

แต่ก็พูดอะไรมากไม่ได้ เพราะนี่แหละชีวิตคนทำงาน ถ้าได้พบบริษัทที่ดีที่มีเจ้านายที่ดีหัวหน้าที่ดี และเพื่อนร่วมงานที่ดีล่ะก็คุณนั่นแหละคือ คนที่โชคดี ไม่มีอะไรที่ดีไปกว่าการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีแบบนั้น แต่บริษัทที่ทำงานดีดีแบบนั้นน่ะ…แทบไม่มีอยู่แล้ว

ลดกำลังคน เพิ่มจำนวนงาน ลดวันหยุด และวันพัก ทุกอย่างนั้นทางบริษัทใช้เหตุผลว่าเพื่อคงรักษาบริษัทในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจย่ำแย่เช่นนี้ มันเป็นสิ่งจำเป็น---โอเค ตรงน่ะเข้าใจ แต่ว่าถ้าเพื่อคงรักบริษัททำไมถึงมีแคมเปญให้ระดับหัวหน้าไปท่องเที่ยว

ทำไมถึงระดับหัวหน้าถึงไม่อยู่กับลูกน้องดูแลงานในส่วนที่ตัวเองไปรับปากลูกค้ามาเพราะเห็นแก่เงิน ถ้าเกิดว่าอ้างด้วยเหตุผลโง่ๆ ว่า ‘ผมอาวุโสกว่าคุณ’ ‘ผมทำงานหนักกว่าคุณ’ ถ้าอ้างแบบนี้ล่ะก็ คงอยู่ร่วมทำงานด้วยกันไม่ได้แล้วล่ะ…

“พี่…ไอ้แบบที่ลูกค้าให้มาใหม่เนี่ย ให้พวกเราแก้ให้เสร็จในกำหนดการณ์เดิมจริงๆ น่ะเหรอ”อยากบอกว่าโคตรเยอะเลยนะ เหมือนเปลี่ยนธีมโปรเจ็คเลยมากกว่า ถ้าให้แก้ขนาดนี้…

“ก็ใช่น่ะสิ…”รุ่นพี่สาวตอบโดยไม่หันมามองขณะคีย์ข้อมูลลงระบบอย่างรวดเร็ว

“เออ แต่ทีมกราฟิกดีไซน์ กับทีมเว็บดีไซน์ไม่อยู่สักคนเลยนะ…”แล้วจะทำงานส่วนอาร์ตติส(Artist)ยังไง

“คงต้องฝากน้องด้วย…นะ”รุ่นพี่สาวหันมาตอบด้วยท่าทางเฉยเมยก่อนจะหันกลับคีย์ข้อมูลต่อ

“ดะ-เดี๋ยว…พี่จะให้ผมทั้งออกแบบ แล้วก็สร้างเว็บไซต์ขึ้นมาพร้อมกับตรวจสอบบัค(Bug) แล้วก็ดีบัค(Debut)ด้วยตัวเองเหรอ!?”เขาเป็นโปรแกรมเมอร์นะ! ไม่ใช่เว็บดีไซน์ หรือกราฟิกดีไซน์นะ!

“ไม่ต้องคิดมาก”รุ่นพี่สาวตอบพลางยกกองเอกสารบางอย่างยื่นไปให้ชายหนุ่มผู้เป็นรุ่นน้องดู

“หืม!? นี่มันงานของฝ่ายแผน(Strategy Planner)ไม่ใช่เหรอครับ!?”

“อยู่กันสักคน…ที่ไหนล่ะ!”รุ่นพี่สาวกระแทกเสียงนิดหน่อย แต่เธอไม่ได้ว่าคุณรุ่นน้องหรอก

ในเมื่อแต่ล่ะคนก็ได้รับงานไม่ตรงกับแผนก และทีมของตัวเองมาแล้วก็มีทางเลือกเดียวที่เหลือ…คือ ทำไปแบบตามดีตามเกิด! งานแย่! งานเพี้ยน! พวกลูกค้ากับหัวหน้าไม่มีสิทธิ์บ่น! เพราะหลังจบงานนี้ใบลาออกพร้อมลายเซ็นมันไปวางอยู่บนโต๊ะเบื้องบนเรียบร้อย!

สมาชิกทีมโปรเจ็คที่เหลืออยู่ไม่ถึง 10 คน ทำการดั้นด้นเครียร์โปรเจ็คที่ถูกให้แก้อย่างกะทันหันด้วยความทรหด และไม่สามารถติดต่อปรึษาใครได้…เพราะไม่มีใครสักคนนั่งหัวโด่ให้ปรึกษา! เพราะงั้นงานนี้! ต่อให้เสร็จพวกเขาทุกคนลาออก! ระดับหัวหน้าโดนเขี่ยยกแผงแน่!

หลายวันผ่านไป ช่วงหยุดยาวปีใหม่ก็ใกล้หมดลง ดูเหมือนว่าโปรเจ็คเวอร์ชั่นแก้จะเสร็จแบบสมบูรณ์ปนชุ่ยๆ อย่างไม่น่าเชื่อ ใบลาออกก็วางอยู่บนโต๊ะเจ้านายเรียบร้อยตอนนี้ก็ได้เวลาแยกย้ายกันกลับบ้าน รุ่นน้องหนุ่มค่อยๆ ประคองรุ่นพี่สาวลงมาจากอาคารด้วยสภาพอิดโรย

“กลับเองไหวแน่นะครับ…”เหมือนจะไม่รอดตั้งแต่ก้าวเท้าขึ้นรถเลย

“ไหว ไหว…เดี๋ยวมีคนมารับน่ะ”ไหวนะ ไหวแค่ก้าวเท้าขึ้นรถ หัวพิงปุ๊บหลับเลย

“งั้นรึครับ…”โชคดีแฮะ มีคนมารับ เขาเนี่ยสิต้องไปนั่งรอรถ

“อืม…อ๊ะ นั่นไง มาแล้วล่ะ~”

เขาหันไปตามที่คุณรุ่นพี่สาวสุดสวยมองไปก็แทบลืมหายใจ รถซุปเปอร์คาร์สีแดงแรงสิบเท่าวิ่งชิลมาแต่ไกล ก่อนจะชะลอและหยุดที่หน้าตึกอย่างตรงที่เขา และคุณรุ่นพี่อยู่พอดี---ประตูข้างคนขับเปิดออกอย่างช้าๆ

พอมองลอดเข้าไปข้างในรถ มีคุณพี่สาวผมสีดำยาวเงาประกาย แต่งตัวเปิดเผยหุ่นดินระเบิดบิ๊กเบิ้มนั่งอยู่ในฝั่งคนขับความสวยระดับซุปเปอร์โมเดลทำเอาเขามองตาค้างจนคุณรุ่นพี่ต้องกระทุ้งซอกใส่เอวเขาจนตัวเบี้ยว…

“มองตาข้างเชียวนะ…นั่นพี่สาวพี่เอง”

“พะ-พี่สาวเหรอครับ!?”ทำงานด้วยกันมาเพิ่งรู้ว่าพี่เค้ามีพี่สาวเนี่ยแหละ!

“อืม…เอาเป็นว่า ถ้ามีโอกาสไว้เจอกันใหม่นะ จุ๊บ!”

“!!!!”

ฝ่ายรุ่นพี่สาวหอมแก้มรุ่นน้องหนุ่มฟอดใหญ่ ก่อนจะยื่นมือแปะ แปะที่ใบหน้าของเจ้าตัวเบาๆ ก่อนจะลากสังขารตัวเองขึ้น รถแล้วก็จากออกไป---ฝ่ายถูกหอมแก้มได้แต่ยืนนิ่งอึ้งกับสิ่งที่ไม่คาดคิดคาดฝันว่าจะได้รับ กว่าจะรู้ตัวอีกทีรถประจำทางที่จะขึ้นก็วิ่งไปไกลแล้ว…

เขาก็ได้แต่เดินคอตก(?) เข้าไปในร้านสะดวกซื้อข้างบริษัทร้านประจำซื้อของกินรองท้องมาเล็กน้อย เพื่อนั่งรอรถคันต่อไปที่จะมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้…กาแฟแก้วใหญ่ แก้วที่เท่าไหร่ของวันก็ไม่รู้ถูกยกขึ้นดื่มขณะมองไปยังถนนที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งรถสัญจรสมกับเป็นช่วงปีใหม่

คงเพราะเศรษฐกิจที่ซบเซาเพราะรัฐบาลที่ไร้ความสามารถ ผนวกกับยุคสมัย และเทคโนโลยีบางอย่างที่เข้ามาทดแทนมนุษย์ทำให้อะไรหลายอย่างเปลี่ยนไป แต่ก็นะ สังคมคนทำงานตอนนี้ ถ้าไม่รู้จักเรียนรู้ปรับตัวให้ก้าวทันโลกล่ะก็…คงจะถูกเขี่ยทิ้งไม่ต่างกับเครื่องจักรตกรุ่น

ในยุคใหม่นี้ เทคโนโลยีมากเข้ามาแทนมนุษย์อย่างที่บอก…คนที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง ปรับตัวให้เข้ากับสภาพโลกปัจจุบันน่ะ ไม่มีทางอยู่รอดได้หรอก มนุษย์ไม่ควรไปแข่งกับสิ่งที่ระบบสมองกลถนัดที่สุด เพราะมันไม่ต่างกับคนโง่ที่ไปวิ่งแข่งกับม้า หรือเครื่องบิน

สิ่งที่เทคโนโลยีเข้ามาทดแทนก็เหมือนกับเป็นการกดดันกลุ่มแรงงานที่ไม่รู้จักไปทำสิ่งใหม่ๆ เป็นเหมือนกันการปฏิรูปแบบนึงกระมั้ง แทนที่มนุษย์จะไปทำงานที่เครื่องจักรสมองกลถนัด ก็ควรเรียนรู้ที่จะไปหางานใหม่ที่สิ่งแหล่านั้นทำไม่ได้ มีแค่มนุษย์เท่านั้นที่ทำได้…

มนุษย์น่ะเก่งเรื่องการเอาตัวรอด และวิวัฒนาการอยู่แล้ว แต่แค่ถูกความดื้อด้าน และการยึดติดกับสถานภาพปัจจุบันมากจนเกินไปจนไม่ยอมมองอ่านอนาคตความเป็นไปของโลก---ส่วนใหญ่กลุ่มนี้กว่าจะรู้ตัวก็อยู่บนปากเหวพอดี

ถ้าถามว่า เขาอยู่กลุ่มที่เอาตัวรอด หรือกลุ่มที่อยู่นิ่งเฉยเหมือนเดิม…คำตอบคงเป็นครึ่งกึ่งกลางล่ะมั้ง พอเรียนในสายวิศวกรรมเทคโนโลยีจนเรียนจบทำงานในจุดหนึ่ง มันเหมือนได้สัญชาตญาณบางอย่างมาทำให้เขาค่อนข้างไหวตัวทันหนีจากสถานการณ์แย่ๆ ได้ก่อน…เกือบเสมอ

“ชักฟุ้งซ่านแล้วแฮะ…”

คงจะเพราะกาแฟสูตรเข้มข้นที่สั่งไป ทำเอาสมองมันโลดแล่นอย่างพิลึกพิลั่นแบบแปลกๆ สงสัยช่วงพักว่างเว้นจากงานคงต้องงดกาแฟแบบหักดิบสักพัก ไม่งั้น ถ้าเพ้อแบบนี้ต่อไป เกิดไปพลั้งปากตามความคิดในหัวสุดขวางโลกนี่…มีหวังโดนเชือดแหง

เพราะงั้น ขอซดกาแฟดำสูตรเข้มข้นราคา 50 เครดิต(Credit)นี่หมดเมื่อไหร่ ค่อยว่างเว้นไปสักระยะตามเพื่อลดความดีดขวางโลก เอาเถอะ…ยังไงก็กลับบ้านไปอาบน้ำหลับสักตื่นดีกว่า---เขาเหยียดตัวลุกขึ้นจากที่นั่งข้างถังขยะ

“เอ๊ะ…”

จู่ๆ ร่างกายของเขาก็ไม่มีแรง ภาพทัศนวิสัยรอบตัวเริ่มพร่ามัว ตัวของเขาเริ่มโงนเงนไปมาก่อนจะล้มลง แก้วกาแฟนั้นตกลงหกบนพื้นกระจายเกลื่อน---สิ่งที่ดังเข้ามาโสตประสาทก่อนทุกอย่างจะมืดลง คงจะเป็นเสียงของพนักงานร้านสะดวกซื้อที่เข้าไปซื้อกาแฟ

ในเช้าของวันที่ 3 มกราคม ปี 2072 ข่าวสลดได้ถูกนับเสนอ บริษัทถูกทางการเข้ามาสอบ เจ้าของบริษัทสั่งเด้งบอร์ดบริหารทั้งหมดพร้อมกับขายหุ้นที่พวกนั้นถือครอง และยึดเงินทั้งหมดมอบให้แก่ผู้เสียหายซึ่งคือ พนักงานที่ถูกบังคับให้ทำงานในช่วงปีใหม่…

ทุกอย่างเหมือนจะจบลงด้วยดี ทว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่จะนำไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่---พนักงานหนุ่ม หรือคุณรุ่นน้องนั้นในตอนนี้จิตวิญญาณของเขาได้ล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมายปลายทาง ในท้ายที่สุดแล้ว

ก็มานอนคล่ำหน้าอยู่บนโซฟาหนังไซส์บิ๊กของใครสักคน เสียงกรนเบาๆ นั้นดังอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกับร่างกายที่เหมือนจะกระเพื่อมเล็กน้อยตามการหายใจ---นัตย์ตาสีฟ้าครามคู่หนึ่งจับจ้องไปยังบุคคลที่นอนอยู่บนโซฟาอย่างเงียบๆ จนกลางวันสู่กลางคืน และรุ่งอรุณวันใหม่ก็มาถึง…

“สายแล้ววว!!!!!”

“!!!!!”

คนนึงสะดุ้งตื่นเพราะคิดว่าตัวเองตื่นไปทำงานสาย ส่วนอีกคนก็สะดุ้งแรงคนที่เพิ่งตื่นจนเผลอปาปากกาออกไปสุดแรงเกิดจนทะลุผนังห้องตรงข้ามเฉียดหัวคนที่เพิ่งตื่นไปไม่ถึงคืบ---เส้นผม 3 – 4 ร่วงหลุดลงมาทำเอาเจ้าของเส้นผมสั่นสะท้านตกใจนึกว่าตัวเองหัวจะล้านแล้ว…

“ขะ-ขนาดตายแล้ว ยังจะห่วงงานอีกนะ…”ดีนะที่ปาไปเมื่อกี้แค่ปากกาขนนก

“มันชินน่ะครับ…แล้วคุณเป็นใครครับ!?”จะว่าไปเพิ่งจะรู้ตัว…ที่นี่ที่ไหนเนี่ย!?

“มันควรชินรึ…เอาเถอะ! เรา โรเอล พระเจ้าสูงสุดเอง”

“พะ-พระเจ้าสูงสุด! ทะทะ-ทำไมถึง…”หรือว่านี่เขาเพ้อเพราะฤทธิ์กาแฟอีกแล้ว

“เจ้าไม่ได้เมากาแฟสบายใจได้…แต่เจ้าแค่ทำงานหนักเกินร่างกายรับไหวเลยตายก็เท่านั้นเอง”ไม่มีมากน้อยไปกว่านี้สำหรับเจ้าหนุ่มอ่ะนะ

“ทำงานหนักจนตาย…”อันนี้พอรับได้ ไม่สิ ต้องยอมรับเขาโหมทำงานแบบไม่ใช่วันลาเพื่อเอามาลายาวช่วงปีใหม่…แต่ดันโดนแคนเซิล(Cancel)อย่างหน้าตาเฉยโดยพวกหัวหน้า

พอได้ยินสิ่งที่อยู่ในความคิดของฝ่ายเจ้าหนุ่ม โรเอลก็รู้สึกสงสารปนเห็นใจเล็กน้อย ในฐานะคนที่ต้องเซ็งทำงานในช่วงวันหยุด ยิ่งเห็นคนอื่น เที่ยวสนุกสนานกับคนรัก แฟน ครอบครัว มันยิ่งอิจฉาช้ำใจมาก…แถมหมดเทศกาลแล้ว ไม่ให้ลาอีกต่างหาก

“อืม…แล้วเจ้าไม่คิดแนะนำตัวหน่อยรึ?”ถึงจะรู้อยู่แล้วก็เถอะ แต่มันต้องถามตามมารยาท…พอโดนทักเรื่องแนะนำตัว เขาก็ทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือราวกับเพิ่งนึกได้ว่ายังไม่ได้แนะนำตัว

“เฟริกส์…เฟริกส์ วาลเดไฮน์ ครับ”เขาแนะนำตัวพร้อมเอามือขวาแนบที่อกซ้าย

“โอเค งั้นขอถามต่อเลยล่ะกัน…เจ้าเคยฆ่าคนรึเปล่า?”คำถามของโรเอลทำอีกฝ่ายตาแทบถลน

“ผมจะไปเป็นเคยฆ่าคนได้ไงล่ะครับ!?”เขาเป็นแค่พนักงานบริษัทธรรมดาที่เป็นโปรแกรมเมอร์นะ!

“นั่นสิเนอะ…แล้วเจ้าเคยมีประสบการณ์ต่อสู้จริงรึเปล่า~?”

“ต่อยตีตอนมัธยมนี่นับมั้ยครับ…?”ถึงตอนนั้นจะแค่ต่อยตีกันเล่นๆ แล้วจบที่ร้านน้ำก็เถอะ

“นับก็ได้ ต่อไป เคยมีประสบการณ์กับผู้หญิงมาแล้วกี่คน…?”แม้แต่คนถามยังคิ้วขมวด ส่วนคนถูกน่ะเหรอ หน้านิ่งไปแล้วน่ะสิ!

“เออ ผมต้องตอบใช่มั้ย…?”นี่เขากำลังถูกสัมภาษณ์อะไรอยู่รึเปล่าเนี่ย

“อืม เหมือนต้องตอบ…”โรเอลแอบมองข้างตัวเล็กน้อยขณะตอบคำถาม

“เรื่องประสบการณ์ถามว่ามีไหม…มี แต่เรื่องกี่คนเนี่ย ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่”

“โห…มากจนนับไม่ไหวเชียวรึ~?”โรเอลพูดออกไปโดยที่มองทางด้านข้าง

“มะ-ไม่ใช่แบบนั้น…เรื่องจำนวนผมต้องบอกจริงๆ เหรอ?”

“ที่จริง…ไม่ต้องบอกหรอก”โรเอลบอกไปแบบนั้นก่อนจะลุกหนีอะไรบางอย่าง มานั่งลงตรงข้างบนโซฟากับชายหนุ่ม…

“ขอเข้าประเด็นเลยก็แล้วกัน…เรามีข้อเสนอให้เจ้า”

“ข้อเสนอหรือครับ…?”เขาพูดทวนออกไปอย่างสงสัย

“ใช่…เราจะคืนชีพให้เจ้า บนโลกที่เราดูแล”โรเอลกล่าวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ

ข้อเสนอของท่านโรเอล ทำเอาเขาต้องครุ่นคิดพิจารณา ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจว่าเกี่ยวกับคำถามประหลาด ประหลาดตอนแรกรึเปล่า แต่ส่วนใหญ่แล้วจากเท่าที่เคยผ่านหูผ่านตามาบ้างนิดหน่อย เรื่องนี้มีอะไรสักอย่างอยู่เบื้องหลังแน่ๆ

“ข้อเสนอนี้…มีอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าครับ~?”อีกฝ่ายเป็นพระเจ้า ถามไปตรงๆ เลยน่าจะดีกว่า

“ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ…เจ้าอยากผจญภัยในโลกของดาบ และเวทมนตร์รึเปล่าล่ะ~?”

“โลกของดาบ และเวทมนตร์? สำหรับคนแบบผม…ถึงคืนชีพให้ก็คงตายทันทีเลยล่ะครับ”

ถ้าให้พูดถึงโลกของดาบ และเวทมนตร์ ก็ต้องนึกถึงงานเสี่ยงอันตรายอย่างนักผจญภัย ออกล่ามอนสเตอร์ สัตว์อสูร หรือไม่ก็ลงดันเจี้ยนออกสำรวจหาสมบัติ---เขาเป็นพนักงานเงินเดือนธรรมดา หากได้คืนชีพโลกแบบนั้น ก็เหมือนถูกส่งไปประหารนั่นแหละ

“เราไม่ส่งใครไปตายเด็ดขาด…ก่อนที่จะคืนชีพให้เจ้า เราจะเป็นคนฝึกเจ้าให้พร้อมเอง”ในฐานะคนเป็นพระเจ้า ให้คืนชีพคนอื่นทั้งที่รู้ว่าคนๆ นั้น จะตายไม่มีทางทำหรอก

“ทะ-ท่านจะฝึกผมเหรอ…?”ถึงกับโดนจับไปฝึกไปเลยหรือนี่

“ใช่ ถึงความจริงแล้ว เราจะยัดเยียดความรู้ให้เลยก็ได้ แต่ถึงแบบนั้นเจ้าก็ต้องฝึกใช้เอง…เพราะงั้น เราฝึกให้เจ้าด้วยตัวเองดีกว่า”

“ผมกับท่าน ไม่ได้มีความแค้นอะไรส่วนตัวกันใช่มั้ย…?”ขอถามไว้ก่อน เพื่อความชัวร์

“ก็ไม่มีนะ…”แต่ในอนาคตอาจต้อง ‘ฉะ’ กันนิดหน่อย แค่นั้นเอง

“งั้น…ผมขอยอมรับข้อเสนอ”ไม่มีอะไรจะเสียแล้วนิ อีกอย่างเขาตายไปแล้วด้วย…

“เป็นตกลง…”โรเอลกล่าวพร้อมลุกขึ้น ก่อนจะพาเฟริกส์ไปเตรียมตัวสำหรับการฝึก

พอทั้งสองคนออกไปจากห้องแล้ว ตรงข้างโต๊ะทำงานของโรเอล ความว่างเปล่าบิดเบือน และแตกกระจายออก ปรากฎอิสตรีรูปร่างลักหน้าตาประมาณ 20 กลางๆ ไม่เกินกว่านี้ มองตามคนที่เดินออกไปด้วยสายตาราบเรียบ ก่อนจะหายตัวตามคนบางคนไป…

“เจ้ามีเวลาจำกัด…และต้องฝึกหลายอย่าง เพราะงั้นเราจำเป็นต้องฝึกแค่พื้นฐานจำเป็นให้ เข้าใจใช่มั้ย?”วิญญาณมนุษย์ทนแรงปะทะเวลาเทพเจ้าตีกันไม่ไหว เพราะงั้นอยู่ที่นี่นานไม่ได้ เดี๋ยวจะตายเอา

“ครับ…ฝึกตามแบบของท่านได้เลยครับ”

“โอเค…งั้นก็เริ่มกันเลย แปะ! แปะ!”เมื่อโรเอลปรบมือ

ภูมิทัศน์ในห้องสีขาวที่พวกเขาอยู่ก็เปลี่ยนไป จากห้องสีขาวล้วนๆ ไม่รู้เหนือรู้ใต้กลายเป็นป่าดงดิบที่ไหนก็ไม่รู้ เขาได้แต่มองสภาพแวดล้อมรอบตัวอย่างตื่นตาตื่นใจ นี่มันยิ่งกว่าเครื่องเล่นเสมือนจริง(VR)อีกนะเนี่ย เสียง กลิ่น สัมผัสครบเลย!

ขณะที่เฟริกส์กำลังตื่นตาตื่นใจกับธรรมชาติตามประสาคนทำงานในเมืองนาน โรเอลที่เห็นท่าทางเมืองคนกรุงเข้าป่าถึงกับต้องเรียกสติให้มาฝึก---โรเอล ได้สร้างเส้นทางวิ่งไปทั่วทั้งป่าเพื่อไว้ใช้ฝึกกำลังกาย และความอดทน…

“เอ้า! เอ้า! วิ่งเข้าไป! สิ่งสำคัญอย่างแรกที่เจ้าต้องมีคือ! พละกำลัง! การฝึกนี้จนกลายเจ้าจะน็อค! พวกเราจะไม่หยุด! วิ่ง! วิ่ง! วิ่ง!”

“คะ-ครับ! ครับผม!”

เพื่อไม่ให้เป็นการเอาเปรียบคนฝึกอย่างเฟริกส์เกินไป โรเอลจึงลงมาวิ่งด้วย เพื่อเป็นกำลังใจ และไล่กวดเจ้าตัวให้ทลายขีดจำกัดทางร่างกาย และจิตใจของตัวเอง แม้วิธีนี้จะค่อนข้างดิบเถื่อนไปสักหน่อย แต่ค่อนข้างจะได้ผลดีในการฝึกนักรบสักคน

และด้วยความที่เฟริกส์ตัวเขาเป็นพนักงานเงินเดือนหนุ่มชาวเมืองกรุงมาเนินนาน ชีวิตก็ทำแต่งานแม้จะมีเวลาออกกำลังบ้าง แต่ก็แค่เพื่อไม่ให้ร่างกายมีไขมันส่วนเกิน พอมาโหมฝึกตั้งแต่ครั้งแรก---ก็เลยน็อคไปตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งทางของระยะทางเท่าไหร่ไม่รู้

โรเอลได้แต่มองเฟริกส์ที่นอนน็อคคล่ำหน้าในบ่อโคลนด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย จะว่าชายหนุ่มคนนี้อ่อนแอก็ไม่น่าใช่เพราะระยะทางรวมที่วิ่งคือ 7 กิโลเมตร ด้วยความเร็วเต็มที่---ดูเหมือนว่าเจ้าหนุ่มคนนี้จะมีศักยภาพแอบแฝงอยู่มากเอาเรื่อง…

แต่นี่มันแค่จุดเริ่มต้น ได้เจ็ดแล้วครั้งต่อไปต้องเป็นสิบสี่ และหลังจากนั้นต้องสามสิบแปด ต่อจากนั้นต้องเพิ่มเรื่อยๆ…แน่นอน ระยะทางที่ว่าต้องมีระยะเวลากำหนด และที่สำคัญถ้าน็อคก็ต้องเริ่มใหม่เรื่อยๆ ในแต่ล่ะครั้ง นี่แหละการฝึกสไตล์พระเจ้า…

“กำลังไม่ใช่ทุกอย่าง! ไหวพริบ! สัญชาตญาณ! หากขาดสองสิ่งนี้! ต่อให้ร่างกายแข็งแกร่งแค่ไหน! เจ้าก็ตายได้อยู่ดี!”

“ครับ! ครับผ-เหวอออ!!!!!”

สิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกคนมีชีวิตรอดนั้นคือ สัญชาตญาณ และไหวพริบตอบสนอง หากปราศจากสองสิ่งนักรบผู้ยิ่งใหญ่ก็ตายได้---โรเอลมองดูเฟริกส์ที่หลบการโจมตีของเหล่าหุ่นกลเวทที่ขยับได้เพราะอักขระโบราณที่อยู่ในเกราะ

ไอ้ครั้นจะสอนวิธีใช้ศัสตราวุธเลยก็ดูจะเกินกำลังเจ้าตัวไปสักหน่อย เพราะดูแล้วแค่หลบยังหอบ ขืนแบกถืออาวุธไปด้วยคงโดนพวกหุ่นกลเวทฟาดจนช้ำในแหง เพราะงั้นแล้ว…ค่อยเป็นค่อยไปดีที่สุด ในมิติฝึกนี้ คงไม่ต้องห่วงว่าจะโดนเทพองค์ไหนเกรียนใส่จนวิญญาณแหลกสลาย

หลังจากที่โรเอลฝึกลับสัญชาตญาณ และไหวพริบของเฟริกส์ไปได้สักพักใหญ่ๆ สิ่งที่เพิ่มเข้ามาในการฝึกคือ อุปกรณ์ฝึกระดับสูง! ระดับที่แค่ฝึกปกติยังดูเด็กๆ ไปเลย---หุ่นกลเวทหยุดการโจมตีลง พร้อมกันนั้นบางอย่างพุ่งไปหาคนที่กำลังหอบใจ…

“กะ-เกิดอะไรขึ้น!?”จู่ๆ ทำไมรอบตัวถึงมืดบอดไปหมด

“ไม่มีอะไรมาก…เจ้าหลบการโจมตีเหนือมนุษย์ของพวกหุ่นกลได้แล้ว ถึงเวลาเพิ่มระดับความยากด้วยการปิดตางั้นล่ะ!”

“เอ๋!? ขอเว-อุก!?”แล้วเฟริกส์ก็โดนหุ่นกลเวทตัวนึงพุ่งเข้ามาหวดลอยไปอัดกับต้นไม้

อาจจะโหดร้ายไปสักหน่อย แต่ในบางสถานการณ์อาจเจอเหตุที่ทำให้ไม่อาจมองเห็นคู่ต่อสู้ได้ เพราะฉะนั้นการฝึกไหวพริบแบบจำกัดการรับรู้ก็จำเป็น แรกเริ่ม ต้องปิดกั้นสิ่งที่ไวต่อสิ่งเร้ามาที่สุดอย่างดวงตาซะก่อน

หลังจากนั้นคือ หู ซึ่งพอฝึกการปิดตาแล้วอาศัยไหวพริบอย่างอื่น สิ่งที่ใช้นั้นจะพัฒนาจนมีความเฉียบคม ถ้าให้ดี คือ ต้องมีประสาทสัมผัสรับรู้ที่เฉียบคมทุกอย่าง ไม่ว่าจะการมองเห็น รสชาติ กลิ่น และเสียง ส่วนสัมผัสทางกายคือ สัญชาตญาณรับรู้อันตรายนั้น จะมาเองในท้ายที่สุด

สัญชาตญาณรับรู้อันตราย ไหวพริบในการตัดสินใจ สองสิ่งคือ สิ่งที่เฟริกส์จะได้รับจากการฝึกนี้ แบบวนซ้ำเรื่อยๆ จนกว่าตัวของเขาจะชินจนเคลื่อนไหวอย่างธรรมชาติ---ซึ่งหลังจากตรงนี้ การฝึกพื้นฐานทางกายภาพจะจบลงในระดับแรก และต่อไปนั้นคือ…

“ความรู้สึก จิตวิญญาณ และจิตใจ ทั้ง 3 สิ่งนั้น เป็นปัจจัยในการเรียนวิธีใช้เวทมนตร์อย่างถูกต้อง เพราะงั้นจงทำใจให้สงบ และสัมผัสถึงทุกสิ่งที่อยู่รอบกายซะ”

“……”เฟริกส์นั่งอยู่บนก้อนหิน และหลับตาลงด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม

ต้องยอมรับ ว่าตัวของชายหนุ่มคนนี้ ‘เฟริกส์’ มีพลังสมาธิสูงมาก สูงกว่าทหารเทพบางตนด้วยซ้ำ ถือว่าเป็นบุคคลที่น่าจับตามองอย่างมากหากยังมีชีวิตอยู่ในโลกเดิม แต่ก็น่าเสียดายที่ชีวิตนั้นจบลงเร็วเกินไป แต่ว่านั่นก็เป็นเพราะโชคชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

เพราะงั้นในตอนนี้ ในฐานะพระเจ้าผู้มีหน้าที่เฝ้ามองทุกความเป็นไปของทุกสรรพสิ่งจนกว่าจะถึงจุดจบ หรือสุดปลายทางที่ทุกสรรพสิ่งจะไปถึง ขอทำหน้าที่ชี้แนะ และเฝ้ามองอย่างคาดหวังในกระทำของชีวิตน้อยๆ ตนนี้ว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมแบบไหนสู่โลกกัน…

“ความรู้สึกอันแรงกล้า! ส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณ! จิตใจอันกล้าแกร่งไร้ซึ่งความย่อท้อก่อเกิดทุกความเป็นไปได้! สามสิ่งรวมกันเป็นหนึ่ง จากหนึ่งแยกเป็นสามสิ่ง ทุกอย่างเกื้อหนุนซึ่งกัน และกัน ก่อเกิดเป็นพลัง…จงฝึกเคลื่อนไหวพลังเวทภายในกาย จนรู้ถึงแก่นแท้ของตนเองซะ!”

“……!”เฟริกส์เขาที่นั่งฝึกมานานแค่ไหนไม่รู้ ก็สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างในกาย

ในคราแรกที่สัมผัสถึงได้ มันให้ความรู้สึกเหมือนกับกระแสไฟฟ้าที่ไหลช็อตไปทั่วร่าง และแสบเล็กน้อย ก่อนที่จะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นร้อนจนหยาดเหงื่อไหลรินจนชุ่มเนื้อกาย…สุดท้ายคือ คามอบอุ่นที่สามารถควบคุมได้ดั่งใจนึก

ไม่ว่าจะแขน ขา มือ หัวเข่า หรือแม้แต่ส่วนที่เล็กที่สุดก็ยังสามารถเคลื่อน หรือรวบรวมกลุ่มก้อนอันอบอุ่น หรือก็คือ พลังเวท ให้เคลื่อนไหวได้ดั่งใจนึก ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของตัวเขาไปแล้ว---โรเอลมองผลลัพธ์อย่างพึ่งพอใจเป็นที่สุด

ความสามารถด้านการเรียนรู้ของตัวเฟริกส์นั้น นับว่าน่าสนใจมาก เพราะการสองเขาคนนี้แทบจำเป็นต้องแสดงสาธิต หรือสอนให้ท่องจำเลย แค่สั่ง และเขาก็ทำตามจนกลายเป็นเหมือนกับกึ่งเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่ว่าสำหรับทักษะเวทมนตร์…นี่แค่พื้นฐาน

“เวทมนตร์ สิ่งใดคือ เวทมนตร์ คำตอบนั้นอยู่ในตัวเราทุกคน…เวทมนตร์ไม่ใช่แค่คำร่าย ไม่ใช่แค่คำศรัทธาในเทพเจ้าที่อยู่ในคำร่าย แต่เป็นจิตใจที่เข้าถึงปฏิหาริย์ สิ่งมหัศจรรย์ที่เรียกว่า เวทมนตร์ การจะทำให้เวทมนตร์แสดงออกมาได้นั้น…”

“คือการเข้าใจในเวทมนตร์ที่ต้องการใช้…สินะครับ”

“ถูกต้อง ยกตัวอย่างเช่นเวทสร้างแสงสว่างพื้นฐานอย่าง…<> ในโลกของเจ้า คำนี้อาจเป็นแค่ภาษาต่างประเทศ แต่ในโลกที่เราจะคืนชีพให้ คือ ภาษาที่ใช้ในการขานเวทมนตร์ที่ต้องการใช้ นำว่าเป็นภาษาโบราณที่เข้าใจยาก สำหรับคนท้องถิ่น…”

“เพราะงั้น…เอนหัวมาทางนี้”

“หะ-หัว? กะ-ก็ได้ครับ…”เขาเอนหัวไปตามคำสั่ง

“มันอาจเจ็บนิดหน่อยนะ…ฮืมมม!!!”

“อ๊ากกกก!!!!!”

ทันทีที่โรเอลวางมือลงบนหัวเฟริกส์ นิ้วมือทั้งห้าก็จัดการกดลงตามจุดต่างๆ อย่างเต็มแรง พร้อมบังคับถ่ายทอดบางอย่างให้กับเจ้าตัว---แน่นอนว่า คนที่กรีดร้องน่ะไม่ได้เจ็บเพราะโดนนิ้วกด แต่เพราะความรู้ที่ถูกยัดเยียดให้!

ผ่านไปหลายสิบนาที โรเอลยืนมองดูเฟริกส์นั่งหมดแรงใต้ต้นไม้อย่างกับคนเพิ่งไปวิ่งรอบโลกภายในเวลาหนึ่งชั่วโมงมาอย่างไงอย่างนั้น---ความรู้ที่ได้มอบให้ไปนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งในความรู้ที่ยัดไปให้นั้น มีของขวัญพิเศษอยู่ด้วย

“เอาล่ะ ใช้ความรู้ที่เรามอบให้ ใช้งานของขวัญที่เรามอบให้แล้วนำสิ่งนั้นออกมาซะ”

“ขะ-ของขวัญ…เข้าใจแล้วครับ”เขาพยักหน้าตามด้วยอย่างหมดแรง

เขาพยายามเค้นถึงความรู้ที่ได้รับมา และเริ่มทำความเข้าใจ ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องสิ่งที่ยากที่สุดคือ การใช้เวทมนตร์ครั้งแรก แต่ด้วยความรู้ที่ถูกถ่ายทอดมา เวทมนตร์บทแรก หรือก็คือสิ่งที่เปรียบเหมือน ‘ของขวัญ’ จากท่านโรเอล จะทำลายกำแพงที่เรียกว่า ‘การใช้เวทครั้งแรก’

แขนถูกยกขึ้นมาพร้อมหงายขึ้น วงเวทสีม่วงทึบปรากฏขึ้นบนฝ่ามือด้วยสภาพสมบูรณ์เต็มเปี่ยมมากล้นด้วยพลังเวทที่เพิ่งตื่นขึ้นมา และถูกใช้โดยวิญญาณมนุษย์ซึ่งมาจากโลกที่เวทมนตร์ไม่มีอยู่---ทันใดนั้น หนังสือเล่มหนาก็ลอยออกมาจากวงเวท ก่อนจะลงตุบใส่ตักเฟริกส์เต็มแรงจนเจ้าตัวจุก…

“หนังสือเล่มนี้รวบรวมเวทมนตร์ คาถาไว้มากมาย อยากใช้เวทมนตร์บทไหนก็เอาไปค้นหาด้วยตัวเอง ส่วนการฝึกเวทมนตร์ทั่วไปนั้น…ฝึกเรื่องการควบคุม และคอยหมั่นใช้เวทมนตร์ทุกวันให้ชินก็พอ”

“ระ-รับทราบครับผม…”

โรเอลพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะปล่อยให้เฟริกส์ได้ใช้เวลาอ่านหนังสือเล่มนี้ให้ผ่านหูผ่านตาก่อนสักเล็กน้อย เพราะหลังจากนี้ เขาจะสอนสิ่งสุดท้ายที่จำเป็นต้องการดำรงชีวิตในโลกที่เต็มไปด้วยสัตว์อันตราย และการแก่งแย่งชิงอำนาจ

“จับดาบขึ้นมา! ยกขึ้นเหนือหัว! และก็…รับมือ!!!”โรเอลก้าวยาวเข้าประชิดพร้อมฟันเข้าใส่เฟริกส์

“อึก!”แม้เขาจะตามความเร็วดาบใหญ่สองมือ อย่างเคลย์มอร์(Claymore)ที่ท่านโรเอลหันเข้ามา แต่การเหวี่ยงดาบสองมือเข้าปะทะกับฝ่ายนั้นมันสะเทือนแรงมาก…

“อย่าเกร็ง! ไม่จำเป็นต้องใช้แรงมาก! แค่เบี่ยงวิถีพอ อีกครั้ง!…รับมือ!”โรเอลถอยออกมาก่อนจะพุ่งเข้าไปฟันอีกครั้ง และคราวนี้เร็วขึ้น!

“ฮืม…!”เขาลองทำตามคำแนะนำ แทนที่เขาจะเหวี่ยงดาบใส่การดาบที่ท่านโรเอลฟันเข้ามา เลือกที่จะใช้ใบดาบสะกิดเพื่อให้วิถีดาบเบี่ยงออกจากตัว ก่อนจะอาศัยจังหวะก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ก่อนก้าวไปข้างหนึ่ง และฟัน…

“อืม! ดีมาก! แบบนี้แหละ!”โรเอลกล่าวชมพร้อมมุ่งเข้าจู่โจมต่อทันที

นี่คือเวลาฝึกให้เฟริกส์ให้เขาได้ใช้อาวุธจริง ซึ่งในการฝึกที่กำลังดำเนินอยู่ตอนนี้ อาวุธที่ใช้เป็นดาบมีคมจริงๆ เพื่อให้คุ้นชินกับน้ำหนัก และขจัดความลังเลที่จะจู่โจมใส่คู่ต่อสู้ เพราะในการต่อสู้ฝ่ายตรงข้ามนั้นมีจุดมุ่งหมายที่จะช่วงชิงชีวิตของเรา เพราะฉะนั้น จึงห้ามลังเลอย่างเด็ดขาด

“โล่น่ะมีไว้ป้องกันการโจมตี! ก็เหมือนดาบใหญ่เมื่อครู่! เจ้าห้ามรับตรงๆ! ส่วนวิธีนั้นก็…รับมือ!”ในคราวนี้โรเอลเปลี่ยนอาวุธเป็นเกลย์แฮมเมอร์(Great Hammer)ฟาดใส่เฟริกส์ที่ถือโล่ของอัศวินไว้ข้างซ้าย และถือดาบมือเดียว(One-Hand Sword)ในมือขวา!

*ตึงงงง!!!!*

“อึก…!”แม้จะกระชับโล่ และเอนเทน้ำหนักไปทางด้านหลังเพื่อรับแล้ว แต่แรงบดขยี้นั้นรุนแรงมากจนขาซ้ายของเขาชาไปหมด…

“เสริมนิดนึง…หากมีเวลาเจ้าต้องเลือกอาวุธให้เหมาะสมในการรับมือศัตรู โล่น่ะป้องกันอาวุธไม่ได้ทุกชนิดหรอก จงจำไว้ง่ายๆ หากเจออาวุธที่มีไว้ทุบ หรือบดขยี้โดยเฉพาะ จงรีบจัดการโดยเร็ว หรือถอยกลับมาตั้งหลักหากทำได้ แต่ตอนนี้…รับมือ!”โรเอลที่ทิ้งช่วงอธิบายเสริมพุ่งเข้าปะทะกับเฟริกส์อีกครั้งทันที พร้อมกระหน่ำหวดอย่างไร้ความปราณี…

แทนที่จะรับตรงๆ ในบางจังหวะ เฟริกส์เขาก้าวท้าถอยหลังพร้อมหมุนตัวเพื่อหลบ ก่อนจะถีบเท้าส่งยาวแทงดาบเข้าใส่ท่านโรเอลในจังหวะที่ค้อนนั้นหวดลงพื้น---โรเอลที่เห็นเช่นนั้นจึงกระตุกยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะเอี้ยวหลบ และดึงค้อนกลับมา พร้อมถอยทิ้งระยะห่าง

ต้องยอมรับ สำหรับผู้ที่มาจากสังคมอันสงบสุข ในโลกที่ปราศจากอสูรร้าย และมหาภัยร้าย เฟริกส์เจ้าตัวมีไหวพริบดีมาก และมีความสามารถในการเรียนรู้ที่รวดเร็ว โดยที่ไม่จำเป็นต้องมอบพรช่วยเหลือเลยด้วยซ้ำ จนถึงตอนนี้นอกจากของขวัญที่ให้ไป…ล้วนมาจากฝีมือเจ้าตัวทั้งหมด

“หอกมีไว้เพื่อต่อสู้กับศัตรูที่พุ่งเข้ามา แต่ในขณะเดียวกันหอกบางประเภทก็สามารถใช้ฟัน และแทงได้เหมือนดาบ ดังนั้น…รับมือ!!!”โรเอลควงหอกที่มีส่วนปลายแหลมคม และมีส่วนนึงเป็นใบมีดเข้าใส่เฟริกส์ด้วยการพุ่งส่งทะลวงไปข้างหน้า

“ฮ่าาา!!!”เฟริกส์เขาจึงถีบเท้าส่งตัวให้พุ่งทะยานออกไปเช่นกัน คมหอกแหลมของทั้งสองต่างพุ่งทะยานเข้าหากัน แต่การดวลด้วยการพุ่งเข้าปะทะกัน ไม่ใช่สิ่งที่โรเอลวางแผนเอาไว้! โรเอลตั้งหอกขึ้น และฟาดเบาๆ ไปที่ส่วนปลายคมหอกของเฟริกส์

“!!!!!”ปลายหอกนั้นเบี่ยงออกทางด้านข้างอย่างไม่อาจควบคุมได้เช่นเดียวกับตัวเขา โรเอลที่เห็นแบบนั้นจึงกระทีบเท้าส่งให้ตัวเองลอยเหนือพื้นดิน พร้อมกับควงหอกยาวหมุนตัวเคว้งในอากาศ และฟาดส่วนก้านของหอกซึ่งไร้คมใส่หัวไหล่ของเฟริกส์เต็มแรง!

“กรอดดด…”เฟริกส์ทรุดลงคุกเข่า ขณะที่กัดฟันกรอดสะกดกลั้นความเจ็บปวดที่แผ่ซ่านสะเทือนไปตั้งตัวตั้งแต่หัวไหล่ซ้ายลงไป ปลายหอกของเจ้าตัวตกปักลงบนพื้น

“หอก(Lance)ไม่จำเป็นต้องใช้แทง หรือฟันเพียงอย่างเดียว…แต่ยังใช้ฟาด หรือหวด ทุบเหมือนค้อนได้อีกด้วย ด้วยระยะโจมตีที่กว้าง และจัดเป็นอาวุธรบประชิดระยะใกล้-กลาง ต้องอาศัยการฝึกบ่อยๆ เพราะงั้นแล้ว…หยิบขึ้นมา! แล้วรับมือซะ!!!”

“!!!!!”เฟริกส์แทบลืมหายใจรีบคว้าหอก และทิ้งระยะหนี

แต่โรเอลยังตามไปติดๆ พร้อมกับรัวแทงหอกด้วยความเร็วที่เหลือจนไม่อาจคาดเดาได้ว่าการโจมตีไหนจะแทงเข้ามาถึงก่อน เพราะมันราวกับเข้ามาพร้อมเพรียงกัน!---เฟริกส์เขาประคองหอกมั่น ก่อนจะเหวี่ยง และควงเพื่อหวังเบี่ยงคมหอกที่แทงระรัวเข้ามาปานห่ากระสุน

เพื่อให้ชำนาญ และได้เรียนรู้จุดบอด จุดแข็งของอาวุธแต่ล่ะชนิดก็จำเป็นต้องใช้การต่อสู้จริงเป็นการอธิบาย แม้ว่าจะต้องเจ็บตัวกันบ้าง---ตลอดการฝึก โรเอลหวดเฟริกส์จนหมดสภาพไปถึงสามถึงสี่ครั้ง ก่อนจะปรุงให้ตื่นด้วยเวทฟื้นคืนสภาพเต็มอัตรา แล้วก็ฝึกต่อ…

โรเอลได้สอนให้เจ้าตัวใช้อาวุธได้เกือบทุกอย่าง อาทิเช่น ดาบใหญ่ ดาบมือเดียว ดาบสั้นคู่ ดาบ-โล่ กระบี่ หอก ขวาน เคียวยักษ์ หรือแม้แต่ธนู และหน้าไม้ หลังจากที่สอนการวิธีใช้อาวุธขั้นพื้นฐานขออาวุธแต่ล่ะชนิดไปแล้ว ก็ถึงคราผสานเวทมนตร์กับอาวุธ หรืออุปกรณ์

“เฟริกส์เอ๋ย ในฐานะวิญญาณมนุษย์การที่เจ้าสู้กับเรา โดยใช้เวทมนตร์ และดาบที่เพิ่งได้ร่ำเรียนมา แล้วยังสู้กับเราได้เกิน 10 นาที นับว่า…ยอดเยี่ยม”

“ขะ-ขอบคุณครับ! แฮ่ก แฮ่ก…”รู้สึกดีใจที่ได้ยินแบบนั้นนะ

เฟริกส์เขานอนแผ่หลาอย่างหมดแรง ส่วนดาบนั้นปักดินอยู่ข้างๆ ไม่นึกเลยว่าการเหวี่ยงดาบพร้อมกับใช้เวทมนตร์ไปด้วยจะยังทำได้แค่พอสู้กับท่านโรเอลที่ใช้แค่กระบวนดาบเพรียวๆ ปราศจากเวทมนตร์ได้ อย่างที่เขา และท่านมันคนล่ะระดับกันจริงๆ ด้วย

เขายังคงต้องฝึกอีกมาก มากถึงมากที่สุด เพื่อปกป้องตัวเองจากภัยอันตรายต่างๆ และก็ปกป้องคนที่สำคัญต่อตัวเขาบนโลกใหม่ที่กำลังจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของโลกใบนั้น---แต่พอมานึกดูดีๆ แล้ว เขาไม่รู้จักโลกใบนั้นเลยนี่นา ที่รู้ก็มีแค่ว่าเป็นโลกของดาบ และเวทมนตร์…

“ท่านโรเอล…ผมมีคำถามครับ”

“ฮืม คำถามรึ ว่ามาสิ ถ้าเป็นคำถามที่เราตอบได้”จะถามเรื่องอะไรกันหนอ

“คือ…ผมไม่ต้องรู้เรื่องพื้นฐาน ของโลกที่ผมกำลังจะคืนชีพเหรอครับ?”เขาถามออกไปตรงๆ เพราะคิดว่าไม่น่าใช่คำถามที่น่าจะเป็นความลับอะไร

“ถ้าเรื่องนั้นล่ะก็…เอาหัวมาสิ”โรเอลกล่าวพร้อมยกมือขึ้นมา

“ถะ-ถ่ายทอด(Relay)อีกเหรอครับ!?”ขนาดเวทมนตร์มิติชั้นสูงอย่าง <> เขายังหมดสภาพเลยนะ! นี่ความรู้พื้นฐานทั่วไปไม่ยิ่งหนักเหรอ!?

“เอาน่า…เจ็บแค่ครั้งแรก พอครั้งที่สองสามมันจะชินไปเอง”โรเอลเดินเข้าไปหาช้าๆ

“ม่ายยย!!!!!”เขาถึงกับกรีดร้อง และพยายามหนี

ช่างเป็นการกระทำที่สุดสูญเปล่ายิ่งนัก…โรเอลแสยะยิ้มก่อนจะพุ่งเข้าไปตะปบหัวของเฟริกส์พร้อมยกขึ้น เจ้าตัวถึงกับดิ้นพล่าน---แต่เพียงครู่เดียวนั้น ข้อมูลมากมายนับแสนล้านเรื่องก็ถูกบีบอัดส่งเข้าสู่สมองของเฟริกส์ในคราเดียว…

“อ่า……”

“ไอหย๋า…ถ้าจะแรงไปแฮะ”

อ่าปกาค้างน้ำลายไหลย้อย ตาเหลือกขาว นั่งเงยหน้าแหงนมองท้องฟ้าอย่างไร้จุดหมาย นั่นคือสภาพของเฟริกส์ในตอนนี้ที่ราวกับคนถูกทรมานมาอย่างหนัก---โรเอลถึงกับคิดหนักก่อนจะใช้เวททำให้เจ้าตัวหลับไป พร้อมกับลบล้างความเจ็บปวดที่กำลังแพร่ไปทั่วร่างกายในตอนนี้

เอาเถอะ ถือว่าความเจ็บปวดเพื่อแลกเปลี่ยนกับภูมิปัญญาอันยิ่งใหญ่ เป็นธรรมดาที่ต้องมีการแลกเปล่ยนที่เท่าเทียม เทพเจ้าน่ะไม่เคยให้อะไรมนุษย์อย่างฟรีๆ อยู่แล้ว ตัวเขาเองก็เหมือนกัน เพราะการมอบอะไรบางอย่างที่ ‘พิเศษ’ ให้ใครสักคน มันอาจส่งผลกระทบต่อโลกอย่างเลวร้าย

เพราะงั้น เขาตัดสินใจมอบให้เฉพาะกับมนุษย์ ไม่สิ วีรชนบางกลุ่มที่ไว้ใจได้เท่านั้น คงต้องบอกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขามอบของขวัญให้คนที่ไม่ได้จะเป็นกำลังสำคัญในการปกป้องโลก---วงเวทสีม่วงอเมทิสต์ปรากฎใต้ตัวของเฟริกส์

ก่อนจะเกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ร่างกายที่ของเจ้าตัวค่อยๆ หดเล็กลงเช่นเดียวกับรูปหน้า และอื่นๆ ที่ดูอ่อนวัยลง เช่นเดียวกับเครื่องแต่งกายก็เช่นกันจากชุดสำหรับฝึกกลายสภาพเป็นเครื่องแต่งกายคล้ายนักเดินทางที่สวมผ้าคลุมที่มีฮู้ดให้ดึงขึ้นมาคลุมศีรษะ และมีเข็มกลัดรูปโล่ที่มีสัญลักษณ์รูปปีกทั้งสิบสองสลักอยู่ข้างในนั้น

มิติเสมือนสำหรับฝึกแตกสลายไปกลายเป็นห้องสีขาวเหมือนในตอนแรก ก่อนจะกลับมารวมกันเป็นวงเวทสีทองขนาดใหญ่กว่าร่างของชายหนุ่มอย่างเฟริกส์ที่กลายเป็นเด็กหนุ่มไปแล้ว จดหมายฉบับนึงปรากฎขึ้นมาบนตัวของเฟริกส์ ก่อนร่างของเขาจะพุ่งเป็นแสงพุ่งลงไปยังโลก…

 

 

ความคิดเห็น