ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

EP 04 เจ้ากรรม นายเวร Part ll Loading…100%

ชื่อตอน : EP 04 เจ้ากรรม นายเวร Part ll Loading…100%

คำค้น : รักปีนเกลียว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.6k

ความคิดเห็น : 6

ปรับปรุงล่าสุด : 13 ก.ย. 2563 18:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 04 เจ้ากรรม นายเวร Part ll Loading…100%
แบบอักษร

 

EP 04 

เจ้ากรรม นายเวร Part ll Loading…100% 

 

“ไอ้อินเทล”

 

อย่าว่าแต่ไอ้อินเทลเลย ผมที่กำลังนั่งคิดอะไรเพลินๆ ยังต้องสะดุ้งเพราะเสียงของไอ้จอมทัพ

 

“แฮ่ ผมแค่จะไปเข้าห้องน้ำเองครับพี่ แหม ไม่ได้คิดจะหลบหน้าพี่สักหน่อย นี่พูดจริงๆ”

 

“ต่อให้มึงคิดจะหลบก็หลบไม่พ้นหรอก เว้นเสียแต่ว่ามึงจะลาออกไปซะ”

 

“โหว ขู่งี้ทุกที”

 

“อย่ามากวนส้นตีน ไป ออกไปคุยกับกูข้างนอก เรียกไอ้เต้มาเฝ้าบาร์ แขกไม่เยอะแล้ว ใกล้เวลาปิดร้านแล้วด้วย” ไอ้จอมทัพสั่งเสร็จสรรพ พูดจบมันก็ก้าวลงจากเก้าอี้แล้วเดินอ้อมออกไปทางหลังร้าน ส่วนผมก็กำลังชั่งใจอยู่ว่าควรจะเดินตามมันออกไปดีรึเปล่า ในขณะที่ไอ้อินเทลน่ะคงกำลังมองหาทางหนีทีไล่ให้กับตัวเองอยู่ มันทำหน้าตาเหมือนหนักอกหนักใจว่าควรจะเลือกอะไรระหว่างเดินตามไอ้จอมทัพออกไปกับลาออกน่ะ

 

“พี่ศิลาครับ”

 

“กูตามไอ้เต้ให้แล้วกัน” ผมแสร้งบอกก่อนจะทำทีเป็นมองหาไอ้เต้ ซึ่งก็หันมาเจอเพราะมันกำลังจะเดินมาทางนี้พอดี และเพียงแค่ยกมือเรียก ไอ้เต้ก็รีบก้าวให้เร็วขึ้นทันที

 

“ครับพี่ศิลา ต้องการอะไรเพิ่มเหรอครับ”

 

“เปล่า เรียกมาเฝ้าบาร์แทนไอ้อินเทลน่ะ มันกำลังจะโดนไอ้จอมทัพไล่ออก” ผมแกล้งว่า ไอ้อินเทลทำตาเหลือกใส่ผมก่อนจะถอนหายใจทิ้งเสียแรงแล้วเดินคอตกตามไอ้จอมทัพออกไปอย่างมีไม่มีทางเลือก

 

หลังจากไอ้อินเทลเดินออกไปแล้ว ไอ้เต้ก็รีบเดินเข้าไปประจำที่แทน

 

“มีเรื่องอะไรกันรึเปล่าครับพี่ศิลา”

 

“ไม่มีอะไรหรอก” ผมปฏิเสธยิ้มๆ ก่อนจะหยิบเงินจ่ายค่าเบียร์แล้วเดินตามไอ้อินเทลออกมา

 

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ขอตามไปฟังเหตุผลของไอ้อินเทลสักหน่อยก็แล้วกัน ผมเองก็อยากจะรู้นี่นาว่าตกลงแล้วไอ้โอบมันกำลังมีปัญหาอะไร

 

“ตกลงยังไง ผู้ชายคนนั้นเขาเป็นพี่ชายของไอ้โอบจริงรึเปล่า”

 

มาทันได้ยินไอ้จอมทัพยิงคำถามแรกใส่ไอ้อินเทลพอดี

 

ผมก้าวเท้าเดินออกไปยืนข้างๆ ไอ้จอมทัพนั่นแหละ ไม่ได้คิดจะมาแอบฟังแต่จะมายืนฟังมันโต้งๆ เลย ยังไงเสียผมเองก็รู้จักทุกคนในร้านอยู่แล้ว นอกจากนั้นผมก็ยังเคยเจอกับผู้ชายคนนั้นที่อ้างตัวว่าเป็นพี่ชายของไอ้โอบมาก่อนด้วย

 

“ก็….น่าจะใช่ครับ” ไอ้อินเทลตอบตะกุกตะกัก

 

“ทำไมต้องน่าจะใช่ ตกลงแล้วใช่หรือไม่ใช่”

 

“โธ่พี่ทัพ”

 

“ถ้ามึงยังโยกโย้ กูจะไล่มึงออกทั้งคู่เลย ไอ้เชี่ยโอบอีกคน มีปัญหาอะไรทำไมไม่บอกกูกันตรงๆ นี่พวกมึงติดหนี้พนันออนไลน์รึเปล่า” ไอ้จอมทัพเค้นความจริงเสียงเครียด

 

“ไปกันใหญ่แล้วพี่”

 

“มึงจะเล่าไม่เล่า” น้ำเสียงของไอ้จอมทัพเริ่มเข้มขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ผมได้แต่มองหน้าไอ้อินเทลนิ่งๆ ใจหนึ่งก็สงสารมันเหมือนกัน แต่อีกใจก็อยากจะให้มันพูดความจริงออกมา ผมมั่นใจว่าคนอย่างไอ้จอมทัพมันมีเหตุผล และถ้าไอ้โอบกับไอ้อินเทลมีปัญหาอะไรอยู่จริงๆ คนอย่างไอ้จอมทัพมันต้องยินดีที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยแน่ๆ

 

“ผมก็บอกพี่ไปแล้วไงว่าผมไม่แน่ใจครับ แต่ไอ้โอบมันมีพี่ชายจริงๆ ครับ เพียงแต่ผมไม่เคยเห็น ไม่เคยได้ยินมันเรียกชื่อเขาด้วยซ้ำ”

 

“ทำไม”

 

“ผมก็ไม่รู้ครับ ปกติเวลาได้ยินมันพูดกับพี่มันก็คือตอนที่เขาโทรหามันเท่านั้นเอง มันไม่เคยพาเขาหรือผมมาแนะนำให้รู้จักกันสักครั้งเดียว” ไอ้อินเทลอธิบาย

 

ไอ้จอมทัพขมวดคิ้ว ทำหน้าตาเคร่งเครียด ในขณะที่ผมเองก็นึกไปถึงเมื่อวันก่อนที่ไอ้โอบเองก็พยายามจะไม่พูดถึงพี่ชายของมันให้ผมและคนอื่นๆ ในวันนั้นรู้จักเหมือนกัน

 

“แปลว่าเขาก็ไม่รู้ว่านายเป็นเพื่อนสนิทของไอ้โอบงั้นเหรอ”

 

“ครับ นอกจากมัน ผมก็ไม่เคยเจอใครในครอบครัวมันเลยสักคนเดียว มันไม่เคยพูดถึงด้วยซ้ำ ก่อนหน้านี้ผมเคยถามเหมือนกันแต่พอเห็นมันไม่อยากจะเล่าก็เลยไม่อยากเซ้าซี้ แล้วก็เลยตามเลยมาตลอด” ไอ้อินเทลยังมีสีหน้าลำบากใจอยู่ตลอดเวลา ซึ่งผมคิดว่าผมพอจะเข้าใจความรู้สึกของมันอยู่บ้างเหมือนกัน

 

“แล้วมึงรู้มั้ยว่าที่มันลางานนี่มันหายหัวไปไหน ปัญหาเรื่องครอบครัวหรือว่าไม่สบาย”

 

“ไม่ทราบครับ”

 

“ไอ้อินเทล”

 

“โธ่พี่ทัพ พี่เห็นใจผมบ้างสิ”

 

“แสดงว่ามึงรู้”

 

“ก็…มันบอกผมแค่ว่าไม่สบาย ผมเองก็ไม่ได้เจอหน้ามันเหมือนกับพี่นั่นแหละ แค่โทรหามมันแล้วมันยังรับสาย บอกว่าพรุ่งนี้จะมาทำงานแค่นั้นเอง” ไอ้อินเทลพยายามจะอธิบายให้ไอ้จอมทัพเชื่อ ซึ่งเท่าที่เห็น มันก็ไม่น่าจะโกหกหรอก สายตามันดูจนปัญญากับเรื่องของไอ้โอบอยู่เหมือนกัน

 

“แล้วทำไมเมื่อกี้มึงต้องโกหกพี่ชายไอ้โอบว่าติดต่อไอ้โอบไม่ได้”

 

“ก็…ไอ้โอบมันขอไว้น่ะครับ”

 

“ยังไง”

 

“มันบอกผมเอาไว้ว่าถ้ามีคนมาถามถึงผม ให้บอกไม่รู้ไม่เห็น”

 

อะไรของไอ้โอบกันวะ นี่ตกลงมันมีปัญหาอะไรอยู่กันแน่

 

“หรือว่ามันจะติดหนี้พนันจริงๆ วะ” ไอ้จอมทัพหันมาถามเป็นเชิงปรึกษากับผม

 

“เงินเดือนเหมือนเงินทอนขนาดนี้ พี่คิดว่าไอ้โอบมันจะอดข้าวเอาเศษเงินทอนของมันไปเสี่ยงเหรอครับ ถ้าเขารับเดิมพันเป็นมาม่าก็ว่าไปอย่าง”

 

“เดี๋ยวเถอะมึง ไปๆ ไสหัวมึงไปให้พ้นหน้ากูได้แล้ว แล้วถ้าหลังจากนี้พวกมึงยังมีความลับอะไรกับกูอีกนะ กูจะไล่ออกให้หมด รำคาญ” ไอ้จอมทัพทำทีเป็นโวยวายกลบเกลื่อน มันสะบัดมือไล่ไอ้อินเทลไปให้พ้นหน้าพ้นตาซึ่งไอ้อินเทลก็รีบพุ่งตัวออกไปอย่างไม่คิดชีวิตกันเลยทีเดียว

 

“ไอ้เด็กห่านี่มันจะลึกลับไปไหน”

 

ไอ้อินเทลวิ่งกลับเข้าไปในร้านเรียบร้อยไอ้จอมทัพถึงได้หันกลับมาบ่นกับผม สีหน้ามันดูเครียดๆ ซึ่งผมพอจะมองออกว่ามันคงกังวลเรื่องไอ้โอบนั่นแหละ แต่ไหนแต่ไรมามันดูแลลูกน้องทุกคนอย่างคนในครอบครัว ยิ่งไอ้โอบที่เป็นเด็กขยันขันแข็งแถมยังช่างพูด คงไม่แปลกที่ไอ้จอมทัพจะเอ็นดูมันเป็นพิเศษ

 

“วันก่อนฉันเห็นผู้ชายคนนั้นแวะไปรับไอ้โอบที่สตูฯ ตอนแรกก็คิดว่าแฟนเหมือนกัน แต่ไอ้โอบบอกว่าไม่ใช่ เป็นแค่พี่ชายแล้วก็ไม่ยอมพูดถึง ไม่แนะนำเหมือนกับที่ไอ้อินเทลมันบอกนั่นแหละ” ผมเริ่มเล่า เผื่อว่าสิ่งที่ผมรู้จะพอช่วยอะไรได้บ้าง

 

“จริงเหรอวะ แสดงว่าไม่ใช่พี่น้องแบบที่คลานตามกันออกมางี้อ่ะเหรอ”

 

“อืม ดูทรงแล้วน่าจะเป็นแฟนเก่ามากกว่า มันบอกว่าเขากำลังจะแต่งงาน เห็นว่ามาขอให้มันช่วยเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวว่ะ”

 

“ไอ้เวร!” น้ำเสียงของไอ้จอมทัพเข้มขึ้นเหมือนจะกรุ่นโกรธขึ้นมาในทันที

 

“อย่าคิดมากน่า ไอ้โอบมันไม่ใช่เด็กโง่ มันอาจจะแค่กำลังอกหัก ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแบบที่นายคิดหรอก” ผมได้แต่เอื้อมมือไปตบบ่ามันเบาๆ แล้วพูดเป็นเชิงให้กำลังใจ

 

“ไอ้จอมทัพถอนหายใจเซ็งๆ ก่อนจะพยักหน้าผ่านๆ มันคงไม่ได้สบายใจนักหรอก แต่ถึงยังไงก็ไม่มีใครทำอะไรได้มากไปกว่านี้อีกแล้วนี่นา

 

“ไว้พรุ่งนี้มันมาทำงานแล้วคงต้องคุยกันจริงๆ จังๆ สักที ว่าแต่คืนนี้นายจะแวะไปไหนต่อรึเปล่า หรือตั้งใจจะแวะมาหาไอ้โอบ”

 

ผมน่ะเหรอตั้งใจจะแวะมาหาไอ้โอบ ใช่เสียที่ไหนกัน

 

“ฉันแค่แวะมาหาเบียร์ดื่มแล้วจะกลับไปนอน โทรบอกนายก่อนที่บีบีจะเอาเช็กมาให้ด้วยซ้ำ แล้วไหนๆ ก็มาอยู่แล้ว ฉันก็เลยเอาติดมาด้วยเท่านั้นเอง” ผมอธิบายเสียงเซ็งอีกรอบ

 

“งั้นเหรอ พรุ่งนี้มันคงโผล่หัวมา นายจะแวะมามั้ยล่ะ ฉันจะได้บอกมันให้ เผื่อมันเห็นหน้านายแล้วจะอารมณ์ดีขยันทำงานขึ้นมาบ้าง”

 

“นายคิดจะให้ฉันดามใจไอ้เด็กนั่นรึไง ฝันไปเหอะ”

 

“ฉันจะรอดู เด็กมันรุกเก่งจะตาย ฉันเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่ามันจะรุกได้ถึงเบอร์ไหน เผื่อจะได้เป็นเพื่อนเจ้าบ่าวกับเขาบ้าง”

 

“ไร้สาระ ไปๆ ฉันไปเข้าห้องน้ำแล้วจะกลับเลย จะแวะมาวันไหนจะโทรบอกอีกทีแล้วกันแต่คงไม่ใช่พรุ่งนี้มะรืนนี้หรอก ยุ่งว่ะ”

 

“เออๆ จะบอกมันให้ก็แล้วกัน”

 

“ฉันบอกนาย ไม่ได้ให้นายบอกไอ้เด็กนั่นสักหน่อย” ผมว่าพลางถอนหายใจ ก่อนจะเดินกลับเข้ามาด้านในพร้อมกับไอ้จอมทัพที่น่าจะคิดเรื่องของไอ้โอบไม่ตกทั้งคืนหรือจนกว่าจะได้คุยกับไอ้โอบอย่างจริงจังในวันพรุ่งนี้

 

ผมกับไอ้จอมทัพแยกกันตรงทางแยกเพราะผมจะเดาไปเข้าห้องน้ำ ส่วนไอ้จอมทัพน่าจะเดินออกไปคุยกับไอ้เต้ล่ะมั้ง ผมเห็นมันเดินตรงไปที่เคาน์เตอร์บาร์ที่เหมือนจะเห็นว่าไอ้เต้ยังคงยืนอยู่

 

“พรุ่งนี้มึงหาข้อแก้ตัวกับพี่ทัพเอาเองก็แล้วกัน”

 

อ้อ เหตุผลที่ไอ้เต้ยังยืนเฝ้าบาร์อยู่ก็เพราะไอ้อินเทลแอบมาคุยโทรศัพท์ในห้องน้ำนี่เอง ไม่ต้องเดาเลยว่าคนปลายสายเป็นใคร ต้องเป็นไอ้โอบแน่ๆ

 

“กูรับปากกับมึงไว้แล้ว ก็ไม่ได้บอกหรอกน่า อีกอย่างมึงไม่เป็นไรแน่นะ พี่เขาดูเป็นห่วงมึงมากเลยนะเว้ย”

 

ผมก็ดูออกว่าผู้ชายคนนั้นเป็นห่วงไอ้โอบมาก ถ้าเลิกกันแล้วกลายเป็นคนอื่นไปซะยังจะทำใจง่ายกว่า แต่นี่ดูเหมือนเขาจะยังวอแวและคอยเป็นห่วงเป็นใยมันตลอด ไม่แปลกหรอกที่ไอ้โอบมันจะมูฟออนไม่ได้น่ะ

 

“เออๆ แค่นี้ก่อนนะ กูรีบไปเฝ้าบาร์ละ เดี๋ยวพี่ทัพสงสัย แม่ง ห่าอะไรก็กู จบเรื่องเมื่อไหร่มึงต้องเอาธูปเทียบมาขอขมากูเลยนะ แล้วถ้ากูโดนพี่ทัพไล่ออกมึงต้องรับผิดชอบ แค่นี้นะไอ้ควาย” ไอ้อินเทลทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงกระแทกกระทั้น ที่มันกล้าทำเสียงแบบนั้นโดยไม่กลัวว่าคนอื่นจะมาได้ยินก็เพราะมันอยู่ในห้องน้ำพนักงานน่ะ ซึ่งปกติแล้วถ้าผมมาที่นี่ผมก็เข้าห้องน้ำพนักงานนี่แหละ ไม่อยากไปเบียดเสียดกับห้องน้ำของลูกค้าข้างนอก

 

“อุ้ย! พี่ศิลา” ไอ้อินเทลเบิกตาโพลง มันทำหน้าเหมือนเห็นผีอย่างไรอย่างนั้น

 

“กูมาเข้าห้องน้ำ” ผมแสร้งบอกยิ้มๆ ไม่ได้ถามและยังไม่คิดจะพูดอะไร มองออกว่าอีกฝ่ายเริ่มร้อนใจ แต่ก็ยังทำทีเป็นเดินสวนมันเข้ามาในห้องน้ำอย่างใจเย็นอยู่ดี

 

“เอ่อ พี่ศาลาครับ”

 

“ว่าไง” ผมถามเสียงเรียบพลางรูดซิปกางเกงลง ชำเลืองหางตามองไปที่ไอ้อินเทลนิดหน่อยเพราะกำลังอยากรู้ว่ามันจะพูดอะไร

 

“เอ่อคือ…”

 

“กูไม่ยุ่งเรื่องของพวกมึงหรอก แต่จะทำอะไรก็นึกถึงไอ้ทัพมันบ้างก็แล้วกัน ในสายตามันก็มองพวกมึงเป็นน้องนั่นแหละ”

 

“ผมรู้ครับ แต่ผมเองก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน ไอ้โอบมัน…”

 

“มึงไม่ต้องบอกกูหรอก กูกับไอ้โอบเองก็ไม่ได้เป็นอะไรกัน ไอ้ทัพเสียอีกที่เป็นนายจ้างมัน ถ้าไอ้จอมทัพไม่รู้ กูว่ากูก็ไม่จำเป็นต้องรู้” ผมตัดบท พูดจบก็รูดซิปกางเกงขึ้น ติดกระดุมกางเกงเรียบร้อยก็หันกลับมามองหน้าไอ้อินเทลเต็มๆ ตาพลางเดินมาเปิดก๊อกน้ำล้างมือ

 

“ครับ” ไอ้อินเทลตัดบทสั้นๆ มันจ้องผมอยุสักพักก่อนจะเดินกลับออกไปเงียบๆ ซึ่งผมก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจอะไรกระทั่งอยู่ๆ มันก็หันกลับมาอีกรอบลทั้งที่เกือบจะก้าวพ้นประตูห้องน้ำออกไปแล้ว

 

“อะไรของมึง”

 

“เปล่าครับ ผมไปก่อนก็แล้วกัน”

 

“ไอ้เหี้ยเทล” ผมนึกหงุดหงิดขึ้นมาดื้อๆ มองก็รู้ว่ามันมีอะไรจะพูดแต่เสือกไม่พูด จะว่าเป็นเรื่องไอ้โอบที่ผมเป็นคนบอกไม่ให้มันพูดรึเปล่าก็ไม่แน่ใจ แต่แค่ไม่ชอบใจที่อยู่ๆ มันก็หันมามองหน้าแล้วบอกว่าเปล่า

 

“ผม…เฮ้อ เกลียดไอ้เชี่ยโอบฉิบลหายเลยโว้ยยย” ไอ้อินเทลอาละวาดลั่นห้องน้ำ มันทึ้งหัวตัวเองเหมือนจะหงุดหงิดเต็มทีทั้งที่ผมยังไม่ทันจะได้ทำอะไรมันสักนิด จะว่ามันโมโหไอ้โอบแต่ที่ยืนอยู่กับมันตรงนี้คือผมต่างหาก

 

“เอาเถอะ ถ้าพี่ไม่อยากรู้ก็ไม่เป็นไร คิดเสียว่าเสียงผมเป็นเสียงฉี่ที่พี่บังเอิญมาได้ยินก็แล้วกัน อีกอย่างผมไม่ได้โกหกพี่ทัพนะ ไอ้โอบมันไม่สบายจริงๆ ไม่สบายตัวแล้วก็คงไม่ค่อยสบายใจด้วย”

 

“อะไรของมึง” ผมถามทั้งที่ยังไม่เข้าใจอะไรเลยสักนิด อยู่ดีๆ ไอ้อินเทลมันก็ดันบอกให้ผมคิดว่าเสียงมันเป็นเสียงฉี่ ไหนจะยังเรื่องที่ไอ้โอบไม่สบายตัวไม่สบายใจอะไรของมันอีกก็ไม่รู้

 

“เหตุผลที่ไอ้โอบมันลางานก็เพราะว่ามัน…มัน…มัน…”

 

               “มันอะไร” ผมถามด้วยความหงุดหงิดบ้าง ไม่รู้ว่าตอนนี้มันกับผมใครจะหงุดหงิดกว่ากัน

 

               “มันไม่สบายครับ ผมเองก็ไม่รู้ว่าไปมีเรื่องกับใครที่ไหนมา โดนชกปากแตกมาเมื่อวันก่อน มันกลัวพี่จะแวะมาที่ร้านแล้วเห็นมันไม่หล่อมันก็เลยลางาน แค่นี่แหละครับที่ผมจะบอก” ไอ้อินเทลพูดปาวๆ เหมือนอัดอั้น พูดจบมันก็ยกมือไหว้ผมแล้วเดินหนีผมไปเสียเฉยๆ ทิ้งให้ผมยืนงงกับสิ่งที่มันเพิ่งจะพ่นออกมาด้วยความรู้สึกที่งงและสับสนยิ่งกว่าเดิม

               

‘ไม่รู้ว่าไปมีเรื่องกับใครที่ไหนมา โดนชกปากแตกมาเมื่อวันก่อน มันกลัวพี่จะแวะมาที่ร้านแล้วเห็นมันไม่หล่อมันก็เลยลางาน แค่นี่แหละครับที่ผมจะบอก’ 

 

‘ไปมีเรื่องกับใครที่ไหนมาก็ไม่รู้’  

‘โดนชกปากแตกมาเมื่อวันก่อน’ 

‘มันกลัวพี่จะแวะมาที่ร้านแล้วเห็นมันไม่หล่อมันก็เลยลางาน’ 

เหมือนผมถูกไอ้อินเทลท่องคาถาสะกดเอาไว้ เพราะจนถึงตอนนี้ทุกอย่างที่มันพูดก็ยังวิ่งวนอยู่ในหัวของผมซ้ำๆ ไม่หยุด ยิ่งคิดตามก็ยิ่งหงุดหงิดเพราะรู้สึกเหมือนไอ้อินเทลมันจะกล่าวหาว่าผมเป็นต้นเหตุที่ทำให้ไอ้โอบต้องลางานอยู่กลายๆ ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้เกี่ยวด้วยเลยสักนิด

 

ว่าแต่ไอ้โอบมันไปมีเรื่องกับใครมาถึงขั้นถูกชกปากแตก

 

แล้วไอ้ที่ลางานนี่เพียงเพราะกลัวว่าผมจะมาแล้วเห็นว่ามันถูกชกมางั้นน่ะเหรอ

 

“ไอ้โง่!” ผมได้แต่ทิ้งคำสบถเอาไว้ในห้องน้ำก่อนจะเดินออกมา

 

ในหัวของผมตอนนี้มีแต่เรื่องบ้าบอคอแตกของไอ้โอบทั้งที่ตั้งใจจะมานั่งดื่มเบียร์ชิลๆ คุยกับไอ้จอมทัพสักนิดสักหน่อยแล้วกลับไปนอนสบายๆ แท้ๆ แม่งเอ๊ย ตัวไม่อยู่ก็ยังจะทิ้งเรื่องเอาไว้ ลูกน้องผมรึก็ไม่ใช่แต่ทำไมผมต้องมารับรู้ปัญหาของมันตลอด ตกลงว่ามันเป็นเจ้ากรรมนายเวรของผมรึยังไงกันมันถึงได้จองเวรผมไม่เลิก เฮ้อ~

ความคิดเห็น