ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

EP 04 เจ้ากรรม นายเวร Part l Loading…100%

ชื่อตอน : EP 04 เจ้ากรรม นายเวร Part l Loading…100%

คำค้น : รักปีนเกลียว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 11 ก.ย. 2563 18:32 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 04 เจ้ากรรม นายเวร Part l Loading…100%
แบบอักษร

 

EP 04 

เจ้ากรรม นายเวร Part l Loading…100% 

SILAA STUDIO 

 

           “พี่ศิลาคะพี่ศิลา” บีบีวิ่งกระหืดกระหอบตามผมออกมาจากสตูฯ ดึกป่านนี้แล้วเราเพิ่งจะแยกย้ายกันกลับ คนอื่นๆ เพิ่งจะขับรถออกไป เหลือผมกับบีบีที่เดินออกมาเป็นสองคนสุดท้าย

 

               “ว่าไง จะติดรถพี่ไปลงบีทีเอสเหรอ ขึ้นรถสิ”

 

               “เปล่าค่ะ วันนี้พี่ชายแวะมารับ แต่พี่ศิลาลืมนี่ค่ะ” บีบียิ้มกว้างพร้อมกับยื่นซองสีขาวในมือเธอให้ผม ทำเอาผมเบิกตาโพลง

 

               “ไม่ต้องตกใจค่ะพี่ บีไม่ได้จะลาออก แต่นี่เป็นเช็กค่าตัวน้องนายแบบเมื่อวันเสาร์น่ะค่ะ บีเตรียมไว้ให้ตั้งแต่บ่ายแล้วแต่มัวแต่เคลียร์บัญชีเดือนนี้จนลืมให้พี่ไปเลยค่ะ”

 

               ฟู่~

 

               ผมถอนหายใจอย่างโล่งอก ตกใจแทบแย่คิดว่าผมจะเสียพนักงานดีๆ อย่างบีบีไปเสียแล้ว

 

               “รับไปสิคะ น่าเสียดายที่วันนั้นบีไม่ได้มา ยัยตังเมเม้าธ์ให้ฟังว่าน้องน่ารักมาก แถมนิสัยก็ดีด้วยใช่มั้ยคะพี่ศิลา” น้ำเสียงของบีบีฟังดูกระตือรือร้นและสนอกสนใจไอ้โอบเป็นพิเศษ คงเพราะตลอดหลายวันที่ผ่านมาเธอได้ยินคนอื่นๆ พูดถึงไอ้โอบกันไม่หยุด

 

               “อืม” ผมตอบสั้นๆ พลางรับซองเช็กมาจากบีบีอย่างเสียไม่ได้ ไม่ได้ลำบากใจที่จะพูดถึงไอ้โอบและก็ไม่ได้ตะขิดตะขวงใจที่จะบอกว่ามันเป็นแบบที่บีบีและทุกคนพูดถึง เพราะยังไงซะตัวตนของไอ้เด็กปากเสียอย่างไอ้โอบก็เป็นแบบนั้นจริงๆ

 

ส่วนเรื่องเช็กที่เป็นหน้าที่หลักของบีบีเพราะเธอเป็นพนักงานบัญชีของบริษัท แม้ว่าไอ้โอบมันจะบอกว่าไม่รับค่าตัวเป็นเงินแต่ยังไงเสียผมก็ต้องจ่ายให้มันอยู่ดี ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองอยากติดค้างอะไรกับมันทั้งนั้น ส่วนเรื่องเดทบ้าบออะไรของมันเอาไว้ค่อยว่ากันทีหลังจะดีกว่า

 

               “งั้นบีกลับเลยนะคะพี่ศิลา พี่ชายมารับพอดี พรุ่งนี้เจอกันค่ะ”

 

               “อืม ขอบใจมากนะบี” ผมบอกยิ้มๆ ก่อนจะหันกลับไปมองรถคันที่เพิ่งจะขับมาจอดเลยออกไปไม่ไกล รอกระทั่งบีบีขึ้นรถคันนั้นแล้วคนขับๆ ออกไปผมถึงได้เดินมาขึ้นรถของตัวเอง

 

               เฮ้อ ผ่านไปอีกหนึ่งวันแล้วสินะ หลายวันมานี้ผมมัวแต่ยุ่งเรื่องเสื้อผ้าคอลเลคชั่นใหม่ที่ใกล้จะได้เวลาเปิดตัว ทั้งเรื่องจัดโปรโมชั่น การวางแผนการโปรโมท การลงโฆษณา แพ็คเกจจิ้งรวมถึงระบบร้านค้าออนไลน์ที่ต้องให้พร้อมที่สุดเท่าที่จะทำได้ เล่นเอากินข้าวไม่ตรงเวลามาเกือบทั้งอาทิตย์

 

               สตาร์ตรถได้ผมก็เปิดแอร์เย็นฉ่ำ แล้วก็อดจะก้มมองซองเช็กในมือไม่ได้ โชคดีที่คืนนี้ผมตั้งใจจะแวะไปหาไอ้จอมทัพที่ร้านมันอยู่แล้วพอดี เดี๋ยวถือโอกาสนี้เอาเช็กให้ไอ้โอบด้วยเสียเลยก็แล้วกัน

 

               นึกถึงไอ้เด็กนั่นแล้วผมก็อดจะถอนหายใจไม่ได้ นี่ยังนึกไม่ออกเลยว่าจะต้องพูดกับมันยังไงมันถึงจะยอมรับเงินค่าตัว พนันกันได้เลยว่ามันต้องไม่ยอมรับแหงๆ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันจริงจังกับเรื่องเดทอะไรของมันแค่ไหน หรือเพียงแค่พูดไปอย่างนั้นเพราะไม่ได้ใส่ใจอะไรกับการมาช่วยเป็นแบบให้ผมในวันนั้นอยู่แล้วตั้งแต่แรก ผมรู้ว่าไอ้โอบมันเป็นเด็กมีน้ำใจและไม่คิดเล็กคิดน้อย มันคงไม่ได้คิดว่าสิ่งที่มันอยู่คือการทำงานที่ใครหลายคนเรียกมันว่าอาชีพด้วยซ้ำ ติดตรงที่เด็กผีอย่างมันพูดจาไม่ค่อยจะรู้เรื่องอีกทั้งยังชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากได้ตลอด

 

               Rrrr~

 

               “ครับแม่” ผมกดรับสายผ่านบลูทูธก่อนจะหักพวงมาลัยเลี้ยวขึ้นทางด่วน สายตามองตรงไปเบื้องหน้าที่ตอนนี้เต็มไปด้วยรถมากมาย ย้อนแย้งกับคำว่าทางด่วนเสียจริงๆ

 

               [อยู่ไหนน่ะศิลา ช่วงนี้ยุ่งมากล่ะสิ หายหน้าหายตาไปเลย ไม่แวะกลับมากินข้าวที่บ้านเลยนะเรา] เสียงกระเง้ากระงอดของแม่ทำให้ผมอดจะหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ แต่ไหนแต่ไรมาแม่มักมองว่าผมยังเป็นเด็กที่ต้องคอยโทรตามกลับบ้านเสมอ แม้ว่าตอนนี่อายุของผมจะเลยเลขสามมาแล้วก็ตาม

 

               “ช่วงนี้ผมยุ่งนิดหน่อยครับแม่ ใกล้จะเปิดคอลเลคชั่นใหม่แล้ว แต่ตั้งใจว่าอาทิตย์หน้าจะแวะกลับไปหาแม่อยู่เหมือนกันครับ” ผมบอกยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดี

 

               [ลูกพูดจริงหรือว่าแค่โกหกให้แม่ดีใจเล่นกันล่ะ รอบนี้หายไปหลายวันจนพ่อของลูกยังเอ่ยปากถามหาเลยนะตาศิลา]

 

               “ผมจะโกหกแม่ทำไมล่ะครับ ฝากบอกพ่อด้วยนะครับว่าผมจะรีบเคลียร์งานแล้วกลับไปหาท่านแน่นอน”

 

               [ดีมาก ว่าแต่ลูกจะมาวันไหนล่ะ เผื่อว่าแม่จะ…]

 

               “ผมยังไม่แน่ใจเลยครับแม่ เอาเป็นว่าผมขอเก็บเป็นความลับไว้ไปเซอร์ไพรส์แม่แล้วกัน”

 

[ตาศิลานี่ ฟังแม่พูดให้จบก่อนไม่ได้รึยังไงกันนะลูกคนนี้]

 

“ผมรู้ครับว่าแม่จะพูดอะไร แต่แค่นี้ก่อนนะครับ พอดีผมขับรถอยู่ รักแม่นะ แล้วเจอกันครับแม่” ผมตัดบท พูดจบก็รีบกดวางสายในทันที แม้ริมฝีปากจะยังยิ้มได้แต่ก็อดจะถอนหายใจทิ้งท้ายเพราะความหนักใจไม่ได้อยู่ดี

 

จะมีเรื่องอะไรเสียอีกล่ะถ้าไม่เรื่องลูกสะใภ้ที่แม่พยายามจะส่งเทียบเชิญบรรดาลูกสาวของเพื่อนแม่มาแนะนำให้ผมรู้จัก ซึ่งที่ผ่านมาผมก็พยายามจะรักษาน้ำใจของแม่และเลือกจะปฏิเสธผู้หญิงเหล่านั้นอย่างมีมารยาทกับทุกคนมาตลอด จนตอนนี้เริ่มจะหมดมุกแล้ว อีกอย่างคือตอนนี้ผมมีเวลาคิดเรื่องนั้นเสียที่ไหนกัน ลำพังแค่กินอาหารให้ตรงเวลาผมยังทำไม่ได้เลย แล้วผมจะเอาปัญญาที่ไหนไปดูแลลูกสาวชาวบ้าน ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องทำยังไงให้แม่เข้าใจเรื่องนี้สักที พูดมากเดี๋ยวก็งอนใส่ผมอีก

 

Rrrr~

 

               วางสายจากแม่ได้ไม่ทันไรโทรศัพท์ของผมก็สั่นขึ้นมาอีกรอบ คราวนี้เป็นไอ้จอมทัพ เดาว่ามันน่าจะโทรมาถามว่าผมถึงไหนแล้วเพราะผมนัดกับมันเอาไว้ตอนสามทุ่ม แต่นี่ห้าทุ่มจะครึ่งแล้ว

 

เดือนนี้ผมจ่ายค่าโอทีพนักงานไปเท่าไหร่แล้วนะ…

 

“ผมจอดรถที่หน้าร้านแล้วครับคุณจอมทัพ เลทไปแค่สองชั่วโมงกว่า โทรจิกผมเป็นไก่เลยนะ” ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดรับแล้วแสร้งประชดไปตามสายพร้อมกับที่รีบก้าวเท้าลงจากรถ กดล็อกรถด้วยกุญแจรีโมทในมือก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ เข้าไปด้านในด้วยความคุ้นเคย รวมไปถึงทุกคนที่นี่เองก็น่าจะคุ้นเคยกับผมเป็นอย่างดีไม่เว้นแม้แต่การ์ดหน้าร้าน

 

[แถวบ้านฉันเรียกตั้งสองชั่วโมงโว้ย ไม่ใช่แค่สองชั่วโมง ถึงแล้วก็รอที่เคาน์เตอร์นั่นแหละ ไม่ต้องขึ้นมาหรอก เดี๋ยวฉันลงไป]

 

“เออ แล้วเจอกัน” ผมตอบรับสั้นๆ ก่อนจะกดวางสายแล้วนั่งลงบนเก้าอี้ตัวสูงหน้าเคาน์เตอร์บาร์ ปกติเวลาผมมาที่นี่ ถ้าไม่ตรงกับช่วงเวลาที่ร้านปิดแล้ว ผมก็มักจะมานั่งดื่มตรงนี้อยู่แล้ว ไม่ค่อยอยากเดินขึ้นไปที่ห้องทำงานของไอ้จอมทัพมันหรอก เกรงใจมัน

 

“สวัสดีครับพี่ศิลา” ไอ้อินเทลที่ประจำอยู่ที่เคาน์เตอร์บาร์หันมายกมือไหว้ มันเป็นบาร์เทนเดอร์ประจำร้านคู่กับไอ้โอบที่ไม่รู้ว่าวันนี้หายหัวไปไหน เพราะปกติแล้วมันจะยืนเสนอหน้าอยู่ตรงนี้ แต่วันนี้ตั้งแต่ที่ผมนั่งลงตรงนี้ผมกลับไม่เห็นว่ามันจะเสนอหน้าทะเล้นๆ ของมันมาให้เห็น

 

“พี่ศิลามองหาใครอยู่รึเปล่าครับ หรือว่าจะเป็น…”

 

“ไอ้ทัพ” ผมตัดบท ไม่ได้อยากจะให้ไอ้อินเทลมันคิดว่าผมมองหาไอ้โอบหรอก แม้ลึกๆ แล้วจะยังนึกสงสัยอยู่ก็ตามที

 

“อ้อ สักครู่ครับ เดี๋ยวผมตามให้”

 

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวมันคงลงมา ฉันขอเบียร์เย็นๆ สักขวดก่อนก็แล้วกัน”

 

“ได้ครับพี่ สักครู่ครับ” ไอ้อินเทลบอกยิ้มๆ ก่อนจะเดินไปเตรียมเครื่องดื่มให้ผม และยังไม่ทันที่ผมจะได้ดื่มเบียร์สักอึก ไอ้จอมทัพก็เดินมานั่งข้างๆ เสียแล้ว

 

“ไง หายหน้าหายตาไปหลายวัน ยุ่งเหรอวะ” ไอ้จอมทัพถามพลางเอื้อมมือมาตบบ่าผมปุๆ

 

“นิดหน่อย แต่ก็แค่ช่วงนี้แหละ เดี๋ยวพอเปิดตัวเรียบร้อย ก็คงไม่มีอะไรน่าห่วง น่าจะว่างๆ เหมือนเดิม”

 

“ใช่เหรอวะ ฉันคิดว่าที่นายไม่ว่างเพราะตั้งใจอยากจะทำตัวให้ไม่มีเวลา จะได้ไม่ต้องกลับบ้านไปกินข้าวกับที่บ้านมากกว่า”

 

“พูดมาก” ผมขัดขึ้นเสียงเข้มก่อนจะยกขวดเบียร์ที่ไอ้อินเทลยกมาเสิร์ฟขึ้นดื่ม ทำทีเป็นไม่สนใจไอ้จอมทัพที่มักจะเอาเรื่องนี้มาแซวผมตลอดเพราะหลายครั้งที่ผมบ่นให้มันฟังถึงเรื่องที่แม่ชอบนัดสาวให้ผมดูตัวน่ะ

 

อื้มมม เวลาได้ดื่มเบียร์เย็นๆ นี่มันชื่นใจดีจริงๆ

 

“ไอ้โอบไปไหน” ว่าจะไม่ถามถึงแต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ

 

ไอ้จอมทัพเลิกคิ้วสูงใส่ผมแถมยังอมยิ้มกวนประสาทจนผมต้องถอนหายใจใส่หน้ามันอีกรอบก่อนจะต้องรีบอธิบาย “ฉันแค่จะเอาเช็กค่าตัวมันมาให้”

 

“อ้าว ไหนมันบอกไม่รับเงินค่าตัวไงวะ โฆษณาไปทั่วว่าทำให้นายด้วยหัวใจ” ไอ้จอมทัพย้อนถามพลางกลั้นขำ ในขณะที่ผมถึงกับเซ็ง

 

“มันก็บอกว่าจะไม่รับเงินนั่นแหละ แต่ฉันไม่อยากให้มันเสียระบบ”

 

“อ้อ งั้นนายจะฝากฉันไว้ก่อนมั้ยล่ะ พรุ่งนี้มันถึงจะมาทำงาน โทรมาลาสองสามวันน่ะ แต่ไม่ได้บอกว่าไปไหน แปลกใจอยู่เหมือนกันเพราะร้อยวันพันปีก็ไม่เคยเห็นมันลางาน แต่ก็ไม่ได้อยากจะถามว่ะ น่าจะเรื่องส่วนตัว” ไอ้จอมทัพอธิบายเสร็จสรรพ ฟังแล้วผมก็ได้แต่พยักหน้าก่อนจะพักเรื่องเช็กเอาไว้เพราะคงต้องเอามาให้มันใหม่วันหลัง

 

“ไว้ฉันให้มันเองจะดีกว่า มันเรื่องเยอะ รำคาญ”

 

“ฉันก็คิดงั้นเหมือนกัน” ไอ้จอมทัพพูดจบแล้วหัวเราะทิ้งท้ายเบาๆ ใครๆ ต่างก็รู้ว่าไอ้โอบมันไม่ใช่เด็กธรรมดาแต่มันเป็นเด็กผี

 

ผมยังคงนั่งคุยกับไอ้จอมทัพถึงเรื่องทั่วไปเหมือนอย่างทุกทีที่แวะมานั่งดื่ม ปกติแล้วถ้าหากว่าผมมีเวลาหรือว่าเบื่อๆ เซ็งๆ ผมก็มักจะแวะมาที่นี่ นังดื่มนั่งคุยกับมันสักนิดสักหน่อยคลายเครียดแล้วค่อยกลับไปนอน หรือถ้าหลังจากได้เวลาปิดร้านแล้วมันกับผมยังไม่มีใครรีบไปไหน ก็อาจจะชวนกันไปหาอะไรกินหรือนั่งดื่มกันที่ร้านอื่นต่อเรื่อยเปื่อยตามประสาหนุ่มโสด

 

“เอ่อ ขอโทษนะครับ วันนี้โอบมาทำงานรึเปล่าครับ”

 

คำถามจากผู้ชายตัวสูงๆ คนหนึ่งดังแว่วมาจากอีกฟากของเคาน์เตอร์บาร์ ผมกับไอ้จอมทัพละสายตาออกจากกันโดยอัตโนมัติ ก่อนที่เราจะพากันหันกลับไปมองเขาคนนั้นที่กำลังยืนรอคำตอบจากไอ้อินเทลด้วยความแปลกใจ

 

ผมคิดว่าผมจำเขาได้นะ น่าจะใช่ผู้ชายที่แวะไปรับไอ้โอบที่สตูฯ ของผม ถึงแม้ว่าวันนั้นผมจะเห็นเขาจากไกลๆ และเห็นใบหน้าของเขาได้ไม่ไม่ชัดเจนสักเท่าไหร่ แต่ดูจากบุคลิกรวมถึงรูปร่างโดยรวมแล้วผมค่อนข้างมั่นใจว่าน่าจะเป็นคนเดียวกัน

 

“ไม่ได้มาครับ” ไอ้อินเทลตอบยิ้มๆ แต่หางตาที่ชำเลืองมองมาที่ผมกับไอ้จอมทัพดูแปลกๆ ท่าทางมีพิรุธ

 

“งั้นเหรอครับ พอจะติดต่อโอบได้มั้ยครับ ผมเป็นพี่ชายของโอบ แต่สองสามวันมานี่ติดต่อโอบไม่ได้เลย ผมเป็นห่วงเขาน่ะครับ”

 

พี่ชายเหรอ จริงสินะ วันนั้นผมเองก็ได้ยินไอ้โอบบอกแบบนั้นเหมือนกัน

 

‘ครับ ผมคงน่ารักน่าเอ็นดูมาก ใครๆ ก็เลยชอบบอกว่าผมเป็นน้องชาย’ 

 

‘ครับ วันนี้เขาแวะมาบอกว่ากำลังจะแต่งงานเดือนหน้าน่ะครับ ขอร้องให้ผมช่วยเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้’ 

 

จะเป็นไปได้มั้ยว่าเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับที่ไอ้โอบมันลางาน เหมือนว่ามัน…จะอกหัก

 

เหอะ! เห็นแก่ตัวชะมัด มีอย่างที่ไหนกำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงอีกคนแต่ยังมีหน้าไปขอให้ไอ้โอบช่วยเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้ทั้งที่เขาเองก็น่าจะมองออกว่าสายตาของไอ้โอบดูอาลัยอาวรณ์เขาอย่างเห็นได้ชัด บอกตามตรงว่าถ้าผมเป็นไอ้โอบ ผมก็คงไม่อยากเจอหน้าเขาหรือแม้แต่รับสายของเขาเหมือนกันนั่นแหละ

 

               “ผมไม่ทราบเลยครับ” ไอ้อินเทลตอบยิ้มๆ พูดจบมันก็หันหลังกลับไปเช็ดแก้วต่อในทันที ทำเหมือนไม่อยากจะมองหน้าผู้ชายคนนั้นสักเท่าไหร่

 

               “ขอโทษนะครับ ผมเป็นเจ้าของร้าน มีเรื่องอะไรรึเปล่าครับ พอดีผมได้ยินคุณถามถึงโอบ” ไอ้จอมทัพรีบเข้าไปแนะนำตัวพร้อมกับไถ่ถามผู้ชายคนนั้นด้วยตัวเอง ผมได้แต่นั่งฟังต่อไปเงียบๆ ทำทีเป็นยกขวดเบียร์ขึ้นดื่มพร้อมกับที่แอบชำเลืองหางตามองไปที่ไอ้อินเทลเพราะรู้สึกได้ตั้งแต่แรกว่ามันน่าจะกำลังปิดบังอะไรบางอย่างเอาไว้

 

ถึงไม่ได้อยากจะยุ่งเรื่องส่วนตัวของใครแต่ผมก็รู้ว่าไอ้อินเทลมันมีพิรุธ เพราะมันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่เพื่อนเพื่อนสนิทอย่างมันจะไม่รู้ว่าจะติดต่อไอ้โอบได้ยังไง

 

“อ้อ สวัสดีครับ ผมเป็นพี่ชายของโอบน่ะครับ หลายวันแล้วที่ผมติดต่อเขาไม่ได้ รู้ว่าเขาทำงานอยู่ที่นี่ก็เลยแวะมาหาน่ะครับ” ผู้ชายคนนั้นยังคงอธิบายด้วยความกังวลอยู่ในที

 

“โอบโทรมาลางานน่ะครับ แต่ไม่ได้บอกเหตุผลเอาไว้ ต้องขอโทษด้วยนะครับ แต่ถ้าเขากลับมาทำงานผมจะบอกเขาให้ก็แล้วกัน”

 

“ครับๆ ขอบคุณมากครับ ขอโทษที่มารบกวน”

 

“ไม่เป็นไรครับ ที่นี่ยินดีต้อนรับ” ไอ้จอมทัพเจรจาด้วยไมตรี ทั้งที่ผมแอบเห็นว่ามันเองก็ชำเลืองหางตามองไอ้อินเทลอยู่เหมือนกัน

 

ผมยังคงทำทีเป็นจิบเบียร์ต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งผู้ชายคนนั้นเดินกลับออกไปพร้อมกับความผิดหวังเมื่อไม่เจอไอ้โอบ รวมถึงไม่มีช่องทางการติดต่อมันอีกต่างหาก ดีไม่ดีผมว่าพรุ่งนี้เขาน่าจะแวะมาใหม่ถ้าหากว่ายังติดต่อมันไม่ได้น่ะนะ

 

“ไอ้อินเทล”

 

“เอ่อ ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับพี่ ฝากบาร์แป๊บ”

 

“มึงหยุด! ถ้ามึงก้าวออกไปอีกก้าวเดียว กูไล่มึงออก” ไอ้จอมทัพยื่นคำขาด และนั่นก็ทำให้ไอ้อินเทลยืนยิ่งอยู่กับที่ หน้าเจื่อนสนิท

 

“จะเล่ามั้ย”

 

“พี่อยากดื่มเหล้าอะไรดีครับ เดี๋ยวผมชงให้”

 

“อย่ากวนตีน ตกลงว่ายังไง ไอ้โอบมันหายหัวไปไหน แล้วผู้ชายคนเมื่อกี้เป็นใคร กูไม่เคยได้ยินไอ้โอบมันพูดถึงพี่ชายมันมาก่อน ตกลงมันมีพี่น้องด้วยเหรอวะ แล้วทำไมมึงต้องทำลับๆ ล่อๆ อีกอย่างถ้าเขาเป็นพี่ชายไอ้โอบ ทำไมทำเหมือนไม่รู้จักมึงทั้งที่มึงกับไอ้โอบสนิทกัน แถมยังโกหกว่าติดต่อไอ้โอบไม่ได้ทั้งที่มันเช่าห้องอยู่ตรงข้ามกับมึงน่ะ” ไอ้จอมทัพยิงคำถามใส่รัวๆ สีหน้าไอ้อินเทลตอนนี้ดูกระอักกระอ่วนใจขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

 

“ไอ้อินเทล”

 

“โธ่พี่ ถามเยอะแบบนี้ผมจะไปตอบหมดได้ยังไง ไม่ทันนึกคำตอบแรกได้ผมก็ลืมคำถามไปแล้ว” ไอ้อินเทลพยายามบ่ายเบี่ยง แต่ยิ่งมันอิดออดที่จะพูดเท่าไหร่ ทั้งไอ้จอมทัพและผมก็ยิ่งอยากรู้ และผมเชื่อว่าไอ้จอมทัพมันต้องเค้นความจริงจากปากไอ้อินเทลออกมาจนได้นั่นแหละ

 

“งั้นกูจะถามทีละคำถาม”

 

“เอ่อคือ ลูกค้าเต็มร้านขนาดนี้ พี่จะมัวถามเรื่องส่วนตัวอะไรในเวลางานกันล่ะครับ ไว้รอปิดร้านก่อนก็แล้วกัน”

 

“ไอ้…”

 

“สวัสดีครับคุณสกาย วันนี้ดื่มอะไรดีครับ” ไอ้อินเทลเผ่นแน่บไปต้อนรับลูกค้าสาวคนหนึ่งที่เพิ่งจะนั่งลงที่เก้าอี้ตรงหน้ามัน นับว่าเอาตัวรอดไปได้อย่างหวุดหวิด แต่เชื่อเถอะว่ามันไม่น่าจะรอดไปได้นาน

 

“ลูกน้องกูแต่ละคนนี่มันน่าไล่ออกจริงๆ” ไอ้จอมทัพบ่นอย่างหัวเสีย มันหันกลับมามองหน้าผมด้วยสายตาเบื่อหน่ายก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ส่วนผมก็ได้แต่ไหวไหล่เล็กน้อยเพราะไม่มีสิทธิ์จะพูดอะไร เรื่องของลูกน้องมันนี่ ไม่ได้เกี่ยวกับผมหรอก ผมแค่อยากรู้เฉยๆ ไม่ได้จะออกความคิดเห็น

 

“พี่โอบไม่อยู่เหรอคะ” เธอคนนั้นถามอายๆ ไอ้จอมทัพที่น่าจะได้ยินคำถามนั้นชัดเจนถึงกับกลอกตาเซ็ง

 

“ไอ้เวรนี่จะฮ็อตไปไหน นี่รายที่เท่าไหร่แล้วที่มาถามถึงมัน” มันพูดถึงได้โอบแต่ดันหันมามองผมด้วยสายตาเอือมระอาแบบนั้นทำไมกันล่ะ

 

“ใจเย็นนะไอ้จอมทัพ ฉันไม่เกี่ยวโว้ย ฉันถามหามันก็เพราะเรื่องเช็ก ไม่ใช่เพราะหลงเสน่ห์มัน” ผมรีบออกตัว แต่ไอ้จอมทัพกลับแค่นหัวเราะใส่ผมทั้งยังส่ายหัวเหมือนจะพาลเอือมระอาผมไปด้วยอีกคน

 

“วันนี้โอบลาครับ”

 

“อ้าว เหรอคะ แล้วพี่โอบเขาลากี่วัน พรุ่งนี้เขาจะมาทำงานมั้ยคะ”

 

“มาครับ วันลามันหมดแล้ว พรุ่งนี้ถ้าไม่มา พี่เจ้าของร้านเขาจะไล่มันออกแล้วครับ”

 

“ไอ้เวร” ผมได้ยินไอ้จอมทัพสบถอย่างนั้น มันทำตาขวางใส่ไอ้อินเทลที่ยังยืนฉีกยิ้มอย่างเต็มใจบริการสาวสวยคนนั้นอยู่ไกลๆ

 

“งั้นพรุ่งนี้สกายแวะมาใหม่ก็ได้ค่ะ ขอโทษด้วยนะคะแต่สกายมีเรื่องอยากคุยกับพี่โอบเขาจริงๆ”

 

“ไม่เป็นไรครับ แล้วผมจะบอกมันให้ว่าคุณสกายแวะมาหา”

 

“ขอบคุณมากค่ะ ฝากบอกเขาอีกนิดก็ได้นะคะว่าสกายคนที่สวยๆ แล้วก็ตามจีบเขามานานแล้ว ขอร้องให้เขาช่วยใจอ่อนสักทีค่ะ” เธอบอกยิ้มๆ ก่อนจะผละตัวออกไปด้วยท่าทีอารมณ์ดีแม้จะผิดหวังที่มาแล้วไม่เจอไอ้โอบก็ตาม ดูเหมือนว่าเธอจะชื่นชอบในตัวไอ้โอบมากทีเดียว

ความคิดเห็น