Echo9/32Dec.

มี 2 นามปากกานะคะ Echo9 กับ 32Dec. ขอบคุณทุกการสนับสนุนกันนะคะ

ตอนที่ 14 เขยิบเข้ามาได้ไหม?

ชื่อตอน : ตอนที่ 14 เขยิบเข้ามาได้ไหม?

คำค้น : วาย

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 15

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 17 ก.ย. 2563 10:52 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 14 เขยิบเข้ามาได้ไหม?
แบบอักษร

ตอนที่ 14 เขยิบเข้ามาได้ไหม? 

  

“มิวท์! มึงเป็นเมจไม่ใช่แทงค์ ไม่ต้องนำ!” 

เตตะโกนเรียกเพื่อนที่เดินนำไปตีป้อม เมื่อเห็นว่ามิวท์ผู้เล่นเมจกำลังเดินนำแทงค์อย่างเขา หลายคนรู้ดีกว่าตัวละครในสายนี้เพื่อแลกกับดาเมจอันหนักหน่วง จะมีค่าพลังชีวิต (HP) ค่อนข้างน้อย ถ้าเดินนำและอีกฝ่ายเกิดออลกัน ย่อมรับดาเมจไม่ไหวแน่ ๆ 

“ตัวกูบาง แต่ใจไม่บางนาเว้ย มึงดูกูเต กูคนไทย!” 

ทันทีที่ศัตรูซ่อนเพื่อรอจังหวะจัดการตัวละครที่มีดาเมจจัด มิวท์โยนสกิลแรกเปิดอัลติ ทำให้อีกฝ่ายเคลื่อนที่ช้าลงและลดเกราะ แล้วใช้สกิลสองเพื่อหนีออกจากการออลเปิดโอกาสให้แครี่สร้างดาเมจ จนศัตรูลงไปนอนคุยกับรากมะม่วง เรียกได้ว่าเป็นการปิดเกมที่สวยงาม 

“พวกนั้นใจร้อนไปหน่อยนะครับ ตอนเราตายหมดน่าจะเอาป้อม ดันแยกไปฟาร์มกับตีบัฟซะงั้น” 

“เห็นด้วยนะคะ น้ามิวท์ก็ล่อซื้อสำเร็จด้วย นาน ๆ มาจับแครี่ที ไม่ค่อยชินมือเลยนะคะ” 

ขนาดไม่ชินนะหลานน้ำตาล ถ้าชินมือพวกนั้นไม่ต้องเกิดหรอก นอนรอที่บ่อเกิดนั่นแหละ 

สี่หนุ่มคิดในใจ ค่อนข้างรู้ว่าเตชินทร์เอาหลานมาเลี้ยง ไม่รู้คนทั่วไปเขาคิดแบบเตหรือเปล่า เอาลูกเขามาเลี้ยงแทนที่จะพาไปซื้อเสื้อผ้า ของใช้ผู้หญิง ๆ มันกลับถามหลานว่า ‘ชอบเล่นเกมไหม? ไปข้างนอกกัน’ เท่านั้นแหละ ทั้งเครื่องเกมเพลย์ PSP คอมพิวเตอร์สำหรับเล่นเกมมาครบ เชื่อว่าตอนนั้นน้ำตาลเองคงงง ๆ เคยมีครั้งหนึ่งเห็นเตสอนให้หลานเล่นเกม แล้วมันก็สอนเรื่องราวชีวิตไปในตัว ถ้ามันไม่ติดนิสัยไม่มั่วแต่ทั่วถึง มันก็เป็นคนดีคนหนึ่งเลยทีเดียว 

“นี่ก็ดึกแล้ว แยกย้ายกันไปนอนเถอะ” 

“ครับ ฝันดีนะครับพี่ น้ำตาลก็ฝันดีพระคุ้มครองนะครับ” 

“ค่า~ น้ำตาลไปนอนก่อนนะคะ” 

“ฝันดีเว้ยทุกคน” 

มิวท์บอกลาทุกคนแล้วจะเข้านอนในทันที ช่วงนี้เขาค่อนข้างอ่อนล้าทางร่างกายและจิตใจ เหมือนทุกคนจะเข้าใจ จึงบอกฝันราตรีสวัสดิ์แทนที่จะชวนกันตีป้อมต่อ 

 

กูนอนไม่หลับครับ 

ตอนเล่นเกมง่วงตาแทบปิด พอเดินไปเข้าห้องน้ำแล้วกลับมานอนกลับตาสว่างซะงั้น ถ้าเป็นตอนที่พ่อแม่อยู่บ้าน คงชวนพ่อมานั่งกินถั่วลิสง ดูทีวีแล้วคุยเรื่องสัพเพเหระ สักพักแม่จะเดินออกจากห้องครัว พร้อมกลิ่นกับข้าวหอมฉุยและเครื่องดื่มพร้อมสรรพ เรียกว่าการนอนไม่หลับกลายเป็นปาร์ตี้ตามประสาครอบครัว แล้วรุ่งขึ้นแม่ก็จะเคาะกระทะปลุกทุกคนที่หลับคาวง พูดแล้วคิดถึงบรรยากาศแบบนี้เหมือนกันแฮะ 

มิวท์สวมเสื้อคลุมแล้วไขกุญแจบ้านเพื่อออกไปเซเว่นฯ แม้ว่าจะเลยเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ไปแล้วก็ตาม แต่เขาแค่อยากออกไปหาอะไรอุ่น ๆ อย่างไข่ตุ๋น ซาลาเปา ขนมจีบ อะไรแบบนี้แค่นั้น 

“มาซะดึกเลย นอนไม่หลับเหรอพี่” 

“ถ้านอนหลับ เอ็งจะเห็นหรือไง” 

“ขอโทษครับ เออพี่มีสินค้าใหม่มาโว้ย ถุงยางอนามัยอย่างดี บางเฉียบเหมือนไม่ได้ใส่เพื่อผิวสัมผัสที่ไม่มีอะไรมาขวางกัน ไม่ว่าประตูหลังหรือหน้าก็ไม่หวั่นแม้วันมามาก ซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง เริ่มโปรวันนี้วันแรก!” 

“เดี๋ยวก็โดนฟ้องหรอก ปาร์ค พี่มาหาของกิน ไม่ได้มาหาเครื่องป้องกันผลพวงจากกิจกรรมเข้าจังหวะ” 

“งั้นนี่เลยพี่ชาย เค้กโรลมะม่วงหาวมะนาวโห่ กินแล้วต้องอุทานแบบว่าพุทธ โอ้! พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันอร่อยจนอยากนิพพาน เท่านั้นยังไม่พอ! ทางเรามีนมถั่วเหลืองผสมคอลลาเจนจากปลาทะเลน้ำลึก ส่วนลึกแค่ไหนถามใจดู แล้วนี่กล้วยหอมทอง สินค้าธรรมดา ๆ ที่พรีเซ็นเพื่อการตลาด ด้วยการแขวนไว้กับต้นให้ความรู้สึกเหมือนได้เด็ดกินจากสวน หยิบเถอะพี่ เวลาใครถามว่าเอามาจากไหน จะได้ตอบว่า ‘เราเด็ด’ อ้าว! พี่มึงจะไปไหนมายืนฟังกันก่อน” 

ลูกค้าเพียงหนึ่งเดียวในร้าน ตอนนี้เดินส่ายหัวแล้วไปดูขนมขบเคี้ยว พนักงานคนนี้ชื่อว่า ‘ปาร์ค’ หนุ่มน้อยวัย 18 ปี กำลังเป็นนักเรียนม. ปลายเตรียมสอบเข้ามหา’ ลัย อยู่บ้านถัดไปจากเขาไป 3 ซอย ที่รู้จักเพราะเคยเล่นบอลทีมเดียวกัน ตอนแข่งกีฬาสานสัมพันธ์ในเทศบาล 

ที่บ้านเป็นร้านขายอาหารตามสั่ง ส่วนปาร์คเป็นพนักงานพาร์ทแถมยังเป็นสุดยอดนักขาย ณ ร้านสะดวกซื้อแห่งนี้อีกต่างหาก 

“มิวท์? ดึกป่านนี้ยังไม่นอนอีกเหรอ?” 

บางทีเจ้ากรรมนายเวรก็มาในรูปแบบของแฟนเก่าสินะ! 

รอยยิ้มแห้ง ๆ ปรากฏบนใบหน้า เมื่อเห็นว่าเจ้าของเสียงเป็นใคร นี่มันยามวิกาลไม่คิดจะกลับบ้านกลับช่องกันหรือไง! 

“นอนไม่หลับเลยออกมาหาอะไรกินน่ะครับ แล้วพี่มาทำอะไรดึก ๆ แถวนี้ครับ” 

ความจริงอยากจะถามไปว่า ‘แถวบ้านพี่ไม่มีเซเว่นเรอะ!’ ก็ดูเป็นการหาเรื่องมากเกินไป เลยลองถามอะไรที่เป็นกลาง ๆ แล้วไม่มีอารมณ์จะมาเถียงด้วยสักเท่าไหร่ 

“เพิ่งกลับมาจากงานแต่งน่ะ เพื่อนพี่ชวนต่อจนดึก นาน ๆ เจอกันที ขากลับนึกได้ว่าน้ำดื่มหมดเลยแวะซื้อ บังเอิญจังเลยนะ” 

“เหรอครับ แปลกจังนะครับ บอกว่ากินเหล้าไม่ได้กลิ่นเลย” 

“ก็ไม่ได้กินมานี่ จับผิดเหรอครับ?” 

“อะแฮ่ม ๆ ถุงยางแบบบางเบาไม่หวั่นแม้วันมามากสักกล่องไหมครับ ซื้อหนึ่งแถมหนึ่งเลยนะพี่มึง” 

มิวท์หันขวับไปทางปาร์คที่โฆษณาสินค้าใหม่เต็มที่ราวกับเป็นหุ้นส่วน เมื่อกี้ก็เผลอเดินไปใกล้เพื่อดมกลิ่นเหล้า เห็นบอกว่าเพื่อนชวนอยู่ต่อ คิดว่าจะดื่มมาอะไรแบบนี้ ด้วยความที่เดินเข้าไปใกล้จนลืมตัว เหมือนภริยาจับผิดสามีที่กลับไม่ตรงเวลา ไม่แปลกใจที่ปาร์คจะพูดขึ้นเช่นนี้ 

“ไม่ได้ใช้หรอกเว้ย!” 

“พี่ชอบแบบสดเหรอ!” 

“ทะลึ่ง!” 

“ผมพูดถึงกล้วยหอมทองนะพี่มึง” 

“เลิกกวนโมโหพี่ได้ไหม ไม่งั้นจะฟ้องผู้จัดการ” 

“ขอโทษครับ” 

คนที่เดินเอาขนมมาวางเพื่อคิดเงิน เพื่อจะได้กลับบ้านเสียที ไม่นึกเลยว่าดึกป่านนี้จะได้เจอกับเจ้ากรรมนายเวรอีก แต้มบุญที่สะสมมาสงสัยจะใช้ไปหมด ตอนเปิดกล่องสมบัติแล้วสินะ 

“พี่ว่าเราเป็นนักขายที่ดีนะ พี่ชื่นชม เดี๋ยวคิดรวมกันเลยนะ” 

“ผมจ่ายเองก็ได้ครับ” 

“เอาเถอะนิดหน่อยเอง” 

ปาร์คยื่นเงินทอนให้ชาติ ก่อนเจ้าตัวจะเดินออกไปพร้อมน้ำสองแพ็คเล็กขึ้นรถ มิวท์ยืนมองระหว่างกระดกน้ำอัดลมอดคิดไม่ได้ว่าคนดูดีนี่แค่ยกน้ำขึ้นรถก็ดูหล่อเหมือนพรีเซนเตอร์มาเอง ลองมาเป็นเขายกดูสิ! คงเหมือนพวกรถส่งน้ำแข็งแน่ ๆ 

 

อากาศยังคงแจ่มใสเหมือนเช่นทุกวัน มิวท์แต่งตัวด้วยเสื้อโปโลมีเขียวเข้มมีตราสัญลักษณ์ของบริษัทตรงกระเป๋าเสื้อด้านซ้าย แล้วสวมทับด้วยเสื้อกันหนาวสีดำเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย แล้วหยิบหน้ากากอนามัยมาปิดปากและจมูกไว้ ไม่คิดเลยว่าการดื่มน้ำอัดลมเย็นจัดตอนกลางคืน จะตื่นมาเจ็บคอไข้ขึ้นได้ขนาดนี้ ตอนแรกว่าจะลาหยุด แต่เพื่อเบี้ยขยันแล้ว! คนรู้จักคุณค่าของเงินอย่างมิวท์เลยกัดฟันไปทำงาน ด้วยประการละฉะนี้ 

“ไม่สบายเหรอมิวท์ ไม่ไหวก็ลาหยุดได้นะ คุณชาติไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น ยิ่งกับเราแค่เสี้ยนตำมือ ก็ลาเป็นอาทิตย์ได้สบาย ๆ” 

“อย่าพูดแบบนั้นเลยครับ ผมเกรงใจ” 

เบิร์ดเดินเข้ามาทักทาย มิวท์ในห้องครัวเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนั่งกินโจ๊กหมูอยู่ ปกติไม่เคยเห็นเจ้าตัวกินอาหารพวกนี้ คาดว่าคงป่วยหนักพอตัว ขณะที่เบิร์ดเดินออกไป ชาติก็เดินสวนทางเข้ามาพอดี เมื่อเห็นว่าสีหน้าของมิวท์ดูแย่ จึงรีบวางของกินที่ถือและใช้หลังมืออังหน้าผาก ด้วยความตกใจมิวท์เลยปัดมือออก แล้วหยิบหน้ากากอนามัยขึ้นมาสวมทันที 

“แค่เป็นหวัดนิดหน่อยอะครับ พอดีเมื่อคืนดื่มน้ำเย็นจัด ร่างกายปรับอุณหภูมิไม่ทันเลยป่วย คุณชาติรบกวนเซ็นเอกสารที่อยู่บนโต๊ะด้วยนะครับ” 

“แล้วกินยาหรือยัง?” 

“ผมซื้อมาแล้วครับ ขอบคุณที่เป็นห่วง” 

คนป่วยปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย ยังไงวันนี้ก็ถือเป็นวันดีวันหนึ่ง เนื่องด้วยทีมซัพพอร์ตออกไปติดตั้งกล้องวงจรปิดยกแผนก ส่วนแผนกของต้าไปอบรมกลับมาอาทิตย์หน้า ทีมพัฒนาซอฟต์แวร์ออกไปเก็บความต้องในการพัฒนาระบบจองสินค้า นี่คงเป็นโอกาสทำคะแนนของชาติแล้ว 

 

“ง่วงก็นอนได้นะ พี่ไม่ทำอะไรแผลง ๆ หรอก” 

“ถ้าคิดจะทำก็ใจกล้าเกินไปแล้วครับ” 

“ใครจะไปทำคนป่วยลง” 

ชาติวางแฟ้มเสนอเซ็นไว้ข้างมิวท์ที่กำลังเช็คอีเมล ถึงอีกฝ่ายจะสวมหน้ากากไว้เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นติดหวัด เสียงไอแค่ก ๆ บอกถึงอาการป่วยที่บอกว่าเป็นแค่หวัด ตอนเอามือไปอังหน้าผากเมื่อกี้ รู้สึกมิวท์ตัวร้อนเหมือนไข้ขึ้น แม้กินยาไปแล้วก็ไม่ทุเลาจากชั่วโมงที่แล้วเลย เห็นแบบนี้ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ อีกฝ่ายดูดื้อมากเสียด้วย ทั้งที่เมื่อก่อนเป็นคนว่านอนสอนง่ายแท้ ๆ ไหงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ 

แล้วสาเหตุคงมาจากเขานั่นแหละ 

 

เสียงไอและเสียงสั่งน้ำมูกดังเป็นระยะ บอกถึงอาการของคนป่วยเริ่มแย่ลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งลุกออกจากเก้าอี้ไปเข้าห้องน้ำ ชาติจึงลุกตามไปด้วย พอได้ยินเสียงอาเจียนในห้องน้ำ เบิร์ดและต้าจึงลุกออกมาจากโต๊ะทำงาน กลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นลมในห้องน้ำไป 

“พอมิวท์ออกจากห้องน้ำจับล็อก แล้วพาขึ้นรถเลยไหม?” 

ต้าเสนอความคิด เห็นน้องนั่งกินข้าวเหมือนยาขม คิดว่าอาการคงไม่สู้ดี แค่ไม่คิดว่าจะแย่ลงขนาดนี้ ถึงงานของมิวท์ช่วงนี้จะเยอะก็เถอะ ชาติเองก็ไม่ใช่คนใจร้ายขนาดนั้น จริง ๆ เขาเองทำงานด้านเอกสารได้สบายมากเพราะมีหลายครั้งที่เขาต้องเดินเอกสารเอง เพื่อไปอธิบายให้ผู้ใหญ่เข้าใจด้วยตัวเอง ยิ่งกับลูกน้อง เขาคงไม่ใจร้ายนักหรอก แถมอีกฝ่ายก็เป็นอดีตแฟนเสียด้วย 

“อย่าดีกว่า คิดไปคิดมามิวท์อยู่บ้านกับแฮมเตอร์ไม่ใช่เหรอ? ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาคงมาเจอตอนได้กลิ่น เจ้าตัวอาจจะรู้เลยฝืนมาทำงานก็ได้หรือไม่ก็อยากได้เบี้ยขยัน” 

“เงินพันเดียวผมจ่ายให้ก็ได้ มิวท์เป็นไงบ้าง? ไม่ไหวไปนอนก่อนเถอะ เดี๋ยวเลิกงานพี่ไปปลุก” 

“ก็ได้ครับ” 

คนที่เดินออกจากห้องน้ำพร้อมหลอดยาดมพูด แล้วเดินไปยังห้องนอนใกล้ห้องเซิร์ฟเวอร์ ที่มีไว้นอนเฝ้าสำนักงานป้องกันของหาย มิวท์คงยอมแพ้ต่อสังขารจึงยอมไปพักผ่อนง่าย ๆ เจ้าตัวเองคงไม่คิดว่าพอกินยาแล้วอาการจะหนักกว่าเดิม จะไปส่งที่บ้านก็กลัวเป็นอย่างที่เบิร์ดสังหรณ์ เลยให้นอนพักที่นี่ดีกว่า อย่างน้อยก็ได้อยู่ในสายตา 

 

ชาติประคองมิวท์ไปนอน พอล้มตัวลงบนฟูกได้ เจ้าตัวก็คลุมโปงราวกับต้องการตัดขาดจากสารระบบทุกสิ่งอัน หากเป็นคนอื่นทำแบบนี้คงรู้สึกรำคาญอยู่ไม่น้อย แต่นี่เป็นอดีตแฟนที่อยากเจออีกครั้ง เพราะอยากปรับความเข้าใจ อีกทั้งยังรักอยู่จนทุกวันนี้ ถึงอีกฝ่ายจะไม่ให้อภัยเขาแล้วก็ตาม 

“ยังเวียนหัวอยู่ไหม?” 

ชาติถามออกไป หากมิวท์ตอบว่า ‘แค่พี่อยู่ใกล้ ผมก็อยากอ้วกเต็มที’ ก็คงแสดงสีหน้าออกมาไม่ถูกเช่นกัน 

“น่าจะหมดท้องแล้วอะครับ ทำแบบนี้ไม่กลัวคนอื่นมองพี่ไม่ดีเหรอครับ” 

“จะกลัวทำไม พวกเราก็โต ๆ กันแล้ว พี่ไม่คิดใช้กำลังไปต่อยปากใคร เพราะหากว่าเป็นพวกรักร่วมเพศหรอก คนพวกนี้ก็ดีแค่สร้างมะเร็งในความรู้สึกคนอื่น พูดด้วยความคะนองปากเท่านั้น ไม่ชอบเพศตรงข้ามก็ไม่ใช่ว่าจะกลายเป็นคนไม่ดีนี่ ดูพวกเราสิ ถึงไม่มีบารมีที่บ้าน พี่ก็ทำงานกับบริษัทใหญ่ๆ ได้สบาย อย่างมิวท์ก็มีงานทำเลี้ยงตัวเองและพ่อแม่ได้ อย่าไปแคร์คนที่ไม่ได้หาให้เรากินเลย คำพูดของพี่ฟังดูเหมือนคนเห็นแก่ตัวก็จริง แต่มิวท์ควรเลิกเอาอดีตมาทำร้ายตัวเองสักทีเถอะ” 

“ผมว่าพี่ก็ปากจัดใช้ได้นะ เรื่องนั้นก็พยายามอยู่ แต่ผมลืมอดีตไม่ได้ มันเป็นฝันร้ายที่ตามหลอกหลอน ผม-” 

“พี่ขอโทษที่กลายเป็นความทรงจำที่เลวร้ายสำหรับเรา ก็ไม่คิดว่าจะได้รับการอภัยหรอก เลิกพูดเรื่องนี้ก่อนเถอะ คนป่วยต้องพักผ่อนนะครับ” 

ชาติลูบหัวอีกฝ่ายอย่างทะนุถนอม แล้วเดินออกไป เป็นครั้งแรกที่คู่สนทนาตัดบทเรื่องนี้ก่อน มิวท์รู้ว่าเขาสำนึกผิดจริง ๆ ครั้นจะให้อภัยกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ก็คงทำไม่ได้ เหมือนปาจานใส่กำแพงจนแตกละเอียด ต่อให้เราถือดอกไม้ธูปเทียนมาขอขมา จานที่แตกไปแล้วก็ไม่สามารถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้  

ความรู้สึกของเขาก็เช่นกัน 

 

“มิวท์หลับไปแล้วเหรอ?” 

“คงไม่หลับหรอก พี่เบิร์ดสิ่งที่ผมทำกับมิวท์คงเกินให้อภัยสินะครับ” 

“น้องมันต่อว่าเรามาเหรอ?” 

“ไม่ได้ต่อว่าอะไรหรอก แค่สิ่งที่มิวท์พูดออกมา ทำให้ผมรู้สึกว่าตัวเองเสียน้องไปอย่างไม่มีวันได้คืนน่ะครับ อยู่ใกล้กันแค่นี้ ทำไมความรู้สึกยิ่งไกลออกไปทุกที หรือว่าผมควรหยุดแล้วปล่อยให้น้องไปเจอกับคนที่พร้อมจะมอบความสุขให้ ผมไม่อยากเป็นความทรงจำเลวร้ายเป็นครั้งที่สองนะครับ” 

สีหน้าและท่าทางของชาติเหมือนกับตอนที่เจ้าตัวมาสารภาพว่าไปมีอะไรกับมิวท์ ถึงลูกพี่ลูกน้องคนนี้จะไม่ใช่พวกหนุ่มซิงอะไร แค่ไม่คิดว่าจะรู้สึกผิดจิตตกจนหนีออกมาแบบนั้น แถมอีกฝ่ายยังเป็นเด็กชายอายุ 14 ปี เชื่อว่าป่านนี้คงสติแตกไม่แพ้กัน คงคิดว่าถูกฟันแล้วทิ้ง พอมาเจอกันอีกครั้ง ณ ที่นี่ ยิ่งตอกย้ำความคิดของเบิร์ดว่าเป็นเช่นนั้น 

“เรื่องที่ชาติจะท้อพี่ก็เข้าใจ พี่รู้ว่าเรารู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเหตุผลใด ก็ไม่ควรเอามาเป็นข้ออ้างเพื่อพ้นผิด มันคงไม่ต่างอะไรจากคำแก้ตัว อย่าเพิ่งท้อใจเลย พิสูจน์ไปสิ! ว่าเราพร้อมจะรับผิดชอบ อย่าเป็นแบบพี่เลย แต่งงานทั้งที่ไม่ได้รัก แค่อยากช่วยเพื่อหนีจากความทุกข์ สุดท้ายกลายเป็นสร้างบาดแผลในใจก็เท่านั้น” 

“ผมเชื่อพี่ แค่กลัวจะทำให้มิวท์เชื่อใจไม่ได้” 

“ถ้ายังรู้สึก พี่เชื่อว่าเราทำได้ มิวท์เองก็ไม่ใช่พวกจะให้คนที่เกลียดเข้าใกล้อยู่แล้ว พยายามเข้าน้องชาย ต่อสู้กับฝ่ายอื่นหัวชนฝา จะมาพ่ายแพ้กับความดื้อดึงของอดีตแฟนแล้วเรอะ ยอมแพ้ไวไปนะ” 

“คุณชาติครับ ติดตั้งกล้องวงจรปิดสำนักงานรักษาความสะอาดเรียบร้อยแล้วนะครับ อ้าว! ขอโทษครับ” 

พลัสผลักประตูเพื่อรายงาน โดยไม่ทันสังเกตเห็นเบิร์ดที่อยู่ในห้อง จึงเอ่ยขอโทษที่เสียมารยาท แต่เบิร์ดยกมือบอกว่าไม่เป็นไร เขาเองก็คุยธุระเสร็จแล้ว จึงเดินออกไปด้านนอกให้พลัสได้คุยกับผู้จัดการแทน 

ความคิดเห็น