Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 二

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 296

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 14 ก.ย. 2563 15:45 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 二
แบบอักษร

"ท่านแม่เจ้าหลับ แต่หากพ่อยังไม่หลับ เจ้าก็ไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น" มู่หยางเฉินเอ่ยบอกบุตรีของตนก่อนจะก้มลงไล่ฟัดไล่หอมจนร่างเล็กส่งเสียงหัวเราะออกมาไม่หยุด เหลียนซินพยายามดิ้นจนหลุดจากอ้อมแขนของผู้เป็นพ่อแล้ววิ่งไปหลบด้านหลังพี่ชาย เหว่ยหลงที่เห็นคนเป็นพ่อตรงเข้ามาก็รีบกางแขนสองข้างขวางเอาไว้

 

"อะไรกัน อาหลงคิดจะถือหางเด็กดื้อแล้วรึ" มู่หยางเฉินยกมือขึ้นกอดอก ตาคมไม่ได้ฉายแววโกรธเคืองแต่อย่างใด ในดวงตาคู่นั้นมีแต่ความรักความเมตตาและความเอ็นดูส่งไปยังลูกน้อยทั้งสอง

 

"เจ้ารองกำลังบาดเจ็บ เล่นกันไปมาเดี๋ยวจะไปโดนแผลเข้านะขอรับ"

 

"เช่นนั้นพ่อคงต้องเปลี่ยนเป้าหมาย" เมื่อบิดาพูดมาเช่นนั้น พี่ชายอย่างเหว่ยหลงก็เข้าไปสวมกอดบิดาเอาไว้ทันที หยางเฉินก้มลงหอมแก้มสองข้างของบุตรชายจนชื่นอกชื่นใจ พอจะดูรู้ว่าความจริงแล้วลูกคนนี้ก็ไม่ได้เคร่งขรึมหรือโตกว่าวัยอย่างที่ใครมอง อาหลงก็ยังเป็นเด็กคนหนึ่ง ยังอยากเล่นหยอกล้อกับคนในครอบครัวแต่ก็เลือกที่จะสงวนท่าที บางครั้งเขายังอดคิดไม่ได้ว่าเขาเข้มงวดกับลูกคนนี้เกินไปหรือไม่

 

"โธ่ พี่ใหญ่ยอมรับแทนข้าเช่นนี้ก็ไม่สนุกน่ะสิเจ้าคะ แล้วทำไมหอมกันอยู่แค่สองคน ข้าจะหอมด้วย! " พูดจบก็วิ่งปรี่เข้ามาหาพี่ชายทันที ด้วยความสูงที่ไม่แตกต่างกันนักเหลียนซินจึงเข้าไปขโมยหอมแก้มพี่ชายได้สำเร็จ หยางเฉินเองก็ลดตัวนั่งลงให้ลูกสาวเข้ามาหอมเช่นกัน

 

"ตอนท้องก็ติดท่านพ่อ คลอดแล้วก็ยังติดท่านพ่ออยู่อีกรึ" เสิ่นเตี๋ยชิงที่มองดูเหตุการณ์อยู่นานแล้วเอ่ยแทรกขึ้น ความง่วงงุนหายไปเพราะเสียงหัวเราะของทั้งสามชีวิตที่ดังอยู่ใกล้ๆ เจ้าตัวเล็กวัยสี่ขวบปีก็ตื่นแล้วเช่นกัน

 

"พี่ใหญ่ ท่านพ่อ ท่านแม่ต้องน้อยใจเป็นแน่ เราไปหอมท่านแม่ด้วยกันดีกว่าเจ้าค่ะ" เด็กหญิงออกความคิดเห็น นางยิ้มจนตาแทบจะปิดก่อนที่ทุกคนจะเข้าไปรุมกอดรุมหอมเสิ่นเตี๋ยชิง ส่วนตัวนางเองนั้นเมื่อบิดาและพี่ชายหันไปสนใจท่านแม่ นางก็เบนเป้าหมายไปหาเจ้าก้อนแป้งวัยสี่ขวบปีแทน

 

คราวนี้มู่เหลียนซินได้ฟัดเจ้าแก้มยุ้ยสมใจ คนถูกฟัดอย่างจวิ้นเจ๋อก็ยิ้มชอบใจเสียด้วย ทางสามคนพ่อแม่ลูกที่รู้ตัวว่าถูกเจ้าเด็กซนหลอกก็หันมามองเป็นตาเดียว ก่อนที่อึดใจต่อมาเสียงหัวเราะของเด็กหญิงจะดังก้องไปทั่วจวนเพราะถูกทุกคนรุมกอดหอมเป็นการใหญ่

 

ช่วงเย็นของวันนั้นบ่าวในจวนทำการตรวจดูข้าวของที่ต้องใช้ในการเดินทางเข้าวังหลวงอย่างเบาเสียงที่สุด ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการพักผ่อนของผู้เป็นเจ้าของจวนทั้งห้าชีวิต

 

เป่าฝูที่ตรวจนับทุกอย่างเสร็จเป็นรอบที่สามมองขบวนรถม้าอย่างพอใจ ความจริงแล้วก็ขนของไปเพียงไม่กี่อย่าง เพราะที่ตำหนักหานอี้นั้นมีทุกสิ่งพร้อมอยู่แล้ว ดังนั้นของส่วนมากที่นำไปก็จะเป็นของที่ต้องใช้ในระหว่างเดินทางเท่านั้นเอง

 

วันต่อมา

 

ยามซื่อ (09:00 -10:59 นาฬิกา)

 

"อาจวิ้น อาจวิ้นอยากนั่งกับพี่สาวหรือไม่" มู่เหลียนซินยิ้มกว้างในตอนที่เอ่ยถามน้องชายของตน ตอนนี้รถม้าเคลื่อนออกจากจวนได้ราวๆ หนึ่งชั่วยามแล้ว การเดินทางต้องใช้เวลาหลายวัน หากเป็นเมื่อก่อนนางคงเบื่อหน่ายเพราะพี่ชายคนโตมักจะใช้เวลาไปกับการอ่านตำรา แต่สองสามปีให้หลังมานี้มีน้องชายตัวน้อยนี่เป็นสหายคลายเหงา ดังนั้นนางจึงตัดสินใจแล้วว่าจะช่วยท่านพ่อท่านแม่เลี้ยงน้องเอง!

 

"อืมม ไม่อยากหรือ นั่งตักพี่ใหญ่สบายดีแล้วใช่หรือไม่" แทบจะในทันทีที่เอ่ยออกไป มู่เหว่ยหลงก็ตวัดสายตามองแฝดคนน้องทันที คราแรกก็นึกแปลกใจที่ฝาแใดของเขาไปขอตัวน้องคนเล็กให้มานั่งรถม้าคันเดียวกัน พูดเสียดิบดีว่าจะดูแลน้อง ให้ท่านพ่อท่านแม่ได้พักกันตามลำพัง หึ ที่ไหนได้ พอเอาเข้าจริงกลับกลายเป็นพี่ใหญ่เช่นเขาที่ต้องดูแลทั้งน้องคนรองและน้องคนสุดท้อง!

 

"โธ่ พี่ใหญ่ ก็อาจวิ้นร้องจะอยู่กับท่าน อยากจะอ่านตำรากับท่าน ข้าทำเหมือนท่านไม่ได้นี่ ท่านก็รู้ข้าขยาดตำราเรียนขนาดไหน" เด็กหญิงบ่นอุบอิบด้วยสีหน้าที่เรียกได้ว่างอง้ำเตรียมแผลงฤทธิ์ น้องคนเล็กใฝ่รู้ใฝ่เรียนมาตั้งแต่เล็ก จะตำราภาพหรือตัวอักษรก็ให้ความสนใจหมด อุปนิสัยที่เข้ากันได้ดีเหลือเกินกับหนอนหนังสือเช่นพี่ใหญ่ของนาง

 

ตอนนี้นางเหมือนเป็นคนเดียวในจวนที่ไม่ชอบอ่านตำรา โชคยังดีที่นางมีความจำดี อ่านแค่รอบเดียวก็พอจะจำได้บ้าง ไม่อย่างนั้นจะให้อ่านซ้ำสามรอบห้ารอบแบบพี่ใหญ่นางคงไม่เอา ยอมนั่งช่วยท่านแม่แยกสมุนไพรยังดีเสียกว่า

 

"แล้วเจ้าไม่ขยาดอะไรบ้าง ตำราไม่เอา งานในจวนก็ไม่เอา วรยุทธ์ที่มีก็ไม่เคยฝึกฝนทบทวน ป่านนี้ลืมไปหมดหรือยังก็ไม่รู้"

 

"ไม่ เอา ไหน" ในขณะที่เหว่ยหลงกำลังพูดอยู่นั้นมู่จวิ้นเจ๋อที่เงียบมานานก็เอ่ยคำขึ้นมาสามคำ เด็กน้อยเพียงแค่อ่านคำข้ามไปข้ามมาเพราะยังจำตัวอักษรบางตัวไม่ได้ แต่คำทั้งสามที่หลุดออกจากปากมานั้นทำเอาพี่คนรองอย่างเหลียนซินหน้าบูดบึ้ง

 

"เจ้าสาม นี่เจ้าจงใจหรือแค่หัดอ่านตำรากันแน่"

 

"เจ้ารอง อย่าหาเรื่องน้อง"

 

"พี่รอง ทำไมต้องโมโหข้าด้วย" เถียงกันไปมาน้องเล็กสุดก็เริ่มงอแงขึ้นมาบ้างแล้ว เหลียนซินที่เห็นน้องชายทำหน้าเศร้าก็ลืมความหงุดหงิดก่อนหน้าไปจนสิ้น นางรีบแย่งตัวน้องชายมาอุ้มไป โอบกอดแล้วโยกตัวไปมาเบาๆ ช้าๆ

 

"โอ๋ๆ นะเด็กดี พี่รองปากไม่ดีเอง อาจวิ้นไม่โกรธพี่รองนะ"

 

"ข้าอยากฟังพี่ใหญ่อ่านตำรา แล้วก็อยากนั่งตักพี่รอง" เจ้าตัวเล็กยื่นข้อเสนอ มู่เหว่ยหลงพยักหน้ารับอย่างไม่ต้องเสียเวลาคิด พี่น้องเอ่ยปากขอ เรื่องที่เขาทำให้ได้เขาก็เต็มใจทำทั้งนั้น เหลียนซินก็เช่นกัน

 

ตลอดการเดินทางหลายวันจึงกลายเป็นว่าสามคนพี่น้องต่างก็ดูแลกันเอง มู่หยางเฉินและเสิ่นเตี๋ยชิงจึงได้ใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเติมความรักให้กันและกัน จะได้พบหน้าลูกๆ ก็ตอนเข้าพักในโรงเตี๊ยมเท่านั้น

 

"ชิงชิง ใกล้จะถึงแล้ว ตื่นก่อนเถิด" คนเป็นสามีก้มลงเรียกภรรยา มู่เตี๋ยชิงนั่งอยู่บนตักของเขา สองมือของนางคล้องคอเขาอยู่ แน่นอนว่าการถูกนั่งทับเป็นเวลานานทำให้ขาของเขาชาไปหลายรอบ แต่ชายวัยกลางคนก็ไม่ได้ปริปากบ่น เป็นหัวหน้าครอบครัว เรื่องเท่านี้หากทนไม่ได้คงเกินไป

 

"อืออ"

 

"ชิงชิง ถึงหน้าวังแล้วนะ"

 

"อื้ออ ถึงแล้วหรือเจ้าคะ"

 

"ถึงหน้าวังแล้ว อีกเดี๋ยวคงถึงตำหนัก" ร่างบางพยักหน้ารับคำของสามีสองสามที นางค่อยๆ ขยับแขนแล้วบิดตัวให้คลายความปวดเมื่อย นางคงหลับไปนานพอสมควร และขาของสามีคงชาหรือไม่ก็ตะคริวกินไปแล้ว

 

เตี๋ยชิงย้ายร่างของตนเองมานั่งบนเบาะนวมนุ่มข้างกายของสามี สองแขนกอดอยู่ที่เอวของอีกฝ่ายแล้วเอนศีรษะพิงท่อนแขนกำยำเอาไว้อย่างออดอ้อน ท่าทางของนางที่คนเป็นสามีเดาได้ทันทีว่าเขาคงต้องเป็นคนอุ้มนางลงจากรถม้าแล้วพาเข้าไปพักในตำหนัก

 

ใช้เวลาไม่ถึงสามเค่อรถม้าก็มาหยุดลงที่หน้าตำหนักหานอี้ เสียงของเด็กทั้งสามคนดังขึ้นมาเป็นอันดับแรกเมื่อเหลียนซินตะโกนเสียงดังจนถูกพี่ชายอย่างเหว่ยหลงดุเป็นรอบที่สี่ของวัน

 

"โอ๊ะ ท่านพ่อท่านแม่อุ้มกันอีกแล้ว" ทันทีที่ร่างของมารดาถูกอุ้มลงจากรถม้า มู่เหลียนซินก็รีบวิ่งเข้าไปหาทั้งสองทันที แต่ติดที่ถูกพี่ชายคนโตดึงรั้งเอาไว้เสียก่อน ท่านพ่อหันมาส่งยิ้มให้นางคราหนึ่งแล้วอุ้มท่านแม่เข้าตำหนักไป นางบอกตนเองเลยว่าจะไม่เฉียดเข้าไปใกล้ห้องนอนของท่านพ่อและท่านแม่เด็ดขาด!

 

เมื่อทุกคนต่างพากันเตรียมพักผ่อน นางก็กลายเป็นคนเดียวที่ว่างจนไม่รู้จะทำสิ่งใด พี่เป่าฝูก็ต้องช่วยสาวใช้คนอื่นๆ จัดเรียงข้าวของ ท่านเฟยเหิงก็เหมือนรู้ว่าจะถูกนางก่อกวน ไม่รู้หนีหายไปไหนแล้ว พี่ชายก็พาน้องคนเล็กไปนอนพัก ในเมื่อหาคนเล่นด้วยไม่ได้นางคงต้องไปหาที่เที่ยวเล่นสักหน่อย

 

สองขาเรียวเล็กออกวิ่งไปที่ศาลาหลุนเหวิน ศาลาที่ใช้เรียนหนังสือ ไม่เจอกันครึ่งปีไม่รู้ว่าทุกคนเป็นเช่นไรกันบ้าง ทุกคนในที่นี้นางขอไม่นับองค์ชายจิ่นเซวียนกับคนติดตามสกุลอี้ พวกชอบหาเรื่องคนอื่นไปทั่ว ว่าแล้วก็อยากลับฝีปากด้วยสักหน่อย

 

เหลียนซินแวะเปลี่ยนชุดเหมือนอย่างที่ทำเป็นประจำ เสด็จปู่รู้ใจนางที่สุด ให้คนเตรียมชุดเอาไว้ให้พร้อมสรรพ นางเปลี่ยนครู่เดียวก็กลับออกมาเป็นคุณชายน้อยมู่เหลียนเซี่ยแล้ว

 

เด็กหญิงในชุดของบุรุษเดินไปถึงศาลาก็เป็นเวลาเลิกเรียนพอดี นางเดินฝ่าเข้าไปคำนับท่านอาจารย์ บอกกล่าวอีกฝ่ายว่าครั้งนี้นางกับพี่ชายคงจะต้องอยู่ที่นี่ไปอีกหลายปี ซึ่งท่านอาจารย์ก็คงจะทราบเรื่องจากเสด็จปู่ของนางแล้ว

 

หลังจากไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบเสร็จนางก็ปล่อยให้ท่านอาจารย์ได้กลับไปพักผ่อน ส่วนตัวนางเองนั้นเดินกลับออกมาก็พบคนที่ไม่ถูกชะตายืนรออยู่ คิดไว้แล้วไม่มีผิดว่าวันนี้จะต้องได้ลับฝีปากกับองค์ชายจิ่นเซวียน

 

"องค์ชายน้อยถึงขั้นยืนรอคนสามัญชนเช่นข้า น่าแปลกใจยิ่งนัก"

 

"หึ วันนี้คุณชายมู่ของเจ้าไปไหนเสียเล่า ทุกทีตามติดกันเป็นเงาตามตัว ปล่อยเจ้ามาคนเดียวเช่นนี้ไม่กลัว..."

 

"กลัวอะไร? "

 

"กลัวคนติดตามหน้าหวานจะถูกรุมแกล้งอย่างไรเล่า เห็นว่าหวงนักหวงหนา ดูสิ ยิ่งโตก็ยิ่งมีใบหน้างดงาม" มือของอีกฝ่ายยื่นมาจับที่ปลายคางของนางอย่างจาบจ้วง เหลียนซินรีบปัดมือของจิ่นเซวียนออกทันที คนผู้นี้กล้าดีอย่างไรมาพูดจาเช่นนี้กับนาง แล้วที่พูดพาดพิงถึงพี่ชายของนางนั่นอีก คิดจะกล่าวหาว่าพี่ใหญ่ของนางนิยมตัดแขนเสื้ออย่างนั้นรึ!

 

เข็มเล่มเล็กถูกล้วงหยิบออกมาอย่างรวดเร็ว นางตั้งใจใช้เข็มยาชาทำให้มือสกปรกข้างนั้นใช้การไม่ได้สักวันครึ่งวัน ดูเอาเถิด ถูกเข็มปักคามือยังไม่รู้สึกตัว จะความรู้สึกช้าไปถึงไหน เจ้าคนสมองหมู!

 

"องค์ชาย! นี่มันไม่มากเกินไปรึ! " อี้เซียวเสวี่ยรีบเข้ามาดึงเข็มนั่นออก เขาตวาดถามเสียงดังหลังจากที่เงียบมองเหตุการณ์ทุกอย่างมาตั้งแต่ต้น ร่างขององค์ชายจิ่นเซวียนหมดสติไปด้วยความตกใจ เหอะ นางก็นึกว่าจะแน่

 

"ก็ไม่มากไป ใครใช้ให้มาถูกเนื้อต้องตัวข้า ทั้งยังพูดถึงคุณชายของข้าในทางไม่ดี"

 

"แต่เจ้าก็ไม่ควรทำเช่นนี้ เป็นแค่คนติดตามธรรมดาๆ แต่กลับกล้าลงมือทำร้ายองค์ชายเช่นนี้ เจ้าคงอยากถูกลงโทษใช่หรือไม่"

 

"แล้วเจ้าเอาอะไรมาตัดสินว่าข้าควรทำหรือไม่ควรทำ เข็มนั่นก็ไม่ใช่เข็มพิษเสียหน่อย นายของเจ้าปอดแหกเองต่างหากถึงได้สลบไปเช่นนั้น อีกอย่าง ข้าเป็นคนติดตาม เป็นสามัญชนแล้วอย่างไร เจ้าก็ไม่ต่างจากข้านักหรอก" หลังจากต่อปากต่อคำกับอีกฝ่ายจนพอใจ มู่เหลียนซินก็หันหลังเดินกลับออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน นางไม่สนว่าองค์ชายนั่นจะเอาเรื่องนางหรือไม่ นางไม่ใช่คนเริ่ม นางไม่ผิด!

 

"คิดจะหนีงั้นรึ! " อี้เซียวเสวี่ยที่เห็นนางเดินออกไปก็รีบคว้าข้อมือของนางเอาไว้ เขาขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเมื่อข้อมือของอีกฝ่ายทั้งเล็กและบางจนเหมือนของสตรี

 

"ปล่อย! "

 

"ข้าจะปล่อยก็ต่อเมื่อเจ้าดูแลองค์ชายจนฟื้นเสียก่อน"

 

"เช่นนั้นก็ปล่อยก่อนสิ แล้วข้าจะได้ดูอาการของเขาได้" เซียวเสวี่ยมองใบหน้าหวานอย่างลังเล แต่สุดท้ายก็ยอมปล่อยมือแต่โดยดี เหลียนซินทรุดตัวนั่งลงจับชีพจรอีกฝ่ายตามที่มารดาเคยสอน นางพบว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นอะไรมากนักนอกจากโลหิตที่มือขวาไหลเวียนไม่สะดวกเพราะเข็มยาชาของนาง

 

"ก็ไม่ได้เป็นอะไรนี่" ปากก็พูดไป แต่ดวงตากลมโตนั้นเริ่มสอดส่องหาทางหนี เมื่อสบโอกาสที่เซียวเสวี่ยนั่งลงเพื่อดูอาการของผู้เป็นนาย ทันทีที่นั่งลงข้างกายของชายตัวเล็ก กลิ่นหอมจางๆ ก็ทำให้เซียวเสวี่ยหลงเคลิ้มไป เขามัวแต่หลับตาสูดดมกลิ่นหอมนั้นจนไม่ได้รู้เลยว่ามีคนคิดจะหนี เหลียนซินที่เห็นอีกฝ่ายเผลอก็ผุดลุกขึ้นแล้ววิ่งออกมาจากตรงนั้นทันที

 

นางวิ่งชนิดที่ว่าไม่มีเหลียวหลังกลับไปมองด้วยซ้ำว่าอีกฝ่ายจะตามนางมาหรือไม่ เมื่อมาถึงที่หมายก็เปลี่ยนชุดกลับมาเป็นสตรีเช่นเดิม ผมเผ้าหลุดลุ่ยจนต้องรวบใหม่ ระหว่างรอนางกำนัลทำผมให้นางก็รับเอาผ้าชุบน้ำมาเช็ดหน้าเช็ดตา เช็ดเหงื่อที่ไหลออกมาเพราะการออกกำลัง วันหลังนางจะต้องเอาคืนให้ได้ กล้าดีอย่างไรมาจับมือถือแขนนางเช่นนั้น มันน่าฝังเข็มยาชาไว้ที่มือสักเล่มสองเล่ม

 

"เสร็จแล้วเจ้าค่ะ"

 

"ขอบคุณนะเจ้าคะ" รอยยิ้มน้อยๆ ถูกส่งไปให้นางกำนัลวัยกลางคนด้วยความจริงใจ นางเดินกลับออกมาก็มุ่งหน้าไปที่ตำหนักหานอี้ทันที แต่ยังไม่ทันพ้นออกจากบริเวณห้องเปลี่ยนชุดก็ถูกคนแปลกหน้าเรียกเอาไว้

 

"คุณหนูมู่ จะรีบไปที่ใดรึ"

 

"ท่านเป็นใครกัน ข้ารู้สึกเหมือนคุ้นหน้าแต่นึกไม่ออก"

 

"เรียนด้วยกันแต่กลับจำข้าไม่ได้ ข้าชื่อกัวเจิ้งเหลียง" เมื่ออีกฝ่ายกล่าวมาเช่นนี้เหลียนซินก็ตกใจจนตาโต มีคนรู้ความลับของนางแล้ว จะทำเช่นไรดี ถ้าความแตกนางคงเรียนต่อไม่ได้ จะให้เสด็จปู่ออกหน้าก็ไม่ดี นางยังอยากเรียนกับพี่ใหญ่อยู่นะ!

 

"ไม่ต้องตกใจไป ข้าเก็บความลับมาห้าปี และจะเก็บต่อไป วันนี้แค่อยากนำของมาคืน" ร่างสูงก้าวเข้ามาประชิดตัวของเด็กหญิงเอาไว้ คนผู้นี้ตัวสูงกว่าพี่ชายของนางเล็กน้อย ในมือของเขาถือปิ่นอยู่หนึ่งอัน และนางจำได้ดีว่ามันคือปิ่นของท่านแม่ที่นางทำหลุดหายไปเมื่อห้าปีก่อน ไม่คิดเลยว่าจะอยู่ที่ชายคนนี้

 

เจิ้งเหลียงปักปิ่นลงบนมวยผมของนางอย่างเบามือเสร็จก็ถอยออกไป เขาส่งยิ้มมาให้นางจึงยิ้มตอบเป็นการขอบคุณ นางจะเอาไปให้ท่านแม่ดูว่านางหาปิ่นจนเจอแล้ว ท่านแม่ต้องดีใจแน่

 

"ไม่ทราบว่าคุณหนูกำลังจะกลับตำหนักหานอี้ใช่หรือไม่"

 

"ถูกแล้ว ข้ากำลังจะกลับ ตอนนี้คงต้องขอตัวก่อน..."

 

"ให้ข้าเดินไปส่งได้หรือไม่"

 

"ท่านจะเดินไปส่งข้าหรือ? ไม่ต้องหรอก ข้าไปเองได้ ตอนมาข้าก็มาคนเดียว เหตุใดจะกลับคนเดียวไม่ได้" นางเอ่ยปฏิเสธก่อนจะก้มศีรษะคำนับเล็กน้อยแล้วหันหลังเดินออกมาอย่างรวดเร็ว ไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดอะไรอีก นางคิดว่าเจิ้งเหลียงกำลังมองนางด้วยสายตาแปลกๆ เขาดูเป็นคนดี แต่ก็มีความเจ้าเล่ห์แฝงอยู่ในดวงตาคู่นั้น ถึงนางจะยังเด็ก แต่นางดูคนไม่ผิดแน่นอน

 

ความคิดเห็น