email-icon Twitter-icon Instagram-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

มือที่จับไม่ปล่อย

ชื่อตอน : มือที่จับไม่ปล่อย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย รัก,โรแมนติค

คนเข้าชมทั้งหมด : 29

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2563 16:49 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
มือที่จับไม่ปล่อย
แบบอักษร

ณ โรงเรียนประจำขนาดเล็กแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานครเมื่อตอนต้นปีพ.ศ. 2527 ในสมัยนั้นเป็นสมัยที่ไม่มีแม้กระทั่งโทรศัพท์มือถือ หรือรถไฟฟ้าลอยฟ้า สิ่งอำนวยความสะดวกที่พบเห็นได้ทั่วไปในยุคปัจจุบันนี้ได้ลืมไปได้เลย ถนนบางเส้นยังเป็นถนน 2 เลนธรรมดา ๆ เสียด้วยซ้ำ 

 

ในตอนนั้นมีคนอาศัยอยู่น้อยกว่าตอนนี้มากนัก

 

โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ในซอยขนาดเล็กที่รถพอจะขับสวนกันได้แบบพอดี ๆ เท่านั้น และตั้งอยู่ลึกเข้าไปจากปากทางประมาณ 600 - 700 เมตร 

 

ทางเข้าด้านหน้าโรงเรียนเป็นซุ้มประตูไม้แบบโบราณที่มักจะพบเห็นได้ทั่วไปกับบ้านที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกับรัชกาลที่ 6 ถูกต้นเล็บมือนางที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งเลื้อยไปตามแนวระแนงไม้ดูตระการตา เมื่อเดินผ่านซุ้มประตูเข้ามาจะพบกับสนามเด็กเล่นขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ มีทั้งกระดานหก ม้าโยก ชิงช้าวางตั้งอยู่บนลานดินใต้ต้นไม้จามจุรีใหญ่ขนาดหลายคนโอบที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา กิ่งไม้ใบไม้ซ้อนกันเป็นชั้น ๆ จนทำให้แสงแดดในเวลากลางวันยังกลายเป็นสลัวครึ้มแทน 

 

บริเวณด้านขวาเป็นอาคารไม้ทรงขนมปังขิงที่เริ่มแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 ทางสีเขียวอ่อนสลับขาวที่แม้จะเก่าหากได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเสียจนยังอยู่ในสภาพที่ดี ฝั่งตรงข้ามเป็นเรือนไม้เช่นเดียวกันขนาด 2 ชั้นทอดตัวตลอดแนวเป็นรูปตัวเอล บริเวณสุดทางเดินของแต่ละด้านเป็นบันไดที่จะได้ว่าขั้นบันไดจัดว่าค่อนข้างชันนั่นเป็นเพราะตามแบบบ้านสมัยเก่า

 

เรือนรูปตัวเอลนี่เองใช้เป็นอาคารเรือนสำหรับจำนวนนักเรียนกว่า 200 คน หากจำนวนเท่านี้สำหรับโรงเรียนสมัยนี้ไม่จัดได้ว่ามาก แต่ในสมัยเมื่อ 30 กว่าปีที่แล้วจัดได้ว่าค่อนข้างเยอะ ตัวตึกเรียนขนาดค่อนข้างกว้างเมื่อเทียบกับความกว้างของตัวอาคารอื่น ๆ ทั่ว ๆ ไป ที่ต้องสร้างให้กว้างกว่าปกตินั้นเป็นเพราะห้องถูกแบ่งออกเป็นด้านหน้าและด้านหลัง ห้องด้านหน้าคือห้องที่หันหน้าเข้าหาสนามเด็กเล่นนั้นถูกใช้เป็นห้องสำหรับเรียนหนังสือ แบ่งออกเป็นชั้นป.1 - 6 ส่วนบริเวณห้องด้านหลังถูกจัดสรรให้เป็นโรงนอนของนักเรียนทั้งหมด โดยมีห้องพักของคุณครูที่ขึ้นเวรปิดหัวท้ายตรงบริเวณบันไดทางขึ้นทางลง ส่วนบริเวณห้องด้านล่างถูกจัดเอาไว้เป็นห้องอาบน้ำ ห้องรับประทานอาหาร ห้องอเนกประสงค์ หรือแม้กระทั่งห้องเก็บของ และด้วยความที่โรงเรียนนี้ตั้งอยู่บริเวณเขตเมืองเก่านั่นเอง ทำให้บริเวณด้านหลังโรงเรียนหันหลังชนกับวังพระองค์เจ้าหญิงพระอง์หนึ่ง จึงทำให้บุคลากรต่าง ๆ ในโรงเรียนตลอดจนนักเรียนทั้งหลายได้รับพระเมตตาอยู่เนือง ๆ โดยเฉพาะหลานสาวคนสวยของเจ้าของโรงเรียน 

 

แว่วเสียงท่องสูตรคูณเคล้าไปกันกับเสียงอ่านภาษาไทยเจื้อยแจ้วทำให้บรรยากาศโดยรอบที่ดูเคร่งขรึมแลดูสดใสขึ้นมาบ้าง ในวันนี้เป็นวันที่นักเรียนชั้นป.1 ตื่นเต้นมากกว่าปกติ เพราะคุณครูคนโปรดของพวกเขาที่ลาคลอดไปเมื่อช่วงปลายปีปีที่แล้วกลับมาทำงานเป็นวันแรก เด็ก ๆ ที่อยู่ในวัยไล่เลี่ยกันตัดผมสั้นเกรียนเสมอกันทั้งห้องห้อมล้อมโต๊ะครูพลางแย่งกันพูดคุยจนไม่ต่างจากนกกระจอกแตกรัง เรียกได้ว่าแย่งกันถามกันไม่หยุดปากจนคุณครูต้องเอ่ยปากเตือนให้เงียบลงบ้างเล็กน้อย กระนั้นคุณครูก็ยังอดทนและใจเย็นตอบคำถามเด็ก ๆ ที่สงสัยทีละข้อ ๆ และนั่นทำให้ครูกุ๊กเป็นคุณครูคนโปรดของพวกเขา คุณครูที่แสนจะใจดีเสมอที่แตกต่างจากในชั่วโมงเรียนลิบลับ และที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือครูกุ๊กเป็นผู้หญิงที่สวยมาก ชนิดที่เรียกได้ว่าไม่ต้องหน้าก็ยังเรียกได้ว่าสวย ไม่ว่าจะคิ้วหน้าตาปากคือรับกันอย่างพอเหมาะพอเจาะไปเสียทุกส่วน

 

ต่อให้เป็นเด็ก เด็กก็ยังสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรงามไม่งามจริงไหม

 

“เบา ๆ”

 

เสียงเอ่ยเตือนเบา ๆ เมื่อเห็นว่าลูกน้อยเริ่มขยับไปมาคล้ายรำคาญเต็มที “เดี๋ยวน้องตื่น”

 

เสียงที่ดูเหมือนจะเซ็งแซ่มากขึ้นเรื่อย ๆ เบาลงทันทีราวกับหมุนปุ่มหรี่เสียง 

 

“ทำไม”

 

ปากที่กำลังเอ่ยปากถาม แต่ตาของเด็กชายสิริเดชที่สมควรอยู่ชั้นป.2 ยังคงจับจ้องมองไม่ห่าง ในสมองเล็ก ๆ ของเด็กชายวัย 7 ขวบแค่สงสัยว่าทำไมน้องน้อยที่กำลังนอนหลับอยู่บนเบาะเล็ก ๆ ที่มีระบายสีชมพูอ่อนถึงหน้าตาไม่เหมือนครูกุ๊กแสนสวยของพวกตนเลยสักนิด “ทำไมน้องถึงตัวเล็กจังครับ”

 

หน้าตาหรือก็ยับยู่ยี่ ไม่ว่าจะมองซ้ายมองขวาก็ดูไม่เหมือนกันเลยสักนิด ทุกอย่างก็เหมือนจะย่อส่วนไปเสียหมด โดยเฉพาะมือเล็ก ๆ ข้างนั้นที่คว้ากับนิ้วชี้เขาเอาไว้เสียแน่นตั้งแต่ตอนที่ทำท่ากระสับกระส่ายเหมือนจะตื่น ไม่ว่าเขาจะพยายามทำยังไงก็ไม่หลุดจากมือเล็ก ๆ ข้างนั้นเสียที 

 

แต่เพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้นครูกุ๊กที่รักของเด็ก ๆ ก็ลาออกจากโรงเรียนแล้วเขาก็ไม่พบเจอคุณครูคนนั้นอีกเลย

 

 

 

จากมือของเด็กชายวัยไม่กี่ขวบในวันนั้นได้กลายเป็นมือใหญ่แบบชายฉกรรจ์ในวันนี้ เขานั่งอยู่ท่ามกลางผู้คนมากมายในร้านอาหารหรูหราใจกลางเมืองแห่งหนึ่ง ชายหนุ่มนั่งมองมือพลางอมยิ้มให้กับตัวเองอยู่อย่างเงียบ ๆ จนคนรักสาวสวยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงกันข้ามเริ่มมีออกอาการชักสีหน้ามากขึ้นทุกที ๆ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะยอมคืนดีด้วยเมื่อไม่กี่วันก่อนแท้ ๆ แล้วนี่ก็เป็นอาหารมื้อแรกหลังจากการคืนดีกัน มันจะต้องมีคำพูดหวาน ๆ ช่อดอกไม้ หรืออย่างน้อยก็ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ สักอย่าง แต่นี่ไม่มีอะไรเลยสักอย่าง แถมยังต้องมานั่งมองอีกฝ่ายมองมือตัวเองอยู่แบบนี้อีก ทำให้ความอดทนที่ปกติก็มีน้อยอยู่แล้วเริ่มจะลดน้อยถอยลงไปทุกที 

 

“เดชคะ”

 

ลองเรียกชื่อคนรักหลังสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อสงบจิตใจดู 2 - 3 ที แต่อีกฝ่ายกลับไร้การตอบสนองจนต้องลองเรียกอีกครั้งและอีกครั้ง “เดชคะ”

 

จนเขารู้สึกตัวในที่สุด

 

“คะ เมื่อกี้หนูว่าอะไรนะคะ”

 

เมื่อก่อนในตอนที่ยังไม่ได้คบกัน เธอมักจะคิดอยู่เสมอ ๆ ว่าผู้ชายพูดคะขานั้นน่ารัก และจะต้องเป็นผู้ชายที่มีความเข้าใจ มีความใส่ใจคนรักเป็นอย่างดีแน่ ๆ หากแต่สิ่งที่คาดหวังกับความเป็นจริงกันจะแตกต่างสวนทางกันอยู่เสมอ ๆ ในที่สุดความรู้สึกดี ๆ สุดท้ายที่เหนี่ยวรั้งความรักครั้งนี้เอาไว้ได้ขาดผึงลง นิ้วมือเรียวบอบบางกำแก้วคอกเทลทรงสูงจนแน่น เมื่อไม่สามารถรักษารอยยิ้มนี้เอาไว้ได้แล้ว ก็ไม่ต้องรักษาหน้าตาอะไรทั้งนั้น ดังนั้นภาพสุดท้ายที่ทุกคนในร้านอาหารได้เห็นก่อนเรือนร่างอรชรในชุดทันสมัยจะเดินจากไปนั้น คือ น้ำสีสันสดใสถูกสาดกระแทกใบหน้าชายหนุ่มจะเปียกโชก

 

“พี่มันผู้ชายเฮงซวย

 

พอเล่าจบ เพื่อน ๆ ทั้งกลุ่มต่างประสานเสียงหัวเราะกันดังลั่นราวกับว่าเป็นเรื่องขำขันเสียเต็มประดา ทั้ง ๆ เพื่อนของตัวเองเพิ่งอกหักมามาด ๆ ส่วนคนต้นเรื่องก็ได้แต่นั่งหัวเราะหึ ๆ อยู่เงียบ ๆ พลางจิบเบียร์เย็น ๆ ในมือต่อ

 

“ก็สมควรแล้วไง”

 

“เออนั่นสิ ตอนจีบเขาก็จีบแทบเป็นแทบตาย พอได้เป็นแฟนแล้วทำอย่างนี้ใครมันจะไม่โกรธละวะ”

 

จีบแทบเป็นแทบตายอย่างนั้นเหรอ

 

คิดแล้วก็ได้แต่แค่นเสียงร้องออกมาดังหึไม่ค่อยไม่ดังเสียหนึ่งหน กระนั้นชายหนุ่มก็ไม่ได้ต่อความยาวสาวความยืด ยกเว้นแต่เพียงเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่เหล่มองมาทางสิริเดชแล้วอดหัวเราะเบา ๆ ในลำคอไม่ได้

 

รักเขาหรือรักที่เงินของเขา ไม่สิ เงินของครอบครัวเขากันแน่

 

ด้วยความที่เมื่อก่อนครอบครัวของตนจัดได้ว่ามีเงินอยู่ไม่น้อย แม้ว่าจะไม่อาจเรียกตัวเองได้ว่าเป็นอภิมหาเศรษฐีแต่ก็ไม่เคยขาดแคลนสิ่งใดเลย นับตั้งแต่ลืมตาดูโลกใบนี้มาไม่เคยเลยที่จะต้องลำบาก ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ ในช่วงปิดเทอมก็ได้ไปเที่ยวต่างประเทศตลอดไม่เคยต้องอยู่ในประเทศ เรียกได้ว่ามีแต่ความสมบูรณ์พูนสุขทุกอย่าง หนำซ้ำยังเป็นเด็กชายเพียงคนเดียวของทั้งบ้านอีกต่างหาก ดังนั้นลองจินตนาการดูสิว่าคนทั้งบ้านจะรุมตามใจเขากันขนาดไหนกัน จนวันหนึ่งในปีพ.ศ.2540 หรือที่รู้จักกันในชื่อ ‘วิิกฤตต้มยำกุ้ง’ สิริเดชจำได้ดีว่าปีนั้นเป็นปีที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาพบว่ารัฐบาลออกมาประกาศปล่อยค่าเงินบาทให้ลอยตัว ทำให้อัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรามีการผกผันอย่างหนักเพียงในช่วงกะพริบตาเดียว จากการค้าระหว่างประเทศที่เคยได้กำไรกลับกลายเป็นขาดทุนยับเยิน 

 

ล้มละลาย สิ้นเนื้อประดาตัว

 

มีหลายต่อหลายบริษัทต้องปิดตัวลงอย่างที่ไม่อาจจะเรียกสิ่งเดิม ๆ กับคืนมา และมีหลายครอบครัวที่ต้องจบฉากชีวิตทั้งครอบครัวเลยก็มี และบ้านของเขาก็เป็น 1 ในนั้น

 

จากมีกลายเป็นไม่มี 

 

จากเป็นคุณชายของบ้านกลายเป็นเพียงแค่นายคนหนึ่งที่แสนจะธรรมดา

 

ยามที่อับจนหนทางคนที่เป็นทั้งพ่อ ทั้งเจ้านายได้พยายามหาหนทางที่จะอยู่รอดกันไปได้ทั้งหมด จากผมดกดำกลายเป็นขาวโพลนทั้งศีรษะในชั่วข้ามคืน และสุดท้ายก็ได้ยื่นต่อศาลขอล้มละลาย วันนั้นวันที่ได้รับรู้มีความรู้สึกราวกับสายฟ้าฟาดลงมากลางศีรษะ ทั้งงุนงง ทั้งไม่เข้าใจ แต่ในความมืดมิดก็ยังคงมีความหวัง อย่างน้อย ๆ เขาเองก็มีคนรักที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย และคาดหวังว่าจะจูงมือกันฟันฝ่าทุกอุปสรรคจนสำเร็จ แล้วจะได้ลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวที่แสนจะอบอุ่นได้ในสักวัน แต่ความเป็นจริงกลับฟาดกระหน่ำเขาอีกครั้งจนเจ็บไม่เหลือดี เมื่อวันหนึ่งคนรักกลับมาบอกเลิกกันหน้าตาเฉย ประหนึ่งว่าความผูกพันทั้งหลายที่ผ่านมานั้นไม่มีค่าไม่ส่งผลอะไรเลยสักนิด มีเพียงเหตุผลสั้น ๆ ที่ว่า

 

“เป้ยไม่อยากมีภาระ”

 

ภาระอย่างนั้นหรือ ภาระ คือ การที่ครอบครัวของเขาต้องแบกรักหนี้สินจำนวนมหาศาลหลายสิบล้านใช่ไหม ไม่สามารถพาเธอไปทานอาหารหรูหรา หรือซื้อของแพง ๆ ให้เธอได้อีกใช่ไหม แม้กระทั่งบ้านหรูหราราคาแพงก็ต้องถูกยึดจนต้องย้ายที่อยู่ใหม่ไปที่ที่ไกลกว่า เล็กเก่า และเก่ากว่า สิ่งที่พบเจอทำให้เห็นว่าตลอดระยะเวลาที่คบกันมา ผู้หญิงคนนั้นมองเพียงแต่เงินทองที่ครอบครัวเขามี ไม่ใช่ที่ตัวตนของเขาเลยสักนิด แต่ก็ถือได้ว่าในความโชคร้ายก็ยังนับได้ว่ามีความโชคดี เพราะอย่างน้อย ๆ ก็ทำให้ได้เห็นธาตุแท้ของคน ทำให้ได้มองเห็นโลกในมุมที่กว้างขึ้น และในวันที่ต้องผ่านความตรากตรำเหล่านี้มีเพียงครอบครัวและเหล่าเพื่อนวัยเยาว์เท่านั้นที่คอยอยู่เคียงข้างกันไม่ห่าง

 

ดวงตาทรงเมล็ดอัลมอนด์เหล่มองตอบเพื่อนที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมเรียนที่เจริญเติบโตมาด้วยกันแล้ว พวกเขาทั้งคู่ยังเคยเป็นเพื่อนบ้านกันอีกต่างหาก ดังนั้นในบรรดาเพื่อนทั้งหมดในกลุ่มอรรคพงษ์เป็นเพื่อนที่รู้จักตัวตนของเขาดีที่สุดแล้ว

ความคิดเห็น