facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 37 ความหวังของตระกูล

ชื่อตอน : ตอนที่ 37 ความหวังของตระกูล

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 375

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 08 ก.ย. 2563 16:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 37 ความหวังของตระกูล
แบบอักษร

ตอนที่ 37 

 

ณ โรงเตี้ยมอันดับ 1 แห่งเมืองบุปผาแดง... 

 

เกาทงหลิน สีหน้าไม่สบอารมณ์นัก หลังจากเห็น ฉีลู่ชิง ที่ตนหมายปองเอาไว้ เดินจากไปพร้อมกับเด็กหนุ่มซอมซ่อผู้หนึ่ง แม้จะสอบถามผู้คนในละแวก ก็ไม่มีผู้ใดรู้จักเด็กหนุ่มคนนี้... ครั้นจะติดตามไปก็หวั่นเกรงว่าจะสร้างความไม่พอใจให้กับหญิงสาว อย่างไรเสีย ตระกูลฉี ก็เป็นตระกูลชั้นพิเศษที่เหนือกว่าตระกูลเกา ไม่อาจระรานได้... 

 

“หานเฉียง… ตระกูลหานของเจ้าเปรียบเสมือนผู้ช่วยคนสำคัญของตระกูลฉี ทั้งยังเป็นตระกูลอันดับ 2 ของเมืองนี้ เจ้าไม่เคยพบเจอมันมาก่อนงั้นหรือ?!” เกาทงหลิน เอ่ยถามกับศิษย์น้องตน 

 

หานเฉียง ส่ายหน้าเบา ๆ  

“ไม่เคยเลยศิษย์พี่... เจ้าเด็กซอมซ่อนั่น คราแรกมันเดินคู่มากับ ซ่งจื่อฮุ่ย ที่เวลานี้เปิดโรงเตี้ยมเล็ก ๆ บนพื้นที่ตระกูล เชื่อว่าเจ้าเด็กซอมซ่อนั่น คงเป็นคนต่างถิ่นที่เข้าพักในโรงเตี้ยมของนางเสียมากกว่า แต่เรื่องที่เจ้านั่นรู้จักกับแม่นางฉีนั้น คิดว่าคงเป็นความบังเอิญบางอย่าง นางไม่น่าจะใฝ่ต่ำสนใจเจ้ายาจกนั่น...” 

 

เกาทงหลิน กำหมัดแนบแน่น... แต่เจ้าตัวต้องรักษาภาพลักษณ์ อัจฉริยะรุ่นเยาว์ของทวีปแห่งนี้ ทั้งยังได้รับการทาบทามจากราชวงศ์ไป๋หู่ เหลือเพียงแค่รอเวลาอันสมควรเท่านั้นก็จะถูกเรียกเข้าวัง เป็นหนึ่งในความหวังของตระกูลเกา เพื่อที่จะยกชนชั้นตระกูลขึ้นเป็นชนชั้นพิเศษ... เพราะเหตุนี้ เกาทงหลิน จึงไม่อาจแสดงความฉุนเฉียวรุนแรงใด ๆ ออกมาให้เป็นที่ครหาได้… 

 

ระหว่างที่กำลังจัดการอารมณ์ที่ขุ่นเคืองอยู่นั้นเอง... เกาทงหลิน ก็เหลือบไปเห็นแขกกลุ่มใหม่ที่ก้าวเข้ามาในโรงเตี้ยมหรูหราแห่งนี้ ดวงตาของเด็กหนุ่มเบิกกว้างขึ้นมาทันที... 

“พี่ใหญ่?!” 

 

เกาถิง และสมาชิกในหน่วยย่อยกลุ่มมังกรทอง เหลือบมองมายังทิศทางเสียงเรียก... 

“ทงหลิน?!” 

 

เกาทงหลิน รีบลุกเดินตรงมายัง เกาถิง ในทันที แสดงท่าทีตื่นเต้นไม่น้อย เนื่องด้วยไม่ได้พบเจอพี่ชายผู้นี้มาร่วม ๆ 2 ปีแล้ว ทั้งสองอายุห่างกันพอสมควร แต่ล้วนเป็นทายาทตระกูลหลักทั้งคู่ โดย เกาถิง เป็นพี่ชายคนโตในบรรดาพี่น้องทั้ง 7 คน ส่วน เกาทงหลิน เป็นน้องชายคนสุดท้าย... 

 

“ช่างบังเอิญยิ่งนัก... พี่ใหญ่ มีภารกิจทำละแวกนี้งั้นหรือ” เกาทงหลิน เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น 

 

เกาถิง เพียงพยักหน้าตอบรับเบา ๆ ก่อนจะมองไปรอบ ๆ เมื่อตนเริ่มเป็นที่สนใจ ซึ่งนั่นมิใช่สิ่งที่กลุ่มผู้เคลื่อนไหวในเงามืดอย่างหน่วยของ เกาถิง พิสมัยเท่าใดนัก... จึงติดสินใจคว้าข้อมือน้องชายทันที 

 

“มากับข้า... ที่นี่พูดคุยกันไม่สะดวก” 

 

หานเฉียง และผู้เยาว์คนอื่น ๆ ที่เสมือนเป็นลูกสมุน ไม่ได้รับอนุญาตให้ติดตาม จึงมีเพียง เกาทงหลิน เท่านั้น ที่ได้ขึ้นไปร่วมโต๊ะรับรองพิเศษที่ชั้นสอง... มีการกระจายกำลังเฝ้าระวังอย่างเข้มงวดภายในหน่วยย่อยนี้... 

 

เกาทงหลิน ได้นั่งร่วมโต๊ะกับพี่ใหญ่ตนเองอีกครั้ง... หากแต่ในด้านความรู้สึก กับแตกต่างไปจากเมื่อครั้งอดีตอย่างเห็นได้ชัด ทั้งท่าทีและกิริยาของ เกาถิง สุขุมและน่ากลัวขึ้นกว่าเมื่อก่อนอย่างมิอาจเปรียบเทียบ จนเหมือนมีระยะห่างระหว่างพี่น้อง 

 

“มาทำอะไรที่นี่?! ลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าเคยมีเรื่องบาดหมางกับตระกูลซ่งเมื่อในอดีต ต่อให้พวกมันตกต่ำลงมากแล้ว แต่อย่างไรเสีย ก็ยังมีตาแก่ ซ่งไห่เฟิง เป็นผู้พิทักษ์ตระกูลอยู่ ถึงมันจะเคยถูกท่านพ่อตัดแขนไปข้างหนึ่ง แต่มันก็เป็นชนชั้นยอดฝีมือที่ไม่อาจประมาทได้...” เกาถิง เค้นเสียงถามน้องชาย 

 

“ไม่ต้องห่วงเลยพี่ใหญ่... ครั้งนี้ข้ามาในนามแขกสำคัญของตระกูลหาน เป็นผู้ช่วยฝึกฝนให้กับศิษย์น้องข้า หานเฉียง ทายาทตระกูลหลัก แม้ว่าในอดีตตระกูลซ่งกับตระกูลหานจะเคยมีอำนาจทัดเทียม แต่ ณ ตอนนี้ตระกูลหานเหนือกว่าตระกูลซ่งในทุก ๆ ด้าน ลำพังตาแก่ ซ่งไห่เฟิง เพียงผู้เดียว ไหนเลยจะกล้าเล่นงานข้า?” เกาทงหลิน กล่าวด้วยความมั่นใจ 

 

“หากเจ้าว่าเช่นนั้นก็สุดแล้วแต่เจ้า ข้าเพียงแต่ย้ำเตือนเจ้าด้วยความเป็นห่วง... สำเหนียกตนเองไว้ด้วยว่าเจ้าคือความหวังของตระกูลเกา ที่จะต้องนำพาตระกูลไปสู่ความยิ่งใหญ่...” เกาถิง กล่าวพลางยกสุราขึ้นกระดก 

 

เกาทงหลิน สูดลมหายใจลึก ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถาม... 

“พี่ใหญ่... เวลานี้ข้าก็นับว่ามีความสามารถพอสมควรแล้ว เมื่อไหร่พี่ใหญ่จะให้ข้าเข้าร่วมภารกิจลับด้วย?” 

 

เกาถิง ที่กำลังยกสุราถึงกับค้างชะงักไป พร้อมส่งสายตาดุดันแทนคำตำหนิ... 

“มันไม่ใช่หน้าที่ของเจ้า!! งานที่ข้าทำคืองานสกปรกในเงามืดที่มีเฉพาะสมาชิกตระกูลบางคนเท่านั้นที่รับรู้ ส่วนหน้าที่ของเจ้าคือการสร้างฉากหน้าที่ขาวสะอาดให้กับตระกูลเกา เพื่อยกระดับตระกูลต่อชาวยุทธในใต้หล้า จงจดจำหน้าที่ของตนให้มั่น และทำหน้าที่ของเจ้าให้ดีที่สุดก็พอ...” เกาถิง เค้นเสียงขึ้นแน่นหนัก 

 

ทำเอา เกาทงหลิน ใบหน้าซีดเผือดขึ้นทันที... 

“ตะ...แต่พี่ใหญ่ ข้าเองก็อยากเข้าร่วมเป็นสมาชิกกลุ่มมัง....” 

 

เพี๊ยะ! 

 

เกาถิง ตบไปที่หน้าน้องชายดังสนั่น จนเลือดกบปาก... 

“อย่าได้เอ่ยนามของกลุ่มนี้ออกมาในที่สาธารณะ อย่าให้ข้าต้องกำชับเจ้ามากไปกว่านี้!!” 

 

เกาทงหลิน สั่นสะท้านไปในทันที แม้เจ้าตัวจะเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ แต่ก็เก่งกาจเฉพาะกับรุ่นเดียวกันเท่านั้น ด้านพลังฝีมือยังห่างชั้นกับ เกาถิง หลายขุมจากความต่างของช่วงวัย... ก่อนที่ผู้เป็นพี่ชายจะถอนหายใจ พร้อมโยนโอสถฟื้นฟูให้กับน้องชาย... 

 

“ทงหลิน... เจ้านั่นเป็นคนมีความสามารถ เป็นที่อิจฉาของทุกคนในตระกูลรวมถึงตัวข้าด้วย... หน้าที่ของเจ้าคือความใฝ่ฝันของทุกคนในตระกูล แต่ทุกคนก็ล้วนไม่มีความสามารถเพียงพอ... ตัวข้ายอมทำงานสกปรกทุกอย่าง ก็เพื่อผลักดันเจ้าให้ไปถึงจุดสูงสุด เจ้าเองก็มิใช่เด็กแล้ว ดังนั้นอย่าได้ทำให้ทุกคนในตระกูลต้องผิดหวัง...” 

 

เด็กหนุ่ม ก้มหน้าต่ำ แม้จะถูกตบหน้าแต่ก็มิอาจโกรธเคืองพี่ชาย รู้ดีว่า เกาถิง ต้องลำบากและเสี่ยงชีวิตอยู่ตลอดเวลา หากภารกิจผิดพลาดยังสามารถถูกเบื้องบนสั่งเก็บได้ในทันที ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายบาง ๆ นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ เกาถิง ไม่ต้องการให้น้องชายผู้เป็นความหวังของตระกูล ก้าวลงมาในเส้นทางอันตรายของตนเอง ... 

 

“ขออภัยพี่ใหญ่... ข้าเข้าใจแล้ว...” 

 

เกาถิง ถอนหายใจหนักหน่วง... 

“ข้ากำลังตามล่าตัวเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง ซึ่งมันกำลังมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวง... ดังนั้นข้าคงไม่ได้แวะหยุดพักที่เมืองนี้ยาวนานนัก ต้องเร่งเดินทางต่อในทันทีหลังออกจากโรงเตี้ยม” 

 

เกาทงหลิน ปาดโลหิตเล็กน้อย พร้อมสีหน้าฉงน... 

“เด็กหนุ่มผู้หนึ่ง?! ถึงกับต้องให้ท่านพี่และหน่วยย่อยทั้งหมดออกเคลื่อนไหวเชียวหรือ” 

 

เกาถิง พยักหน้าตอบรับเบา ๆ 

“อันที่จริงเจ้าเด็กนั่นก็มิได้แข็งแกร่งอะไร เป็นเพียงเด็กหนุ่มสามัญผู้หนึ่ง... หากแต่เจ้านั่นมีไหวพริบติดตัวที่น่ากลัว ลื่นไหลยิ่งกว่ามัจฉาในน้ำเสียอีก ภารกิจลับนี้สำคัญมาก หากพลาดขึ้นมาอาจจะหมายถึงชีวิตของพวกเราทั้งหน่วย...” 

 

“พอจะบอกได้หรือไม่ พี่ใหญ่... ว่าเด็กนั่นชื่อว่าอะไร?!” เกาทงหลิน เริ่มสนใจ 

 

“มันเป็นคนเถื่อนไร้แซ่... นามว่า ซุน ไม่มีบุคลิกใดโดดเด่น แต่ข้าคิดว่ามันคงไม่ได้อยู่ในเมืองแห่งนี้แล้ว เพราะเป้าหมายของมันน่าจะเป็นที่ สำนักสายลมประจิม คงหวังจะให้ เตียมู่หยง คุ้มกะลาหัว...  

 

ทว่าข้าได้ติดต่อกับคนในตระกูลของเราไปแล้ว จึงได้รู้ข้อมูลสำคัญว่า เตียมู่หยง ในเวลานี้ไม่ได้อยู่ในสำนัก ฉะนั้นทันทีที่เจ้าเด็กนั่นเหยียบเข้าสำนัก ย่อมหมายถึงจุดจบของมัน!!” เกาถิง เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ 

 

.......................................... 

 

เรือนตระกูลฉี... 

 

“โรงเตี้ยม ตระกูลซ่ง งั้นหรือ?!” ฉีเฟยเทียน ขมวดคิ้วเล็กน้อย 

 

“ถูกต้อง... แต่หากท่านเจ้าเมืองเห็นว่า ตระกูลซ่ง ไม่ปลอดภัยสำหรับข้า... ข้าก็ยินดีจะเปลี่ยนแปลงความตั้งใจ...” ซุน กล่าวขึ้นตามตรง 

 

ฉีเฟยเทียน ครุ่นคิดเล็กน้อย... 

“ไม่เลย... ตระกูลซ่ง มีใจเป็นศัตรูกับตระกูลเกาด้วยซ้ำ อีกทั้ง ซ่งไห่เฟิง ก็จัดเป็นยอดฝีมือ ติด 1 ใน 10 ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในเมืองนี้ ดังนั้นข้าเห็นว่าที่นั่นไม่นับว่าเป็นอันตรายสำหรับเจ้า... หากแต่เจ้าต้องระวัง ตระกูลหาน เอาไว้บ้าง เพราะตระกูลหานนั้น มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลเกาเป็นพิเศษ หลีกเลี่ยงได้ก็จงพยายามหลีกเลี่ยง” 

 

ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อย... หวนนึกถึงผู้เยาว์ร่างกำยำที่พกดาบเล่มโตนาม หานเฉียง ศิษย์น้องของ เกาทงหลิน... 

“ตระกูลหาน แข็งแกร่งมากงั้นหรือ?!” 

 

ฉีเฟยเทียน พยักหน้าตอบรับ... 

“ในอดีตตระกูลซ่ง และตระกูลหาน เปรียบได้กับมือขวาและมือซ้ายของตระกูลฉี... เป็นตระกูลอันดับ 2 และ 3 ของเมืองนี้ แต่ต่อมาภายหลัง อำนาจของตระกูลซ่งเสื่อมถอยลง แต่ตระกูลหานกลับเพิ่มพูนขึ้น จึงกลายเป็นตระกูลใหญ่รองจากตระกูลฉีของข้าภายในเมืองบุปผาแดง... 

 

บอกตามตรงว่า ที่ข้าอยากให้เจ้าหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับตระกูลหาน เพราะข้าเองก็กระอักกระอ่วนใจเช่นกัน ไม่อาจเป็นปรปักษ์กับตระกูลหานที่เสริมส่งตระกูลฉีมาหลายร้อยปี... หวังว่าเจ้าจะเข้าใจในความลำบากส่วนนี้ของข้า...” 

 

ซุน พยักหน้าตอบรับ...  

สถานะของ ฉีเฟยเทียน มิต่างกับเป็นคนกลาง... 

 

“ผู้เยาว์จะจดจำไว้... ตราบเท่าที่ตระกูลหานไปเข้ามาระราน ข้าก็จะพยายามหลีกเลี่ยง...” 

 

เมื่อได้ข้อสรุป ฉีเฟยเทียน ก็พา ซุน กลับเข้ามาในเรือนใหญ่ แน่นอนว่าหลังจากนี้เป็นเรื่องข้อตกลงระหว่าง ซุน และ ฉีลู่ชิง เรื่องที่จะขายลูกแก้วดวงจิตให้กับนาง... ฉีเฟยเทียน แยกตัวออกไปทำธุระของตนเองแล้ว ภายในโถงรับแขกเวลานี้ จึงเหลือแค่เพียง ฉีลู่ชิง และพ่อบ้านใหญ่ ฉีจิ้นฝู เท่านั้น... 

 

“อันที่จริง ภายในตระกูลฉีก็มีอาวุธอักขระให้คุณหนูหยิบใช้ได้อยู่ไม่น้อย ทั้งดาบ ทวน กระบี่... แต่เพราะคุณหนูตั้งใจจะเปลี่ยนพัดเหล็กของนาง ให้กลายเป็นอาวุธอักขระจากความชำนาญเฉพาะด้าน ดังนั้นทางเดียวคือต้องสร้างอาวุธอักขระขึ้นมาใหม่ให้กับนางเท่านั้น จึงจำเป็นต้องใช้ลูกแก้วดวงจิตเป็นองค์ประกอบหลัก...” ฉีจิ้นฝู กล่าวอธิบาย 

 

หญิงสาว ได้ขึ้นรูปแร่โลหะคงกระพันเป็นทรงพัดเรียบร้อยแล้ว ซึ่งแร่โลหะคงกระพันนั้นเป็นแร่โลหะพิเศษใช้สำหรับสร้างอาวุธอักขระโดยเฉพาะ มีราคาสูงลิ่วมิต่างจากลูกแก้วดวงจิต... ยามนี้นางจึงขาดเพียงแค่ ลูกแก้วดวงจิต และผู้เชี่ยวชาญศาสตร์นี้กำกับพลังอักขระลงไปเท่านั้น... 

 

“ห้าแสนเหรียญทอง... สำหรับลูกแก้วดวงจิตชนชั้นสีน้ำเงิน นั่นคือราคาที่ข้าให้เจ้าได้...” หญิงสาวกล่าวขึ้นกับเด็กหนุ่ม... 

 

หะ...ห้าแสน!!” ซุน อ้าปากค้าง จอกสุราแทบจะหลุดร่วงจากมือ แม้ ซุน พอจะทราบว่าสิ่งนี้มีราคาสูง แต่ไม่คิดว่าจะมากมายถึงเพียงนี้... 

 

หญิงสาวขมวดคิ้วขึ้น... 

“น้อยไปงั้นหรือ?! ราคานี้ บอกเลยว่าข้ามิได้กดราคาเจ้าแม้แต่น้อย เมื่อครึ่งปีก่อนในงานประมูลของสมาพันธ์ทำเนียบยุทธภพ ราคาของลูกแก้วดวงจิตชนชั้นสีน้ำเงินก็จบลงที่ราคานี้ ข้าจึงใช้อ้างอิงเป็นราคาเสนอให้กับเจ้า....” 

 

ซุน กลืนน้ำลายฝืดเคือง ก่อนจะแสดงสีหน้าครุ่นคิด... 

“ข้าขอกระดาษและพู่กัน...” 

 

หญิงสาว รวมถึงพ่อบ้านฉี งุนงงเล็กน้อย แต่ก็ยอมจัดหาตามที่ต้องการ... เด็กหนุ่ม ได้ขีดเขียนองค์ประกอบวัตถุดิบที่ต้องการยาวเหยียดร่วม ๆ ร้อยรายการลงบนกระดาษ ก่อนจะหยิบยื่นให้กับ หญิงสาว... 

 

“ข้ายังไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงินทองเท่าใดนัก พกพาไว้มาก ๆ มีแต่จะเป็นภัยกับตนเอง... ทว่าสิ่งที่ข้าอยากได้ก็คือวัตถุดิบเหล่านี้ ดังนั้นเจ้าช่วยเปลี่ยนเงินทั้งห้าแสนเหรียญทอง จัดหาวัตถุดิบในจำนวนที่เทียบเท่าราคาให้กับข้าได้หรือไม่?!” ซุน กล่าวขึ้นอย่างจริงจัง 

 

แน่นอนว่าสิ่งของทั้งหมดที่ถูกจดลงไป...  

ล้วนเป็นวัตถุดิบสำคัญในการบ่มหนักสุราทั้งสิ้น!! 

 

นางไม่สันทัดนักกับวัตถุดิบเหล่านี้ จึงส่งต่อให้พ่อบ้านฉี... ชายชราขมวดคิ้วแน่นหนัก วัตถุดิบเหล่านี้แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดหา แต่หากมีเส้นสายก็ยังพอหาได้ โดยมากจะเป็นสมุนไพรพิเศษ และอวัยวะภายในของสัตว์อสูรเป็นหลัก 

 

“หากมีเวลาสักระยะ... ก็พอจะหาให้เจ้าได้...” 

 

ซุน เผยรอยยิ้มขึ้นทันที... 

“ผู้เยาว์จะยังอยู่ที่นี่อีกหนึ่งเดือน ดังนั้นขอรบกวนท่านพ่อบ้านด้วย...” 

 

เด็กหนุ่มส่งลมปราณเข้าไปในแหวนมิติ ก่อนจะหยิบคว้ามือไปในอากาศ ปรากฏลูกแก้วดวงจิตสีน้ำเงินเปล่งประกายเจิดจ้า... ซุน ดีดลอยสูงขึ้นเบา ๆ ก่อนที่ ฉีลู่ชิง จะคว้ามันไว้ด้วยสีหน้าตื่นเต้น... 

 

มันเป็นของเจ้า...” 

 

……………………………………… 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว