facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่15 โอรสลับของฮ่องเต้?

ชื่อตอน : บทที่15 โอรสลับของฮ่องเต้?

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 434

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2563 21:50 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่15 โอรสลับของฮ่องเต้?
แบบอักษร

15 

โอรสลับของฮ่องเต้? 

 

           เวลาผ่านไปชั่วพริบตา เสี่ยวอินก็อายุได้สี่ปีแล้ว

           เด็กน้อยเติบโตขึ้นมาโดยมีแต่คนรุมรัก ทั้งเสด็จพ่อ เสด็จแม่ ท่านอาซิ่วอิง ท่านอาหมอ พี่เสี่ยวหลิว พี่เสี่ยวชุนจื่อ และคนอื่น ๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ก็ยังมีเสด็จอาคังอ๋องที่ขยันเดินทางข้ามแคว้นมาเกี้ยวท่านอาซิ่วอิงอยู่เป็นประจำอีกคน

แน่นอนว่าท่านอาซิ่วอิงของเสี่ยวอินยังไม่ได้ตอบรับคำขอแต่งงานจากท่านอาคังอ๋อง หรือมีทีท่าว่าจะหนีตามเขาไปแต่อย่างใด เพราะคำพูดที่เซี่ยเฉิงลี่สอนให้เด็กน้อยพูดกับนางอยู่เป็นประจำ

           “เสี่ยวอินคงมีชีวิตอยู่ไม่ได้ ถ้าไม่มีท่านอา”

           ประโยคนี้ประโยคเดียว ทำเอาเว่ยซิ่วอิงยอมตายเพื่อเสี่ยวอินตัวน้อยได้เลยทีเดียว อย่าว่าแต่คิดจะหนีตามใครหน้าไหนไปเลย เกรงว่าต่อให้ฮ่องเต้ออกปากไล่ นางก็คงไม่ยอมไปไหนแล้ว

           “เสด็จแม่” เสี่ยวอินวิ่งเข้ามากระโดดกอดหลันเซวียนด้วยสองขาสั้นป้อม

           ใบหน้าน่าเอ็นดูเงยหน้าขึ้นมองมารดาอย่างออดอ้อน แก้มกลม ๆ สีชมพูทั้งสองข้างทำให้ผู้มองอดใจไม่ไหว ต้องยกมือขึ้นลูบแก้มเจ้าตัวเล็กอย่างอ่อนโยน ก่อนเอ่ยปากถาม

           “องค์หญิงของแม่ไปก่อเรื่องอะไรมาอีกหรือเปล่า”

           เพราะถูกเสด็จพ่อและคนรอบข้างตามใจ ทำให้เสี่ยวอินซุกซนยิ่งนัก หลันเซวียนแทบจะปล่อยให้นางคลาดสายตาไม่ได้เลย ไม่อย่างนั้นทุกคนคงได้เห็นเสี่ยวอินปีนขึ้นไปเล่นบนต้นไม้กับกระรอกน้อยขนฟูที่ท่านอาหมอมอบให้แล้วก็เป็นได้

           “วันนี้เสี่ยวอินเป็นเด็กดี ไม่ได้ก่อเรื่องอะไรเลย” เด็กหญิงตอบอย่างภาคภูมิใจ “เมื่อวานก็เป็นเด็กดี วันนี้ก็เป็นเด็กดี พรุ่งนี้ก็จะเป็นเด็กดีอีก”

           หลันเซวียนยิ้มอย่างรู้ทัน มาอวดตนว่าเป็นเด็กดีเช่นนี้ ต้องมีเรื่องอะไรมาขอร้องนางแน่

           “เช่นนั้น เด็กดีจะเอาอะไร หืม?”

           “เสี่ยวอินอยากไปนอกวังกับเสด็จพ่อ” เสี่ยวอินรีบบอกความต้องการของตัวเองทันที “เสด็จพ่อบอกว่า ถ้าเสด็จแม่อนุญาตถึงจะไปได้”

           นับตั้งแต่เสี่ยวอินอายุได้สองปี จ้าวหนิงก็มักจะพาลูกน้อยออกไปเที่ยวเล่นนอกวังเสมอ และมักจะไปด้วยกันสามคนพ่อแม่ลูก บางครั้งไปนั่งตามโรงเตี๊ยมหรือเดินดูร้านค้าตามถนน เพื่อให้ทราบถึงความเป็นอยู่ของประชาชน แต่บางครั้งก็พากันไปต่างเมือง จนเสี่ยวอินติดนิสัยชอบเที่ยวนอกวังเสียแล้ว

           “วันนี้เสด็จพ่อจะเสด็จที่ใด” หลันเซวียนถาม หากเป็นปกติ เขาต้องบอกให้นางทราบมิใช่หรือว่าจะไปที่ใด หรือไม่ก็ต้องเอ่ยชวนให้นางไปด้วย เหตุใดหนนี้จึงชวนแต่ลูกแล้วไม่ชวนนางเล่า

           “เสด็จพ่อบอกว่าเป็นความลับของเสี่ยวอินกับเสด็จพ่อ ห้ามบอกเสด็จแม่เด็ดขาด” เสี่ยวอินตอบด้วยท่าทางจริงจังเลียนแบบจ้าวหนิง แต่คำตอบแสนซื่อที่เผยความลับออกมาเกือบทั้งหมด ก็ทำให้นางกำนัลในตำหนักเลี่ยงซิ่วต่างพากันก้มหน้ากลั้นหัวเราะ

           แม้แต่หลันเซวียนก็ยังเกือบจะหลุดหัวเราะออกมาด้วย

           “ในเมื่อเสด็จพ่ออยากจะพาเจ้าไปคนเดียว ไม่ยอมพาแม่ไปด้วย แม่อยู่คนเดียวในตำหนักก็ได้” หลันเซวียนแสร้งทำเป็นพูดเสียงเศร้า เสี่ยวอินเห็นเสด็จแม่เสียใจก็รีบเข้าไปกอดแล้วใช้แก้มกลม ๆ แนบลงไปบนอกอุ่นของมารดาทันที

           “เสด็จแม่อย่าเสียใจ เสี่ยวอินกับเสด็จพ่อจะไม่ดื้อ ครั้งหน้าจะต้องพาเสด็จแม่ไปด้วยอย่างแน่นอน” เด็กน้อยให้คำมั่น

           หลันเซวียนยิ้มอย่างเอ็นดูขณะกอดร่างนุ่มกลมในอ้อมแขนแน่น ๆ ทำให้เจ้าตัวเล็กหัวเราคิกคักอย่างชอบใจ

           “ไปเถิด อย่าให้เสด็จพ่อรอนาน”

           “เพคะ เสี่ยวอินไปล่ะ” เสี่ยวอินหอมแก้มเสด็จแม่ แล้วรีบวิ่งออกไปพร้อมตะโกนเรียกหา ‘ท่านลุงกงกง’ หรือเกากงกงที่ยืนรออยู่หน้าตำหนัก จากนั้นจึงเดินออกไปด้วยกัน โดยมีเสียงใส ๆ ดังไปตลอดทาง

           “องครักษ์เว่ย ฝ่าบาทกับเสี่ยวอินมีความลับอะไรกัน เจ้ารู้หรือไม่” หลันเซวียนหันไปถามคนที่น่าจะรู้ดีที่สุด

           “ทูลพระชายา สองสามวันมานี้หม่อมฉันเอาแต่นอน จึงไม่ทราบเรื่องอะไรเช่นกันเพคะ” เว่ยซิ่วอิงที่หน้าตายังดูซีดเซียวอยู่เล็กน้อยเอ่ยตอบ

           หลันเซวียนเพิ่งได้ทราบเมื่อตอนที่เสี่ยวอินอายุได้สองปีว่า หลายปีก่อน เว่ยซิ่วอิงติดตามจ้าวหนิงไปออกรบ และถูกศัตรูใช้พิษชนิดหนึ่ง ชื่อว่า ‘พิษกัดกร่อนวิญญาณ’ ทำร้าย พิษดังกล่าวเป็นพิษร้ายแรงที่ทำให้ถึงตายได้ แต่จะทำให้ผู้ที่ได้รับพิษค่อย ๆ ตายอย่างช้า ๆ และทรมาน ทั้งยังไม่มียาถอนพิษ เป็นเหตุผลที่ทำให้เซี่ยเฉิงลี่ต้องออกเดินทางเสาะหาสมุนไพรทั่วหล้านานถึงห้าปี เพื่อนำมาใช้ปรุงยารักษาเว่ยซิ่วอิง แต่ก็ทำได้เพียงยับยั้งพิษชั่วคราวเท่านั้น วันดีคืนดี หากพิษกำเริบ เว่ยซิ่วอิงก็ต้องกลับไปนอนครวญครางอยู่บนเตียง โดยมีสองบุรุษที่คอยกลั่นแกล้งนางตลอดเวลา สลับกันมาเยี่ยมไม่ขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมอหลวงคนสำคัญของราชสำนักที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการพยายามปรุงยาแก้พิษและคอยดูแลอาการของนางอย่างใกล้ชิด

           และความลับอีกประการหนึ่งที่เว่ยซิ่วอิงไม่เคยทราบก็คือ เซี่ยเฉิงลี่ยอมใช้พิษนั้นกับตัวเองเพื่อทดลองยาแก้พิษ ยามที่เขาหายไปจากแคว้นอิ๋งห้าปี เว่ยซิ่วอิงจึงมียาที่ชายหนุ่มคอยส่งมาให้ใช้ไม่ขาด

           “เจ้าไปพักเถิด สีหน้าเจ้าดูไม่ดีเลย” หลันเซวียนพูดอย่างเป็นห่วง แต่เว่ยซิ่วอิงกลับส่ายหน้า

           “นอนมากไปก็น่าเบื่อเพคะ ให้หม่อมฉันออกมาคุยเล่นเป็นเพื่อนพระชายาดีกว่า” องครักษ์หญิงตอบ “หากเอาแต่นอน ประเดี๋ยวจะฝ่าบาทถูกตัดเบี้ยหวัดเอาได้”

           หลันเซวียนหัวเราะให้คนป่วยที่ยังอารมณ์ดีขี้เล่นเหมือนเดิม ทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง เซี่ยเฉิงลี่ก็เดินเข้ามาพร้อมล่วมยา

           ได้เวลาดู ‘เด็กน้อยซิ่วอิง’ กลั้นหายใจกินยาอีกแล้ว

 

           ทางด้านของจ้าวหนิงและเสี่ยวอิน สองพ่อลูกออกมาที่ ‘ตำหนักเถาฮวา’ ซึ่งเป็นตำหนักใหม่ที่จ้าวหนิงมีคำสั่งให้สร้างขึ้นบริเวณชานเมืองอย่างลับ ๆ ตั้งแต่วันที่เสี่ยวอินคลอด เพื่อใช้เป็นของขวัญให้หลันเซวียน แต่เพราะเขาต้องการให้ได้ตำหนักที่ดีที่สุด งดงามที่สุด จึงต้องสร้างไปแก้ไปอยู่หลายรอบ จนยามนี้ลูกน้อยของเขาอายุสี่ปีเข้าไปแล้ว ก็ยังสร้างไม่เสร็จเสียที

           ยามนี้หลันเซวียนอายุยี่สิบสองปี ในอีกแปดเดือนข้างหน้า นางก็จะอายุครบยี่สิบสามปี ตำหนักเถาฮวาที่สร้างใกล้เสร็จเต็มทีจึงเหมาะแก่การเป็นของขวัญให้นางยิ่งนัก ดังนั้น ระยะนี้จ้าวหนิงกับเสี่ยวอินจึงต้องช่วยกันออกมาตรวจความเรียบร้อยของตำหนัก เพื่อเตรียมส่งมอบของขวัญที่ดีที่สุดให้หนิงกุ้ยเฟยของพวกเขา

เสี่ยวอินวิ่งไปดูตรงนั้นทีตรงนี้ทีอย่างตื่นเต้น ตำหนักเถาฮวานี้งดงามมากจริง ๆ จ้าวหนิงใช้เงินส่วนตัวที่ได้จากการทำการค้าอัญมณีกับต่างแคว้นมาใช้สร้างตำหนักแห่งนี้ขึ้น เพราะเขาอยากจะเป็นผู้มอบของขวัญให้หลันเซวียนด้วยตัวเอง จึงไม่คิดจะใช้เงินภาษีที่ได้มาจากประชาชนในการสร้าง

เสี่ยวอินเพิ่งอายุสี่ปี จึงไม่ทราบว่าสิ่งที่เสด็จพ่อทำนั้น เป็นการแสดงให้เห็นว่าเสด็จพ่อรักเสด็จแม่มากเพียงใด เด็กน้อยทราบแค่ว่า เสด็จพ่อสร้างตำหนักแห่งนี้ได้งดงามมาก แล้วนางเองก็เป็นผู้ที่ช่วยตรวจสอบตำหนักนี้จนได้ตำหนักที่ดีที่สุด ดังนั้นนี่จึงเป็นผลงานของนางด้วย หาใช่ผลงานของเสด็จพ่อแต่เพียงผู้เดียว

เสด็จแม่จะต้องหอมแก้มนาง แล้วก็กอดนางแน่น ๆ เป็นรางวัลอย่างแน่นอน!

จู่ ๆ เสี่ยวอินก็วิ่งมาหยุดอยู่ตรงหน้าต้นท้อ ขมวดคิ้วมองต้นไม้สูงใหญ่เบื้องหน้า จนจ้าวหนิงต้องเดินมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น

“มีอะไรหรือ” เขาถามพลางกลั้นหัวเราะ เมื่อเห็นคิ้วเล็ก ๆ ของเสี่ยวอินขมวดเข้าหากันจนแทบจะผูกเป็นปม

“ต้นท้อพวกนี้ไม่มีดอก” เสี่ยวอินชี้ “เสี่ยวอินอยากได้ต้นท้อที่มีดอกเต็มต้นให้เสด็จแม่”

“ยามนี้ยังไม่ถึงฤดูออกดอกของต้นท้อ แต่ในวันที่เราพาเสด็จแม่ของเจ้ามาที่นี่ พ่อสัญญาว่าดอกท้อจะต้องบานสะพรั่งเต็มต้นอย่างแน่นอน”

เมื่อพูดเป็นพ่อให้สัญญาเช่นนั้น เด็กหญิงก็ค่อยยิ้มออกมาอย่างโล่งใจ

“จริงสิ” จ้าวหนิงร้องขึ้น เมื่อนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “พ่อมีผู้ที่อยากแนะนำให้เจ้ารู้จัก”

“ใครหรือเพคะ”

“ผู้ที่จะมาเป็นน้องชายของเจ้า”

“น้องของเสี่ยวอิน!” เด็กน้อยตาเป็นประกายทันที

เสี่ยวอินอยากมีน้องชายมานานแล้ว แต่เสด็จพ่อบอกว่า น้องชายของนางยังนอนหลับอยู่บนสวรรค์ รอให้นางตัวโตกว่านี้และสามารถดูแลน้องได้ก่อน น้องจึงจะมาเกิด หากแต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ทำให้หลันเซวียนไม่ตั้งครรภ์เสียทีนั้น เป็นเพราะความระวังตัวของนางเอง

หลันเซวียนลอบดื่มยาระงับครรภ์อยู่ตลอดเวลาโดยไม่คิดจะให้จ้าวหนิงรู้ แต่คนอย่างเขามีหรือจะไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นใกล้ตัวเช่นนี้ เดิมทีชายหนุ่มคิดจะให้คนลอบเปลี่ยนยาระงับครรภ์เป็นยาบำรุงร่างกายดังเช่นที่เคยทำมาแล้ว แต่เมื่อเขาไตร่ตรองดูก็ต้องเปลี่ยนใจ หลันเซวียนไม่ใช่คนไม่มีผลเหตุที่จะทำอะไรโดยไม่คิด ที่นางไม่อยากตั้งครรภ์ อาจเป็นเพราะนางเจ็บปวดยามคลอดเสี่ยวอิน จนไม่ปรารถนาจะมีลูกอีก

หรือไม่ นางก็อาจจะไม่อยากมีลูกกับเขาก็เป็นได้

ยามที่หลันเซวียนตั้งครรภ์เสี่ยวอิน เป็นความตั้งใจของจ้าวหนิงเพียงผู้เดียว หลันเซวียนหาได้ยินดีในการตั้งครรภ์ครั้งนั้นด้วย เพราะยามนั้นเขาได้ข่มขู่สตรีในตำหนักหลงฮวาไว้สารพัด แม้ว่าสุดท้ายนางจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากเขายามตั้งครรภ์มากเพียงใด แต่ความรู้สึกหวาดกลัวในใจนางก็ดูเหมือนจะยังไม่จางหายไปง่าย ๆ

วันที่หลันเซวียนตัดสินใจหนีออกจากวังเพื่อรักษาครรภ์ของตนไว้ จ้าวหนิงก็รับรู้ได้ทันทีว่านางรักลูกของนางกับเขาอย่างที่สุด รักเหมือนที่เสด็จแม่รักเขา แต่หากจะถามว่าหลันเซวียนรักเขาด้วยหรือไม่ เรื่องนี้จ้าวหนิงเองก็ยังไม่มั่นใจนัก สิ่งที่เขาสามารถมั่นใจได้มีเพียงเรื่องเดียว นั่นก็คือ นางไม่พร้อมที่จะมีลูกในตอนนี้

และเพราะไม่อยากให้เสี่ยวอินต้องผิดหวังมากนัก จ้าวหนิงจึงต้องพยายามหาน้องชายมาให้เสี่ยวอินแทนน้องแท้ ๆ ที่มารดาของนางยังไม่ยอมให้มาเกิด

“เสด็จพ่อ น้องชายของเสี่ยวอินอยู่ที่ไหน” มือเล็กดึงเสื้อของเสด็จพ่อด้วยความตื่นเต้น

“มาสิ พ่อจะพาเจ้าไปพบน้องชายเดี๋ยวนี้” จ้าวหนิงยื่นมือให้เสี่ยวอินที่ส่งมือให้เขาจูงทันทีด้วยความเต็มใจ

ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่แม่ของลูกจะจูงมือเขาอย่างมีความสุขเช่นนี้ หาใช่เพียงยอมให้เขาจูงมือเพียงเพราะไม่ต้องการที่จะขัดใจเขาดังเช่นที่เป็นอยู่

เมื่อเสี่ยวอินกับจ้าวหนิงกลับมาถึงตำหนักเลี่ยงซิ่ว หลันเซวียนก็เห็นสองพ่อลูกคุยซุบซิบกันอยู่ตลอดเวลา นางแอบได้ยินเสี่ยวอินพูดคำว่า ‘ดอกท้อ’ กับ ‘น้องชาย’ จึงคิดไปว่า เด็กน้อยคงไปงอแงขอน้องชายจากเสด็จพ่อดังเช่นที่ทำบ่อย ๆ เพราะเซี่ยเฉิงลี่จอมร้ายกาจเคยสอนลูกสาวของนางไว้ว่า หากอยากมีน้องต้องขอจากเสด็จพ่อเท่านั้น เพราะเสด็จพ่อของเสี่ยวอินเป็นโอรสสวรรค์ เป็นเพียงผู้เดียวที่จะทำให้น้องชายมาเกิดในท้องของเสด็จแม่ได้

นั่นเป็นครั้งแรกที่หลันเซวียนเห็นด้วยกับเว่ยซิ่วอิงว่า หมอหลวงผู้นี้สมควรตายยิ่งนัก!

           “ฝ่าบาท วันนี้ทรงพาเสี่ยวอินไปที่ใดมาหรือเพคะ” หญิงสาวถามเมื่ออยู่กันตามลำพังในห้อง

           “ไปเที่ยวตำหนักจิ้งอ๋อง” เขาหาได้ปดนางแต่อย่างใด หลังออกจากตำหนักเถาฮวาแล้ว เขากับเสี่ยวอินก็ไปยังตำหนักของจิ้งอ๋องกันจริง ๆ แต่ก่อนหน้านั้นไปไหนมาบ้าง เขาเลี่ยงที่จะไม่พูดถึง

หลันเซวียนเคยได้พบกันจิ้งอ๋องอยู่หลายครั้ง จิ้งอ๋องผู้นี้เป็นหนึ่งในคนตระกูลจ้าวเพียงไม่กี่คนที่จ้าวหนิงไว้ชีวิต สามีของนางเคยเล่าว่า ในอดีต เขาเองก็หาได้สนิทกับจิ้งอ๋อง แต่เมื่อเขาคิดก่อกบฏ นอกจากตระกูลเว่ยกับตระกูลเซี่ยแล้ว จิ้งอ๋องก็นับว่าเป็นคนแรกที่เสนอตัวอยู่ฝ่ายเดียวกับเขา ทั้งยังเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายถวายชีวิต จากที่ไม่เคยสนิทกัน จึงกลายเป็นสนิทสนม หลังจ้าวหนิงขึ้นครองราชย์ จิ้งอ๋องจึงได้กลายมาเป็นขุนนางอีกคนที่ได้รับความไว้วางใจในที่สุด

“เสี่ยวอินไปเล่นกับฝาแฝดหรือเพคะ” หลันเซวียนถาม

ความที่เสี่ยวอินที่ไม่มีเพื่อนในวัยเดียวกันในวัง เด็กหญิงจึงชอบไปเล่นกับ ‘จ้าวเหม่ยเตี๋ย’ และ ‘จ้าวเหม่ยซวาง’ บุตรสาวฝาแฝดของจิ้งอ๋องที่อายุมากกว่านางสองปี ฝาแฝดเองก็รักและตามใจเสี่ยวอินยิ่งนัก เสี่ยวอินอยากกิน อยากเล่น อยากได้อะไร แม่นางน้อยทั้งสองล้วนไปสรรหามาให้ทั้งสิ้น

“อืม” จ้าวหนิงส่งเสียงตอบรับ แล้วหัวเราะเบา ๆ เมื่อนึกถึงปฏิกิริยาของเด็กทั้งสาม

ความจริงแล้ว ที่วันนี้เขาพาเสี่ยวอินไปที่ตำหนักจิ้งอ๋อง ก็เพื่อให้ลูกน้อยของตนไปขอบคุณสองท่านหญิง ทั้งจ้าวเหม่ยเตี๋ยและจ้าวเหม่ยซวาง ที่ช่วยดูแล ‘น้องชาย’ ให้เสี่ยวอิน ระหว่างที่เขายังไม่สามารถรับน้องชายของเสี่ยวอินเข้ามาอยู่ในวังได้

“อีกสองสามวัน เสี่ยวอินจะมีเรื่องให้ดีใจจนตำหนักเลี่ยงซิ่ววุ่นวายเชียวล่ะ” จ้าวหนิงเล่าพลางอมยิ้ม เมื่อนึกถึงสีหน้าท่าทางดีใจของเสี่ยวอินตอนที่ได้เห็นน้องชายเป็นครั้งแรก

“เรื่องอะไรหรือเพคะ”

“อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้” พูดจบ ชายหนุ่มก็หัวเราะอย่างอารมณ์ดี แล้วเดินโอบกอดนางไปยังเตียงนอน

ไม่รู้ว่าถ้านางได้เห็นน้องชายของเสี่ยวอินแล้วจะทำหน้าอย่างไรกัน

หลายวันต่อมา ก็ถึงวันที่จิ้งอ๋องรับปากเอาไว้ว่าจะพาน้องชายของเสี่ยวอินมาส่งให้ที่วัง

แน่นอนว่าเสี่ยวอินย่อมต้องเป็นผู้ที่ตื่นเต้นดีใจยิ่งกว่าใคร เด็กหญิงตื่นนอนแต่เช้าด้วยตัวเองโดยไม่ต้องให้แม่นมปลุก แล้วเตรียมหาของกินไว้ต้อนรับน้องชายที่กำลังจะมาถึง จากนั้นก็เดินไปมาทั้งตำหนักด้วยความตื่นเต้น รอคอยว่าเมื่อไหร่จะถึงยามอู่ ( ประมาณ 11.00 - 12.59 น. ) ที่เสด็จอาจิ้งอ๋องบอกว่าจะพาน้องชายมาส่งให้นางเสียที

“เสด็จแม่ เสี่ยวอินขอไปหาเสด็จพ่อที่ตำหนักชินหรงนะเพคะ” เจ้าตัวเล็กร้องขอหลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จ

“เจ้าจะไปทำอะไรที่ตำหนักของเสด็จพ่อหรือ เจ้าตัวเล็ก”

“เสี่ยวอินจะไปหาเซียวต้าไป๋”

“ใครคือเซียวต้าไป๋” หลันเซวียนถามอย่างแปลกใจ

“น้องชายของเสี่ยวอิน”

“น้องชาย?”

“ใช่เพคะ เสด็จพ่อพาเสี่ยวอินไปเจอน้องมา วันนี้น้องจะย้ายมาอยู่กับเสี่ยวอินแล้ว เสี่ยวอินต้องไปรับน้อง” เด็กหญิงพูดด้วยดวงตาที่เป็นประกายสดใส

“น้องชายที่เจ้าว่า เขาเป็น... เป็นลูกอีกคนของเสด็จพ่อหรือ?” น้ำเสียงที่สั่นน้อย ๆ เอ่ยถาม

เสี่ยวอินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ถ้าเป็นน้องของเสี่ยวอิน ก็ต้องเป็นลูกของเสด็จพ่อด้วย”

“...”

“ใช่แล้วเพคะเสด็จแม่ เซียวต้าไป๋เป็นลูกของเสด็จพ่อเหมือนเสี่ยวอิน” เด็กหญิงที่เพิ่งได้เป็นพี่สาวร้องบอกอย่างดีใจ

ราวกับถูกฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะ หลันเซวียนนิ่งงันไปด้วยความตกตะลึง!

เสี่ยวอินอยากมีน้องชายมานานแล้ว แต่เป็นเพราะนางคอยระวังตัว กินยาระงับครรภ์อยู่ตลอดเวลา ลูกสาวตัวน้อยของนางจึงไม่ได้มีน้องชายเสียที ซึ่งเหตุที่นางยังไม่พร้อมจะตั้งครรภ์อีกครั้งก็เพราะกลัวว่าลูกคนที่สองนี้อาจเป็นชาย

หากเป็นชาย จ้าวหนิงจะฆ่าลูกของนางหรือไม่ หลันเซวียนไม่กล้าที่จะคาดเดา

จริงอยู่ที่เขาดีต่อเสี่ยวอินและรักเสี่ยวอินอย่างมากมายเหลือเกิน เรียกได้ว่ารักมากที่สุดเท่าที่บิดาคนหนึ่งจะสามารถรักลูกได้ ทว่านางกลับไม่มั่นใจว่าเขาจะรักลูกชายได้หรือไม่ ไม่ใช่เพราะเขาเคยขู่นางไว้ว่า หากมีลูกชาย เขาอาจจะไม่ให้เด็กคนนั้นมีชีวิต นางอยู่กับเขามาห้าปีกว่า ย่อมรู้จักนิสัยใจคอของเขามากขึ้น แม้นางจะไม่แน่ใจว่าเขาเพิ่งเปลี่ยนไปเป็นคนอ่อนโยนหลังจากที่มีเสี่ยวอินมาคอยออดอ้อน หรือเขาไม่เคยเป็นจักรพรรดิอำมหิตจริง ๆ ตามที่ร่ำลือ แต่ที่นางสามารถแน่ใจได้ก็คือ การที่โอรสเช่นเขาเป็นผู้ก่อกบฏและสังหารพระบิดาด้วยตนเอง เป็นแผลในใจของจ้าวหนิงที่ยังคงกัดกินความรู้สึกของเขาจนถึงทุกวันนี้ หากเขาฝังใจเรื่องที่ลูกชายฆ่าบิดา เขาเองก็อาจจะระแวงลูกที่เกิดเป็นชาย และอาจลงมือสังหารลูกของตนก่อนที่จะเป็นฝ่ายที่ถูกสังหารก็เป็นได้ ด้วยเหตุนี้ นางจึงไม่กล้าแตะต้องบาดแผลในใจเขาโดยการคลอดบุตรชายอีกคน

ทว่าการที่นางไม่ยอมมีลูก กลับทำให้เขาแอบไปมีลูกกับคนอื่น!

หญิงสาวรู้สึกเวียนศีรษะขึ้นมาในทันที จนถึงกับเซลงไปนั่งบนตั่งกุ้ยเฟยอย่างหมดแรง ทั่วทั้งร่างของนางชาไปหมด แม้จะเคยทำใจไว้บ้างว่า หากฮ่องเต้ยอมให้เสี่ยวอินมีชีวิตอยู่ได้ สักวันเขาก็อาจยอมให้สตรีอื่นตั้งครรภ์และคลอดลูกให้เขาได้เช่นกัน แต่เพราะหลายปีมานี้ เขามีท่าทีอ่อนโยนต่อนาง ดีต่อนาง ทั้งยังดูคล้ายมีใจให้นาง จนนางเองก็เผลอใจมอบความรู้สึกดี ๆ ให้เขาไปอย่างมิอาจฝืนห้าม เมื่อได้ยินว่าเขามีคนอื่น ทั้งยังมีลูกอีกคน นางก็รู้สึกหนักอึ้งในอกเหลือเกิน

“เสด็จแม่เป็นอะไร ไม่สบายหรือเปล่า เสี่ยวอินไปเรียกท่านอาหมอให้ดีไหมเพคะ” เสี่ยวอินรีบตะกายขึ้นมาใช้มือเล็ก ๆ อังหน้าผากของเสด็จแม่ด้วยความเป็นห่วง

“แม่ไม่เป็นอะไร” หลันเซวียนฝืนยิ้มให้ลูกน้อย “แค่รู้สึกตกใจเท่านั้น”

“เสด็จแม่ตกใจที่เสี่ยวอินมีน้องหรือเพคะ”

“อืม” หลันเซวียนพยักหน้า

“ไม่ต้องตกใจ ถ้าเสด็จพ่ออนุญาต เสี่ยวอินจะพาน้องมาหาเสด็จแม่ที่ตำหนัก”

ถ้าเสด็จพ่ออนุญาต...

หลันเซวียนแค่นยิ้ม นี่เขาไม่ไว้ใจนาง กลัวว่านางจะทำร้ายลูกของเขาหรืออย่างไร จึงไม่ยอมอนุญาตให้พาลูกของตนมาพบนางที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว

“พระชายาเพคะ ฝ่าบาทให้เกากงกงมารับองค์หญิงไปที่ตำหนักชินหรง” นางกำนัลคนหนึ่งเข้ามารายงาน เสี่ยวอินกระโดดลงจากตั่งทันที

“ไป ๆ เสี่ยวอินจะไปหาน้องชาย!”

ว่าแล้วร่างเล็กก็กระโดดโลดเต้นออกจากตำหนักเลี่ยงซิ่วไปอย่างร่าเริง นางยังเด็กเกินกว่าจะทราบว่ามารดาของตนกำลังฝืนแสดงท่าทีเป็นปกติออกมาเพื่อให้ตนสบายใจ และเมื่อเสี่ยวอินก้าวพ้นประตูไปแล้ว เสี่ยวหลิวก็รีบเข้ามาหาหลันเซวียนทันที

“พระชายาเพคะ...”

“ข้าไม่เป็นไร” หลันเซวียนโบกมือพร้อมกับพูดขัดขึ้น “เจ้าไปดูสิว่า มีสิ่งใดสามารถใช้เป็นของขวัญให้ ‘องค์ชายใหญ่’ ได้หรือไม่ ข้าจะไปพักสักหน่อย ได้ของแล้วก็เอามาให้ข้าดูอีกที”

ทันทีที่พูดจบ หลันเซวียนก็เดินกลับไปยังห้องของตนอย่างหมดเรี่ยวแรง เมื่ออยู่คนเดียว ร่างบอบบางก็ทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง แล้วเหม่อลอยอยู่เนิ่นนานจนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าใด แต่เมื่อได้สติอีกครั้ง นางก็นึกถึงคำพูดของเสี่ยวอินเมื่อหลายวันก่อนขึ้นมาได้

“เสด็จพ่อบอกว่า เป็นความลับของเสี่ยวอินกับเสด็จพ่อ ห้ามบอกเสด็จแม่เด็ดขาด” 

หรือความลับที่ว่าจะเป็นเรื่องนี้?

หลันเซวียนยิ้มออกมาอย่างขมขื่น นางควรรู้ตั้งแต่แรกแล้วมิใช่หรือ บุรุษที่อยู่เหนือผู้คนใต้หล้า จะมีสตรีเพียงคนเดียวได้อย่างไร กระทั่งพระบิดาของนางก็มีสนมนับร้อยในฝ่ายใน แล้วจ้าวหนิงเล่า ก่อนที่นางจะมายังแคว้นอิ๋ง เขาเองก็มีสตรีมากมายในตำหนักหลงฮวา แม้ว่าเขาจะไม่ได้แตะต้องสตรีเหล่านั้นมาหลายปีแล้ว แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่แตะต้องผู้อื่นเสียเมื่อไหร่

ยามนี้คงถึงเวลาที่เขา...จะมีคนอื่นแล้วสินะ

ในขณะที่หลันเซวียนกำลังโศกเศร้าอยู่ตามลำพัง เสี่ยวอินก็กำลังดีใจอย่างที่สุด เมื่อได้เห็นเสด็จอาจิ้งอ๋องในตำหนักชินหรงพร้อมเซียวต้าไป๋ สุนัขสีขาวตัวใหญ่ยักษ์ที่พี่เหม่ยเตี๋ยกับพี่เหม่ยซวางยกให้เป็นน้องชายของนาง 

ความคิดเห็น