facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 34 เรือนตระกูลฉี

ชื่อตอน : ตอนที่ 34 เรือนตระกูลฉี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 362

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ย. 2563 22:22 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 34 เรือนตระกูลฉี
แบบอักษร

ตอนที่ 34

 

ซุน แยกตัวออกมากับ ฉีลู่ชิง... ซึ่งน่าแปลกที่คุณหนูอย่างนางไม่มีผู้ติดตามมาด้วย หรือไม่ก็อาจเป็นเพราะทั่วทั้งเมืองบุปผาแดงแห่งนี้ มิต่างอะไรกับอาณาจักรของตระกูลฉี มีอำนาจสูงสุด และเป็นตระกูลชั้นพิเศษเพียงหนึ่งเดียว ทุกคนโดยรอบที่นางเดินผ่านล้วนแสดงความเคารพต่อนาง หากเกิดเรื่องเลวร้ายใด ๆ เชื่อว่าทุกคนในระยะสายตา คงพร้อมที่จะเข้ามาปกป้องนางเช่นกัน... 

 

เด็กหนุ่ม กลืนน้ำลายฝืดเคือง ประจักษ์แก่สายตาในสิ่งที่เรียกว่าอำนาจ... ไม่ต้องกล่าวถึงตัวเจ้าเมือง เพียงแค่สมาชิกคนในตระกูลยังมีอำนาจเป็นล้นพ้น... สายตาโดยรอบที่มองกดดันมายัง ซุน ทำให้ เด็กหนุ่ม ไม่กล้าที่จะเดินเข้าไปเคียงข้างนางด้วยซ้ำ ได้แต่เดินจูงม้าตามในระยะ 2-3 ก้าว อยู่ห่าง ๆ 

 

“เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” นางเอ่ยถามขึ้น 

 

“ก็ในวันนั้น พ่อบ้านฉี เป็นคนแนะนำให้ข้าหลบหนีออกมาจากจวนผู้ว่ามิใช่หรือ?!” ซุน กล่าวตอบตามตรง แม้จะหวั่น ๆ กับสายตาของผู้คนโดยรอบ แต่สำหรับตัวหญิงสาว ซุน ก็ไม่ได้มีความหวั่นเกรงกับสถานะของนางเท่าใดนัก ที่ยอมเรียกนางว่าคุณหนูก็เพื่อให้เกียรติกับนาง...  

 

ส่วนหนึ่งอาจเพราะทั้งคู่เคยผ่านช่วงความเป็นตายร่วมกันมาก่อน เคยเป็นหนี้บุญคุณระหว่างกัน มิหนำซ้ำทั้งคู่ยังเคยประกบริมฝีปากของกันและกันมาแล้ว แม้จะเป็นอุบัติเหตุก็ตามที แต่สำหรับทั้งคู่ก็คงไม่มีใครลืมเลือน... 

 

“สองเดือนก่อน... ข้าได้ยินข่าวร้ายเกี่ยวกับเหตุเพลิงไหม้ที่จวนผู้ว่าจินหง ได้ยินว่าไม่มีใครรอดชีวิตออกมาได้แม้แต่คนเดียว ข้าและท่านพ่อบ้านจึงเข้าใจว่าเจ้าเองก็คงจะตายไปแล้วในเหตุการณ์นั้น...” นางเอ่ยทักขึ้น ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่านางติดตามเรื่องของ ซุน อยู่ไม่น้อย 

 

ซุน เผยอยิ้มมุมปากซ้าย ฟันเขี้ยวมีประกาย... 

“เป็นห่วงข้าด้วยงั้นหรือ?!” 

 

“!!!!!!!!!” ฝีเท้านางชะงักไปทันที ก่อนจะตวัดสายตาดุร้ายกลับมา 

“ระวังคำพูดเจ้าด้วย!! ข้าเพียงแต่กลัวว่าที่ช่วยเหลือเจ้าไปวันนั้น จะเป็นการเสียแรงเปล่า” 

 

เด็กหนุ่ม ผงะเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากหญิงสาว ทำได้เพียงตอบรับด้วยรอยยิ้มแห้ง ๆ 

“ข้าเพียงพูดล้อเล่นเท่านั้นเอง... วันนั้นข้าอาศัยช่วงชุลมุนตอนเกิดเพลิงไหม้ หลบหนีออกมาจากจวนได้ แต่เพราะมีคดีติดพันอยู่ ข้าจึงไม่ได้แสดงตัวว่าเป็นผู้เหลือรอดในวันนี้ เลือกที่จะหลบหนีออกจากเขตชุมชนดังกล่าวในทันที...” 

 

นางกดหัวคิ้วลงต่ำเล็กน้อย แต่ก็มิได้กล่าวสิ่งใดต่อ...  

นางยังคงสืบเท้าต่อไปให้ ซุน ติดตาม... 

 

“เจ้าคงไม่ได้เลือกให้ข้าตามมา เพียงเพื่อถามเรื่องนี้ใช่หรือไม่?!” เด็กหนุ่ม เอ่ยถามขึ้น 

 

“ถูกต้อง... แต่ก่อนจะเข้าเรื่องของข้า อยากถามเจ้าก่อนว่าเพราะอะไรเจ้าจึงเลือกมาที่เมืองนี้?!” นางตอบกลับด้วยคำถาม 

 

“เปล่าเลย... ข้าไม่ได้ตั้งใจมาที่เมืองนี้ แต่ข้าตั้งใจที่จะไปเมืองหลวง ที่นี่เป็นเพียงเส้นทางผ่านเท่านั้นเอง... ข้าเคยเล่าให้เจ้าฟังแล้วยังไง เรื่องที่เหล่าซือของข้าถูกกลุ่มโจรจับตัวไป ที่เมืองหลวงมีสหายของเหล่าซืออยู่ที่นั่น ข้าจึงตั้งใจจะไปขอความช่วยเหลือ...” ซุน กล่าวตอบน้ำเสียงเรียบเฉย แต่มิได้ลงรายละเอียดเท่าใดนัก 

 

“พอจะบอกได้หรือไม่ ว่าสหายของเหล่าซือเจ้าเป็นใคร?! ที่เมืองหลวงตระกูลฉีของข้าก็อิทธิพลอยู่ไม่น้อย รู้จักผู้คนก็มาก หากเป็นบุคคลที่พอมีชื่อ ข้าอาจจะช่วยเหลือเจ้าได้...” 

 

ซุน กดหัวคิ้วต่ำลงเล็กน้อย... ด้วยนิสัยของนางที่แสนเย็นชา ซุน เชื่อว่านางมิได้มีน้ำใจถึงเพียงนี้ 

“คุณหนูฉี... เจ้าจะไม่ดูใจดีเกินวิสัยไปหน่อยหรือ?! แสดงว่าเรื่องที่เจ้าจะขอร้องข้า เป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อยเลยสินะ...” 

 

นางค้างชะงักชั่วครู่หนึ่ง... อีกครั้งที่นางเหลียวหันมอง... 

“ฉลาดมาก... เจ้าฉลาดเสียจนข้าเริ่มไม่อยากยื่นข้อเสนอกับเจ้าเสียแล้ว หวั่นใจว่าเจ้าจะหาทางเอาเปรียบข้า...” 

 

ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ยกมุมปากขึ้นทันที พอจะคาดเดาได้แล้วว่านางกำลังต้องการสิ่งใด... 

“เจ้าอยากได้ลูกแก้วดวงจิต ของอสรพิษทะเล งั้นสินะ...” 

 

นางแน่นิ่ง... ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ 

“เจ้าเป็นคนจัดการมัน ดังนั้นลูกแก้วดวงจิตน่าจะอยู่ที่เจ้าถูกหรือไม่?! เหตุผลที่วันนั้นข้าเดินทางไปเขตชุมชนหมู่บ้านอัสดงก็เพราะการนี้ ข้าต้องการ ลูกแก้วดวงจิต เพื่อสร้างอาวุธอักขระเป็นของตนเอง... หากเจ้ายินดีจะขายมันให้กับข้า จะถือว่าข้าติดค้างเจ้าอีกครั้งก็ได้ และข้าจะช่วยเหลือเจ้าเท่าที่ทำได้...” 

 

ซุน แสดงสีหน้าครุ่นคิด ลูบปลายคางตนเองเบา ๆ ลูกแก้วดวงจิต เป็นสิ่งของล้ำค่า ต่อให้มีเงินทองมากมาย ก็ใช่ว่าจะหาซื้อได้โดยง่าย ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่นางจะต้องการสิ่งนี้... ซุน เองก็มีลูกแก้วดวงจิตอยู่ถึง 2 เม็ด ชนชั้นลมปราณสีเขียว และชนชั้นลมปราณสีน้ำเงิน จากอสรพิษทะเลที่สังหารไป(ตอนที่ 9) 

 

การที่ ซุน จะแบ่งขายให้นางสักหนึ่งเม็ด ก็มิใช่เรื่องใหญ่โต ขอเพียงไม่ถูกกดราคาต่ำจนน่าเกลียดก็นับว่าดีถมไปแล้ว เนื่องด้วย ซุน มิได้มีเส้นสายที่จะปล่อยสิ่งของล้ำค่าเช่นนี้ในท้องตลาด การที่เป็นผู้เยาว์ไร้นามไปเสนอขาย อาจถูกช่วงชิงในตอนที่เสนอสินค้าก็เป็นไปได้... 

 

“สหายของเหล่าซือที่ข้ากำลังตามหา... มีนามว่า เตียมู่หยง แห่งสำนักสายลมประจิม เจ้าพอจะรู้จักหรือไม่?!”  

 

“เตียมู่หยง ?! รองเจ้าสำนึกสายลมประจิมน่ะหรือ!!” นางเบิกตากว้างขึ้นทันที 

 

“เรื่องตำแหน่งข้าไม่แน่ชัดนัก แต่ดูจากที่ผู้อาวุโสเตียเคยบอกกับข้า ท่านน่าจะมีอิทธิพลในสำนักอยู่ไม่น้อย...” ซุน กล่าวขึ้นตามตรง 

 

นางดูมีสีหน้าครุ่นคิดทันที... 

“หากเป็น ผู้อาวุโสเตียมู่หยง คนเดียวกันจริง ๆ ก็มิใช่เรื่องยากที่จะติดต่อ... เพราะผู้อาวุโสท่านนั้น เป็นคนมีชื่อเสียงมากในเมืองหลวง ทั้งยังเป็นสหายกับท่านปู่ของข้า ที่เป็นเจ้าเมืองแห่งนี้ด้วย... หากจำไม่ผิด เมื่อราว ๆ 2 เดือนก่อน ผู้อาวุโสเตีย ยังเคยแวะมาเยี่ยมเยือนท่านปู่ที่เมืองนี้ พร้อมกับพาหลานสาวของท่านมาแนะนำตัว...” 

 

ซุน เบิกตากว้างทันที... 

“ใช่ ๆ หลานสาวท่าน ผู้ที่ชอบพูดคุยกับม้า!! ข้าจดจำนางได้...” 

 

“จากที่นี่เดินทางไปเมืองหลวง ใช้เวลาร่วมสัปดาห์... ผู้อาวุโสเตีย เป็นคนมีชื่อเสียงที่เข้าถึงได้ยากพอสมควร ต่อให้เจ้าเดินทางไปเมืองหลวง มุ่งหน้าสู่สำนักสายลมประจิม ก็ใช่ว่าจะขอพบเจอได้โดยง่าย รวม ๆ แล้วคงใช้เวลาเป็นสิบวัน... 

 

แต่หากเจ้ายอมขายลูกแก้วดวงจิตให้กับข้า... ข้าก็จะช่วยร้องขอกับท่านพ่อและท่านปู่ ให้เจ้าสามารถติดต่อผ่านหยกสื่อสารโบราณได้ในทันที ไม่แน่ว่าเจ้าอาจจะติดต่อผู้อาวุโสเตีย ในวันนี้เลยก็เป็นได้...” นางยื่นข้อเสนอที่น่าสนใจ 

 

“ตกลง!! หากเจ้าทำให้ข้าติดต่อ ผู้อาวุโสเตียได้ ข้าก็ยินดีจะขายลูกแก้วดวงจิตให้กับเจ้า!!” เด็กหนุ่ม ตอบรับโดยไม่ลังเล ยิ่งติดต่อ เตียมู่หยง ได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสช่วยเหลือ เหยาหมิง ได้เร็วขึ้นเท่านั้น 

 

แววตาของหญิงสาวคล้ายดีใจอย่างเห็นได้ชัด... 

ก่อนที่ทั้งสองจะมุ่งหน้าไปยัง เรือนตระกูลฉี... 

 

เมื่อไปถึงที่นั่น ซุน อดไม่ได้ที่จะตกตะลึง... อาณาเขตของตระกูลฉี ใหญ่โตกว่าตระกูลซ่งนับสิบเท่า!! คาดว่าคงเทียบได้กับหมู่บ้านในชนบทหมู่บ้านหนึ่งเลยทีเดียว ปิดล้อมด้วยกำแพงสูงใหญ่ที่วิจิตรงดงามไปด้วยลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ มีประตูครบทั้ง 4 ทิศ และยังเต็มไปด้วยมือปราบระดับยอดฝีมือ เฝ้ารักษาการอย่างหนาแน่น... 

 

ซุน ถูกมือปราบรักษาการค้นตัวอย่างละเอียดก่อนจะเข้าเขตเรือน... อีกทั้งยังไม่อนุญาตให้นำกระบี่และม้า เข้าไปภายในนั้นอีกด้วย จัดว่าเข้มงวดอย่างยิ่ง... บ่าวในเรือนเมื่อเห็นว่า ฉีลู่ชิง เดินเข้ามาพร้อมเด็กหนุ่ม ก็ตกใจไม่น้อย เพราะหญิงสาวไม่เคยพาบุรุษแปลกหน้าเข้ามาในเรือนมาก่อน... 

 

จวบจนกระทั่ง พ่อบ้าน ฉีจิ้นฝู สั่งทุกคนให้กลับไปทำหน้าที่...  

ชายชราขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็น ซุน เข้ามาที่นี่... 

 

“นี่เจ้ายังไม่ตายอีกงั้นหรือ?!” 

 

ซุน ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ เมื่อถูกทักเช่นนั้น ประสานมือโค้งตัวอย่างสุภาพเป็นการเคารพ... หญิงสาว ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้กับ พ่อบ้านฉี ได้ฟัง เนื่องด้วยเรื่องราวทุกอย่างภายในเรือนนี้ จำต้องผ่านพ่อบ้านฉีให้เป็นผู้กลั่นกรอง จึงจะสามารถส่งเรื่องเข้าถึง ผู้นำตระกูลอย่าง ฉีเฟยหลง และเจ้าเมืองบุปผาแดง ซึ่งมีสถานะเป็นบิดาของ ฉีเฟยหลง อีกทอดหนึ่ง... 

 

ฉีจิ้นฝู ดูจะตกใจไม่น้อย ที่สหายของเหล่าซือบ้านนอกผู้หนึ่ง เป็นถึงยอดฝีมืออย่าง เตียมู่หยง... โดยที่ ซุน ไม่เคยเอ่ยนามของ เหมาหมิง ออกไปแม้แต่ครั้งเดียว เนื่องด้วยเกรงว่าจะเกิดผลกระทบมากไปกว่านี้ หากทุกคนทราบว่าอาจารย์ของ ซุน คือ อดีตเทพปรมาจารย์แห่งทวีปเต่าทมิฬ... 

 

“การที่จะให้เจ้าได้สนทนากับ ผู้อาวุโสเตีย ผ่านหยกสื่อสารของตระกูลฉีได้นั้น... คงต้องให้ผู้อาวุโสเตีย มีการยืนยันในเรื่องนี้ก่อน หวังว่านี่จะมิใช่การแอบอ้าง มิเช่นนั้นโทษที่เจ้าหลอกลวงเจ้าเมือง อาจถึงขั้นถูกประหารได้เลย เจ้าแน่ใจแล้วใช่หรือไม่...” ฉีจิ้นฝู ถามเน้นย้ำ 

 

เด็กหนุ่ม พยักหน้าแน่นหนัก 

“ข้าแน่ใจ... แจ้งผู้อาวุโสเตีย ว่าข้าคือ ซุน จากสถานศึกษาศาสตร์อักษร ที่เคยพบกันเมื่อ 2 เดือนก่อน เชื่อว่าท่านผู้อาวุโสเตีย จะจดจำได้ในทันที...” 

 

“เข้าใจแล้ว... ข้าจะแจ้งเรื่องนี้ให้กับนายท่านได้รับรู้ แต่ท่านจะตอบรับอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจอีกครั้งหนึ่ง... เจ้าเป็นผู้เยาว์ต่างถิ่น จะปล่อยให้เข้าไปนั่งรอในโถงรับแขกก็กระไรอยู่ เช่นนั้นเจ้าไปรอข้ากับคุณหนูที่ศาลาในสวนก็แล้วกัน และห้ามเดินเพ่นพ่านเด็ดขาด!!” พ่อบ้านฉี เค้นเสียงดุดัน 

 

ซุน พยักหน้าตอบรับเบา ๆ ขอเพียงบรรลุเป้าหมาย จะเฝ้ารอที่ใดก็มิใช่ปัญหา... 

 

เมื่อพา ซุน มารอยังศาลาในสวน... ฉีจิ้นฝู และ ฉีลู่ชิง ก็เดินหายเข้าไปในเรือนใหญ่ โดยมีมือปราบ 2-3 คน กระจายกำลังอยู่รอบ ๆ สวน คล้ายเป็นการเฝ้าระวังเด็กหนุ่ม... ซึ่ง ซุน มิได้รู้สึกกดดันอะไรนัก หากถูกเจ้าเมืองปฏิเสธในวันนี้ อย่างมากตนก็เพียงแค่มุ่งหน้าสู่เมืองหลวงต่อไปตามแผนการเดิม... 

 

สวนแห่งนี้กว้างใหญ่ มีแม้กระทั่งบึงสระบัวที่งดงามอยู่ใจกลางสวน ดอกไม้และต้นไม้โดยรอบ ล้วนทำให้บรรยากาศดูร่มรื่นเจริญหูเจริญตา... นอกเหนือจากมือปราบที่เฝ้าระวังโดยรอบแล้ว ก็มีชายชราแต่งกายซอมซ่อไม่ต่างกับ ซุน กำลังเก็บกวาดเศษไม้ใบที่ร่วงหล่น ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจตัวของเด็กหนุ่มมากนัก... 

 

ด้วยความเบื่อหน่าย ซุน จึงหยิบตำรามานั่งเปิดอ่านตามวิสัย พลางยกเต้าสุราดื่มเป็นระยะด้วยความเคยชิน... ทันทีที่จุกสุราถูกเปิดออก กลิ่นสุราก็คละคลุ้งไปทั่วพื้นที่ จนทำให้ชายชราที่กวาดเศษไม้ใบ อดไม่ได้ที่จะเงยหน้าขึ้นมอง... 

 

ทั้งคู่สบตากันเล็กน้อย... ซุน เผยรอยยิ้มเจือจาง ยกมือประสานเป็นเชิงขออภัยที่ทำให้กลิ่นสุราคละคลุ้งรบกวนสมาธิ ชายชราขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะกวาดเศษใบไม้ต่อไป ทว่าทิศทางและระยะค่อย ๆ ขยับเข้ามาใกล้ ซุน มากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ 

 

จวบจนกระทั่ง ห่างจาก ซุน ไม่ถึง 10 ก้าว... กลิ่นสุราก็ยิ่งรุนแรงกระตุ้นให้ชายชราต้องจดจ้องอีกครั้ง และตัดสินใจเดินตรงเข้ามาเอ่ยถาม... 

“ใยกลิ่นสุราในมือเจ้าจึงหอมหวนยิ่งนัก... ส่งให้เราผู้เฒ่าดับกระหายสักคำเป็นอย่างไร?!” 

 

ซุน ตอบรับด้วยรอยยิ้ม... 

“ท่านเจ้าเมืองฉี เอ่ยปากขอสุราจากผู้เยาว์ทั้งที จะกล้าปฏิเสธได้เยี่ยงไร?!” 

 

“!!!!!!!!!!!!” ชายชราเบิกตากว้างขึ้น... 

“ไอหนู... ทำไมเจ้าทราบได้ ว่าข้าเป็นเจ้าเมือง?!” 

 

…………………………………. 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว