Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : กลีบแก้ว 一

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 456

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ย. 2563 20:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
กลีบแก้ว 一
แบบอักษร

เมืองฉางหลิว

 

จวนมู่

 

ร่างของเด็กหญิงวัยสิบขวบค่อยๆ ย่องเข้าใกล้สัตว์ตัวอ้วนกลมสีขาวขนฟู ดวงตากลมโตของนางไม่ต่างจากดวงตาของสัตว์ตัวจ้อยที่นางจ้องจะเข้าไปตะครุบเลยสักนิด นางมองจมูกที่ขยับกระดุกกระดิกไปมาของมันด้วยความมันเขี้ยว

 

ฟลึ่บ!

 

ทันทีที่นางพุงเข้าไปตะครุบเหยื่อ กระต่ายสี่ห้าตัวที่อยู่ในบริเวณนั้นก็วิ่งกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง จากที่คิดจะจับกระต่ายก็กลายเป็นจับกบ ล้มลงไปจนมือเล็กๆ และหัวเข่าถลอก ชุดที่ใส่เปื้อนขี้ดินดูมอมแมม

 

"อึก เจ็บ ฮึก พี่ใหญ่ พี่ใหญ่ ฮือออ" เพียงแค่เห็นว่ามีโลหิตสีแดงไหลซิบออกมาจากบาดแผล ริมฝีปากของนางก็เบะคว่ำลง ไม่ถึงชั่วอึดใจต่อมานางก็ตะโกนร้องเรียกหาพี่ชายทันที

 

เสียงร้องของนางที่ดังไปทั่วบริเวณนั้นทำให้พี่ชายอย่างมู่เหว่ยหลงต้องรีบเข้ามาดู ด้วยวรยุทธ์ที่ฝึกมาจากบิดาทำให้เด็กชายเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็ว ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในมือเพื่อมาหาน้องสาวที่ตะโกนเรียกราวกับกำลังตกอยู่ในอันตราย

 

"เหลียนเอ๋อร์! "

 

"ฮึก ฮือออ พี่ใหญ่ ข้าเจ็บ" ทันทีที่พี่ชายมาถึงนางก็ยื่นมือสองข้างไปให้อีกฝ่ายดู เหว่ยหลงรีบหยิบกระเป๋าใส่น้ำดื่มที่ทำจากกระเพาะอูฐตากแห้งขึ้นมา ใช้น้ำสะอาดนั้นล้างฝุ่นดินออกจากแผลก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าซับรอบๆ แผลจนแห้ง

 

ตลับยาสมุนไพรที่พกติดตัวอยู่ตลอดเวลาถูกหยิบขึ้นมาใช้ที่เขาต้องพกของเหล่านี้คงไม่ต้องถามว่าตัวต้นเหตุว่ามาจากใคร ก็น้องสาวฝาแฝดของเขาที่นามว่ามู่เหลียนซินอย่างไรเล่า เล่นซนจนได้แผลแทบไม่เว้นวัน จะห้ามไม่ให้นางเจ็บตัวก็ทำไม่ได้ สุดท้ายจึงต้องพกยาติดตัวเอาไว้ตลอดเช่นนี้

 

"ไปทำอะไรมาอีก" น้ำเสียงกึ่งดุกึ่งเป็นห่วงเอ่ยถามขึ้น ดวงตาคมมองหน้าน้องสาวนิ่งเพื่อรอฟังคำตอบ เหลียนซินที่เห็นพี่ชายทำแผลที่มือให้เสร็จแล้วก็เดินไปนั่งเพื่อทำแผลที่หัวเข่าต่อไป

 

นางนั่งลงบนท่อนไม้ใหญ่ท่อนหนึ่ง ทำท่าจะยกมือขึ้นปาดน้ำตาก็ถูกคว้ามือเอาไว้ ลืมไปเสียสนิทว่าเพิ่งโปะสมุนไพรลงบนแผลที่มือ จะเช็ดหน้าตนเองก็ทำไม่ได้ ต้องรอจนพี่ชายใช้ผ้าเช็ดหน้าอีกผืนเช็ดให้อย่างแผ่วเบา

 

"พี่ใหญ่ ข้าแค่จะจับกระต่ายเท่านั้นเอง ไม่คิดว่าจะพลาดล้มจนได้แผล"

 

"กระต่าย? "

 

"ข้าเห็นท่านลุงจับกระต่ายน่ารักๆ หิ้วไปครั้งหนึ่งก็สองตัวสามตัว ผ่านหน้าจวนของเราทุกวัน ข้าอยากได้บ้าง" เหลียนซินเอ่ยตอบเสียงอ่อน นางได้ยินเสียงแฝดคนพี่ถอนหายใจออกมา ครั้งนี้นางคงซนมากไปจริงๆ เล่นซนแล้วเอาตัวรอดด้วยตนเองไม่ได้เสียด้วย เจ็บนิดเจ็บหน่อยก็ตะโกนหาจนคนอื่นต้องเดือดร้อน

 

"ถ้าอยากได้พี่จะจับให้" เหว่ยหลงเก็บตลับยาเข้าไว้ในแขนเสื้อ ผุดลุกขึ้นแล้วเดินหาโพรงกระต่ายรอบๆ เขาไม่ได้จะจับกระต่ายพวกนี้กลับจวนให้น้องสาว แต่กำลังจะสอนให้น้องได้เห็นว่าธรรมชาติควรได้อยู่ตามธรรมชาติ ไม่อยากจะบอกน้องสาวเลยว่าท่านลุงที่นางพูดถึงนั้นไม่ได้เอากระต่ายไปเลี้ยง แต่เป็นการเอาไปย่างกินต่างหาก...

 

ใช้เวลาอยู่สองถึงสามเค่อ มู่เหว่ยหลงก็อุ้มกระต่ายเดินเข้ามา เจ้ากระต่ายขนปุยสีขาวดีดดิ้นไม่หยุด ส่งเสียงร้องแปลกประหลาดออกมาราวกับกำลังหวาดกลัว ท่าทางที่ไม่ได้ดูน่ารักเลยสักนิดทำให้มู่เหลียนซินเริ่มหน้าเสีย

 

"พี่ใหญ่ ปล่อยมันไปเถิดเจ้าค่ะ ข้าไม่อยากได้แล้ว"

 

"แน่ใจหรือ? "

 

"แน่เจ้าค่ะ มันร้องใหญ่แล้ว ปล่อยมันไปนะเจ้าคะ" เมื่อน้องสาวขอร้อง เหว่ยหลงก็ปล่อยกระต่ายตัวนั้นไป เจ้ากระต่ายเมื่อหลุดจากพันธนาการได้ก็วิ่งกลับเข้าโพรง โพรงใต้ต้นไม้ที่มีลูกกระต่ายโผล่ศีรษะออกมาราวกับกำลังรอการกลับมาของครอบครัว

 

"เจ้าเห็นตรงนั้นหรือไม่"

 

"ลูกกระต่าย... "

 

"เมื่อครู่เราจับแม่กระต่ายมา หากเจ้าเป็นลูกกระต่ายจะรู้สึกเช่นไร" สิ้นคำถามนั้นมู่เหลียนซินก็ถึงกับน้ำตาซึม ร่างเล็กโผเข้ากอดพี่ชายของตนเองแน่ เหว่ยหลงลูบศีรษะของน้องสาวเบาๆ ดูเหมือนน้องสาวของเขาจะเข้าใจในสิ่งที่เขาจะสอนแล้ว เรื่องนี้คงไม่ต้องพูดกันอีก

 

หลังจากปล่อยให้แฝดคนน้องกอดจนนางพอใจแล้ว คนเป็นพี่ก็ย่อตัวลง ท่าทางที่เหลียนซินรู้ในทันทีว่าพี่จะจะให้นางขี่หลังกลับ เวลานางเจ็บขาพี่ชายมักจะทำเช่นนี้เสมอ ครั้งนี้ก็เช่นกัน นางก้มลงมองชุดสีฟ้าที่เปรอะเปื้อนมอมแมมของตนสลับกับชุดสีขาวสะอาดของพี่ชาย ทั้งที่เกิดห่างกันแค่ไม่กี่ชั่วยามแต่นางกลับเหมือนเด็กไม่รู้จักโต พี่ชายของนางต้องมาเลอะก็เพราะนางแท้ๆ เลย

 

"ขึ้นมาได้แล้ว เดี๋ยวท่านแม่จะรอนาน"

 

"เจ้าค่ะ" เหลียนซินตอบด้วยท่าทางที่หงอยลงอย่างเห็นได้ชัด นางขึ้นขี่หลังของพี่ชายที่ดูจะตัวผอมกว่านางเสียอีก ความจริงแล้วส่วนสูงก็ไม่ได้ต่างกันมาก ท่านแม่บอกว่านางจะโตเร็วกว่าพี่ใหญ่จนกว่าจะเริ่มเข้าสู่วัยสาว หลังจากนั้นพี่ชายก็จะโตเร็วกว่า จะมีร่างกายสูงใหญ่เหมือนท่านพ่อ ส่วนนางก็จะตัวเล็กเหมือนท่านแม่

 

"ข้ารบกวนเวลาอ่านตำราของพี่ใหญ่อีกแล้ว"

 

"รู้แต่ก็ไม่หยุดซนเสียที พรุ่งนี้ก็ต้องเดินทางเข้าวังแล้ว จะซนไม่ได้แล้วนะ" เหว่ยหลงก้าวเดินไปข้างหน้าช้าๆ ระมัดระวังทุกย่างก้าว บริเวณนี้เป็นทางเข้าป่าที่อยู่ด้านหลังของจวน สัตว์มีพิษอาจอยู่ตรงไหนก็ได้ อาจจะอยู่ตามต้นไม้ ใต้ใบไม้ที่ร่วงหล่นอยู่บนพื้น มีได้ทุกที่

 

"ครั้งนี้จะได้อยู่นานกว่าหนึ่งเดือนใช่หรือไม่เจ้าคะ" นางได้ยินพี่ใหญ่กับท่านพ่อคุยกัน ปกติแล้วครอบครัวนางมีธรรมเนียมที่ต้องทำเป็นประจำอยู่หนึ่งอย่าง นั่นก็คือในทุกๆ ครึ่งปีจะต้องเดินทางเข้าวัง และจะต้องพักอยู่ที่วังเป็นเวลาหนึ่งเดือน แล้วเดินทางกลับเมืองฉางหลิว เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่นางจำความได้

 

จะมีผิดแปลกไปก็คงช่วงที่นางอายุได้ห้าหนาว ท่านแม่ตั้งท้องน้องสาม ไม่สามารถเดินทางได้ ปีนั้นจึงได้อาศัยอยู่ในวังหลวงจนครบหนึ่งปี เมื่อน้องสามแข็งแรงดีจึงย้ายกลับมา

 

แต่หนนี้ไม่รู้ทำไม ท่านพ่อจะให้พี่ใหญ่อยู่ที่วัง เห็นว่าจะให้เข้าศึกษาอย่างจริงจัง ฝึกทั้งบุ๋นและบู๊บอกว่าใกล้ได้เวลาแล้ว แต่นางก็ไม่เข้าใจว่าได้เวลาอะไร รู้แค่ว่านางไม่ยอมถูกจับแยกกับพี่ใหญ่ จึงขอท่านพ่อติดตามพี่ใหญ่ไปด้วย

 

"เจ้าก็รู้อยู่แล้ว ครั้งนี้ต้องตั้งใจเรียน จะมัวหาเรื่ององค์ชายองค์อื่นไม่ได้แล้วนะ"

 

"ใครหาเรื่องเจ้าคะ มีแต่คนพวกนั้นหาเรื่องก่อนทั้งนั้น คราวนี้ท่านแม่สอนใช้เข็มพิษแล้ว ใครหาเรื่องจะแกล้งใช้ขาชามือชาทั้งวันเลย" เด็กหญิงเอ่ยขึ้นอย่างเอาแต่ใจ แน่นอนว่าได้รับการถอนหายใจตอบกลับมาคล้ายกับเอือมระอา

 

เหว่ยหลงไม่ได้เอ่ยอะไรอีก เรื่องนี้เดี๋ยวขันทีของเสด็จปู่ก็คงช่วยดัดนิสัยของนางให้ดีขึ้นเอง ภาวนาอย่าให้นางดื้อรั้นเกินไปจนถูกทำโทษสถานหนัก เพราะแม้ท่านพ่อไม่บังคับ แต่สุดท้ายเรื่องที่สตรีควรต้องเรียนรู้ก็ต้องสอนให้แก่นางอยู่ดี จะปล่อยปละละเลยไม่ได้

 

"คุณหนูใหญ่! " ทันทีที่เดินเมาถึงจวน เป่าฝูก็ยังเป็นคนที่ตื่นตูมที่สุดเหมือนเคย นางรีบวิ่งเข้ามาดูเจ้าตัวเล็กที่ยิ้มหน้าเจื่อนอยู่บนหลังพี่ชาย ส่วนคนเป็นบิดามารดาอย่างมู่หยางเฉินและเสิ่นเตี๋ยชิงนั้นกลับดูไม่ทุกข์ร้อน ไม่ใช่ไม่ห่วง แต่เพราะรู้ว่าแฝดคนพี่จะดูแลน้องสาวได้อย่างดี และมันก็เป็นเช่นนั้นมาตลอด

 

เหลียนซินต่อให้จะดื้อรั้นสักแค่ไหน แต่นางก็เป็นแก้วตาของคนในจวนที่ทุกคนคอยทะนุถนอมมาอย่างดี คงมีแต่ตัวของนางเองนั่นแหละที่จะทำให้ตนเองต้องเจ็บตัว ยิ่งห้ามปรามก็เหมือนยิ่งยุ จนสุดท้ายต้องปล่อยให้เด็กๆ ดูแลกันเอง เพราะมู่เหลียนซินนั้นฟังแค่พี่ชายเพียงคนเดียว

 

"พี่เป่าฝู ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ วันนี้ซุ่มซ่ามไปหน่อยก็เลยได้แผล แหะๆ "

 

"คุณหนูใหญ่ เป่าฝูแก่เกินจะเป็นพี่แล้วเจ้าค่ะ" สาวใช้วัยกลางคนเอ่ยท้วงขึ้นมาเหมือนเช่นทุกทีที่ถูกเรียกว่าพี่ นางอายุมากกว่าฮูหยินของจวนเสียอีก ถ้าจะเรียกจริงๆ ก็คงเป็นป้าแล้ว

 

"คิก ใครสน ข้าจะให้เป็นพี่ก็ต้องเป็นพี่สิเจ้าคะ ฮึบ! ท่านแม่ ไหน เอาเจ้าสามไปซ่อนไว้ที่ไหนเจ้าคะ" มู่เหลียนซินเมื่อกระโดดลงจากแผ่นหลังกว้างได้ก็วิ่งไปหามารดาทันที เอ่ยถามหาน้องชายวัยสี่ขวบปี

 

"เจ้าสาม อาจวิ้น พี่รองมาแล้ว! " น้ำเสียงเจื้อยแจ้วที่ดูจะตื่นเต้นดีใจจนเกินเหตุดังขึ้นเมื่อสายตาเหลือบไปเห็นข้างกายท่านแม่ที่มีน้องชายตัวน้อยนอนหลับอยู่ จวิ้นเจ๋อ ชื่อนี่นางช่วยท่านแม่ตั้งให้น้องด้วยตนเอง จวิ้นที่แปลว่าหล่อเหลา และเจ๋อ ที่แปลว่าเฉลียวฉลาด ชื่อนี้เหมาะกับน้องชายของนางเป็นที่สุด

 

นางไม่แปลกใจที่เมื่อตอนเด็กๆ นางมักจะถูกจับฟัดจนแก้มแทบช้ำ ก็ดูน้องชายของนางสิ แก้มขาวๆ ย้วยๆ นั่นเหมือนซาลาเปาเสียจริง แต่ก็ไม่เหมือนทั้งหมด เพราะแก้มน้องชายนางดูนุ่มนิ่มน่าหยิกกว่าเป็นไหนๆ ติดที่ว่าหยิกไม่ได้ เดี๋ยวน้องเจ็บ ที่สำคัญ เดี๋ยวโดนดุ!

 

"หยุด! น้องเพิ่งนอน ห้ามปลุกน้องขึ้นมาเล่นด้วยเด็ดขาด" เตี๋ยชิงรีบยกมือห้ามทันทีที่เจ้าตัวดีทำท่าจะกระโจนเข้าใส่ หยางเฉินที่นั่งอยู่ข้างๆ หัวเราะออกมาก่อนจะรวบตัวบุตรีคนโตมากอดไว้ เห็นเจ้าตัวเล็กหน้ามุ่ยเพราะถูกขัดก็นึกเอ็นดูจนต้องหอมแก้มทั้งสองข้างของลูกน้อยไปข้างละที

 

"รอน้องตื่นก่อนเถิดเหลียนเอ๋อร์"

 

"รอน้องตื่น รอท่านแม่หลับดีกว่าเจ้าค่ะ ท่านแม่หลับก็กวนน้องได้" เหลียนซินหันไปกระซิบกระซาบกับบิดาพลางหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ ท่านแม่ใกล้จะหลับแล้ว รอท่านแม่หลับนางค่อยไปฟัดแก้มน้องก็ได้ เรื่องรอเวลาไม่ใช่ปัญหา คิกๆ

 

 

ความคิดเห็น