ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

EP 03 เป็นพี่เป็นน้อง Part l Loading…100%

ชื่อตอน : EP 03 เป็นพี่เป็นน้อง Part l Loading…100%

คำค้น : รักปีนเกลียว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 2.7k

ความคิดเห็น : 8

ปรับปรุงล่าสุด : 07 ก.ย. 2563 17:58 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 03 เป็นพี่เป็นน้อง Part l Loading…100%
แบบอักษร

EP 03 

เป็นพี่เป็นน้อง Part l Loading…100% 

           “อยากกินอะไรก็สั่งเลยแล้วกัน ไม่ต้องเกรงใจ”

 

               “ผมเคยเป็นคนดีแบบนั้นด้วยเหรอครับ” ผมถามยิ้มๆ ก่อนจะก้มมองรายการอาหารในเมนูที่ถืออยู่ในมือ พร้อมกับที่ยกมืออีกข้างขึ้นมาลูบวนที่ท้องเพราะกำลังรู้สึกหิวพอดี

 

               นี่เกือบจะบ่ายสองโมงแล้วแต่ผมยังไม่ได้กินมื้อเที่ยงเลย จริงๆ เมื่อครู่นี้พวกพี่ๆ เขาก็ถามผมอยู่หรอกนะว่าหิวหรือว่าอยากกินอะไรก่อนรึเปล่า เขาจะสั่งมาเลี้ยงแต่ผมอยากทำงานให้เสร็จก่อน ผมมีนัดสำคัญที่ไม่อยากผิดเวลาและไม่อยากให้เขาต้องมารอนาน

 

               “ข้าวผัดทะเลกับปีกไก่ทอดเกลือครับ” แล้วผมก็เลือกสั่งเมนูง่ายๆ เพราะหิวมาก ไม่อยากเสียเวลารออะไรที่ต้องใช้เวลาทำนานหรอก

 

               “เครื่องดื่มรับเป็นน้ำอะไรดีคะ”

 

               “เอาเป็น...”

 

 “น้ำเปล่าครับ”

 

ผู้ชายตรงหน้าสั่งแทนผมเสร็จสรรพ ผมที่กำลังจะอ้าปากสั่งน้ำอัดลมเย็นๆ มาดื่มให้ชื่นใจสักหน่อยเลยได้แต่ยิ้มแห้งแล้วปิดเมนูในมือลงอย่างเสียไม่ได้ ก่อนจะส่งเมนูคืนให้กับพนักงานไปแต่โดยดี

 

เฮ้อ น้ำเปล่าก็น้ำเปล่าสิ

 

               “แล้วพี่จะไม่สั่งอะไรมากินสักหน่อยเหรอครับ ถึงผมจะรู้ว่าพี่คงกินมื้อเที่ยงตรงเวลาแต่ถ้าให้ผมนั่งกินคนเดียวผมก็เขินแย่”

 

               “พี่น้องกันมีอะไรต้องเขิน” เขาว่ายิ้มๆ ผมไหวไหล่เล็กน้อยอย่างไม่คิดจะใส่ใจ แม้จะไม่ได้สบายใจนักกับคำว่าพี่น้องที่เขาพูดออกมาอย่างตั้งใจจะย้ำก็ตาม

 

               “ตกลงว่าพี่มีอะไรอยากจะพูดกับผมงั้นเหรอครับ”

 

               “ไม่เจอกันตั้งนาน เราคุยเรื่องอื่นกันก่อนก็ได้นะโอบ พี่เองก็อยากจะรู้เรื่องของเราบ้างเหมือนกัน”

 

               “เรื่องของผมมันไม่ได้มีอะไรน่าสนใจสักหน่อยนี่ครับ” ผมแย้งขึ้นเบาๆ

 

               “แต่พี่สนใจ”

 

               “แต่...”

 

               “งานเป็นยังไงบ้าง เพื่อนร่วมงานดีรึเปล่า เงินเดือนพอใช้มั้ย หรือว่ามีปัญหาอะไรอยากให้พี่ช่วยบ้างมั้ยโอบ”

 

               คำถามจากผู้ชายตรงหน้าทำให้ผมได้แต่ยิ้มทั้งที่ส่ายหัวไปมา ผมรู้ว่าเขาเป็นห่วงผม แต่ผมมั่นใจว่าผมดูแลตัวเองได้

 

               “ไม่มีครับ ผมโตแล้ว เรียบจบแล้ว มีงานทำแล้ว พี่ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอกน่า ผมดูแลตัวเองได้”

 

               “แต่พี่…”

 

               “พี่พูดเรื่องของพี่มาดีกว่าครับ” ผมตัดบท ไม่มีอารมณ์จะนั่งฟังเขาพูดถึงความเป็นห่วงผม หรือนึกชื่นชมซาบซึ้งกับน้ำใจของเขาหรอก นาทีนี้คิดเพียงว่าหากผมคุยกับเขาไปด้วยพร้อมกับกินข้าวไปด้วยก็คงจะใช้เวลาไม่นานสักเท่าไหร่ พอเสร็จเรียบร้อยผมก็น่าจะได้กลับไปนอนเอาแรงสักหน่อยแล้วค่อยลุกออกไปทำงาน

 

               ผู้ชายตรงหน้ามองผมด้วยสายตาดุๆ เจือความระอาออกมาเหมือนเคย ไม่ว่าจะเมื่อไหร่ ในสายตาของเขา ผมก็ยังเป็นเด็กที่เขาต้องคอยช่วยเหลือเสมอๆ ทั้งที่ช่วงเวลานั้นมันผ่านมานานมากแล้ว

 

               “พี่…จะแต่งงาน”

 

               เพล้ง!

 

               แก้วน้ำในมือของผมร่วงลงไปแตกที่พื้น

 

               “โอบ”

 

               “ขอโทษครับ มือผมลื่นน่ะ” ผมบอกยิ้มๆ ก่อนจะหันหน้าออกมาอีกทางแล้วค่อยๆ พ่นลมหายใจออกทางปาก พนักงานของร้านรีบวิ่งมาทำความสะอาดพื้นพร้อมกับเก็บเศษแก้วพวกนั้นออกไป และไม่นานก็มีแก้วเปล่าใส่น้ำแข็งใบใหม่กลับมาเปลี่ยนให้

 

               “โอเคนะ”

 

               “ครับ ผมโอเค ว่าแต่…เมื่อไหร่ครับ” ผมถามยิ้มๆ ทั้งที่หัวใจยังเต้นไม่เป็นปกติเลยด้วยซ้ำ

 

บอกตามตรงว่าผมค่อนข้างตกใจที่อยู่ๆ ก็ได้รู้ว่าเขากำลังจะแต่งงาน ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ผมไม่เคยรู้ข่าวคราวหรือแม้แต่เจอกับผู้โชคดีคนนั้นมาก่อน

 

               “เดือนหน้าน่ะ

 

               บทจะทุกอย่างจะลงเอยนี่มันก็เร็วไปหมดจริงๆ

 

               “ผมดีใจด้วยก็แล้วกันครับ ขอให้พี่มีความสุขมากๆ พี่ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก ผมดูแลตัวเองได้จริงๆ” ผมฝืนยิ้ม พูดจบข้าวผัดที่ผมสั่งไปเมื่อครู่ก็ยกมาเสิร์ฟพอดี ทว่าในเวลานี้ผมกลับไม่รู้สึกหิวหรืออยากอาหารอีกแล้ว แต่จะไม่กินสักหน่อยก็ดูเหมือนจะเสียมารยาท อีกทั้งยังอาจจะทำให้คนตรงหน้ารู้สึกไม่สบายใจ สุดท้ายผมก็เลยต้องนั่งกินไปเรื่อยๆ ทั้งที่ไม่มีอารมณ์จะกินสักนิดนั่นแหละ

 

               “พี่…”

 

               “ผมขอไม่ไปร่วมงานก็แล้วกันนะครับ” ผมพูดแทรกอย่างตรงไปตรงมาเพราะรู้ดีว่าเขากำลังจะพูดอะไร และทันทีที่ผมพูดจบ เสียงถอนหายใจของเขาก็ยืนยันกลับมาว่าผมคิดถูกที่ตัดสินใจพูดออกไป

 

               “ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากไปร่วมยินดีกับพี่นะ ผมยินดีกับพี่จากใจจริง แต่พี่ก็รู้ว่าผมไม่อยากมีปัญหากับใคร”

 

               “แต่พี่อยากให้โอบไปนะ” เขายืนยันอย่างนั้น และรอยยิ้มของเขาก็ยังอบอุ่นสำหรับผมเสมอ

 

               “ผมรู้ครับ แต่ผมว่าอย่าดีกว่า”

 

               “โอบ” หัวใจผมสั่นไหวเพียงเพราะถูกเขาเรียกด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา อีกทั้งยังยื่นมือมากุมมือผมที่วางอยู่บนโต๊ะเพราะตอนนี้ผมฝืนกินอะไรไม่ไหวอีกแล้ว

 

               “โอบเป็นน้องชายของพี่นะ” เขาย้ำคำนั้นพร้อมกับกระชับมือผมเอาไว้ในอุ้งมอของเขาเบาๆ

 

               “พี่ไม่ได้อยากจะฝืนใจโอบหรอกนะ แค่อยากรู้ว่าพอจะมีทางเป็นไปได้มั้ยถ้าพี่อยากขอให้โอบลองคิดเรื่องนี้ดูดีๆ อีกสักครั้งเพราะพี่อยากให้โอบอยู่กับพี่ในวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของพี่”

 

               มันน่าหนักใจมากจริงๆ นะ ใครไม่เป็นผมก็คงไม่เข้าใจความรู้สึกของผมในตอนนี้ง่ายๆ หรอก

 

               “พี่อยากให้โอบเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้พี่”

 

               “แต่ผม…”

 

               “ยังพอมีเวลา โอบเอาเรื่องนี้กลับไปคิดดูให้ดีๆ ก่อนได้รึเปล่า แล้วยังไงโทรบอกพี่ พี่พร้อมรับฟังเหตุผลของน้องพี่เสมอ”

 

ฝ่ามือหนาที่ยกวางบนหัวของผมเบาๆ พร้อมกับโยกไปมาแสดงออกถึงความรักใคร่เอ็นดูยิ่งทำให้ผมรู้สึกปวดหนึบไปอก คล้ายกับว่ามีก้อนอะไรสักอย่างหลุนตุบลงมาใส่

 

“ครับ ผมจะลองเก็บไปคิดดู”

 

“ขอบใจ” คำขอบคุณเพียงสั้นๆ ทำให้ผมแทบหายใจไม่ออก พยายามยิ้มอย่างสุดความสามารถ ตรงกันข้ามกับความรู้สึกที่แท้จริงในอก เพราะยิ่งคิดถึงถ้อยคำที่ต้องปฏิเสธทั้งยังต้องรักษาน้ำใจของเขาไปในคราเดียวกัน มันก็ยิ่งรู้สึกเหมือนถูกตรวนรัดเอาไว้จนแน่นไปหมดทุกทาง

 

และเหตุผลที่เขาต้องการพบผมก็คงมีเพียงเท่านี้ เพราะหลังจากที่พูดในสิ่งที่เขาต้องการจบ เราก็แทบไม่ได้พูดกันอีกเลย และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ผมกินข้าวผัดจนหมดจาน เพราะมันน่าจะดีกว่าการนั่งมองหน้าเขาหรือว่านั่งฟังเสียงถอนหายใจของตัวเองเพียงเพื่อรอให้เวลาของมื้อนี้หมดลง

 

“ขอบคุณที่พาผมมาเลี้ยงครับ”

 

“คิดมากน่า ว่าแต่นี่โอบจะไปไหนต่อ กลับเลยรึเปล่า เดี๋ยวพี่แวะไปส่ง”

 

“ผมว่าจะเดินซื้อของหน่อยน่ะครับ พี่กลับไปก่อนเถอะ เดี๋ยวผมกลับเอง” ผมรีบปฏิเสธ เกือบชั่วโมงแล้วที่ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมน้ำ นึกโหยหาโอกาสสูดหายใจลึกๆ ให้ชุ่มปอดอีกสักครั้ง

 

“เอางั้นเหรอ พี่ว่า…”

 

“พี่กลับไปก่อนเถอะครับ แล้วก็เลิกเห็นผมเป็นเด็กๆ สักที ส่วนตัวพี่…ขับรถดีๆ ก็แล้วกันนะครับ” ผมรีบบอกลาเพราะไม่ต้องการต่อเวลาให้ตัวเองอึดอัดอีกต่อไป ซึ่งก็เหมือนว่าเขาจะพอรู้ตัวนั่นแหละ

 

“เมื่อไหร่เราจะเลิกเห็นพี่เป็นคนอื่นสักทีนะโอบ”

 

“ผมไม่เคยคิดแบบนั้นสักหน่อยครับ”

 

“เราคิดอยู่ตลอดนั่นแหละ คิดว่าพี่ดูไม่ออกหรือยังไง” เขาถามเสียงเข้ม แต่สุดท้ายก็ยอมที่จะถอนหายใจแล้วยิ้มอย่างไม่ถือสาอะไรผม

 

“โชคดีครับ”

 

“เดี๋ยว”

 

อะไรอีกนะ!

 

“อ่ะ เก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน” รอยยิ้มใจดีกับความเปย์ผมด้วยบัตรเครดิตของเขาในเวลานี้หมายความว่ายังไงกันนะ

 

“พี่เก็บไว้เถอะครับ ผมไม่…”

 

“รับไปเถอะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”

 

“สำหรับพี่มันไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับผม นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่มากครับ”

 

“แต่พี่อยากดูแลเรานะโอบ” เขาย้ำและยังพยายามจะยื่นบัตรเครดิตในมือให้ผมอยู่อย่างงนั้น

 

“ถ้าพี่ยังเห็นว่าผมเป็นน้อง พี่แค่ยืนเฉยๆ คอยมองผมเติบโตและเดินบนเส้นทางที่ผมเลือกเองก็พอครับ” ผมบอกอย่างหนักแน่น พูดจบก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมาอย่างตั้งใจจะปฏิเสธบัตรใบนั้นของเขา แม้ว่าเขาจะพยายามยัดเยียดมันให้ผมมากเท่าไหร่ก็ตาม

 

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เขาพยายามจะหยิบยื่นความหวังดีหรืออะไรต่อมิอะไรให้ผม แต่ผมไม่ต้องการ และที่สำคัญผมไม่เคยคิดว่าการกระทำของเขาเป็นการดูถูกผมเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ผมรู้ว่าเขาหวังดีกับผม และเพียงแค่ต้องการจะดูแลผมให้ได้อย่างที่เคยเคยพูดเอาไว้เท่านั้นเอง

 

“จะรับน้ำใจจากพี่สักครั้งไม่ได้เลยเหรอโอบ”

 

“อย่าดีกว่าครับ ผมรู้ว่าพี่รู้สึกยังไง แต่พี่เองก็รู้ว่าผมรู้สึกยังไง เอาเป็นว่าถ้าพี่ไม่โกรธ โอกาสหน้าพี่ค่อยพาผมมาเลี้ยงข้าวอีกก็พอ บายครับ” ผมบอกลายิ้มๆ ก่อนจะรีบเดินออกมา ทุกครั้งเวลาที่เราพบกัน สถานการณ์มักจบลงด้วยความอึดอัดใจเสมอ แต่ก็น่าแปลกที่ผมไม่เคยปฏิเสธความรู้สึกที่อยากเจอเขาได้เลย

 

ผมเพียงแค่ต้องการเห็นว่าเขาสบายดี แบบที่ตัวผมเองก็อยากให้เขาได้เห็นว่าผมเองก็สบายดีเหมือนกัน

 

Rrrr~

 

ฟู่

 

โทรศัพท์นี่ก็ดังรู้จังหวะเวลาดีจริงๆ

 

“ฮัลโหล”

 

[มึงล่อลวงพี่ศิลาเขาถึงไหนแล้ว เขาหลงกลมึงรึยัง]

 

ได้ยินคำถามแล้วอยากวางสายดื้อๆ จะใครเสียอีกถ้าไม่ใช่ไอ้อินเทล

 

“เกือบเสร็จละถ้ามึงไม่โทรมาขัดจังหวะเนี่ย กูกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มกับพี่เขาเลย”

 

[แสดงว่ามึงกลับมาแล้วล่ะสิ กูเดาว่ามึงน่าจะกำลังนอนฝันหวานน่ะนะ]

 

เกลียดปากแม่งฉิบยหายเลย อยากจะเลิกคบแม่งวันละสามเวลาติดตรงที่ถ้าเลิกคบมันไปแล้วผมก็ไม่มีเพื่อนคบแล้ว นั่นแหละผมถึงต้องทนคบกับมันมาจนถึงทุกวันนี้

 

“มีห่าอะไรก็ว่ามา อย่ามัวแต่กวนตีน” ผมถามเข้าประเด็นและยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายปลายทาง ผู้คนมากมายเดินสวนผมไปมาทว่าผมกลับรู้สึกเหงาชะมัด

               ‘พี่อยากให้โอบเป็นเพื่อนเจ้าบ่าวให้พี่’ 

 

               เฮ้อ ทำไมผมต้องคิดถึงประโยคนั้นซ้ำๆ อยู่อย่างนี้ด้วยนะ

 

               [ฮัลโหลไอ้โอบ มึงได้ยินกูป่ะเนี่ย]

 

               “ดะ ได้ยิน แต่ไม่ชัด เมื่อกี้มึงว่าอะไรนะ” ผมแก้ตัวน้ำขุ่นๆ เพราะเมื่อครู่ผมไม่ได้มีสมาธิจะฟังมันพูดเลยสักคำเดียว

 

               [กูถามว่ามึงจะกลับรึยัง หรือว่าจะเลยไปที่ร้านเลย]

 

               “อ้อ เดี๋ยวกูเลยไปที่ร้านเลยก็แล้วกัน ขี้เกียจกลับไปกลับมา” ผมยกข้อมือขึ้นมาดูเวลา แต่พอรู้ว่ายังเหลืออีกตั้งหลายชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาต้องไปร้าน ผมก้ต้องถอนหายใจซ้ำอีกรอบ จากเดิมที่ตั้งใจว่าจะกลับไปนอนเอาแรงแต่ก็ดูเหมือนว่าผมคงนอนไม่หลับแล้วแน่ๆ วันนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่วันที่ดีของผมแล้วสินะ

 

               [เออ กูจะได้ไม่ต้องรอ ว่าแต่มึงอย่าลืมเอาพาวเวอร์แบงค์ไปคืนไอ้เต้มันด้วยนะ กูรำคาญเวลาพวกมึงเถียงกัน]

 

               “เออๆ กูหยิบใส่กระเป๋าเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แค่นี้ เจอกันที่ร้าน” ผมตัดบทก่อนจะกดวางสาย เหวี่ยงกระเป๋าเป้มาด้านหน้าเพื่อเปิดดูให้แน่ใจอีกรอบว่าพาวเว่อร์แบงค์ของไอ้เต้ยังอยู่ดีเพราะถ้าวันนี้ผมไม่เอาไปคืนมันมีหวังโดนมันกระทืบแน่ๆ ซึ่งก็พอจะโล่งใจได้บ้างว่าคงรอด เพราะพาวเว่อร์แบงค์อยู่ในกระเป๋าเรียบร้อยดี ติดตรงที่มีบางอย่างที่ไม่น่าจะมาอยู่ในกระเป๋าของผม แต่ดันอยู่นี่สิ

 

               “บ้าฉิบ!” ผมสบถพลางถอนหายใจอย่างนึกเซ็ง ก่อนจะล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดโทรออกหาเจ้าของเงินสดในกระเป๋าเป้ของผมที่ผมเองก็ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขาเอามันมาใส่ไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่

 

               “ฮัลโหล พี่ครับ”

 

               [นายรู้ตัวช้ากว่าที่พี่คิดไว้นะโอบ]

 

แสดงว่าเขารู้อยู่แล้วว่าถ้าผมเห็นเงินในกระเป๋า ผมจะต้องโทรหาเขา

 

“พี่อยู่ที่ไหนครับ เดินกลับไปถึงรถรึยัง”

 

[เพิ่งถึงเมื่อกี้น่ะ]

 

“รอผมแป๊บนึงก็แล้วกันครับ ผมกำลังไป”

 

[พี่รีบน่ะ]

 

“พี่ครับ”

 

[เก็บไว้ใช้เถอะโอบ ให้พี่ได้ทำอะไรเพื่อโอบบ้าง]

 

“แต่…”

 

[เว้นแต่ว่าโอบจะรังเกียจพี่ ไม่อยากเป็นน้องของพี่อีกแล้ว]

 

พูดแบบนี้ก็เท่ากับเขามัดมือชกผมน่ะสิ

 

               “ผมรับเอาไว้ไม่ได้จริงๆ ครับพี่ มันเยอะเกินไป อีกอย่างผมไม่เคยคิดแบบนั้นกับพี่เลย พี่น้องก็พี่น้องสิ แต่พี่อย่าทำแบบนี้เลยดีกว่านะครับ” ผมพยายามอธิบาย พูดไปด้วย ก้าวเท้ายาวๆ ย้อนกลับไปทางเดิมเพื่อจะไปออกที่ลานจอดรถเพราะตั้งใจไว้แล้วว่าจะต้องเอาเงินไปคืนเขาให้ได้

 

               [จะมากหรือน้อยไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก เพราะที่ผ่านมาโอบไม่เคยยินดีที่จะรับความช่วยเหลือจากพี่เลย]

 

               “พี่ครับ”

 

               [เอาเป็นว่าพี่รอที่รถก็แล้วกัน ถ้าโอบไม่สบายใจที่จะรับน้ำใจจากพี่ก็เอามาคืน]

 

               ปั๊ดโธ่โว้ย!

 

               [แต่มีข้อแม้ว่าถ้าโอบเอาเงินก้อนนั้นมาคืนพี่ เราก็จะไม่ใช่พี่น้องกันอีกแบบที่โอบต้องการ]

 

               “ผมเคยต้องการแบบนั้นเสียที่ไหนกัน” ผมแย้งออกไปทันทีทั้งที่สองขาหยุดชะงักไปได้สักพักแล้ว

 

               [งั้นก็รับมันไว้ อย่าให้ความตั้งใจของพี่ต้องสูญเปล่า]

 

               “พี่ครับ”

 

               [พี่รักเรานะโอบ ให้พี่ได้ทำหน้าที่พี่แบบที่พี่ที่ดี ได้ดูแลน้องของพี่อย่างที่พี่ตั้งใจบ้างไม่ได้เลยหรือยังไง]

 

               ผมต้องทำยังไงถึงจะเปลี่ยนแปลงความตั้งใจของเขาได้กันนะ

 

               [เอาล่ะ ตกลงว่าจะยังเอาเงินมามคืนพี่รึเปล่า ถ้าโอบยืนยันจะคืน พี่จะรอ แต่ถ้ายอมจะรับไว้ พี่จะได้รีบกลับไปทำงานต่อ]

 

               ผมมีทางเลือกที่ไหนกันล่ะ

 

               “ผม…รับไว้ก่อนก็แล้วกันครับ แต่สัญญาว่าจะ…”

 

               [แค่เป็นเด็กดีก็พอ]

 

               “ครับ ผมจะเป็นเด็กดี พี่ไม่ต้องเป็นห่วง”

 

               [ดี ตั้งใจทำงานล่ะ ดูแลตัวเองด้วย แล้วพี่จะโทรหา อ้อ แล้วก็อย่าลืมคิดเรื่องนั้นดีๆ ด้วย พี่จะรอคำตอบ] ปลายสายตัดบทอย่างต้องการจะทุ่มความคาดหวังมาที่ผมก่อนที่จะกดวางสายไป ส่วนผมก็ถึงกับเดินไม่เป็น ต้องมองหาที่นั่งแล้วพาตัวเองมานั่งถอนหายใจทิ้งซ้ำๆ ทั้งที่ในมือยังคงถือเงินก้อนโต

 

               มันไม่ได้เป็นแสนเป็นล้านหรอก แต่สำหรับผม การได้รับเงินจำนวนนี้มาแบบเปล่าๆ อย่างที่เรียกกันว่าให้โดยเสน่ห์หามันก็มากเกินไปอยู่ดี

               

ความคิดเห็น