email-icon facebook-icon Line-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 24 กระทำอย่างเปิดเผย

ชื่อตอน : บทที่ 24 กระทำอย่างเปิดเผย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 533

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 06 ก.ย. 2563 09:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 24 กระทำอย่างเปิดเผย
แบบอักษร

“บอกข้ามา มันเกิดอะไรขึ้นกับเจ้ากันแน่?” เซียวเหยียนเอ่ยขึ้นมาทันทีหลังจากนั่งลงบนตุ่นข้างเตียงของน้องชาย เขากลับมาหามู่จินอีกครั้งหลังจากที่จื่อหลันหลับไปแล้ว

“ข้า...ข้าแค่เป็นไข้หวัดธรรมดา พี่ใหญ่ท่านไม่ต้องกังวล หมอหลวงบอกว่า อีกไม่กี่วันก็หายดีแล้ว” มู่จินเอ่ยตอบ แต่สายตากลับหลบเลี่ยงมองไปยังทิศทางอื่น ไม่แม้แต่จะกล้าสบตากับนัยต์ตาคมกริบของพี่ชายที่หรี่ลงพร้อมกับจ้องเขม็งมาที่ตัวเขาอย่างจับผิด ถึงแม้มู่จินจะได้ชื่อว่าเป็นกุนซือของกองทัพซ่งที่เก่งกาจ แต่ด้วยความเป็นพี่น้องท้องเดียวกัน เซียวเหยียนมีหรือจะมองความผิดปกติของอีกฝ่ายไม่ออก

“บอกข้ามา” ผู้เป็นพี่ชายยังคงพูดคำเดิม แต่น้ำเสียงนั้นเปลี่ยนไปเป็นดุดันขึ้นมากกว่าเดิม

“มะ ไม่มีอะไรจริงๆ พี่ใหญ่ท่านกังวลเกินไปแล้ว” มู่จินกำมือแน่น เขารู้แล้วว่าพี่ชายของตนเริ่มสงสัย ไม่อย่างนั้นคงจะไม่ถามย้ำเขาเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้นมู่จินก็ยังคงบ่ายเบี่ยง ทำให้เซียวเหยียนหมดความอดทน มือหนาคว้าสาบเสื้อสีขาวสะอาดของน้องชายแล้วเปิดออกกว้าง หลักฐานปรากฎเด่นชัด เผยให้เห็นร่องรอยจ้ำช้ำสีแดงมากมายบนแผ่นอกขาวเนียน

“นี่คืออะไร? ใครเป็นคนทำ?” เซียวเหยียนหรี่ตาลงอย่างคาดคั้น

“....!!” มู่จินตกใจกับการกระทำของพี่ชายเป็นอย่างมาก ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะเห็นร่องรอยที่เขาพยายามปกปิดเอาไว้อย่างมิดชิด

“มู่จิน! ตอบข้ามา!” เสียงทุ้มตวาดใส่น้องชาย เซียวเหยียนพยายามระงับอารมณ์โกรธ ร่องรอยนี้ เขาเห็นมันตอนที่มู่จินเพิ่งรู้สึกตัว ช่วงที่เขาพยุงน้องชายขึ้นนั่งและคิดจะถาม แต่จื่อหลันกลับเข้ามาขัดจังหวะเสียก่อน จึงต้องยอมปล่อยไป

“พี่ใหญ่...ข้า...ไม่…” เสียงของมู่จินสั่นเครือ มือเรียวสั่นเทากำผ้าห่มแน่น

“เจ้าจะให้ข้าไปถามองค์ชายรองหลี่อี้หยางก่อน แล้วค่อยกลับมาถามเจ้า ใช่หรือไม่?” เซียวเหยียนรู้ดีว่าน้องชายของเขาคนนี้จะต้องบ่ายเบี่ยงไม่ยอมตอบเขา จึงใช้วิธีพูดหยั่งเชิงกับอีกฝ่าย

“พี่ใหญ่! อย่า! เขาไม่ได้…” มู่จินรีบคว้าแขนของพี่ชายที่กำลังทำท่าจะลุกออกไปจากห้องอย่างลนลาน น้ำตาใสไหลออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ใบหน้าขาวซีดหันซ้ายขวาส่ายหน้าเพื่อปฏิเสธ

“ได้ ในเมื่อเจ้าไม่ยอมบอก ข้าคงต้องไปพบองค์ชายอี้หยางสักครั้ง” ดวงเนตรคมจ้องเขม็งไปที่น้องชาย มือหนากระชากกลับ ทำให้หลุดจากการฉุดรั้งของน้องชาย ก่อนจะหันหลังให้อีกฝ่าย

“พี่ใหญ่! ข้า...ข้าพูดแล้ว ท่านอย่าไปเลยนะ” มู่จินรีบก้าวลงจากเตียงเพื่อไปรั้งพี่ชายเอาไว้ พร้อมกับตัดสินใจที่จะเปิดเผยเรื่องของตนกับองค์ชายอี้หยาง

“ถ้าอย่างนั้นก็พูดมา” ใบหน้าคมยังคงแสดงถึงความโกรธ เพราะมู่จินมีปฏิกิริยาแบบนี้ เขาจึงมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ใครคือผู้ที่มาข่มเหงน้องชายของเขา นั่นคือ...

“คนทำ...ก็คือ...องค์ชายรองหลี่อี้หยาง…” น้ำตาใสของร่างเพรียวยิ่งพรั่งพรูออกมาราวกับสายธาร ริมฝีปากอิ่มสั่นระริก ยามเมื่อเอ่ยถึงชื่อของผู้ที่กระทำการล่วงเกินตน มู่จินพยายามสูดหายใจเข้าอย่างยากลำบาก จากนั้นก็เริ่มต้นบอกเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับองค์ชายอี้หยางให้กับพี่ชายได้ฟัง

 

 

“ทูลองค์ชาย ท่านแม่ทัพเซียวเหยียนขอเข้าเฝ้าพะย่ะค่ะ” เสียงขันทีหน้าตำหนักร้องแจ้งคนในห้อง

อี้หยางรู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง ไม่เคยคิดมาก่อนว่าแม่ทัพเซียวเหยียนจะมีธุระอะไรกับตน หรือจะเป็นเรื่องจื่อหลัน? ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร เขาก็ไม่คิดจะหนีหน้า อี้หยางจึงเอ่ยอนุญาต “เชิญเขาเข้ามาได้”

“ถวายบังคมองค์ชายรอง” เซียวเหยียนคำนับตามธรรมเนียม

“ตามสบายเถิด ท่านแม่ทัพเซียว” อี้หยางยิ้มต้อนรับ แต่เซียวเหยียนกลับมีสีหน้าเคร่งขรึม เขาจึงเอ่ยถามถึงจุดประสงค์ของอีกฝ่ายที่มาพบเขาในวันนี้ “ท่านมาพบข้าเช่นนี้ มีธุระอันใดหรือ?”

“กระหม่อมขอทูลอย่างไม่อ้อมค้อม...องค์ชายรองท่านกำลังบีบบังคับน้องชายของกระหม่อมอยู่ ใช่หรือไม่พะย่ะค่ะ?” เมื่อถูกถามเช่นนั้น เซียวเหยียนจึงไม่อยากอ้อมค้อม

“ใช่ ข้ายอมรับว่าข้าเป็นคนบีบบังคับมู่จิน เพราะเรื่องของจื่อหลันจริงๆ” แววตาคมของอี้หยางแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง เมื่อได้ยินคำถามของเซียวเหยียน เขายอมรับอย่างไม่บ่ายเบี่ยง เพราะตอนนี้ความรู้สึกของเขาได้เปลี่ยนไปแล้ว “แต่ว่า...นั่นมันเป็นอดีตไปแล้ว เพราะข้าไม่สามารถปล่อยเขาให้หลุดมือไปจากข้าไม่ได้จริงๆ”

“ท่านจะบอกกับกระหม่อมว่า ท่านมีใจให้กับน้องชายของกระหม่อมหรือพะย่ะค่ะ?” นัยต์ตาคมของเซียวเหยียนจับจ้องนัยต์ตาคนตรงหน้า ราวกับว่ากำลังอ่านใจของอีกฝ่าย

“ใช่ ข้าต้องการให้เขามาเป็นชายาของข้า” แววตาจริงจังของอี้หยางเผยออกมาอย่างชัดเจน ยามเมื่อเอ่ยประโยคนี้

ในตอนแรก เซียวเหยียนตั้งใจจะมาเพื่อเตือนอี้หยาง เขาไม่ต้องการให้น้องชายของเขาเป็นของเล่นของอีกฝ่าย แต่เมื่อเห็นแววตาจริงใจและจริงจังของคนตรงหน้า จึงทำให้เขายอมที่จะเปิดโอกาสให้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่วายที่จะปรามอีกฝ่ายเรื่องการเข้าหาน้องชายของเขา “เรื่องนี้เป็นเรื่องระหว่างพวกท่านสองคน แต่ในฐานะที่กระหม่อมเป็นพี่ชาย คงไม่อาจให้ท่านมาบีบบังคับล่วงเกินน้องชายของกระหม่อมได้อีกต่อไป ถ้าท่านจริงใจกับมู่จินจริงๆ ก็ขอให้องค์ชายแสดงความจริงใจอย่างเปิดเผย มิเช่นนั้นกระหม่อมก็จะไม่เกรงใจอีกต่อไป ขอให้องค์ชายรองได้โปรดเข้าใจด้วย กระหม่อมทูลลา”

 

 

 

ห้องรับรองที่เคยเงียบเหงาก่อนหน้านี้ กลับดูวุ่นวายจนเจ้าของห้องรู้สึกอึดอัด ข้าวของเครื่องใช้เดิมถูกปรับเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด ที่นอน หมอน ม่านคลุมเตียง เปลี่ยนมาเป็นผ้าปักแสนล้ำค่า เสื้อผ้าอาภรณ์ถูกส่งมาให้เลือกสรรสำหรับสวมใส่ ข้ารับใช้ทั้งนางกำนัลและขันที่ ยืนเรียงหน้ารอรับคำสั่ง ร่างเพรียวที่เอนกายอยู่บนที่นอนที่ถูกเปลี่ยนใหม่ทั้งหมดแล้ว ได้แต่ทำสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออก

“พวกเจ้า เสร็จธุระแล้วใช่หรือไม่?” มู่จินเอ่ยถามขึ้น เมื่อเห็นว่าทุกอย่างน่าจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว

“พวกบ่าวทำงานเสร็จแล้วขอรับ คุณชายมีอะไรจะใช้สอยพวกบ่าวเพิ่มหรือขอรับ?” หัวหน้าขันทีผู้หนึ่งกล่าวตอบ

“ไม่ใช่ๆ ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าออกไปเถิด ข้าอยากพักผ่อน” เมื่อเห็นโอกาสที่จะได้อยู่อย่างสงบสุข มู่จินเลยต้องรีบคว้าเอาไว้

“ขอรับ/เจ้าค่ะ” พวกเหล่าข้ารับใช้จึงออกไปตามคำสั่ง แต่ยังเหลือนางกำนัลกับขันทียืนรอรับใช้อยู่หน้าห้องบางส่วน

แต่ยังไม่ทันที่มู่จินจะได้เอนกายนอนพัก เขาก็ได้ยินนางกำนัลร้องแจ้งจากนอกห้อง “คุณชายเซียว หมอหลวงขอเข้าพบเจ้าค่ะ”

“เชิญเข้ามาได้” มู่จินพิงกายกับหัวเตียง ก่อนเอ่ยอนุญาต

“คุณชายเซียว ข้าน้อยขอจับชีพจรเพื่อตรวจอาการหน่อยนะขอรับ” เมื่อหมอหลวงเข้ามาแล้ว ก็นั่งลงบนตุ่นข้างเตียง วางล่วมยาลง ก่อนจะตรวจชีพจรเพื่อวินิฉัยอาการ “อาการของท่านเริ่มดีขึ้นรแล้วขอรับ ข้าน้อยจะจัดยาบำรุงมาเพิ่ม รบกวนคุณชายรับโอสถให้ตรงเวลา เพื่อที่จะได้หายดีในเร็ววัน”

“ได้ ขอบคุณท่านหมอหลวงมาก ข้าจะทำตามที่ท่านบอก” มู่จินยิ้มรับ ก่อนเอ่ยขอบคุณ

“ได้ยินเช่นนี้ ข้าน้อยก็รู้สึกวางใจขอรับ” หมอหลวงเก็บล่วมยา ก่อนจะขอตัวกลับสำนักหมอหลวง “ถ้าอย่างนั้น ข้าน้อยขอตัวก่อน”

“เชิญตามสบาย” มู่จินเอ่ยก่อนจะขยับตัวเอนกายเพื่อพักผ่อนอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันได้นอนลง ก็ได้ยินเสียงใครบางคนดังมาจากทางหน้าประตูห้องของตน

“ได้ยินว่า อาการของเจ้าดีขึ้นมาก น่ายินดีจริงๆ” อี้หยางเดินเข้ามาอย่างถือวิสาสะราวกับเป็นเจ้าของห้อง ไม่ให้นางกำนัลร้องแจ้งคนด้านใน

“องค์ชายรอง ท่านมีธุระอะไร? กระหม่อมรู้สึกเพลีย ไม่สะดวกจะต้อนรับพะย่ะค่ะ” ริมฝีปากนุ่มคว่ำลงทันทีที่เห็นผู้มาเยือน ก่อนจะเอ่ยแกมไล่

“อะไรกัน ข้าจะมาหาชายา ต้องมีธุระด้วยรึ?” อี้หยางยกยิ้มมุมปาก เขารู้สึกนึกเอ็นดูคนตรงหน้ายามแสดงออกถึงการต่อต้านเช่นนี้ จึงนึกอยากจะกลั่นแกล้งอีกฝ่าย

“กระหม่อมไม่ได้เป็นชายาของท่าน ได้โปรดอย่าเข้าใจผิด” คิ้วเรียวสีเข้มยิ่งเคลื่อนขมวดเข้าหากัน ริมฝีปากอิ่มเม้มแน่นด้วยความไม่พอใจ

“งั้นหรอกหรือ? ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็มาเป็นชายาของข้าอย่างถูกต้องเสียสิ ข้าจะได้เข้าใจถูกว่าเจ้าเป็น ‘ชายาของข้า’” อี้หยางหมายจะทำให้มู่จินตกหลุมพลางของตน จึงคิดใช้คำพูดหลอกล่ออีกฝ่าย

“นี่ท่าน!” มู่จินถลึงตาใส่อีกฝ่าย เขาไม่นึกเลยว่าคนตรงหน้าจะ “ท่านสั่งให้เปลี่ยนข้าวของเครื่องใช้ของห้องนี้อย่างนั้นหรือ? ต้องการอะไรกันแน่?”

“ใช่ ข้าเป็นคนสั่งเอง ห้องของชายาของข้า ก็ต้องดูดีกว่าห้องรับรองปกติสิถึงจะถูก” อี้หยางเอ่ยพลางมองดูความเรียบร้อยของห้อง เผื่อขาดเหลืออะไรจะได้สั่งให้ขันทีมาจัดแต่งเพิ่มเติม

“แต่กระหม่อมไม่ใช่ ชายาของท่าน” มู่จินยังคงปฎิเสธฐานะที่อีกฝ่ายพยายามยัดเยียดมาให้ “ถ้าท่านจะทำห้องนี้ให้เป็นห้องของชายาของท่านล่ะก็ ข้าจะย้ายออกไปอยู่ห้องอื่นก็ได้ ที่จริงไม่ต้องรบกวนองค์ชายรองมาแจ้งข้าด้วยตัวเองอย่างนี้หรอก”

มู่จินลุกขึ้นจากเตียง ก่อนจะคว้าเอารองเท้ามาใส่ ทำให้อี้หยางเข้าไปคว้าแขนของร่างเพรียวทันที “เจ้าจะไปไหน?”

“กระหม่อมจะย้ายไปอยู่ห้องอื่นพะย่ะค่ะ” มู่จินหันมาสบตากับร่างสูง แววตาที่บ่งบอกถึงความไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง พร้อมทั้งเอ่ยตอบ มือหนาบีบแขนเรียวแน่น ก่อนจะกระชากอีกฝ่ายขึ้นมาบดจูบ

“อ๊ะ! อื้อ!” มู่จินต้านกำลังของอีกฝ่ายไม่ไหว ทำได้เพียงกำมือทุบหน้าอกแกร่งของร่างสูงเท่านั้น จูบจาบจ้วงอย่างถือสิทธิทำให้มู่จินถึงกับอ่อนแรง ลิ้นร้อนสอดแทรกกวาดควานไม่หยุด จนร่างเพรียวเริ่มขาดอากศหายใจ อี้หย่างจึงยอมผละออก แต่ก็ยังใช้ปลายลิ้นไล้เลียริมฝีปากอิ่มราวกับเสียดาย ขาเรียวเริ่มพยุงตัวเองไม่ได้ มือหนาเลยช้อนตัวร่างเพรียวขึ้นอุ้ม แล้วค่อยๆว่างลงบนเตียง

“เจ้าจะแกล้งซื่อ ทำเป็นไม่รู้อย่างนั้นรึ?” อี้หยางไร้นิ้วลงบนใบหน้าขาวที่กำลังขึ้นสีแดงเรื่อ สายตาคมจ้องมองอีกฝ่ายที่ยังหอบหายใจไม่หยุดราวกับจะกลืนกิน “ข้าต้องการอะไร? มีหรือคนอย่างเจ้าจะไม่รู้ หืม?”

“ถ้าท่านต้องการให้กระหม่อมปรนนิบัติรับใช้ กระหม่อมจะไม่ทำอีก เพราะกระหม่อมไม่ได้มีพันธะสัญญาหรือข้อตกลงอะไรกับองค์ชายแล้ว กระหม่อมจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องยอมให้องค์ชายมาบีบบังคับอีกต่อไป” มู่จินหลุบตาลงเพื่อหลบสายตาของร่างสูง

“เจ้าแน่ใจหรือว่า พวกเราจะไม่มีพันธะต่อกันอีก?” ปลายนิ้วมือของอี้หยางวนไล้ท่ริมฝีปากอิ่มที่บวมเจ่อเพราะถูกเขาจูบเมื่อครู่

“หมายความว่าอะไร? พันธะอะไร?” มู่จินเบิกตาโพลงจ้องร่างสูงทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบ

อี้หยางยกยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ ก่อนจะเอ่ย “คอยดูไปก็แล้วกัน เจ้ากับข้า ในไม่ช้าก็จะต้องอภิเษกกันอยู่ดี”

นั่นทำให้มู่จินยิ่งรู้สึกเหมือนถูกอีกฝ่ายบังคับ จึงเอ่ยดักทางร่างสูงก่อน เพราะเขาจะไม่ยอมเป็นนายบำเรอของคนตรงหน้าอีกต่อไปแล้ว “ท่านจะบีบบังคับกระหม่อมอีก เช่นนั้นรึ? พี่ชายของกระหม่อมอยู่ที่นี่ ท่านจะใช้องค์ชายจื่อหลันมาบีบบังคับกระหม่อมอีกครั้งไม่ได้แน่นอน”

อี้หยางนึกขันกับท่าทางของมู่จิน มือเรียวที่กำลังกำผ้าห่นแน่น ราวกับกลัวว่าจะถูกเขาบังคับกอด ยิ่งทำให้ร่างสูงอยากจะกลั่นแกล้งเรื่อยๆ มือหนาเคลื่อนมาที่สาบเสื้อของคนที่นอนอยู่ พลางใช้นิ้วเขี่ยเพื่อเปิดออก รอยจ้ำสีแดงยังคงแต่งแต้มบนผิวขาว “นั่นสินะ ข้าเอาจื่อหลันมาเป็นข้ออ้างไม่ได้เสียแล้วสิ คงต้องหาข้ออ้างอื่นแทนเสียแล้ว”

“กระหม่อมอยากพักผ่อน ขอองค์ชายเสด็จกลับไปเถิด” มู่จินเริ่มลนลาน มือเรียวคว้าสาบเสื้อของตนกำแน่น แล้วพลิกกายหันหลังให้ร่างสูง ก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นคลุมตัว แต่ยังไม่ทันที่อี้หยางจะได้ทำอะไรต่อ เสียงของขันทีด้านนอกก็ดังขึ้นมา

“องค์ชายรอง หมอหลวงมาส่งโอสถให้คุณชายเซียวพะย่ะค่ะ” ขันทีหน้าห้องร้องแจ้ง

“ให้เข้ามาได้” อี้หยางเอ่ยอนุญาต

“ถวายบังคมองค์ชายรอง” หมอหลวงเดินเข้ามาพร้อมกับนางกำนัลที่ถือถาดใส่ถ้วยโอสถเดินตามหลังมา

“ไม่ต้องมากพิธี เอาโอสถมาให้ข้า” อี้หยางไม่รอให้หมอหลวงเอ่ยสิ่งใด ก็สั่งให้นางกำนัลเอาถ้วยโอสถมาให้เขาทันที

“เพค่ะ” นางกำนัลรีบเตรียมส่งถ้วยโอสถให้กับอี้หยาง

“มา มู่จิน ดื่มโอสถก่อน กำลังอุ่นพอดี” มือหนาเปิดผ้าห่มที่คลุมตัวของคนที่นอนอยู่ออก แล้วดึงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นนั่ง มู่จินจึงจำใจต้องลุกขึ้น เขาไม่อยากเสียมารยาทต่อหน้าหมอหลวง อี้หยางรับถ้วยโอสถมา ใช้ช้อนตักโอสถขึ้นมาเป่า ก่อนจะจ่อไปที่ริมฝีปากอิ่ม

“กระหม่อมดื่มเองได้พะย่ะค่ะ” มือเรียวเคลื่อนขึ้นมาเพื่อจะมาหยิบช้อน แต่มือหนากลับดึงช้อนออกห่าง ก่อนจะเอามืออีกข้างมาจับมือเรียวเอาไว้

“ไม่ได้ ข้าจะป้อนเจ้าเอง อยู่เฉยๆ” อี้หยางจ่อช้อนที่ริมฝีปากอิ่มอีกครั้ง มู่จินเหลือบมองหมอหลวงและนางกำนัลที่กำลังก้มหน้าอยู่ เขารู้สึกอายจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี แต่เพราะอยากจะให้อี้หยางออกไปจากห้องนี้โดยเร็ว มีแต่ต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตามเท่านั้น

หลังจากโอสถหมดลง ทั้งหมอหลวงและนางกำนัลก็ออกไปหมดแล้ว เหลือเพียงพวกเขาทั้งสองที่อยู่ในห้อง มู่จินจึงโพลงขึ้นมา “พอใจแล้วหรือยัง?”

คิ้วกระบี่เลิกขึ้นอย่างสงสัยกับคำพูดของคนตรงหน้า “หืม? พอใจ? อ่อ...พอใจสิ อะไรจะไปดีเท่าการที่ได้ดูแลชายาในยามเจ็บป่วยกันเล่า”

“นี่ท่าน! ถ้าพอใจแล้วก็กลับไปเสียเถิด กระหม่อมรู้สึกเพลีย อยากพักผ่อน” มู่จินไม่เคยเห็นใครดื้อด้านมากขนาดนี้ ทั้งยังหน้าด้านหน้าทน ไล่เท่าไหร่ก็ไม่ไป ยิ่งทำให้เขารู้สึกประสาทเสีย

“ได้ แต่เจ้าต้องหลับก่อน ข้าถึงจะไป” อี้หยางกลัวว่าอีกฝ่ายจะเครียดเกินไป จึงยอมถอย แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่วายที่จะยื้อตัวเองให้สามารถอยู่ในห้องต่อได้

“ท่านอยากจะทำอะไร ก็แล้วแต่ท่าน!” มู่จินคร้านจะต่อล้อต่อเถียงกับร่างสูง จึงพลิกตัวหันหลังให้พร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นมาห่ม

“เด็กดีจริงๆ…” อี้หยางยกยิ้มอย่างพอใจ มือหนาช่วยจับผ้าห่ม เก็บมุมผ้าจนเรียบร้อย แล้วเอื้อมไปลูบผมของคนที่นอนอยู่อย่างอ่อนโยน นั่นทำให้หัวใจของมู่จินเต้นตึกตัก ใบหน้าและใบหูขึ้นสีแดงเรื่อ

เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เสียงลมหายใจของคนที่นอนอยู่ดังสม่ำเสมอ บ่งบอกได้ว่าร่างเพรียวที่นอนอยู่หลับไปแล้ว ร่างสูงลุกขึ้นยืน ก่อนจะหันหลังแล้วเดินออกจากห้องไป พลางเอ่ย

“อีกไม่นาน พันธะระหว่างเราก็คงจะเกิดขึ้น เจ้าหนีข้าไม่พ้นหรอก มู่จิน”

ความคิดเห็น