facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่14 ความฝันและความมืด

ชื่อตอน : บทที่14 ความฝันและความมืด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 392

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 05 ก.ย. 2563 19:55 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่14 ความฝันและความมืด
แบบอักษร

14 

ความฝันและความมืด 

 

แม้จะถูกขังอยู่ในคุกมืด เว่ยซิ่วอิงกับเซี่ยเฉิงลี่ก็ยังไม่วายหาเรื่องทะเลาะกันได้อยู่ดี

เว่ยซิ่วอิงนั่งด่าทอเซี่ยเฉิงลี่ด้วยน้ำเสียงที่เหมือนเป็ดป่วยเจ็บคอมาราวครึ่งชั่วยามเห็นจะได้ จนชายหนุ่มหลงคิดไปว่า ตนไม่ได้ถูกขังอยู่ในคุกมืด แต่น่าจะถูกขังอยู่ในเล้าเป็ดเสียมากกว่า เซี่ยเฉิงลี่พ่นลมหายใจออกมาอย่างรำคาญใจ ก่อนเอ่ยปากถามคนที่กำลังก่นด่าตนเองอยู่

“ที่โมโหอยู่นี่เพราะข้าทำให้เจ้าไม่ได้บอกลาคังอ๋องหรืออย่างไร” น้ำเสียงของเขาฟังอย่างไรก็ดูออกว่ากำลังค่อนขอดนาง

สตรีผู้นี้พร่ำพูดมานานแล้วว่าสักวันจะหาบุรุษรูปงามให้ได้สักคน แล้วหนีตามกันไป คังอ๋องผู้นั้นคงเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวสินะ

“พูดบ้าอะไรของเจ้า” เว่ยซิ่วอิงขมวดคิ้วถาม

“บุรุษรูปงาม งามถูกใจหรือไม่เล่า”

มือเรียวที่ค่อนข้างหยาบกร้านจากการจับอาวุธเอื้อมไปผลักไหล่อีกฝ่ายอย่างไม่เบานัก

“พูดจาอะไรให้มันรู้เรื่องรู้ความหน่อย!”

“เฮอะ! สตรีโง่งม โง่แท้ ๆ โง่เหลือเกิน!”

           เมื่อได้ยินคำด่านั้น เว่ยซิ่วอิงก็ท้าอีกฝ่ายประมือในคุก แต่เซี่ยเฉิงลี่ไม่มีอารมณ์จะเล่นต่อสู้กับนาง จึงได้ให้ยาที่ทำให้นางขยับกายไม่ได้ เป็ดน้อยที่น่าสงสารจึงได้แต่ส่งเสียงป่วย ๆ ด่าทออย่างแค้นใจ

แล้วทั้งสองคนก็ทะเลาะกันอยู่เช่นนั้นจนกระทั่งออกจากคุก

หลังจบงานเลี้ยงรับมอบบรรณาการ จ้าวหนิงก็มีงานเพิ่มขึ้นหลายเท่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดการกับของบรรณาการ งบประมาณแผ่นดิน ภาษีราษฎร การช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัยแล้ง ความสงบสุขชายแดน และอื่น ๆ อีกมากมายจนนับแทบไม่ไหว ทำให้มีหลายครั้งที่เขาต้องทำงานอยู่ที่ตำหนักชินหรงจนรุ่งสางมาเยือน จึงไม่สามารถกลับไปค้างคืนที่ตำหนักเลี่ยงซิ่วได้ตามปกติ

           จ้าวหนิงปิดรายงานจากกองทัพที่เพิ่งตรวจเสร็จ แล้วโยนลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงเอนกายพิงเก้าอี้พร้อมทั้งหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า หลายวันมานี้เขาแทบไม่ได้กินไม่ได้นอน เพราะปัญหามากมายที่เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน จู่ ๆ ชายแดนใต้ก็มีปัญหาโจรป่า ชายแดนเหนือประสบภัยแล้ง งบประมาณถูกส่งไปไม่ถึงประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเพราะมีขุนนางฉ้อโกง ยังดีที่ไม่เกิดโรคระบาดขึ้นมาอีกอย่าง หาไม่ แคว้นอิ๋งอาจต้องเผชิญปัญหาใหญ่ที่ยากจะรับมือ

           “ฝ่าบาท เสด็จไปพักผ่อนก่อนดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ” เกากงกงที่คอยถวายการรับใช้อยู่เอ่ยเตือน ด้วยเกรงว่าหากนายเหนือเกล้าเกิดประชวรไปในยามนี้ อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง ตั้งแต่การปกครองไปจนถึงความมั่นคงต่าง ๆ จนบ้านเมืองอาจมีอันต้องวุ่นวายขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิม

           “เตรียมเกี้ยวไปตำหนักเลี่ยงซิ่ว” จ้าวหนิงสั่งทั้งที่ยังไม่ลืมตา

           “คืนนี้ประทับที่ตำหนักชินหรงก่อนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง เชื่อว่าหนิงกุ้ยเฟยต้องเข้าพระทัยอย่างแน่นอน”

           “ไม่เป็นไร” จ้าวหนิงปฏิเสธ “ข้าจัดการงานส่วนของทหารและกองทัพเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้นอนตื่นสายสักหน่อยก็คงไม่เสียหายอะไรหรอก”

เขาไม่ได้กลับไปตำหนักเลี่ยงซิ่วหลายวันแล้ว รู้สึกเป็นห่วงหลันเซวียนกับเจ้าตัวเล็ก แม้จะรู้ว่าพวกนางปลอดภัยดีอยู่ที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว แต่เขาก็ยังอดห่วงไม่ได้อยู่ดี

เกากงกงลอบถอนหายใจ เขาติดตามรับใช้จ้าวหนิงมาตั้งแต่อีกฝ่ายขึ้นครองราชย์ ย่อมรู้เท่าทันความคิดของนายเหนือเกล้า หากจ้าวหนิงยืนยันที่จะกลับตำหนักเลี่ยงซิ่วให้ได้ เขาก็คงทำได้เพียงประสานมือรับคำ

           “เช่นนั้น กระหม่อมจะไปเตรียมเกี้ยวเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”

จ้าวหนิงซึ่งเหนื่อยล้ามาหลายวันเผลอหลับไประหว่างรอ ทำให้เกากงกงรู้สึกเห็นใจและชื่นชมในความทุ่มเทขององค์ฮ่องเต้ยิ่งนัก ใจหนึ่งเขาก็อยากจะให้ผู้เป็นนายของตนได้พักสักครู่ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้ดีว่า จ้าวหนิงปรารถนาที่จะกลับไปยังตำหนักเลี่ยงซิ่วมากกว่าพักผ่อนเพียงลำพังที่นี่

คงมีเพียงหนิงกุ้ยเฟยกับองค์หญิงเฟยอินเท่านั้น ที่จะสามารถช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าขององค์จักรพรรดิได้

ไม่นานนัก เกี้ยวของจ้าวหนิงก็มาถึงตำหนักเลี่ยงซิ่ว ชายหนุ่มไม่ให้ขันทีตะโกนแจ้งการมาของตน ด้วยกลัวว่าจะทำให้ลูกและภรรยาที่เข้านอนแล้วตกใจตื่น จึงมีเพียงองครักษ์และขันทีที่เท่านั้นที่ออกมารอต้อนรับ

จ้าวหนิงไปดูเสี่ยวอินที่ห้องของนางก่อน เด็กน้อยขดตัวกลมนอนหลับสนิทอย่างมีความสุข สองแขนกอดตุ๊กตากระรอกที่หลันเซวียนทำให้ ผู้เป็นพ่อลงนั่งบนเตียง ลูบศีรษะเจ้าตัวเล็กอย่างนุ่มนวล แต่เพราะไม่กล้ารบกวนคนที่กำลังละเมอหัวเราะ เขาจึงทำเพียงแค่ก้มลงหอมแก้มนุ่ม ๆ ก่อนหันไปกำชับแม่นมให้ดูแลลูกน้อยของตนให้ดี แล้วเดินออกจากห้องของเด็กหญิงไป

จ้าวหนิงส่งสัญญาณให้องครักษ์หน้าประตูไม่ต้องส่งเสียงขณะเดินเข้าไปในห้องของหลันเซวียน แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่า ตะเกียงทุกดวงถูกจุดไว้จนทั่วทั้งห้องสว่าง ทั้งที่เจ้าของห้องกำลังนอนหลับอยู่

ชายหนุ่มขมวดคิ้วน้อย ๆ ขณะเดินไปหาภรรยาของตน ทั้งที่อากาศคืนนี้ไม่ร้อนไม่หนาว แต่หลันเซวียนกลับห่มผ้าผืนหนาจนแทบจะขยับกายไม่ได้ ใบหน้าของนางมีเหงื่อเกาะพราว ดวงตาปิดแน่น ท่าทางกระสับกระส่าย หญิงสาวสะบัดหน้าไปมาภายใต้แสงตะเกียง ราวกับกำลังเผชิญกำลังฝันร้ายที่สุดในชีวิต

“หลันเซวียน! หลันเซวียน!” จ้าวหนิงเขย่าตัวภรรยาของตน เมื่อเห็นว่านางดูกำลังหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด หลันเซวียนสะดุ้งสุดตัวแล้วเบิกตาโพลงพร้อมกับหอบหายใจ ชายหนุ่มรีบประคองร่างที่กำลังสั่นสะท้านขึ้นมาทันที

“ฝ่าบาท” น้ำเสียงของหลันเซวียนยังเจือปนความเหนื่อยหอบไว้

“ฝันร้ายหรือ” จ้าวหนิงถามด้วยความเป็นห่วง

“เพคะ”

“ฝันอะไร เหตุใดเจ้าจึงดูหวาดกลัวถึงเพียงนี้”

หลันเซวียนก้มหน้าลงแทนคำตอบ นี่เป็นความลับที่นางไม่เคยเล่าให้ผู้ใดฟังมาก่อน นางไม่กล้าบอกเขาถึงบาดแผลที่อยู่ลึกที่สุดในใจ บาดแผลที่ตามหลอกหลอนนางตลอดหลายปีที่ผ่านมา และไม่ว่านางจะพยายามลืมเท่าไหร่ ก็มิอาจลืมเหตุการณ์เลวร้ายเหล่านั้นออกไปจากใจได้

นางเคยฆ่าคนตาย!

“หลันเซวียน” จ้าวหนิงลูบแก้มภรรยาของตนแผ่วเบา “ในเมื่อเจ้ากลัวถึงเพียงนี้ ก็เล่าให้ข้าฟังสักหน่อยดีหรือไม่ เผื่อว่าข้าจะสามารถช่วยเจ้าได้”

หลันเซวียนส่ายหน้า น้ำตาไหลพรากเต็มสองข้างแก้ม

“ไม่มีใครช่วยหม่อมฉันได้เพคะ สิ่งที่หม่อมฉันทำลงไป ไม่มีใครสามารถช่วยหม่อมฉันได้อีกแล้ว”

“เจ้าทำอะไร”

“หม่อมฉันฆ่าคนตาย”

จ้าวหนิงนิ่งไปเล็กน้อย ชีวิตนี้เขาเข่นฆ่าศัตรูในสนามรบมานับไม่ถ้วน การได้ยินว่าหลันเซวียนฆ่าคนตายจึงมิได้ทำให้เขาตื่นตระหนก เพียงแต่เขายังอดสงสัยไม่ได้ว่า นางฆ่าใครตายและเหตุใดจึงฆ่า เพราะเท่าที่เขารู้จักนางมา นางอ่อนโยน จิตใจดี และมีเมตตาแม้กระทั่งกับนางกำนัลเล็ก ๆ แล้วคนเช่นนี้จะกล้าลงมือสังหารผู้คนได้เยี่ยงไร

หลันเซวียนได้แต่นิ่ง ไม่กล้าตอบอะไร แต่จ้าวหนิงก็สังเกตว่านางมองสองมือของตัวเองแล้วกำแน่นเข้าหากัน จนเล็บจิกเข้าไปในอุ้งมือ

“หลันเซวียน” คราวนี้จ้าวหนิงเริ่มตกใจขึ้นมาจริง ๆ แล้ว เขารีบแกะมือทั้งสองข้างที่กำแน่นของนางออก หลันเซวียนดูไม่เหมือนที่เขาเคยรู้จัก เนื้อตัวของนางสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว กระทั่งแววตาก็ยังสั่นระริก เขาไม่เคยเห็นนางเป็นเช่นนี้มาก่อน และไม่อาจทนเห็นนางเป็นเช่นนี้ได้ด้วย

“ไม่เป็นไร” จ้าวหนิงพยายามปลอบ แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ชายหนุ่มรวบตัวหลันเซวียนเข้ามากอด แล้วลูบศีรษะของนางอย่างปลอบประโลม หลันเซวียนดูคล้ายไม่มีสติอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในที่สุด นางก็ยกแขนขึ้นกอดจ้าวหนิง

“นางเป็นนางกำนัล” หญิงสาวพูดออกมาอย่างยากลำบาก “นางกำนัลที่ถูกขังอยู่ในตำหนักร้างก่อนที่หม่อมฉันจะถูกนำตัวไปขัง”

“อืม ข้าฟังอยู่” มืออุ่นข้างหนึ่งลูบหลังนางเบา ๆ เป็นเชิงปลอบ

“นางกำนัลผู้นั้นเสียสติ นางคิดว่าหม่อมฉันเป็นปีศาจ และพยายามจะฆ่าหม่อมฉัน”

ยิ่งพูดหลันเซวียนก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น ภาพนางกำนัลร่างใหญ่ที่สติไม่สมประกอบพุ่งเข้าใส่นาง ทั้งตบตี กระชากผม และพยายามจับศีรษะนางโขกกับผนังปรากฏชัดในความคิดของหญิงสาว

“หม่อมฉันพยายามสู้กับนาง แต่หม่อมฉันสู้นางไม่ได้ แม้จะอายุมากแล้ว แต่นางก็ยังเรี่ยวแรงเยอะกว่าหม่อมฉัน หม่อมฉันกลัวมาก จึงได้เตะที่ขานาง แล้วผลักนางจนหงายหลังล้มหัวฟาดกับขอบโต๊ะ หม่อมฉันเห็นนางนิ่งไป จึงวิ่งออกมาข้างนอก พยายามตะโกนให้คนช่วย แต่ทหารที่เฝ้าตำหนักไม่มีใครเปิดประตูยอมเปิดประตูให้ หม่อมฉันนั่งอยู่บนพื้นหินนอกเรือนทั้งคืน แต่ก็ไม่เห็นนางกำนัลผู้นั้นออกมา หม่อมฉันกลัวว่านางจะตาย ตอนเช้าจึงได้เดินกลับเข้าไปดู

“พอหม่อมฉันกลับเข้าไปในเรือน หม่อมฉันก็ได้เห็นเลือดของนางกำนัลผู้นั้นนองไปทั่วทั้งพื้น ในขณะที่นางนอนนิ่งไม่ไหวติง พอหม่อมฉันเข้าไปดูใกล้ ๆ นางก็ไม่หายใจแล้ว...ไม่หายใจอีกแล้ว”

หลันเซวียนร้องไห้โฮเหมือนเด็กเล็ก ๆ อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ที่ผ่านมา แม้แต่คำขู่ว่าจะฆ่าก็มิอาจทำให้นางหวาดกลัวได้ถึงเพียงนี้ แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์ในวันนั้นเป็นสิ่งที่ทำร้ายหลันเซวียนอย่างหนักหนาสาหัส นางไม่อาจให้อภัยตัวเอง และยังคงรู้สึกละอายใจในสิ่งที่ตนได้ทำลงไป

 “ที่ตำหนักร้างไม่มีเทียน ไม่มีตะเกียง ตอนกลางคืนจะมืดมาก หม่อมฉันอยู่ตามลำพังกับศพของนางกำลังผู้นั้นก็ยิ่งกลัว กระทั่งเสียงลมพัดก็ยังฟังดูคล้ายเสียงของภูตผี หม่อมฉันทำใจอยู่หนึ่งวันกับอีกหนึ่งคืน เมื่อรู้แน่ว่าไม่มีใครยอมเข้ามาช่วย หม่อมฉันก็พยายามลากเอาศพของนางออกไปจากเรือน แล้วขุดหลุมฝัง”

จ้าวหนิงนิ่งฟังด้วยความตั้งใจ สองแขนกอดหลันเซวียนแนบแน่นขึ้น หวังช่วยให้นางคลายจากความหวาดกลัว หลันเซวียนตัวสั่นอยู่ครู่หนึ่ง แม้จะหลับตาลงแล้ว แต่น้ำตาของนางก็ยังไม่หยุดไหล

“หม่อมฉันใช้มือของตัวเองขุดดิน เพราะไม่มีของที่จะใช้ขุดได้” หญิงสาวยกมือของตนมามอง “ยามนั้นเลือดเปรอะเปื้อนสองมือของหม่อมฉันเต็มไปหมด แต่หม่อมฉันก็ต้องขุดต่อไป เพราะหม่อมฉันทำผิดต่อนาง และต้องชดใช้ให้นาง การช่วยฝังศพนางกำนัลผู้นั้นจึงเป็นสิ่งเดียวที่หม่อมฉันพอจะทำเพื่อนางได้”

หลันเซวียนก็ซบหน้าลงบนอกจ้าวหนิงอีกครั้ง ชายหนุ่มโอบกอดนางแนบแน่นกว่าเดิม แล้วประทับรอยจุมพิตลงบนกลุ่มผมนุ่ม ปล่อยให้นางร้องไห้อยู่เช่นนั้นอยู่นานครู่ใหญ่ จนกระทั่งหลันเซวียนเริ่มได้สติ และเป็นฝ่ายดันตัวออกมาเพื่อเช็ดน้ำตาให้ตนเอง

“ข้าเช็ดให้เองดีกว่า” เขายิ้มปลอบ แล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าที่นางทำให้ออกมาซับน้ำตาให้นางแผ่วเบา “เจ้าปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับความรู้สึกผิดมานานเกินไปแล้ว”

ระหว่างที่เขาพูด มืออุ่นก็ค่อย ๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำให้นางด้วยความนุ่มนวล

“ข้าไม่รู้กฎหมายของแคว้นเซียว แต่หากเป็นกฎหมายของแคว้นอิ๋ง การที่เจ้าปลิดชีพผู้ที่พยายามจะฆ่าเจ้านั้น หาใช่ความผิดแต่อย่างใด เราเรียกสิ่งนี้ว่า การกระทำเพื่อป้องกันตน หากคนคนหนึ่ง ยอมถูกอีกคนฆ่าโดยไม่ต่อสู้ แล้วคนที่อยู่เบื้องหลังจะทำเช่นไร ถ้าวันนั้นเจ้าตาย พี่สามของเจ้าจะเสียใจสักเพียงใด”

หลันเซวียนเงยหน้าขึ้นมองจ้าวหนิง เห็นดวงตาของเขาฉายแววอบอุ่นอ่อนโยนออกมาไม่ต่างไปจากยามที่เขาเล่นกับเสี่ยวอิน หากแต่แววตาคู่นั้นกลับมีความหมายบางอย่างที่ลึกซึ้งยิ่งกว่ายามเขามองดูลูกน้อย

“การที่เจ้าพยายามฝังศพผู้ที่คิดเอาชีวิตเจ้า ก็นับว่าเจ้ามีเมตตาต่อคนผู้นั้นมากแล้ว หากเป็นข้า ข้าคงลากไปโยนไว้ที่หน้าประตูตำหนัก ให้เป็นอาหารของพวกสัตว์ที่จะมากินซากศพ แล้วก็ให้พวกทหารที่เฝ้าหน้าประตูต้องทนอยู่กับกลิ่นศพที่เน่าเปื่อย ฮึ! เชื่อข้าเถอะ มีศพอยู่หลังประตูที่ตนต้องยืนเฝ้าน่ะ ได้กลิ่นชัดอย่างกับซากศพทั้งโลกมากองกันอยู่ใต้จมูกเชียวล่ะ สมน้ำหน้าพวกมันจะตาย”

หลันเซวียนมองตามสีหน้าจริงจังของจ้าวหนิง คำพูดของเขาเมื่อครู่ฟังดูคล้ายเด็กน้อยที่กำลังหาวิธีเอาคืนเพื่อนตัวโตที่รังแกตน ทั้งสองนิ่งมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หลันเซวียนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ

บุรุษผู้นี้นี่อย่างไร นางกำลังเล่าเรื่องที่น่าหวาดกลัวให้เขาฟังอยู่มิใช่หรือ เหตุใดเขาพูดเพียงไม่กี่ประโยคจึงกลับดำเป็นขาว เปลี่ยนเรื่องน่ากลัวให้กลายเป็นเรื่องตลกได้เล่า

“เจ้าลองคิดดูนะ ถ้าพวกมันทนกลิ่นเหม็นไม่ไหว ก็ต้องเปิดประตูเข้ามาเอาศพไปทิ้งให้เจ้า ทหารพวกนั้นต้องอุ้มศพที่เน่าแล้วไปทิ้งให้หนอนไต่ ชอนไชเข้าไปในชุดเกราะ ดีไม่ดีจะไชเข้าไปในกางเกงชั้นใน แค่ข้าคิดก็อนาถแทนแล้ว แยกไม่ออกกันเลยทีเดียวว่าสิ่งไหนเป็น ‘ของที่ติดตัวมาแต่กำเนิด’ สิ่งไหนเป็นหนอนจากศพ”

คราวนี้หลันเซวียนยิ่งกลั้นหัวเราะไม่อยู่ เริ่มทนฟังที่เขาพูดไม่ค่อยได้อยู่บ้าง แต่กระนั้น นางก็ยังอดรู้สึกขำไม่ได้อยู่ดี นางไม่เคยได้ยินผู้ใดกล้าเอาสิ่งนั้นไปเปรียบเทียบกับหนอนมาก่อน ดูท่าว่าสามีของนางจะปากคอเราะรายใช่เล่น

จ้าวหนิงเห็นหลันเซวียนเริ่มอารมณ์ดีขึ้นมาบ้างก็ค่อยคลายกังวล หลันเซวียนเห็นเขาลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอกก็รู้ทันได้ทันทีว่า ที่เขาพูดมาทั้งหมดนั้น ก็เพื่อให้นางหายจากอาการหวาดกลัว

           สายตาของจ้าวหนิงมองไปที่ตะเกียงทั้งหลาย คนฉลาดเช่นเขาย่อมต้องเข้าใจได้จากที่นางเล่า นางมีปมฝังใจที่ต้องอยู่ในตำหนักร้างมืด ๆ ตามลำพังหลังจากที่เพิ่งฆ่าคนตาย โดยไม่มีแม้แต่เทียนสักเล่มมาช่วยเป็นแสงสว่างให้คลายความหวาดกลัว และความรู้สึกนั้นฝังลึกในใจของหลันเซวียน นางจึงมิอาจทนนอนมืด ๆ คนเดียวได้ หากเป็นสมัยที่ยังอยู่ในตำหนักร้าง นางจะเปิดหน้าต่าง อาศัยแสงจันทร์เป็นเพื่อน แม้มียุงมากก็ต้องทน แต่ที่ทรมานที่สุดก็คือคืนเดือนมืดที่ทุกสิ่งมืดสนิท ยามนั้นนางได้แต่ขดตัวชิดผนังห้องแล้วกอดตัวเองร้องไห้อย่างไร้ทางออก

           “คืนนี้จะจุดไฟนอนเช่นนี้หรือจะดับไฟ” จ้าวหนิงถามด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ “ข้าตามใจเจ้านะ”

           “ดับไฟเถอะเพคะ” หลันเซวียนยิ้มให้เขา “มีฝ่าบาทอยู่ด้วย หม่อมฉันก็คลายกังวล”

           “เจ้าจะบอกว่า ยามอยู่กับข้า เจ้าก็ไม่กลัวแล้วหรือ”

           “จะว่าอย่างนั้นก็คงจะได้กระมังเพคะ” หลันเซวียนก้มหน้าลง ผิวแก้มเนียนกลายเป็นสีแดงเรื่อขึ้น

           นับตั้งแต่ที่ได้มีโอกาสอยู่เคียงข้างจ้าวหนิง ความน่ากลัวในยามค่ำคืนของนางก็หายไป และถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นจากเขา ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่นางรู้สึกปลอดภัยยามมีจ้าวหนิงอยู่ด้วย กระทั่งฝันร้ายในค่ำคืนนี้ของนางก็ยังได้รับการปลอบประโลมตั้งแต่แรกที่นางลืมตาขึ้นมาเห็นบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของตน

           ความรู้สึกนั้นช่างอ่อนหวาน จนนางไม่อยากจะเชื่อว่านี่คือความจริง

           “นอนเลยดีหรือไม่” เขาถาม “เจ้านอนก่อนก็แล้วกัน ข้าว่าจะไปอาบน้ำสักหน่อย”

           “เช่นนั้น หม่อมฉันจะไปถวายการปรนนิบัติ”

“เฮ้อ เจ้านี่นะ” จ้าวหนิงบีบจมูกภรรยาเบา ๆ “ข้าทำงานกลับมาเหนื่อย ๆ แทนที่จะให้ข้าพักผ่อน มาทำตัวน่ารักน่าสงสารเช่นนี้ แล้วจะได้พักผ่อนได้อย่างไรกัน”

“หม่อมฉัน...”

“มาเถอะ ข้าว่าคืนนี้ข้าคงจะไม่ได้พักผ่อนแล้วล่ะ” จ้าวหนิงลุกขึ้นยืนอย่างอารมณ์ดี “แช่น้ำกับเจ้าก็ไม่เลวเหมือนกัน”

“...”

“ดีจริง ๆ ที่วันนี้ข้าไม่เชื่อเกากงกงที่บอกให้ข้านอนค้างที่ตำหนักชินหรง กลับมาหาเจ้าแล้วดีกว่าจริง ๆ ด้วย ฮ่า ๆ ๆ”

สองสามีภรรยาเดินจูงมือกันไปยังห้องอาบน้ำ ก่อนกลับมายังห้องนอนที่จุดไฟตะเกียงสว่างไสว จ้าวหนิงให้สิทธิ์ในการตัดสินใจแก่หลันเซวียนว่าจะดับไฟหรือไม่ หญิงสาวจึงไม่ลังเลที่จะดับไฟจากตะเกียงทุกดวง

ในคืนที่มีจ้าวหนิงอยู่ด้วย ต่อมืดมิดสักเพียงใด ความหวาดกลัวก็มิอาจกล้ำกรายเข้ามาในใจของนางได้อีกต่อไป 

ความคิดเห็น