facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่13

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 343

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ย. 2563 23:20 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่13
แบบอักษร

13 

ราชสีห์ห่มหนังแกะ 

 

           เว่ยซิ่วอิงถูกยาที่มีฤทธิ์ทำให้ชาของเซี่ยเฉิงลี่เล่นงานตั้งแต่เมื่อไหร่นั้น นางเองก็หารู้ไม่ มารู้เอาก็ตอนที่สิ้นท่า มือไม้ไร้เรี่ยวแรงและความรู้สึก จนมิอาจจับกระบี่ได้ อีกทั้งร่างกายยังอ่อนแรงคล้ายจะทรุดลงตรงหน้าเขาได้ทุกเมื่อจนน่าโมโห ส่วนบุรุษสมควรตายผู้นั้นก็กำลังส่งยิ้มอย่างไม่กลัวตายมาให้นาง

           ตั้งแต่เล็กจนโต เว่ยซิ่วอิงดูถูกเซี่ยเฉิงลี่มาตลอด บุรุษผู้นี้เกิดในตระกูลแม่ทัพ ทั้งปู่ บิดา และพี่น้องผู้ชายคนอื่น ๆ ของเขาล้วนเป็นแม่ทัพกล้าแห่งแคว้นอิ๋ง แต่คุณชายไม่รักดีอย่างเซี่ยเฉิงลี่กลับไม่ใส่ใจการทหาร ไม่สนใจการต่อสู้ วัน ๆ เอาแต่เป็นบ้าเป็นบออยู่กับยา สมุนไพร แล้วก็ตำราแพทย์ หรือไม่ก็บันทึกทางการแพทย์ต่าง ๆ ที่ตัวเขาเป็นผู้ค้นพบ วันดีคืนดี ผู้ชายบ้าคนนั้นก็จะวิ่งออกจากบ้านไปหาศพไร้ญาติมาผ่าดูภายในด้วยความตื่นเต้น ราวกับว่าจะมีทองคำผุดออกมาจากซากศพอย่างไรอย่างนั้น

พูดให้ทุกคนพอเดานิสัยผู้ชายคนนี้ได้ง่าย ๆ ก็คือ นอกจากจะเป็นคนที่เอาสายเลือดนักรบไปทิ้ง แล้วยังมีนิสัยโรคจิตชอบผ่าศพกับชอบใช้ยาพิษเล่นงานผู้อื่นอีกด้วย!

           “ซิ่วอิง ข้าเคยสอนเจ้าไปตั้งหลายครั้งแล้วมิใช่หรือ การต่อสู้นั้นห้ามใช้กำลังเพียงอย่างเดียว” เซี่ยเฉิงลี่พูดพร้อมรอยยิ้มเป็นต่อ ชวนให้คนมองอยากพุ่งตัวไปชกหน้าเขานัก ทว่าอุปสรรคอย่างเดียวที่ทำให้เว่ยซิ่วอิงทำเช่นนั้นไม่ได้ก็คือ ยามนี้นางเริ่มรู้สึกชาไปหมดทั้งร่าง จนแทบจะขยับกายไม่ได้อยู่แล้ว

           “พบหน้ากันเจ้าก็รังแกนางแล้วหรือ” น้ำเสียงกลั้วหัวเราะของจ้าวหนิงเอ่ยถามราวกับชอบใจนัก

           ใช่สิ บุรุษสองคนนี้ชอบรวมหัวกันแกล้งนางมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว!

           “เอาล่ะ อย่ามัวมาเถียงกัน ลูกข้าเพิ่งจะนอนกลางวัน” องค์ฮ่องเต้ยกมือขึ้นห้ามทัพระหว่างองครักษ์กับหมอหลวงที่ต่างฝ่ายต่างก็กำลังอ้าปากเบิกความของตน “เฉิงลี่ เจ้ารีบแก้พิษให้ซิ่วอิงก่อนที่นางจะโวยวายจนลูกข้าตื่น”

           “ให้กระหม่อมเปลี่ยนจากแก้พิษเป็นวางยาที่ทำให้นางเป็นใบ้ชั่วคราวดีกว่าหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”

           “จะว่าไปก็จริงของเจ้า” จ้าวหนิงคล้อยตามในทันที

           “ฝ่าบาท!” เว่ยซิ่วอิงโวยวายเสียงดังลั่นตำหนัก

แม้นางกำนัลคนอื่นจะคุ้นเคยกับการที่ท่านองครักษ์ต่อล้อต่อเถียงกับองค์ฮ่องเต้ แต่การใช้เสียงที่ดังถึงเพียงนั้นกับนายเหนือเกล้า เกรงว่าหนิงกุ้ยเฟยที่ฝ่าบาทโปรดปรานยิ่งกว่าผู้ใดก็ยังไม่กล้าคิดฝันจะทำเช่นนี้เลยด้วยซ้ำ

           แต่องครักษ์เว่ยกลับทำได้!

           “เจ้าซิ่วอิง! หากเสี่ยวอินของข้าตื่นขึ้นมางอแง ข้าจะให้เฉิงลี่วางยาที่ทำให้เจ้าตัวบวมเหมือนตอนเป็นเด็ก!”

           เว่ยซิ่วอิงที่กำลังจะอ้าปากโวยวายยั้งปากของตนไว้ทันที

           ยานั่น... ยาที่เพียงแค่สัมผัสก็ทำให้ตัวบวมราวกับคางคกพองลม นางไม่เอาแล้ว ไม่เอาอีกแล้ว!

           เว่ยซิ่วอิงหน้าบึ้งหน้างอ ขยับปากขมุบขมิบด่าทอบุรุษทั้งสองอย่างไม่กลัวตาย การที่นางเป็นสตรีเพียงผู้เดียวที่โตมากับบุรุษสองคน ใช่ว่านางจะได้รับการปฏิบัติอย่างดี บุรุษขี้แกล้งสองคนนั้นไม่สมควรอยู่ใกล้กันอย่างที่สุด เพราะพวกเขามาเจอกันเมื่อใด เป็นต้องนำพาหายนะมาให้นางเสียทุกครั้ง

           เห็นที นางคงต้องหา ‘บุรุษรูปงาม’ ให้ได้อย่างจริงจัง แล้วเร่งหนีตามเขาไว ๆ เสียที

           

           เมื่อครบกำหนดที่แขกบ้านแขกเมืองทั้งหลายจะต้องเดินทางกลับแคว้นของตน คังอ๋องก็เข้าวังมาถวายบังคมลาจ้าวหนิง หากแต่เจตนาแท้จริงของเขานั้น กลับเป็นการมาเพื่อกล่าวลาสตรีผู้หนึ่ง ที่จนแล้วจนรอด เขาก็ยังไม่สามารถพานางกลับไปแคว้นเยวี่ยด้วยได้

           ดูเหมือนวาสนาเรื่องสตรีของเขาจะไม่ดีเอาเสียเลย

           “เซี่ยเฉิงลี่! เจ้าห้ามเล่นกับองค์หญิงแบบนั้นนะ!”

ทันทีที่ได้ยินเสียงใสกังวานต่อว่าผู้อื่นอย่างดุดัน คังอ๋องก็รีบหันไปมองตามต้นเสียงทันที ร่างเล็กปราดเปรียวในชุดทหารองครักษ์สีน้ำเงินกำลังเดินตามบุรุษร่างสูงในชุดขาวอย่างร้อนรน เมื่อเห็นว่าเขาอุ้มองค์หญิงน้อยขึ้นมานั่งบนบ่าที่สูงจนดูแล้วน่าจะเป็นอันตรายนั่น ทว่าองค์หญิงน้อยในชุดสีแดงสดกลับหัวเราะชอบใจ ราวกับการได้นั่งบนที่สูง ๆ เช่นนี้ช่างสนุกเหลือเกิน

“ยิ่งนับวัน เจ้าก็ยิ่งเหมือนหญิงชราที่ไม่รู้จะทำอะไรนอกจากหาเรื่องดุด่าลูกหลาน” อีกฝ้ายแสร้งทำท่าทางรำคาญใจ แต่สีหน้าและน้ำเสียงกลับบ่งบอกชัดว่ากำลังสนุกไม่แพ้องค์หญิงน้อย แต่ก็ไม่รู้ว่าเขากำลังสนุกกับเรื่องอะไรกันแน่ ระหว่างการเล่นกับเสี่ยวอินหรือการยั่วโทสะองครักษ์เว่ย

           กว่าจะรู้สึกตัว คังอ๋องก็เดินไปหาพวกเขาแล้ว

           “องครักษ์เว่ย” ชายหนุ่มเป็นฝ่ายเอ่ยทักก่อน

           “ท่านอ๋อง” เว่ยซิ่วอิงคำนับ เซี่ยเฉิงลี่เห็นดังนั้นจึงหันมาคำนับตามด้วยท่าทางที่ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ เพราะมีเด็กตัวกลม ๆ นั่งอยู่บนบ่า

           “เด็จอา!” เสี่ยวอินทักอย่างคุ้นเคย ทั้งยังเอื้อมมือไปแตะบ่าอีกฝ่าย เลียนแบบท่าทางของเสด็จพ่อยามตบบ่าท่านอาหมอ

           “ท่านผู้นี้คือ?” คังอ๋องมองเซี่ยเฉิงลี่เป็นเชิงถาม

           “ทูลท่านอ๋อง กระหม่อมคือเซี่ยเฉิงลี่ แพทย์หลวงประจำราชสำนักแห่งแคว้นอิ๋งพ่ะย่ะค่ะ”

           “เจ้าแซ่เซี่ย?”

           “พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมแซ่เซี่ย”

           “เจ้าเป็นอะไรกับแม่ทัพเซี่ย”

           “ทูลท่านอ๋อง แม่ทัพเซี่ยเป็นบิดาของกระหม่อม”

           คังอ๋องเลิกคิ้วสูงอย่างแปลกใจ บิดาเป็นแม่ทัพ เหตุใดบุตรชายจึงเป็นหมอหลวง แต่สิ่งที่น่าแปลกใจยิ่งกว่าก็คือ เหตุใดบุรุษผู้นี้จึงสามารถเล่นกับองค์หญิงน้อยได้อย่างสนิทสนมราวกับเป็นคนในครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างฮ่องเต้กับตระกูลเซี่ยเป็นเช่นไรกันแน่ แล้วหมอหลวงเซี่ยผู้นี้กับเว่ยซิ่วอิงเล่า สนิทสนมกันเพียงใด

           ทั้งคังอ๋องและเซี่ยเฉิงลี่ต่างมองกันและกันอย่าพิจารณา คังอ๋องเป็นบุรุษรูปงาม สุขุม ดูแข็งแกร่งเยี่ยงนักรบ สมชายชาตรี แต่เซี่ยเฉิงลี่นั้น แม้จะเป็นคนที่จัดว่ามีรูปร่างสูงมาก แต่ก็ไม่ใช่คนอกผายไหล่กว้าง ทั้งยังดูคล้ายคุณชายเจ้าสำราญ มองภายนอกก็ยิ่งดูอ่อนแอ แตกต่างจากคังอ๋องที่ดูเข้มแข็งสมเป็นแม่ทัพ

           น้อยคนนักที่จะรู้ว่า เซี่ยเฉิงลี่คือราชสีห์ห่มหนังแกะที่น่าหวาดกลัวคนหนึ่ง!

เว่ยซิ่วอิงมองบุรุษสองคนที่กำลังจ้องหน้ากันอย่างไม่เป็นมิตรโดยไม่มีเหตุผลแล้วรู้สึกแปลกใจยิ่งนัก พวกเขาเพิ่งจะเคยพบกันเป็นครั้งแรก มีอะไรให้ไม่ชอบหน้ากันหรือ

หวังว่าพวกเขาจะไม่อาจหาญเปิดศึกกันในวังหลวงหรอกนะ

“ท่านอาเดิน เดิน” เสียงเล็ก ๆ ของเสี่ยวอินที่นั่งอยู่บนบ่าของเซี่ยเฉิงลี่ ทำให้สติของบุรุษทั้งสองกลับคืนมา ยุติสงครามเย็นระหว่างพวกเขาได้อย่างทันท่วงที

“กระหม่อมคงต้องขอตัวก่อนพ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยเฉิงลี่กล่าว คังอ๋องรีบพยักหน้ารับ เพราะเขาเองก็กำลังรอเวลานี้อยู่

เซี่ยเฉิงลี่เดินไปทางตำหนักชินหรงกับเสี่ยวอิน โดยไม่ลืมหันกลับมามองคังอ๋องที่ยืนขวางทาง ‘คู่อริ’ ของตนอยู่ เว่ยซิ่วอิงขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างไม่พอใจนัก ขณะจ้องมองบุรุษตรงหน้าที่ไม่ยอมเปิดทางให้นางได้เดินไปต่อ

“ท่านอ๋อง กรุณาหลีกทางด้วยเพคะ หม่อมฉันต้องถวายอารักขาองค์หญิง”

“เขาอยู่กับหมอหลวงเซี่ยมิใช่หรือ มีอะไรน่าเป็นห่วงกัน” คังอ๋องถาม “หรือว่าหมอหลวงผู้นั้นไว้ใจไม่ได้”

“คนที่ไว้ใจเขาง่าย ๆ ตายไปนับไม่ถ้วนแล้วเพคะ” เว่ยซิ่วอิงพูดอย่างหงุดหงิด

เจ้าหมอเทวดานั่นรู้วิทยายุทธ์ระดับชั้นปลายแถว ไม่ได้มีวิชาลับหรือความเก่งกาจใดแอบแฝงอยู่สักนิด จนใครต่อใครต่างพากันประมาทเขา โดยหารู้ไม่ว่า ในตัวของเซี่ยเฉิงลี่นั้นเต็มไปด้วยพิษร้าย เพียงแค่เขาสะบัดข้อมือเบา ๆ ก็สามารถฆ่าศัตรูได้โดยไม่ต้องออกแรง

นางเห็นมาด้วยตาตนเอง สมัยที่ออกศึกร่วมกับเขา!

ทหารกล้าในกองทัพของจ้าวหนิงล้วนขนานนามเซี่ยเฉิงลี่ว่าเป็นราชสีห์ห่มหนังแกะ ภายใต้รอยยิ้มยียวน และท่าทางอ่อนแอไม่เอาไหนที่เขาแสดงออกมานั้นเป็นเพียงหน้ากาก หากประมาทบุรุษผู้นี้แม้แต่น้อย อาจจบชีวิตลงโดยที่ยังหัวเราะอยู่ก็เป็นได้

คังอ๋องได้ยินเว่ยซิ่วอิงพูดถึงเซี่ยเฉิงลี่เช่นนั้นก็รู้ได้ทันทีว่า หมอหลวงที่เขาหวาดระแวงผู้นั้นหาใช่คนที่จะประมาทได้ ตัวเว่ยซิ่วอิงเองก็ดูคล้ายจะสนิทสนมกับเซี่ยเฉิงลี่อยู่ไม่น้อย แม้จะดูคล้ายคนไม่ถูกกันก็ตาม

บางสิ่งที่ทั้งแสดงคนนั้นแสดงต่อกัน ทำให้ผู้มองสามารถรับรู้ได้ว่า ลึก ๆ แล้ว ทั้งเว่ยซิ่วอิงและเซี่ยเฉิงลี่ต่างก็ผูกพันกันอยู่!

คังอ๋องลอบถอนใจ ยังไม่ทันได้เริ่มต้น คู่แข่งก็ปรากฏตัวเสียแล้ว

“ท่านอ๋อง หากไม่มีธุระอะไรก็หลีกทางให้หม่อมฉันด้วยเพคะ” น้ำเสียงของเว่ยซิ่วอิงเริ่มไม่พอใจอย่างชัดเจน

ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้นาง ที่เอวของหญิงสาวมีป้ายหยกประดับอยู่ น่าเสียดายที่มิใช่ป้ายหยกที่เขามอบให้ แต่เอาเถิด อย่างน้อยหยกที่นางใช้ประดับนั้น ก็สลักตัวอักษรเป็นคำว่า ‘ภักดี’ ย่อมต้องเป็นของพระราชทานจากฮ่องเต้ หาใช่ป้ายหยกที่สลักตัวอักษรคำว่า ‘เซี่ย’ จากหมอหลวงบางคนเสียเมื่อไหร่

“เจ้าคิดได้หรือยังว่าอยากจะขอสิ่งใดจากข้า” ชายหนุ่มถามเสียงนุ่ม เว่ยซิ่วอิงจึงนึกเรื่องป้ายหยกของเขาขึ้นมาได้

“ท่านอ๋อง ป้ายหยกนี้ของท่านเป็นของล้ำค่าเกินไป หม่อมฉันรับไว้ไม่ได้” เว่ยซิ่วอิงนำป้ายหยกที่ตั้งใจจะคืนเขาออกมา “ขอท่านอ๋องโปรดรับคืนไปด้วยเพคะ”

คังอ๋องเพียงมองดู แต่ไม่ยอมรับคืน

“ข้าจะรับคืนก็ต่อเมื่อ เจ้าขอบางสิ่งจากข้า” เขายังคงยิ้มอย่างอ่อนโยน “ขอมาสิ อะไรก็ได้”

“หม่อมฉันไม่มีสิ่งใดจะทูลขอเพคะ” เว่ยซิ่วอิงปฏิเสธ นางมีทุกสิ่งที่ต้องการอยู่แล้ว จะให้นางขออะไรจากเขาอีกเล่า

“เช่นนั้น ข้าก็มอบป้ายหยกนี้ให้เจ้า”

“แต่...”

“ซิ่วอิง” คังอ๋องเรียกชื่อของนางออกมา ทำให้เว่ยซิ่วอิงถึงกับนิ่งชะงัก

นอกจากคนในครอบครัวแล้ว ผู้ที่กล้าเรียกนางว่าซิ่วอิง มีเพียงจ้าวหนิงกับเจ้าหมอหลวงสมควรตายแค่สองคน แต่คังอ๋องกลับเรียกออกมาได้อย่างเต็มปากเต็มคำและเป็นธรรมชาติ

นางกับเขาสนิทกันตั้งแต่เมือไหร่?

“เจ้าดูไม่ออกจริง ๆ หรือ ว่าข้าคิดเช่นไร” ชายหนุ่มถาม

“คิดเช่นไร? หมายความอย่างไรหรือเพคะ” เว่ยซิ่วอิงถามกลับอย่างพาซื่อ

นางใช้ชีวิตอยู่ในสนามและการต่อสู้ คุ้นเคยกับการกระทำโผงผางและตรงไปตรงมา ท่าทางสุภาพอ่อนโยนเช่นคังอ๋องนั้น นอกจากนางจะไม่คุ้นเคยแล้ว ยังไม่เข้าใจอีกด้วย

“ข้า...” คังอ๋องยังพูดไม่ทันจบ เว่ยซิ่วอิงก็หายใจติดขัดขึ้นมาเล็กน้อย ครู่ต่อมา เสียงใสกังวานของนางเล็กก็แปรเปลี่ยนเป็นเสียงเล็กแหลม

เสียงนั่น...ทำลายการได้ยินของคนฟังยิ่งนัก!

“เซี่ยเฉิงลี่!” แม้เสียงจะไม่น่าฟัง แต่หญิงสาวกลับแผดเสียงลั่น โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎระเบียบของวังหลวงเลยสักนิด “เจ้ากล้าวางยาข้า!”

เว่ยซิ่วอิงผละจากคังอ๋องอย่างไม่ห่วงมารยาทใดอีกต่อไป ยิ่งได้เห็นเซี่ยเฉิงลี่กับเสี่ยวอินที่อยู่ไม่ไกลกำลังหัวเราะกันตัวโก่งตัวงอก็ยิ่งรู้สึกอยากสังหารเจ้าหมอบ้านั่นนัก

“เซี่ยเฉิงลี่ เจ้ามันเป็นหมอสารเลว ต่ำช้า สมควรตาย กล้าใช้ยาร้ายกาจกับข้า ข้าจะไม่ให้เจ้าตายดี!”

เสียงของเว่ยซิ่วอิงเล็กลงเรื่อย ๆ ราวกับจะทิ่มแทงเข้าไปในหูของผู้ฟัง เกรงว่าเสียงแมวป่วยสำลักยังจะน่าฟังมากกว่าเสียงนางในยามนี้ด้วยซ้ำ ทั้งนางกำนัลและขันทีที่อยู่บริเวณนั้นต่างพากันปิดหูหนีเสียงที่อาจทำให้สูญเสียการฟังได้ ส่วนเซี่ยเฉิงลี่ที่อุ้มเสี่ยวอินวิ่งหนีเว่ยซิ่วอิง ก็กำลังเอามือปิดหูเด็กน้อยไม่ให้ฟังถ้อยคำหยาบคายจากท่านอาองครักษ์

คังอ๋องมองตามเซี่ยเฉิงลี่ที่ไม่รู้ว่าใช้ยาอันใดกับเว่ยซิ่วอิงอีก ทำให้เสียงของหญิงสาวเปลี่ยนไปเหมือนพวกเป็ดที่กำลังโมโห หลายคนต่างพากันหัวเราะจนจ้าวหนิงต้องออกมาเอ็ดตะโรยกใหญ่ ทั้งยังสั่งลงโทษตัวต้นเหตุความวุ่นวายทั้งสองคนให้ไปนอนในหนึ่งคุกมืดหนึ่งคืน

และในช่วงเวลานั้นเอง คังอ๋องและเซี่ยเฉิงหลินก็สบตากันและกันจากที่ไกล ๆ เซี่ยเฉิงลี่มีรอยยิ้มของผู้มีชัยปรากฏขึ้นที่มุมปาก ก่อนถูกนำตัวไปขังรวมกับเว่ยซิ่วอิง

คังอ๋องหรี่ตาลง สีหน้าเย็นชาขึ้นหลายส่วน หมอหลวงผู้นั้นมากเล่ห์เพทุบายเสียจนเขาไม่อยากจะปล่อยเว่ยซิ่วอิงไว้ใกล้ เกรงว่านางอาจจะ...

ไม่! เขาจะยอมแพ้เพียงเท่านี้ไม่ได้!

ดูเหมือนเขาจะต้องรีบหาทางกลับมาที่นี่ให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะมีสุนัขบางตัวมาขโมยหญิงสาวที่เขาหมายปองไปครอบครอง

เขาต้องกลับมายังแคว้นอิ๋งอีกครั้งเป็นแน่! 

ความคิดเห็น