facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 31 ความพยายามของ ซ่งจื่อฮุ่ย

ชื่อตอน : ตอนที่ 31 ความพยายามของ ซ่งจื่อฮุ่ย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 374

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ย. 2563 19:35 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 31 ความพยายามของ ซ่งจื่อฮุ่ย
แบบอักษร

ตอนที่ 31

 

ระหว่างที่ ซุน กำลังตกตะลึงกับเรื่องตระกูลเกาอยู่นั้น...  

เสียงหนึ่งก็ก้องดังมาจากห้องครัวด้านใน... 

 

“แยกย้ายกันไปทำงานได้แล้ว!! เจ้าหมีเล็ก ไปส่งแขกที่เรือนพัก...” สุ้มเสียงที่กังวานออกมา ชัดเจนว่าเป็นเสียงของ ซ่งไห่เฟิง... แน่นอนว่าในฐานะผู้อาวุโสสุดของตระกูลซ่ง ณ เวลานี้ ทุกคนที่ได้ยินไม่ว่าจะทำสิ่งใดอยู่ พลันรีบลุกขึ้นทันที ไม่เว้นแม้แต่หญิงสาว  

 

วาจาของ ซ่งไห่เฟิง มีอิทธิพลเสมอ... ถึงแม้ชายชราจะไม่ยอมรับตำแหน่งผู้นำตระกูล เพราะถือมั่นว่าตนในเวลานี้จัดเป็นตระกูลสายเลือดรอง สายเลือดหลักมีเพียงคนเดียวคือ ซ่งจื่อฮุ่ย แต่สถานะของชายชราก็เทียบเท่ารักษาการผู้นำ จนกว่าหญิงสาวจะมีความพร้อมมากกว่านี้... 

 

จากนั้นเสี่ยวเอ่อร่างกำยำ ก็ก้าวเดินตรงมายัง ซุน... มาได้รู้ภายหลังว่าชายผู้นี้มีสมญาถูกเรียกว่า เจ้าหมีเล็ก เนื่องด้วยขนาดตัวมิได้อวบอ้วนเฉกเช่น เจ้าหมีใหญ่ ที่ถูก ซุน เล่นงานในคราแรก... 

 

“ไปกันเถอะ...”  

 

ซุน เพียงฟังจากพลังเสียง และรัศมีที่แผ่รอบ ๆ กาย สามารถบอกได้ทันทีว่า เจ้าหมีเล็ก ผู้นี้ ถึงร่างกายจะดูเล็กกว่า เจ้าหมีใหญ่ แต่แท้จริงแล้วมันเกิดจากการฝึกฝนที่หนักหน่วงจนกล้ามเนื้อกระชับรัดตึง ดังนั้นในด้านฝีมือคาดว่าคงเหนือกว่า เจ้าหมีใหญ่ อย่างแน่นอน... 

 

เด็กหนุ่ม ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ... ยอมเดินตามไปโดยดี ซึ่งเรือนพักที่ถูกจัดเตรียม ก็ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับโถงอาหาร เป็นห้องซึ่งไม่ได้หรูหรา แต่ก็ไม่ได้ย่ำแย่ หากเทียบกับโถงไม้โทรม ๆ ของสถานศึกษาศาสตร์อักษรแล้วล่ะก็ ที่นี่ยังนับว่าดีถมไป...  

 

ซุน เชื่อว่าการที่ ซ่งไห่เฟิง ส่งเสียงออกมาย่ำเตือน ก็เพื่อขัดมิให้หญิงสาวหลุดปากพูดมากไปกว่านั้น เกี่ยวกับเรื่องราวภายในของตระกูลซ่ง อีกทั้ง ซุน ยังเป็นเพียงคนแปลกหน้าที่ไม่ทราบพื้นเพ...  

 

ต่อให้จะอยู่ลึกถึงด้านในครัว แต่ยอดฝีมืออย่าง ซ่งไห่เฟิง คงกระจายสัมผัสลมปราณได้ครอบคลุมทั่วทั้งเขตอาณาบริเวณตระกูลซ่ง ย่อมต้องได้ยินเรื่องราวทั้งหมดที่ทั้งสองผู้เยาว์ได้พูดคุยกัน หรือแม้แต่อากัปกิริยาที่ ซุน เผลอตัวตกตะลึงหลังได้ยินนามตระกูลเกา ก็คงมิรอดพ้นสัมผัสรับรู้ของชายชรา... 

 

“เฮ้อ... ครุ่นคิดมากไปก็ใช่ว่าดี อย่างไรก็ได้ล่วงรู้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับศัตรูมาแล้ว... ตระกูลซ่ง จะดำเนินอย่างไรต่อไป หรือลอบวางแผนการอะไรไว้... ข้าที่เป็นคนนอกคงไม่อาจสอดแทรก และแน่นอนว่าข้าเองก็ไม่คิดที่จะแกว่งเท้าหาเสี้ยน ยุ่งเรื่องของผู้อื่นอยู่แล้ว ลำพังเรื่องของอาจารย์ภาระข้าก็มากพอดู...” เด็กหนุ่ม กล่าวพึมพำกับตนเองในจิตสำนึก 

 

“ว่าแต่สุราที่เจ้าใช้กรอกปากเจ้าหมีใหญ่นั่น มันมีฤทธิ์ยังไงงั้นหรือ?!” เฒ่าชีเปลือย อดสงสัยไม่ได้จึงเอ่ยถามขึ้น เนื่องด้วยตัวของ เฒ่าชีเปลือย มองเห็นเพียงผ่าน ๆ เท่านั้น 

 

ทว่า ซุน กลับหัวเราะในลำคอเบา ๆ 

“หึหึ... ไม่มีอะไรทั้งนั้นแหละ หากข้าใช้สุราที่มีฤทธิ์เป็นพิษเล่นงานมันจริง ๆ ข้าก็ต้องสิ้นเปลืองสุราเพื่อสลายพิษให้เจ้าหมีใหญ่นั่นน่ะสิ?! สุราทุกหยดที่มีล้วนถูกหมักบ่มมาเนิ่นนานโดยเฉพาะกลุ่มสุราพิษ และสุราสลายพิษ ไม่ควรนำออกมาใช้พร่ำเพรื่อด้วยเรื่องไร้สาระ... 

 

สุราที่ข้ากรอกปากเจ้าอ้วนนั่นไป มันเป็นเพียงสุราฟื้นฟูเท่านั้น ไม่มีผลร้ายใด ๆ อีกทั้งขั้นตอนการหมักบ่มก็ค่อนข้างที่จะทำได้ง่าย แม้ตัวข้าเองก็สามารถหมักบ่มขึ้นได้ถ้ามีวัตถุดิบตรงตามตำรา...  

 

สุราดังกล่าวแม้จะเป็นสุราฟื้นฟู แต่ก็มีฤทธิ์ค่อนข้างจะรุนแรง ได้ยกไปสักจอกแล้วล่ะก็ รับรองว่าเมามายหมดสติราวกับตายไป 3 วัน เจ้านั่นร่างกายอ้วนท้วมถ้าโชคดีก็น่าจะแค่ 2 วัน ก็คงฟื้น กว่าจะถึงตอนนั้นข้าก็ไปไหนต่อไหนแล้ว...” 

 

ซุน มิได้ศึกษา วิถีเซียนเมรัย เพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น แต่ศึกษามันอย่างเจาะลึก... ดังนั้น ซุน จึงไม่ได้มีทักษะเพียงแค่ใช้งานไหสุราชนิดต่าง ๆ ที่นำมาด้วย แต่ยังศึกษารวมไปถึงการหมัก การบ่ม การกลั่น การต้ม ของสุราแต่ละชนิดจนจดจำขึ้นใจ โดยตั้งใจว่าหากไหสุราใดที่ตนดื่มกินเข้าไปจนพร่องโหว่ จะหาทางสร้างมันขึ้นมาทดแทนในภายหลังทั้งหมด เพราะ ซุน ถือว่าตนเองใช้มันโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจาก เหล่าซือ... 

 

ซุน ใช้การทรงร่างบ่อยครั้งในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ดังนั้นพลังวิญญาณและร่างกายจึงอ่อนแรงมาก ตัดสินใจนั่งสมาธิขั้นสูงเพื่อฟื้นฟู เป็นการเข้าฌานที่ค่อนข้างลึกเพื่อให้จิตใจสงบและฟื้นฟูไปถึงห้วงจิตวิญญาณ ดังนั้นสภาพจึงไม่ต่างกับการหลับลึก ปิดกั้นสัมผัสทั้งหมดช่วงระยะเวลาหนึ่ง...  

 

ผนวกกับสุราลมปราณที่ดื่มสั่งสมไว้มาตลอดหลายวัน คาดว่าคงเพียงพอที่จะทะลวงผ่านขั้นพลังได้อีกระดับแล้ว จึงเป็นการเข้าฌานไปพร้อม ๆ กับ โคจรวิถีเซียนเมรัย... กระบวนการทั้งหมดถือว่าอันตราย จำเป็นต้องให้ เฒ่าชีเปลือย ช่วยเฝ้าระวังในช่วงดังกล่าว หากเกิดเหตุร้ายยังพอดึงสติกลับมารับมือได้ทันท่วงที... 

 

กลางดึกในคืนนั้น... 

 

“บรรลุชนชั้นลมปราณสีคราม ขั้นที่ 2” 

 

ซุน ลืมตาตื่นอย่างช้า ๆ ทั้งการฟื้นฟูจิตวิญญาณ และการทะลวงผ่านล้วนไม่ติดขัด... ทั้งยังไม่มีเหตุการณ์ร้ายใด ๆ เกิดขึ้น ดูท่าแล้วทางตระกูลซ่งไม่มีความคิดที่จะลอบเล่นงาน ซุน ในช่วงเวลาดังกล่าวจริง ๆ ทั้งหมดนั้นเพื่อแสดงถึงความจริงใจ หรือเป็นเพราะหวั่นใจว่า เจ้าหมีใหญ่ จะตกตายก็มิทราบได้ 

 

เด็กหนุ่ม เห็น เฒ่าชีเปลือย กำลังยิ้มย่องเฝ้ามองออกไปนอกหน้าต่างเรือน จึงอดไม่ได้ที่จะหันมองตามไปด้วยในทิศทางนั้น... สิ่งที่เห็นอยู่ไกลลิบตา เป็นภาพของหญิงสาวใต้แสงจันทร์ ที่เหงื่ออาบท่วมร่าง พยายามกวัดแกว่งขวานใหญ่ที่ไม่สมกับรูปร่างของนางเลยสักนิด แน่นอนว่านางมิใช่ใครอื่น นอกเหนือจาก ซ่งจื่อฮุ่ย... 

 

จากวิญญาณ เฒ่าชีเปลือย อยากจะเปลี่ยนเป็นวิญญาณ เฒ่าชีกอ แล้วงั้นหรือ?! ถึงได้เอาแต่จดจ้องสาวแรกรุ่นเช่นนั้น...” ซุน กล่าวเหน็บแนมขึ้น 

 

“หึหึ... สาวงามเหงื่ออาบท่วมอาภรณ์ เป็นบุรุษคนใดก็ต้องชอบจ้องมอง ภาพเจริญสายตา...” เฒ่าชีเปลือย กล่าวพลางยกมุมปากสูง 

 

ซุน เองก็มิได้เอ่ยแย้ง เพราะตนเองก็ไม่อยากละสายตาเช่นกัน... ยิ่งมองก็ยิ่งอยากเข้าไปดูให้ใกล้มากขึ้น จึงตัดสินใจโดดออกจากหน้าต่างเลือน แอบลอบเข้าไปใกล้ทีละนิด... สาวเจ้าไม่ทันรู้ตัว นางยังคงเพ่งสมาธิไปที่การฝึกฝน แต่กระนั้นก็ดูเหมือนว่านางยังทำออกมาได้ไม่ดี ท่วงท่ายังดูติดขัด เงอะงะ ทั้งยังกวัดแกว่งได้เชื่องช้า อ่อนกำลัง ใครเห็นก็บอกได้ว่านางไม่เหมาะกับขวานใหญ่เล่มนั้นอย่างที่สุด หากเปลี่ยนเป็นกระบี่ ยังจะดูดีเสียกว่า... 

 

“นั่นเรียกว่าเสียมารยาทมิใช่หรือ?!” สุ่มเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง ทำเอา ซุน ต้องสะดุ้งตัวเล็กน้อย ก่อนจะพบว่าเป็นชายชรา ซ่งไห่เฟิง ที่กำลังส่งสายตาตำหนิ ที่ ซุน กำลังพยายามแอบมองหลานสาวตนฝึกฝน 

 

เด็กหนุ่มพลางยิ้มแห้ง ๆ ออกมา เกาศีรษะเบา ๆ 

“หากจะบอกว่ามิได้ตั้งใจก็ดูจะเป็นการโป้ปด... แต่ข้ามิได้มีเจตนาร้ายใด ๆ นอกจากเฝ้ามอง” 

 

ซ่งไห่เฟิง หดนัยน์ตาแคบลง ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ 

“เอาเถอะ... ข้าจะไม่ตำหนิเจ้า อย่างไรเสียพวกเราก็ยังเป็นฝ่ายติดค้าง...” 

 

สุดท้ายแล้ว กลับกลายเป็น ซุน และชายชรานั่งคู่กันบนชานเรือนหลังเล็ก เฝ้าดูหญิงสาวฝึกฝน ระยะนั้นห่างไกลเกินกว่าที่สาวเจ้าจะรู้ตัว ว่ามีคนเฝ้ามองนางอยู่... ตัว ซุน อาจจะเฝ้ามองเพื่อเจริญสายตา แต่สำหรับชายชรา ดูคล้ายจะมองด้วยความกังวลเสียมากกว่า จนได้ยินเสียงถอนหายใจเป็นระยะ... 

 

“นางดูไม่เหมาะสมกับขวานนั่นเลย... ใยท่านยังดึงดันสอนให้กับนาง?!” ซุน โพล่งถามขึ้น 

 

ชายชราส่ายศีรษะเบา ๆ 

“ข้ามิได้สอน... ไม่มีใครในตระกูลซ่ง คิดอยากให้นางจับขวานนั่น... มีแต่ตัวนางเองต่างหาก ที่ยังคงยึดติด ว่าตระกูลตกต่ำลงก็เพราะตนเอง นางจึงพยายามที่จะฝึกฝน เพลงขวานวายุตระกูลซ่ง ให้สมบูรณ์ชำนาญ ทั้งที่มันมิได้เหมาะสมกับนางสักนิดเดียว... 

 

ทุก ๆ คืนนางจะแอบออกมาฝึกฝนเพียงลำพังเช่นนี้ แม้พวกเราทุกคนในตระกูลจะพยายามห้ามปรามนาง แต่ก็ไม่เป็นผล โดยเฉพาะช่วงใกล้ งานเทศกาลของเมืองบุปผาแดง นางก็ยิ่งฮึกเหิมมากขึ้น นางจะฝึกกวัดแกว่งเช่นนั้นไปจนกว่าจะไม่เหลือกำลังยกขวาน นางถึงจะยอมหยุดได้... ในแต่ละค่ำคืนไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วยาม(4 ชม.)” 

 

ซุน เผยดวงตากลมโตขึ้นทันที ก่อนจะเหลียวมองไปยังหญิงสาวอีกครั้ง ด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้... เริ่มที่จะสังเกตเห็น ว่าในทุก ๆ ครั้งที่นางยกขวานกวัดแกว่ง คือการใช้พลังที่ถูกรีดเค้นออกมาจากทั้งร่าง สภาพเช่นนี้ฝึกฝนได้เกินครึ่งชั่วยาม(1 ชม.)ก็นับว่าเก่งมากแล้ว... 

 

“ท่านกล่าวว่านางฝึกหนักขึ้นเพราะงานเทศกาล?! มันเกี่ยวข้องอันใดกับนางงั้นหรือ?!” 

 

ชายชรา ส่ายศีรษะเบา ๆ 

“ก็ไม่เชิงว่าเกี่ยวข้อง... แต่ในทุก ๆ ครั้งที่มีงานเทศกาลของเมืองบุปผาแดง จะมีการประลองในระดับรุ่นเยาว์ที่ช่วงวัยไม่เกิน 20 ขวบปี โดยแต่ละพรรคตระกูลภายในเมืองบุปผาแดง จะสามารถส่งตัวแทนเข้าประลองได้ 

 

ปีนี้ ซ่งจื่อฮุ่ย อายุ 19 ย่าง 20 ปี นางเป็นคนเดียวในตระกูลซ่งที่สามารถเป็นตัวแทนเข้าประลองได้ และอาจจะเป็นการประลองครั้งสุดท้ายของนางอีกด้วยในฐานะผู้เยาว์ นางจึงตั้งความหวังเอาไว้เป็นอย่างยิ่ง ว่าจะใช้งานประลองนี้เชิดชูตระกูลซ่ง ให้กลับมีชื่อเสียงขึ้นมาอีกครั้ง... 

 

เจ้าก็น่าจะเห็นว่าการดัดแปลงพื้นที่ตระกูลเป็นโรงเตี้ยมเล็ก ๆ ที่ห่างไกลเขตชุมชน มันแทบไม่มีผลกำไรหรือรายได้เท่าใดนัก เพียงพอที่จะอยู่กันไปวัน ๆ เท่านั้น... นางในฐานะสายเลือดตระกูลหลัก จึงมีความฝันที่จะเปิด สำนักตระกูลซ่ง เพื่อรับศิษย์เข้าสำนักสร้างรายได้ให้กับตระกูล หากนางทำให้ เพลงขวานวายุตระกูลซ่ง ผงาดขึ้นมาด้วยการเอาชนะการประลองครั้งนี้ ก็จะยิ่งสร้างแรงดึงดูดให้เหล่าผู้เยาว์เข้ามาสนใจ...” 

 

ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจได้ทันที ว่าเพราะอะไรนางจึงโหมหนักฝึกฝนเช่นนี้... 

“โอกาสที่นางจะชนะมีมากน้อยเพียงใด...” 

 

ชายชราได้แต่ส่งเสียง หึหึ ในลำคอ... 

“เพลงขวานวายุตระกูลซ่ง เป็นทักษะที่มุ่งเน้นความหนักหน่วง และความรุนแรงในแต่ละกระบวนท่า เหมาะสมกับการรับมือศัตรูจำนวนมากในสมรภูมิรบเสียมากกว่า... ไม่เหมาะกับการประลอง 1 ต่อ 1 เท่าใด เพราะมีท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่เชื่องช้าเกินไป... 

 

นางอายุ 19 ปี พื้นฐานลมปราณอยู่ในชั้นลมปราณสีน้ำเงินขั้นที่ 2 แม้ไม่จัดว่าแย่ แต่ก็ยังห่างไกลกับกลุ่มที่เป็นอัจฉริยะของทวีป หากเทียบระดับเหล่าผู้เยาว์ภายในเมืองบุปผา อย่างมากนางก็คงไปได้แค่รอบ 8 คนสุดท้ายเท่านั้น...” 

 

ซุน ได้ฟังเช่นนั้น ก็แอบนึกเป็นห่วง เห็นความพยายามของนางแล้ว ก็อดเป็นกำลังใจให้ไม่ได้... เด็กหนุ่มยกเต้าสุราขึ้นกระดกเป็นระยะ มองการฝึกฝนของหญิงสาวมิต่างกับแกล้มสายตา... ก่อนจะพบว่าข้าง ๆ ตน มีสายตาของชายชราที่จดจ้องมองมาด้วยความสนใจ... 

 

“มีอะไรงั้นหรือ?!” 

 

“สุราที่เจ้าพกพานั้น มิใช่สุราธรรมดาใช่หรือไม่?! กลิ่นของมันดูจะรุนแรงจนแผดเผาลำไส้ แต่ทุกครั้งที่ได้กลิ่น กลับสัมผัสได้ถึงความปลอดโปร่งอย่างน่าประหลาด...” ชายชราเอ่ยทักขึ้น เนื่องด้วยเวลานี้ชายชราก็กำลังร่ำสุราของตนเองอยู่เช่นกัน 

 

เด็กหนุ่ม เผยรอยยิ้มเจอจาง ก่อนจะนำเต้าสุราของตน เทลงจอกสุราของ ซ่งไห่เฟิง ครึ่งจอก... กลิ่นสุราคละคลุ้งขึ้น จนชายชรามิอาจละสายตาจากจอกสุรานี้ได้... 

 

ผู้อาวุโส ก็ลองชิมดูสักคำเป็นอย่างไร?!” 

 

………………………………… 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว