facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะคะ : )

บทที่12 เพื่อนใหม่ของเสี่ยวอิน

ชื่อตอน : บทที่12 เพื่อนใหม่ของเสี่ยวอิน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 385

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ย. 2563 21:16 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่12 เพื่อนใหม่ของเสี่ยวอิน
แบบอักษร

12 

เพื่อนใหม่ของเสี่ยวอิน 

 

คังอ๋องและคณะทูตที่มาถวายบรรณาการมีกำหนดพักอยู่ในแคว้นอิ๋งราวหนึ่งเดือน ในแต่ละวัน หากแม้มิได้เข้าวังมาสนทนาหารือเรื่องการบ้านการเมืองของตนกับฮ่องเต้ ก็จะออกไปเยี่ยมชมเมืองเว่ยเหลียง ซึ่งก็คือเมืองหลวงแห่งแคว้นอิ๋ง โดยทางราชสำนักจะจัดคนไว้คอยให้การดูแลในทุก ๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็นการท่องเที่ยวชมเมือง ความเป็นอยู่ในที่พัก หรือแม้กระทั่งเรื่องการรักษาความปลอดภัย

และคังอ๋องก็ได้ทูลขอให้เว่ยซิ่วอิงไปเป็นผู้อารักขาให้เขาชั่วคราว

“เจ้าว่าอย่างไร” จ้าวหนิงลองหยั่งเชิงถามองครักษ์หญิงของตน

“หม่อมฉันน่ะหรือจะอารักขาเขา! หากแม้มิใช่เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ของสองแคว้น หม่อมฉันคงตัดคอเขาไปตั้งแต่ที่เขาลอบส่งจดหมายให้[1]พระชายาแล้ว!”

จ้าวหนิงมองประเมินเว่ยซิ่วอิง แม้ปฏิกิริยาของนางจะดูไม่เหมือนคนมีใจให้คังอ๋อง แต่เขาก็ยังไม่วางใจเท่าไรนัก จิตใจสตรียากแท้หยั่งถึง เขาไม่กล้าคาดเดาอารมณ์และความรู้สึกของสตรีหน้าไหนทั้งนั้น กระทั่งความคิดของหลันเซวียนกับเสี่ยวอินเขาก็ยังเดาไม่ออกเลย

ความคิดของพวกนางซับซ้อนเกินไป!

ทว่าแม้จ้าวหนิงจะปฏิเสธไม่ให้เว่ยซิ่วอิงไปคอยอารักขาคังอ๋อง ด้วยเหตุผลที่ว่านางเป็นหัวหน้าองครักษ์ของตำหนักเลี่ยงซิ่ว และเป็นองครักษ์คนสนิทของหลันเซวียน แต่คังอ๋องก็ยังไม่ยอมแพ้ หาเรื่องมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้บ่อย ๆ ทั้งที่มาแต่ละครั้ง ก็ใช่ว่าจะได้เจอเว่ยซิ่วอิงเสียทุกครั้งไป ส่วนมากแล้วจะไม่ได้เจอเสียมากกว่า แต่เขาก็กลับขยันหาเรื่องเข้าวังได้ทุกวี่ทุกวันอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย

ช่างน่ารำคาญยิ่งนัก!

           

ในช่วงเช้าวันหนึ่งที่อากาศดีเป็นพิเศษ ห้องเครื่องก็ทำขนมที่เคี้ยวง่าย ๆ มาให้เสี่ยวอินลองชิม เด็กน้อยเพิ่งเคยกินเต้าฮวยเนื้อนุ่มใส่ผลไม้เป็นครั้งแรก ก็รู้สึกว่าขนมที่กินนั้นช่างอร่อยเหลือเกิน นางจึงร้องหาแต่เสด็จพ่อ แล้วชี้ไปที่ถ้วยเต้าฮวย คล้ายจะบอกว่า ‘เสี่ยวอินกินแล้วอร่อยมาก เสี่ยวอินอยากให้เสด็จพ่อกินด้วย!’ หลันเซวียนจึงจำต้องพาเจ้าตัวเล็กประคองถ้วยใส่เต้าฮวยที่คล้ายจะหลุดจากมือป้อม ๆ ได้ตลอดเวลาไปยังตำหนักชินหรง ประจวบเหมาะกับที่คังอ๋องและอ๋องคนอื่น ๆ เพิ่งจะกลับออกมาจากตำหนักส่วนพระองค์ของจ้าวหนิงพอดี

“[2]พระนางกุ้ยเฟย” อ๋องทุกคนค้อมศีรษะให้หลันเซวียน เช่นเดียวกับที่นางเองก็ค้อมศีรษะทำความเคารพพวกเขา เสี่ยวอินเอียงคอมองผู้คนมากมายตรงหน้า แล้วฉีกยิ้มกว้าง พร้อมชูมืออวดเต้าฮวยโรยผลไม้หลากสีในมือ

“ฮวย...ฮวยหร่อย” เด็กหญิงร้องบอกเสียงใส

บรรดาอ๋องทั้งหลายต่างพากันหัวเราะออกมาด้วยความเอ็นดู เสี่ยวอินเห็นทุกคนหัวเราะก็ยิ่งชอบใจที่ได้อวดของดีให้คนอื่นเห็น จึงชูถ้วยใส่เต้าฮวยผลไม้ขึ้น ๆ ลง ๆ จนถ้วยกระเบื้องเคลือบลายดอกเบญจมาศหลุดจากมือ

“ระวัง!” ทั้งเว่ยซิ่วอิงและคังอ๋องต่างร้องขึ้นพร้อมกัน ขณะเข้ามาช่วยกันรับถ้วย

คังอ๋องเป็นผู้รับถ้วยเต้าฮวยได้ก่อน ในขณะที่เว่ยซิ่วอิงตามเข้ามารับทีหลัง มือของนางช้อนอยู่ใต้มือใหญ่ของอีกฝ่าย หญิงสาวรีบสลัดมืออกมาด้วยสีหน้ารังเกียจ หากแต่สองข้างแก้มกลับแดงเรื่อขึ้น

“ฮวย เอาฮวยมา” เสี่ยวอินร้องบอก นั่นเป็นเต้าฮวยของเสด็จพ่อ นางจะยอมให้ผู้อื่นมาเอาเต้าฮวยของเสด็จพ่อไปไม่ได้

คังอ๋องที่เผลอมองเว่ยซิ่วอิงอย่างลืมตัว รีบส่งถ้วยเต้าฮวยคืนให้เด็กน้อยที่รับกลับไปอย่างหวงแหน ชายหนุ่มยกมือขึ้นเกาท้ายทอย รู้สึกเหมือนตนเป็นคนร้ายแย่งขนมเด็กอย่างไรอย่างนั้น

“เสี่ยวอิน ขอบพระทัยเสด็จอาก่อนสิลูก” หลันเซวียนก้มลงสอน

“ทัยเด็จอา ทัย ๆ” ไม่พูดเปล่า แต่ศีรษะเล็ก ๆ ยังก้มลงคำนับ จนหน้าเกือบจะจมหายลงไปในถ้วยใส่เต้าฮวย คังอ๋องเกือบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ถึงจะเป็นการหัวเราะด้วยความเอ็นดู แต่การหัวเราะเด็กน้อยที่กำลังคำนับตนอาจทำให้เจ้าตัวงุนงงก็ได้ ดังนั้น เขาจึงต้องพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้เสียงหัวเราะหลุดลอดออกมา

ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องยากที่เดียว

หลังจากที่เสี่ยวอิน ‘ทัยเด็จอา’ เสร็จ ก็เดินนำเข้าไปในตำหนักชินหรงโดยไม่รอผู้ใด หลันเซวียนต้องรีบคำนับอ๋องทุกคน แล้วก้าวตามเจ้าตัวเล็กไปอย่างรวดเร็ว โดยมีนางกำนัลและองครักษ์หญิงทั้งหมดติดตามไปด้วย

คังอ๋องมองตามเว่ยซิ่วอิงแล้วยิ้มที่มุมปาก ตลอดชีวิตของเขาหามีสตรีใดแสดงท่าทีรังเกียจเขามาก่อน องครักษ์หญิงผู้นั้นเป็นคนแรกที่ทำเช่นนี้ อีกทั้งนางยังหาทางปฏิเสธเขาในทุก ๆ ทางอยู่ตลอดเวลา เขาพยายามสืบประวัตินางเท่าที่จะทำได้ จึงได้ทราบว่า นางเป็นคุณหนูใหญ่ที่กำเนิดในตระกูลนักรบ ปู่และลุงของนางเป็นแม่ทัพ บิดาของนางก็เป็นพระอาจารย์สอนวิชาการต่อสู้ขององค์จักรพรรดิ แต่เพราะติดตามรับใช้จ้าวหนิงมาเนิ่นนาน เว่ยซิ่วอิงจึงยังไม่ได้ออกเรือนเสียที ทั้งที่อายุมากถึงยี่สิบปีแล้ว

ไม่รู้ว่าระยะเวลาหนึ่งเดือนจะเพียงพอให้เขาสามารถนำนางกลับไปยังแคว้นเยวี่ยด้วยได้หรือไม่ แต่หากครั้งนี้ไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร เพราะเขายังมีโอกาสที่จะได้มาแคว้นอิ๋งอีกหลายครั้ง ถึงเวลานั้นก็ได้แต่หวังว่า นางจะยังไม่ออกเรือนกับใครไปเสียก่อน

ในตำหนักชินหรง จ้าวหนิงกำลังกินขนมที่เจ้าตัวเล็กของเขาพยายามป้อนให้ ปกติเสี่ยวอินยังกินอะไรด้วยตัวเองแทบไม่ได้ ไม่ว่าจะหยิบจะตักสิ่งใดใส่ปาก ไม่มีสักครั้งที่ไม่หก ยามนี้ชุดสีทองปักลายมังกรที่เคยดูสง่างามจึงเลอะเทอะไปหมด แต่ผู้เป็นพ่อกลับยิ้มแย้ม รอคอยให้ลูกน้อยป้อนเต้าฮวยสีขาวเนื้อนุ่มให้อย่างมีความสุข

“หร่อย” เสี่ยวอินพูดเอง เมื่อจ้าวหนิงกินเต้าฮวยหมดถ้วย...หากไม่นับที่หกอยู่ตามพื้นและบนเสื้อของเขา

“อืม อร่อยมาก” ชายหนุ่มลูบศีรษะเล็กเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู

วันนี้เว่ยซิ่วอิงไม่ได้ตามเข้ามาก่อกวนจ้าวหนิงเช่นทุกวัน เพราะต้องคอยอารักขาอยู่หน้าประตู อ๋องจากต่างแคว้นมารวมตัวกันที่ตำหนักชินหรงมากเกินไป ไม่รู้ว่าป่านนี้กลับไปกันหมดแล้วหรือยัง หรือมีใครที่ไม่หวังดีปะปนมาหรือเปล่า ในฐานะที่นางเป็นหนึ่งในองครักษ์ เว่ยซิ่วอิงจึงต้องคอยระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลอบทำร้ายขึ้นได้

“เมื่อครู่พวกเจ้าได้พบคังอ๋องหรือไม่” จ้าวหนิงถามหลันเซวียนที่กำลังช่วยเช็ดเสื้อผ้าให้เขา

“เพคะ ตอนที่เสี่ยวอินทำถ้วยเต้าฮวยหลุดมือ คังอ๋องก็เข้ามาช่วยรับไว้ได้ทัน”

“เหตุใดจึงเป็นคังอ๋อง เจ้าซิ่วอิงไปทำอะไรอยู่”

“องครักษ์เว่ยยืนอยู่ด้านหลังหม่อมฉัน ส่วนคังอ๋องอยู่หน้าเสี่ยวอินจึงรับได้ไวกว่า แต่องครักษ์เว่ยก็ไม่ช้าไปกว่ากันนักเพคะ นางเองก็เข้ามาช่วยรับถ้วยไว้ได้พร้อม ๆ กับคังอ๋อง”

“รับได้พร้อมกันหรือ” จ้าวหนิงพึมพำเบา ๆ พยายามนึกภาพชายหญิงคู่หนึ่งที่ช่วยกันรับถ้วยเต้าฮวย

แม้จะดูตลกอยู่บ้างและไม่ได้หวานชื่นเหมือนการเกี้ยวพานทั่วไป แต่เหตุการณ์นั้นก็ทำให้คนสองคนได้ใกล้ชิดกันมิใช่หรือ

“เจ้าว่าซิ่วอิงดูชอบคังอ๋องหรือไม่” ชายหนุ่มถาม คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันทำให้เขาดูราวกับ ‘พี่ชาย’ ที่กำลังจะถูกบุรุษอื่นมาแย่งชิง ‘น้องสาว ‘ไปจากครอบครัว

“เท่าที่เห็นในตอนนี้ ดูเหมือนจะไม่นะเพคะ” หลันเซวียนอมยิ้มให้กับใบหน้าบึ้งตึงของคนตรงหน้า

ที่ผ่านมา แม้จ้าวหนิงกับเว่ยซิ่วอิงจะหาเรื่องทะเลาะถกเถียงกันได้ไม่เว้นแต่ละวัน แต่หลันเซวียนก็พอมองออกว่าทั้งสองผูกพันกันไม่น้อย ยามที่จ้าวหนิงโมโหจัด คล้ายจะไม่ยอมฟังเสียงผู้ใด ก็ยังยอมฟังเสียงของเว่ยซิ่วอิง องครักษ์หญิงคนอื่น ๆ รวมถึงอันมามาเคยเล่าให้หลันเซวียนฟังว่า สมัยที่จ้าวหนิงยังเป็นเด็ก เขาเติบโตมาอย่างโดดเดี่ยว ไม่สนิทสนมกับพี่น้องร่วมสายเลือด เพราะองค์ชายองค์หญิงทั้งหลายล้วนแต่พยายามต่อสู้แย่งชิงให้ได้มาซึ่งอำนาจ เว่ยซิ่วอิงที่เติบโตมาด้วยกันกับจ้าวหนิงจึงเรียกได้ว่าเป็นทั้งสหายและเป็นพี่น้องร่วมเป็นร่วมตายของเขา แม้เขาจะทำราวกับรำคาญนางสักเพียงใด แต่ในใจของเขานั้นกลับไม่ได้รำคาญนางแม้แต่น้อย

สิ่งที่เขากำลังทำอยู่ตอนนี้ เห็นได้ชัดเจนที่สุด

“ตอนนี้ยังไม่ชอบ แต่ต่อไปก็ยังไม่แน่” จ้าวหนิงพูดอย่างหงุดหงิด “ดูเหมือนข้าจะต้องหาบุรุษรูปงามมาสู้กับคังอ๋องเสียหน่อยแล้ว”

รอยยิ้มร้ายกาจปรากฏขึ้นที่มุมปากขององค์จักรพรรดิ หลันเซวียนถึงกับลอบถอนใจเบา ๆ ไม่รู้ว่านางควรสงสารใคร ระหว่างคังอ๋องที่กำลังจะโดนกีดกัน หรือเว่ยซิ่วอิงที่ดูเหมือนจะออกเรือนได้ยากเหลือเกิน

ไม่กี่วันต่อมา จ้าวหนิงก็เรียกตัวหมอหลวงมากฝีมือที่ผู้คนต่างกล่าวขานกันว่าเป็นหมอเทวดา ให้เข้ามาตรวจร่างกายให้เสี่ยวอิน ทั้งที่เจ้าตัวเล็กของเขาเพิ่งได้รับการตรวจไปเมื่อไม่นานมานี้ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของผู้เป็นสามีทำให้หลันเซวียนมั่นใจเต็มสิบส่วนว่า เขาจะต้องมีแผนการบางอย่างที่ไม่ได้บอกนางอย่างแน่นอน

ชายหนุ่มรูปร่างผอมสูงในชุดสีขาวไร้ลวดลาย ใบหน้าสะอาดสะอ้านหมดจดดึงดูดสายตาของเหล่านางกำนัลทุกคน ตั้งแต่นางกำนัลน้อยไปจนถึงนางกำนัลอาวุโส

สองเท้าที่กำลังก้าวเดินเข้ามาในตำหนักเลี่ยงซิ่วนั้นดูไม่รีบร้อน สบายอกสบายใจจนน่าหมั่นไส้ราวกับไม่ได้มาเพื่อเข้าเฝ้าฮ่องเต้ นัยน์ตาดอกท้อที่เป็นประกายวิบวับกวาดมองทุกคนรอบกาย แล้วส่งยิ้มไปให้อย่างทั่วถึง ท่าทางที่ดูเจ้าชู้ดุจคุณชายเจ้าสำราญ ทำให้นางกำนัลทั้งหลายพากันหน้าแดงและต้องก้มหน้าหลบสายตาคู่นั้นด้วยความเขินอาย ทว่าชายหนุ่มกลับยังคงไม่หุบยิ้มสักนิด ในสายตาของบุรุษด้วยกัน อาจมองว่าเขาช่างดูน่าหมั่นไส้จนอยากจะลองแลกหมัดด้วยสักที หากในสายตาของสตรีที่ยังอ่อนต่อโลก บุรุษผู้นี้กลับดูน่าหลงใหลยิ่งนัก

“ถวายบังคมฝ่าบาท พระชายา และองค์หญิงน้อยพ่ะย่ะค่ะ”

แม้เขาจะผอมสูง แต่ก็ไม่ได้ดูเก้งก้าง ยามถวายคำนับองค์จักรพรรดิจึงคงไว้ซึ่งท่วงท่าสง่างามดังบุรุษชั้นสูง

หลันเซวียนเข้าใจเจตนาของจ้าวหนิงในฉับพลัน!

สามีของนางกำลังหา ‘ชายงามเจ้าเสน่ห์’ มาล่อลวงเว่ยซิ่วอิงให้ติดกับ แทนที่จะให้องครักษ์หญิงไปหลงรักคังอ๋องแล้วต้องแต่งออกไปต่างเมืองเป็นแน่แท้

“ไม่ต้องมากพิธี” จ้าวหนิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง ก่อนหันมาแนะนำกับหลันเซวียน “นี่คือหมอหลวง ‘เซี่ยเฉิงลี่’ หมอเทวดาแห่งแคว้นอิ๋ง เป็นทั้งพี่น้องและสหายของข้าที่ออกศึกด้วยกันมานับครั้งไม่ถ้วน”

“ยินดีที่ได้รู้จักหมอหลวงเซี่ย” หลันเซวียนยิ้มอย่างอ่อนโยน

เสี่ยวอินวิ่งไปหาเซี่ยเฉิงลี่ด้วยสองขาสั้นป้อม จนเซี่ยเฉิงลี่ต้องลงนั่งชันเข่าเบื้องหน้าเด็กน้อย

“เสี่ยวอิน” เด็กหญิงชี้ไปที่ตัวเองเพื่อแนะนำตัว

“ยินดีที่ได้รู้จักพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมเซี่ยเฉิงลี่” ชายหนุ่มพูดอย่างเอ็นดู เสี่ยวอินหัวเราะเสียงใส พลางใช้มือแตะตัวเซี่ยเฉิงลี่เพื่อทำความรู้จัก

“เดินทางเป็นอย่างไรบ้าง” จ้าวหนิงเอ่ยถาม เนื่องจากเซี่ยเฉิงลี่ออกเดินทางเสาะแสวงหายอดสมุนไพรสำหรับนำมาใช้ปรุงยารักษาโรคนานถึงห้าปีเต็ม และเพิ่งมาถึงเมืองหลวงวันนี้เป็นวันแรก

“ทูลฝ่าบาท การเดินทางราบรื่นดีพ่ะย่ะค่ะ ระหว่างทาง กระหม่อมยังได้ขนมน้ำตาลปั้นมาถวายองค์หญิงน้อยด้วย” พูดจบ เขาก็หยิบน้ำตาลปั้นรูปกระรอกออกมาส่งให้เสี่ยวอิน เด็กหญิงรีบรับมาด้วยความดีใจ นางยังไม่รู้จักกระรอก แต่รู้ว่าของที่อยู่ในมือของตนนั้นน่ารักมาก เสี่ยวอินเงยหน้าขึ้นมองเซี่ยเฉิงลี่ แล้วกระโดดกอดเขา แทนคำพูดบอกให้รู้ว่า ‘เสี่ยวอินชอบท่านอามากเลยนะ’

เซี่ยเฉิงลี่นิ่งไปเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นมองจ้าวหนิงเป็นเชิงขออนุญาต เมื่อเห็นนายเหนือเกล้าพยักหน้าให้ เขาจึงโอบกอดร่างเล็กตอบ เรียกเสียงหัวเราะคิกคักของเด็กตัวกลม ๆ ได้เป็นอย่างดี

“ของเสี่ยวอิน” เสี่ยวอินวิ่งเอาน้ำตาลปั้นกลับไปอวดเสด็จพ่อกับเสด็จแม่

“เจ้าก็ยังหลอกเด็กได้เก่งนัก” จ้าวหนิงว่า “เอาล่ะ เจ้าช่วยตรวจร่างกายให้ลูกข้าหน่อย ดูว่านางแข็งแรงดีหรือไม่”

“พ่ะย่ะค่ะ” เซี่ยเฉิงลี่ตอบรับ แล้วเดินเข้าไปขอจับชีพจรเจ้าตัวเล็กที่ยอมส่งมือให้เขาแต่โดยดี ผิดกับหมอหลวงคนก่อนหน้านี้ ที่กว่าจะตรวจร่างกายให้เสี่ยวอินได้ก็ถึงกับต้องปาดเหงื่อ

“ทูลฝ่าบาท องค์หญิงน้อยร่างกายแข็งแรงดี แต่ดูเหมือนร่างกายจะมีไอเย็นอยู่บ้าง หากองค์หญิงสวมถุงเท้ายามนอนได้ ก็จะดีขึ้นพ่ะย่ะค่ะ”

“ได้ ขอบคุณท่านหมอมาก ข้าจะให้นางสวมถุงเท้าตอนเข้านอนทุกคืน” หลันเซวียนกล่าว

ทั้งหมดพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ ระหว่างนั้น เสี่ยวอินก็ไถลตัวลงจากตักของเสด็จพ่อ แล้วไปนั่งอยู่บนตักของเซี่ยเฉิงลี่ เพราะเขามีลูกกวาดหลากสีหลายรสชาติมอบให้ โดยแพทย์หลวงมากความสามารถบอกกับจ้าวหนิงและหลันเซวียนว่า ลูกกวาดเหล่านี้ล้วนมียาบำรุงร่างกายสำหรับเด็ก องค์หญิงกินมากหน่อยก็ไม่เป็นไร สำคัญคือต้องไม่ลืมดูแลทำความสะอาดคราบน้ำตาลที่อาจเกาะอยู่ในช่องปาก

กว่าเสี่ยวอินจะยอมให้ ‘ท่านอาคนใหม่’ ออกจากตำหนักเลี่ยงซิ่วได้ก็ปาไปเกือบสองชั่วยาม เด็กน้อยดีใจที่มีเพื่อนใหม่มาเล่นด้วย จึงไม่อยากให้เขากลับ กระทั่งตนเองง่วงจนฝืนไม่ไหว หลันเซวียนจึงได้โอกาสพาเจ้าตัวเล็กไปนอน แล้วให้เซี่ยเฉิงลี่กลับไปก่อนที่เสี่ยวอินจะรู้ตัว

เมื่อเซี่ยเฉิงลี่เดินออกมาจากตำหนักเลี่ยงซิ่ว ก็ได้พบกับ ‘คู่ปรับเก่า’ กำลังยืนมองเขาอย่างไม่เป็นมิตร ชายหนุ่มยิ้มยียวนขณะเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายด้วยท่าทางยั่วโทสะ

“ซิ่วอิง เป็นเจ้าเองหรือนี่” เซี่ยเฉิงลี่เป็นฝ่ายทักก่อน เขากับนางไม่ได้เจอกันมาห้าปีแล้ว ทว่าอีกฝ่ายกลับดูไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด ยังดูเหมือนเป็นเด็กสาววัยสิบสี่สิบห้าเหมือนที่เขาจดจำได้

“หากเป็นข้า แล้วเจ้ามีปัญหาอะไรไหม” อีกฝ่ายถามกลับอย่างไม่เป็นมิตร เหตุที่นางไม่ยอมเข้าไปเล่นกับเสี่ยวอินในตำหนักเลี่ยงซิ่วเหมือนทุกวัน ก็เพราะทราบว่าหมอหลวงที่หายหน้าหายตาไปหลายปีผู้นี้ถูกเรียกมาตรวจร่างกายให้เสี่ยวอินนั่นเอง

“ไม่เจอกันตั้งนาน ได้ยินว่าเจ้าก็ยังคงไม่ได้ออกเรือนเสียที”

“เซี่ยเฉิงลี่!” เว่ยซิ่วอิงกัดฟันกรอด ใบหน้าแดงก่ำ “ข้าถวายการอารักขาฝ่าบาท สงครามที่ผ่านมาก็ตามเสด็จไปร่วมรบ ไหนเลยจะมีเวลาเที่ยวเตร็ดเตร่หาความสำราญอย่างเจ้า!”

เซี่ยเฉิงลี่ยิ้มกวน ขณะชูนิ้วชี้ขึ้นมาแกว่งไปมาคล้ายปฏิเสธ

“ใครว่าข้าออกเที่ยวเตร็ดเตร่ ข้าอุตส่าห์ออกเดินทางเพื่อเสาะแสวงหายอดสมุนไพรมาปรุงยาตามที่ฝ่าบาทมีรับสั่งให้ข้าทำ อีกทั้งระหว่างทาง ข้ายังช่วยเหลือผู้คนมากมายใต้หล้าโดยไม่คิดค่าตอบแทน นี่เรียกว่าข้าหาความสำราญตรงไหนกัน”

องครักษ์หญิงเบ้หน้า ไม่เชื่อที่เขาเล่าแม้แต่น้อย

“กล้าพูดหรือไม่เล่า ว่าไม่มีสตรีใดยอมพลีกายให้เจ้าเพื่อตอบแทนที่ท่านหมอเทวดายอมให้การรักษา”

“โอ้” ชายหนุ่มทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ร้ายกาจอย่างที่สุด “นี่เจ้าถามเหมือนภรรยาที่กำลังหึงสามีเลยนะ”

“เซี่ยเฉิงลี่!” เว่ยซิ่วอิงคว้าที่ด้ามกระบี่ แต่ยังไม่ทันจะได้ชักออกมา มือไม้ของนางก็อ่อนแรงไปดื้อ ๆ หญิงสาวจ้องมองบุรุษร้ายกาจตรงหน้าด้วยท่าทางโกรธจัด

“เจ้าคนสารเลว! เจ้าวางยาข้าอีกแล้ว!”

เซี่ยเฉิงลี่ยิ้มอย่างไม่กลัวตาย พร้อมมองเว่ยซิ่วอิงอย่างเป็นต่อ

ซิ่วอิงเอ๋ย เจ้ามีวรยุทธ์สูงส่งแล้วอย่างไร ชาตินี้ทั้งชาติ เจ้าก็ยังไม่เคยเอาชนะข้าได้สักครั้ง

 

[1] ทั้งเฟยและกุ้ยเฟย อยู่ในชั้นยศที่เรียกว่า Consort หรือพระชายา ในชั้นยศที่ต่ำกว่านี้จะเรียกว่า Concubine

หรือพระสนม แต่คนไทยเราจะคุ้นเคยกับการเรียกพระภรรยาของจักรพรรดิที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งจักรพรรดินีว่า “พระสนม” ทั้งหมด แต่สำหรับในเรื่องนี้ จะขออนุญาตเรียกให้เห็นถึงการเปลี่ยนตำแหน่งของหลันเซวียนอย่างชัดเจน ดังนั้น เมื่อหลันเซวียนได้เลื่อนตำแหน่งจาก หนิงเฟย เป็น หนิงกุ้ยเฟย จึงจะขอเปลี่ยนคำเรียกจาก พระสนม เป็น พระชายา ทั้งนี้หากจะลำดับตามจริง เฟย กล่าวได้ว่าเป็นตำแหน่ง พระชายา ในขณะที่ กุ้ยเฟย เป็นตำแหน่งของพระชายาชั้นเอกหรือพระอัครชายา

 

[2] พระนางกุ้ยเฟย มาจากคำว่า ‘กุ้ยเฟยเหนียงเหนียง’ คำว่า ‘เหนียงเหนียง’ ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยจะใช้คำว่าพระนางทั้งซีรีส์ ภาพยนตร์ รวมไปถึงหนังสือ เป็นคำเรียกให้เกียรติพระภรรยาในองค์จักรพรรดิ หากเป็นตำแหน่งที่ต่ำกว่าเฟย จะไม่สามารถใช้คำว่าเหนียงเหนียงหรือพระนางได้

ความคิดเห็น