facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 29 ตระกูลซ่ง

ชื่อตอน : ตอนที่ 29 ตระกูลซ่ง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 345

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ย. 2563 13:29 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 29 ตระกูลซ่ง
แบบอักษร

ตอนที่ 29

 

“ที่นี่แหละ...” หญิงสาว กล่าวขึ้นมาพามาถึง 

 

ซุน ขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นสภาพของโรงเตี้ยมนี้ มันดูไม่เหมือนกับโรงเตี้ยมเท่าใดนัก คล้ายเป็นเรือนใหญ่ของตระกูลหนึ่งเสียมากกว่า แล้วจึงถูกดัดแปลงให้มาเป็นโรงเตี้ยมในภายหลัง โดยรวมจัดว่าค่อนข้างทรุดโทรม และห่างไกลจากตัวชุมชนมาพบสมควร... 

 

ป้ายขนาดใหญ่หน้าทางเข้า สามารถมองเห็นเป็นตัวหนังสือที่เจือจางและขาวซีดจนอ่านได้ยากยิ่ง  

“ตระกูลซ่ง?” 

 

หญิงสาว เห็นเด็กหนุ่มค้างชะงักไปก็รีบจับข้อมือ กึ่งดึงกึ่งลากเข้าไปด้านใน ราวกับว่านางหวั่นใจว่าแขกผู้นี้จะหนีหายเฉกเช่นแขกคนอื่น ๆ ก่อนหน้า หลังมาเห็นสภาพโรงเตี้ยม... ซึ่งความจริงแล้ว ซุน ไม่ได้คิดเช่นนั้น แต่สิ่งที่ทำให้เด็กหนุ่มฉุกใจ คือชื่อตระกูลซ่ง และความประหลาดของเรือนหลังนี้เสียมากกว่า 

 

อาณาบริเวณและพื้นที่ของเรือนหลังนี้ ช่างดูขัดแย้งกับสภาพที่เสื่อมโทรมยิ่งนัก... เนื่องด้วยการจะมีพื้นที่ระดับนี้ในกำแพงของเมืองใหญ่ได้ จะต้องมิใช่คนธรรมดาสามัญ... ซึ่งหากเป็นตระกูลที่ใหญ่โตจริง ๆ ใยปล่อยให้เรือนทรุดโทรม?! อีกทั้งยังต้องลำบากมาดัดแปลงเป็นโรงเตี้ยม?! 

 

ซุน ติดนิสัยช่างสังเกตเป็นเอกลักษณ์  

สิ่งใดผิดหูผิดตาเพียงเล็กน้อย ก็อดที่จะคิดไม่ได้... 

 

“เชิญด้านใน ข้าจะนำม้าไปเก็บให้เอง...” หญิงสาวกล่าวด้วยรอยยิ้ม 

 

“รบกวนด้วย...” เด็กหนุ่ม กล่าวสั้น ๆ ตอบรับด้วยรอยยิ้มเช่นนั้น ก่อนจะก้าวเดินไปยังเรือนด้านหน้าที่ถูกจัดเตรียม คล้ายโถงห้องอาหารขนาดย่อม ๆ เฉกเช่นโรงเตี้ยมสามัญ แต่ดูจากความสดของลายไม้ เชื่อว่าคงเพิ่งถูกสร้างได้ไม่นานผิดกับสภาพของเรือนหลังอื่น ๆ ที่ดูทรุดโทรม 

 

ด้านในมีคนคอยต้อนรับอีก 2 คน เป็นเสี่ยวเอ่อหนุ่มฉกรรจ์ ร่างกายดูกำยำเกินกว่าจะคอยยกจานอาหาร และสุรามาคอยส่งให้แขก... ส่วนอีกคนเป็นชายชรา แต่กายเสมือนพ่อครัวหากแต่แววตากลับคมกริบประหนึ่งคันศรยามจ้องมอง นอกเหนือจาก ซุน แล้ว ยังมีแขกอยู่อีก 4-5 คน นั่งกระจายอยู่ภายในโถงห้องอาหารนี้ แต่ในทุกโต๊ะล้วนแล้วแต่มีเพียงสุราจอกหนึ่งวางเบื้องหน้า... 

 

“นี่เจ้าเด็กน้อย...” เฒ่าชีเปลือย เอ่ยทักขึ้น 

 

“อืม... ข้ารู้แล้ว... ขอดูอีกสักระยะว่าพวกมันจะมาไม้ไหน...” ซุน ตอบรับเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงบนโต๊ะตัวหนึ่ง ซึ่งอยู่มุมด้านนอก... 

 

ไม่นานเท่าใดนัก ชายร่างท่วมที่พกพาขวานใหญ่ ก็แบกขวานพาดบ่าตรงมายังที่โต๊ะของ ซุน... ใบหน้านอกจากจะดุดันแล้ว ยังมีรอยบากเด่นชัดเพิ่มรัศมีความน่ากลัวขึ้นไปอีกหลายเท่า... 

“ไอหนู!! ไม่คุ้นหน้าเลย? คนต่างถิ่นงั้นหรือ” น้ำเสียงของชายร่างท่วม ออกไปในแนวคุกคาม 

 

ทว่า ซุน กลับเผยรอยยิ้มเจอจางขึ้น... 

“ถูกแล้ว... ข้าเป็นคนต่างถิ่น ไม่มีญาติพี่น้องใด ๆ ในเมืองแห่งนี้ด้วยซ้ำ” 

 

ชายร่างท่วมได้ยินเช่นนั้นก็เผยรอยยิ้ม เหลียวไปสบตากับคนอื่น ๆ ด้านหลังเล็กน้อยประหนึ่งสัญญาณอันดี การลงมือกับคนต่างถิ่นหมายถึงการไม่สร้างปกปักษ์กับคนในเมืองนี้ โอกาสที่จะเกิดปัญญากับคนของทางการ และเจ้าเมือง ก็จะยิ่งลดน้อยลงตามไปด้วย...  

 

ชายร่างท่วม ค่อย ๆ หันกลับมามองอีกครั้งยังเด็กหนุ่ม  

ตั้งใจจะขู่เข็ญให้ใจฝ่ออีกสักเล็กน้อย... 

 

แต่ทว่า... 

 

หมับ! 

 

พริบตานั้นเอง มือขวาของ ซุน พุ่งตรงดุจอสรพิษฉก... จับคว้าคร่ากุมที่ซอกคอของชายร่างท่วมอย่างแม่นยำ... ดวงตาของเด็กหนุ่มหดแคบจดจ้องเขม็ง รอยสักมหิงสา(กระทิง)ที่ด้านหลัง สาดประกายขึ้น พร้อมกับเงาร่างกระทิงใหญ่ที่ถูกดึงเข้าไปทับซ้อน เป็นการทรงร่างที่ลดพิธีขั้นตอน จากความชำนาญที่เพิ่มพูน... 

 

จังหวะนั้นเอง เส้นโลหิตทั่วร่างของเด็กหนุ่มพลันปูดบวมขึ้น แผ่รัศมีกระทิงเปลี่ยว พลังกำลังทั่วร่างเกิดการยกระดับ... ก่อเกิดภาพที่ดูขัดแย้ง เมื่อเด็กหนุ่มร่างสันทัดที่มองดูแล้ว ไม่น่าจะมีน้ำหนักเกินกว่า 140 ชั่ง(70 กก.) ใช้มือข้างเดียวคร่ากุมลำคอ พร้อมยกของชายร่างท่วมที่หนักไม่น้อย 250 ชั่ง(125 กก) จนปลายเท้าลอยสูงจากพื้น ใบหน้าของชายร่างท่วมเต็มไปด้วยความทุรนทุรายมิอาจหายใจ กระทั่งขวานที่พกพายังไม่มีโอกาสได้กวัดแกว่ง หล่นร่วงสู่พื้น... 

 

“ก็เพราะข้าเป็นคนต่างถิ่นนี่แหละ... หากสังหารผู้ใดไป ก็สามารถหายเข้ากลีบเมฆ...” ซุน เค้นเสียงเย็นชา สายตาดุจเดือนดับเต็มไปด้วยอำนาจคุกคาม 

 

เหล่าผู้คนทั้งโถงอาหาร ใบหน้าตกตะลึงสุดกู่ เร่งจับคว้าอาวุธแหลมคม!! 

 

“ปะ...ปล่อยตัว เจ้าหมีใหญ่ เดี๋ยวนี้!!” ชายชราที่คล้ายพ่อครัว เป็นคนแรกที่แผดเสียงขึ้น 

 

“ได้สิ...” ซุน กล่าวตอบเสียงเรียบเฉย ก่อนจะปล่อยร่างของชายร่างท้วนกระแทกลงสู่พื้น... ซึ่งเวลานี้มันได้หมดสติไปแล้ว จากการขาดอากาศหายใจชั่วขณะ และหวาดกลัวต่อความตาย ดูแล้วขวัญอ่อนกว่าภาพลักษณ์ที่เห็นมากนัก 

 

จากนั้น ซุน พลันหยิบขวานใหญ่ที่ตกข้างกาย... เด็กหนุ่มหมุนควงมันดุจไร้น้ำหนัก ทั้งที่ชายร่างท้วมยังต้องจับสองมือให้มั่นหากหยิบใช้งาน... ก่อนจะยกคมขวานจ่อไปที่ลำคอของชายร่างท่วม สายตาของเด็กหนุ่มแตกต่างไปจากในตอนที่ก้าวเข้ามาในโรงเตี้ยม ประหนึ่งเป็นคนละคน ใครเห็นก็เชื่อว่าเด็กหนุ่มมีความกล้าที่จะลงมือสังหาร หากถูกกดดัน... 

 

ซุน จับสังเกตได้ว่าทุกคนในโถงอาหารเวลานี้ มีแววตาที่เป็นห่วงชายร่างท่วมผู้นี้อยู่ไม่น้อย... อีกทั้งยังเรียกขานในนาม “เจ้าหมีใหญ่” ซึ่งดูคล้ายเป็นการเรียกขานด้วยความเอ็นดูจากผู้ชรา มักมีใช้เรียกลูกหลานรูปร่างอ้วนท่วม 

 

หากจับจ้องพิจารณา ก็บอกได้ว่าทุกคนในโรงเตี้ยม มีใบหน้าที่ละหม้ายคล้ายกันอยู่ไม่น้อย... ทำให้เด็กหนุ่ม ส่งเสียง หึหึ ก้องในลำคอเบา ๆ 

ที่แท้... ก็ตระกูลมิจฉาชีพ...” 

 

“!!!!!!!!!” ทุกคนได้ยินเช่นนั้น พลันมีโทสะฉายขึ้น แต่ด้วยสภาพที่ ซุน สามารถตัดศีรษะชายร่างท่วมได้ตลอดเวลา จึงไม่มีผู้ใดกล้าขัดขืน บ่งบอกว่ามีความกลมเกลียวระหว่างภายในไม่น้อย 

 

ทางด้านหญิงสาว ที่แสร้งเอาม้าไปเก็บด้านหลัง ได้เฝ้ารออยู่ด้านนอกมาสักระยะแล้ว... ปกติเพียงแค่ไม่กี่อึดใจ เด็กหนุ่มแก่เรียนใบหน้าซื่อ ๆ ที่นางมักล่อลวงเข้ามา ก็จะต้องยอมทิ้งของมีค่าเอาไว้ และวิ่งหัวซุกหัวซุนภายใต้การถูกข่มขู่จากเจ้าหมีใหญ่... 

 

หากแต่ครั้งนี้ เกิดความผิดพลาดประการใดมิทราบได้ ผ่านไปสักระยะก็ยังไม่มีเงาร่างของเด็กหนุ่ม วิ่งพรวดออกมาเฉกเช่นทุกครา... นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะสืบเท้าเข้ามาจากด้านหลังโถงอาหาร และเมื่อนางได้เห็น ซุน ในเวลานี้ ทำให้ใบหน้าของนางซีดเซียวลง... 

 

“ซ่งจือฮุ่ย!! นี่เจ้าไปพามารร้ายตนใด เข้ามากัน!!” หนึ่งในกลุ่มคน เอ่ยถามนางขึ้น 

 

“ขะ...ข้า ก็เลือกเด็กหนุ่มใบหน้าซื่อ ๆ ที่มาจากต่างถิ่นเฉกเช่นทุกที...” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นไหว 

 

ซุน ถอนหายใจหนักหน่วง พลางยกเต้าสุราขึ้นกระดกหนึ่งคำ... 

“เลือกใช้มารยาหญิงสาว ล่อลวงคนต่างถิ่น นางแต่งกายรัดกุมมิให้เหมือนเหล่านางโลม เพื่อลดความประหม่าของเหยื่อ ตีสนิทอย่างเป็นกันเองเพื่อชักจูง บอกตามตรงว่านางทำได้ไม่เลว คงมีคนถูกหลอกมาแล้วไม่น้อยเลย.... 

 

ภายในโถงอาหาร มีการกระจายกลุ่มคนอย่างเหมาะสม เลือกใช้เจ้าอ้วนที่รูปลักษณ์ภายนอกดูน่ากลัวที่สุดในการเข้ากดดัน หากเหยื่อยังดื้อดึงขัดขืนก็พร้อมจะส่งคนเข้ามาเสริมเรื่อย ๆ จนกว่าเหยื่อจะหวาดกลัว ยอมให้ปลดทรัพย์ง่ายได้ ไม่มุ่งเน้นการต่อสู้ 

 

เป็นการจัดฉากที่ทำได้ดีที่เดียว... น่าเสียดายที่พวกเจ้าลงทุนต่ำไปนิด หากแต่ละโต๊ะมีอาหารและสุราจะแนบเนียนกว่านี้... รวมถึงเจ้าอ้วนที่นอนหมดสติอยู่ตรงนี้ด้วย มันโตแต่ตัวอวดโอ้ขวานยักษ์ แต่เนื้อแท้แล้วใจเสาะขวัญอ่อน ต้องเหลียวมองด้านหลังเพราะกลัวพรรคพวกจะเข้ามาช่วยไม่ทัน จนเปิดช่องว่างมากมาย... สุดท้ายก็เล่นงานได้แต่คนขวัญอ่อนด้วยกันเท่านั้น...” 

 

“!!!!!!!!!!” ทุกคนเบิกตากว้างตกตะลึง ไม่คิดว่าเด็กหนุ่มจะมองการณ์ขาดมาเสียแต่แรกแล้ว ทว่าก็ยังยินยอมเข้ามาที่ดี โดนหอบหิ้วความมั่นใจมาอย่างเต็มเปี่ยม มองมุมใดก็มิใช่เด็กหนุ่มสามัญ... 

 

“เจ้าหมีใหญ่ แม้จะใจเสาะ แต่ก็เป็นถึงผู้ใช้ลมปราณชนชั้นสีน้ำเงิน ใยจึงถูกเล่นงานได้ง่ายดายปานนั้น... เจ้าเด็กนี่มันเก็บซ่อนเขี้ยวเล็บมิดชิด เป็นผู้เยาว์มีฝีมือ ทั้งยังไหวพริบน่ากลัว หากจะกล่าวโทษ ก็คงต้องโทษพวกเราเอง... ที่เลือกกรงกระต่าย มาขังพยัคฆ์...” ชายชราทอดถอนหายใจ 

 

ซุน ตัดสินใจลงมือว่องไว ไม่ลังเล เพราะรู้ดีว่าในกลุ่มคนเหล่านี้ ก็มียอดฝีมือรวมอยู่ด้วยเช่นกัน ดังนั้นการได้ชายร่างท่วมเป็นตัวประกันเสียแต่เนิ่น ๆ ย่อมชิงความได้เปรียบในพริบตา ไม่มีผู้ใดกล้าเคลื่อนไหว... 

 

เด็กหนุ่ม ยกมุมปากสูง... 

“อดีตตระกูลขุนนางระดับสูงอย่างตระกูลซ่ง เมื่อสิ้น ซ่งหยุนไห่ ก็ตกต่ำไร้ราคาถึงเพียงนี้เชียวหรือ?! เปลี่ยนจากตระกูลขุนนางใหญ่ ไปเป็นโจรกระจอกที่รีดไถแต่คนต่างถิ่น หากใครรู้เข้าคงสมเพชเวทนาพวกเจ้าอยู่พิลึก...” 

 

“!!!!!!!!!!!!” อีกครั้งที่ทำพูดของ เด็กหนุ่ม ทำให้ทุกคนใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ แววตาของทุกคนแปรเปลี่ยนไปในฉับพลันเมื่อนามของ ซ่งหยุนไห่ ก้องดังออกมา... 

“จะ...เจ้ารู้จักชื่อเสียงตระกูลซ่ง?! รู้จักอดีตผู้นำตระกูล ซ่งหยุนไห่ งั้นหรือ!!” 

 

ซุน พยักหน้าตอบรับ จดจำได้ถึงข้อมูลในตำราที่เคยศึกษา... 

“อดีตยอดฝีมืออับดับ 1 แห่งเมืองบุปผาแดง ผู้ช่วยมือขวาของเจ้าเมืองฉี... 40 ปีก่อน บุกเพียงลำพังพิชิตกองโจรสายลมดำ สังหาร 124 ศพ... 35 ปีก่อน เป็นแม่ทัพต้านศึก กองทัพเจ้าเมืองเมฆดำแห่งมณฑลเฮย จวบจนสงครามสิ้นสุดเกิดเป็นพันธมิตรระหว่างสองมณฑล... 23 ปีก่อนยกกำลังพิชิต สัตว์อสูรทะเลชนชั้นลมปราณสีส้ม ได้เป็นผลสำเร็จ 

 

แต่เกิดเรื่องเศร้าขึ้นถูกโรคระบาดเล่นงาน หมดวาสนาไปเมื่อ 19 ปีก่อน ... เป็นหนึ่งในบุคคลระดับตำนานของเมืองบุปผาแดง ในยุคนั่นใครบ้างไม่รู้จัก... ขวานวายุโลหิต ซ่งหยุนไห่ ยอดขุนศึกแห่งเมืองบุปผาแดง... 

 

เมื่อได้ยิน ซุน กล่างถึงประวัติความเป็นมา สีหน้าของทุกคนภายในโถงอาหารแห่งนี้ล้วนแล้วแต่เศร้าสลดอย่างชัดเจน... โดยเฉพาะตัวของหญิงสาวอย่าง ซ่งจือฮุ่ย นางถึงกับมิอาจกลั้นน้ำตา ทำให้ ซุน งุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นไม่น้อย แต่ก็พอจะคาดเดาได้กว่ากลุ่มคนเหล่านี้ น่าจะเป็นสายเลือดตระกูลซ่ง ที่ยังหลงเหลือ...  

 

ชายชราที่เหมือนพ่อครัว ค่อย ๆ ก้าวเดินมายัง ซุน... เด็กหนุ่มไม่กล้าประมาท ทุกคนภายในโถงอาหารแห่งนี้ ซุน พอที่จะชี้วัดความแข็งแกร่งมองเห็นขอบเขตพลังได้อยู่บ้าง เว้นก็เสียแต่ชายชราผู้นี้ ที่ ซุน ไม่อาจใช้สัมผัสลมปราณคาดคะเนได้เลย... 

 

อย่าเข้ามาใกล้กว่านั้น...” ซุน กดคมขวานลงใกล้คอของชายร่างท่วมมากยิ่งขึ้น 

 

ชายชราถอนหายใจ... 

“ใจเย็นก่อน... ข้าต้องการเจรจาต่อรอง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของพวกเราที่หลอกลวงเจ้ามาก็จริง หากแต่เจ้าน่าจะสังเกตได้ ว่าพวกเรามีเพียงเจตนาข่มขู่เพื่อปล้นชิงของมีค่าบางส่วนเท่านั้น ไม่ได้มีเป้าหมายจะลงมือกับผู้ใด...  

 

เนื่องด้วยหากคิดที่จะลงมือหนักหน่วงถึงขั้นสังหาร... ข้าก็คงเป็นผู้ลงมือเองไปแล้ว ทุกอย่างก็จะจบสิ้นในชั่วพริบตาเดียว...” 

 

ซุน กดหัวคิ้วลงต่ำในทันที เห็นถึงออร่าอันมหาศาลที่แผ่ล้นออกมาจากร่างของชายชราผู้นี้ ซึ่งมันได้ทำให้ ซุน ถึงกับเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ๆ อาภรณ์เปียกชุ่มในเวลาแค่ไม่กี่ลมหายใจเข้าออก... ตั้งแต่เริ่มเรียนรู้และเข้าใจถึงสัมผัสลมปราณ ซุน ก็พอจะเริ่มชี้ชัดถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายได้บ้างแล้ว... 

 

ชายชราผู้นี้ น่าจะแข็งแกร่งสูสีกับ พ่อบ้านตระกูลฉี... ฉีจิ้นฝู 

 

“ชนชั้นลมปราณสีส้ม!! นี่ท่านเป็นใครกัน?!”  

ซุน อดไม่ได้ที่จะเอ่ยทักขึ้นพร้อมด้วยตาที่เบิกกว้าง 

 

“นามข้าคือ ซ่งไห่เฟิง... เป็นน้องชายของ ซ่งหยุนไห่ ที่เจ้ากล่าวถึงเมื่อครู่นี้อย่างไร...” ชายชรา กล่าวขึ้นตามตรง... 

 

.............................................. 

 

**แจ้งล่วงหน้า วันที่ 4-5 ที่จะถึงนี้ ไม่ได้อัพนิยายนะครับ เพราะไรท์ต้องขับรถไปต่างจังหวัด จึงขอแจ้งเป็นไม่อัพไว้ก่อน... แต่หากมีเวลาเพียงพอในการเขียน ก็จะพยายามอัพให้ได้วันละ 1 ตอนนี้ ขอบคุณครับ Free-J** 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว