facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่11 หนิงกุ้ยเฟย

ชื่อตอน : บทที่11 หนิงกุ้ยเฟย

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 376

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.ย. 2563 19:40 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่11 หนิงกุ้ยเฟย
แบบอักษร

11 

หนิงกุ้ยเฟย 

 

           ขณะที่คังอ๋องกำลังจะออกจากตำหนักชินหรง เขาก็พบกับสตรีรูปร่างหน้าตาหมดจดในชุดองครักษ์ยืนอยู่หน้าประตูตำหนัก

           หญิงสาวรูปร่างสูงปราดเปรียวในชุดสีน้ำเงินเข้มที่คังอ๋องเห็น แม้จะมิได้แต่งกายงดงามเฉิดฉายเช่นคุณหนูตระกูลใหญ่ แต่ก็ยังมองออกว่าเป็นคนมีชาติตระกูล ใบหน้าที่ไร้การแต่งแต้มสีสันใด ๆ ดูงดงามเป็นธรรมชาติ ที่เอวบางมีกระบี่ในด้ามฝักฝังอัญมณีคล้องอยู่ แสดงให้เห็นว่านางเป็นองครักษ์ระดับสูงที่ได้รับการไว้วางใจจากฮ่องเต้ หาไม่ คงไม่สามารถพกพาอาวุธในเขตพระราชฐานเช่นนี้ได้

           เว่ยซิ่วอิงเห็นคังอ๋องมองมาที่ตนก็รีบทำความเคารพ แม้ใบหน้าของนางจะมีรอยยิ้มเป็นมิตร แต่แท้จริงแล้ว นางกลับไม่ค่อยชอบใจคังอ๋องเท่าไรนัก เพราะเขาเป็นอดีตคู่หมั้นของหลันเซวียน ผู้ซึ่งเป็น ‘พี่สะใภ้’ ของนาง อีกทั้งอ๋องสมควรตายผู้นี้ยังบังอาจส่งจดหมายนัดเจอมาให้หลันเซวียนออกไปพบอีก นางไม่ตัดหัวบุรุษผู้นี้ให้ขาดกระเด็นคามือตั้งแต่เมื่อคืนก็นับว่าดีเท่าไหร่แล้ว

           “แม่นางผู้นี้ ข้าทำสิ่งใดให้เจ้าไม่พอใจหรือ” คังอ๋องเอ่ยถามเสียงนุ่ม แต่กลับทำเอาเว่ยซิ่วอิงแทบสำลักออกมา

           ทั้งที่นางทำความเคารพเขาอย่างนอบน้อม กระทั่งฝืนยิ้มให้เขาก็ยังทำ แล้วเหตุใดเขาจึงสามารถมองออกได้ว่านางกำลังไม่พอใจอยู่

           หรือบุรุษผู้นี้จะมีความสามารถในการอ่านใจผู้อื่น?

           บ้าสิ เรื่องแบบนั้นจะเป็นไปได้อย่างไร!

           “ทูลท่านอ๋อง ทรงคิดมากไปแล้วเพคะ หม่อมฉันหาได้มีความขุ่นข้องหมองใจใด ๆ ต่อท่าน และด้วยฐานะของหม่อมฉัน ก็ยิ่งมิบังควรจะคิดเช่นนั้นด้วย” เว่ยซิ่วอิงพยายามฉีกยิ้มจนออกจะดูไม่เป็นธรรมชาติไปสักหน่อย แต่กลับทำให้คังอ๋องหัวเราะออกมาได้

           “แม่นาง ปราณสังหารของเจ้ารุนแรงถึงเพียงนี้ หากแม้มิใช่เพราะเจ้ายังเห็นแก่ไมตรีต่อแคว้นเยวี่ย เกรงว่าเจ้าคงชักกระบี่ออกมาฟันศีรษะข้าขาดกระเด็นไปแล้วกระมัง”

           เว่ยซิ่วอิงหัวเราะกลบเกลื่อน

           “ท่านอ๋องทรงคิดมากไปจริง ๆ เพคะ หม่อมฉันหรือจะกล้าคิดเช่นนั้นกับท่าน”

           “กระนั้นหรือ” คังอ๋องถาม มุมปากมีรอยยิ้มจาง ๆ ที่ไม่คิดปิดบัง

           คังอ๋องนั้นเป็นนักรบแห่งแคว้นเยวี่ย ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสนามรบและการต่อสู้มาโดยตลอด ทำให้เขารู้สึกชมชอบสตรีอ่อนหวานอย่างหลันเซวียนที่มองแล้วรู้สึกอบอุ่น สบายใจ ราวกับได้รับการปลอบโยนตั้งแต่แรกเห็น แต่เมื่อหันกลับมามององครักษ์หญิงผู้นี้...

สตรีที่เข้มแข็งก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อยไปกว่ากัน!

“หากข้าทำสิ่งใดให้แม่นางไม่พอใจ ข้าก็ขออภัยด้วย” คังอ๋องค้อมศีรษะให้นางเล็กน้อย ก่อนปลดป้ายหยกของตนออกมา “ข้าขอมอบป้ายหยกนี้ให้แม่นางเป็นการชดเชยความผิดก็แล้วกัน”

ป้ายหยกสลักลายมังกรล้อมตัวอักษรคำว่า ‘เฉิง’ ซึ่งเป็นแซ่ของคังอ๋อง ถูกยื่นมาเบื้องหน้าเว่ยซิ่วอิง หญิงสาวเพียงมองนิ่ง ๆ ก่อนเงยหน้าขึ้นมาหาคังอ๋อง

“เกรงว่าหม่อมฉันคงรับไว้ไม่ได้” เว่ยซิ่วอิงปฏิเสธ ในใจเริ่มรู้สึกรำคาญที่เขาเรียกนางว่า แม่นาง แม่นาง อยู่ได้ ในแคว้นอิ๋งแห่งนี้ ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่เรียกนางว่า ‘ท่านองครักษ์’ ทั้งนั้น ไม่มีผู้ใดกล้าเรียกนางเช่นที่เขาเรียกสักคน

คนผู้นี้ นอกจากจะน่าตัดหัวทิ้งแล้วยังน่าตัดลิ้นอีกต่างหาก!

“รับไปเถิด ถือว่าข้าฝากไว้ก็แล้วกัน เป็นหลักฐานว่า ข้าให้เจ้าขออะไรก็ได้อย่างหนึ่ง”

“...”

“หลังจากที่เจ้าเอ่ยปากขอ และข้าได้ให้สิ่งนั้นต่อเจ้าแล้ว เจ้าก็ค่อยคืนให้ข้าก็แล้วกัน”

พูดจบ คังอ๋องก็ฉวยข้อมือของเว่ยซิ่วอิงขึ้นมา แม้นางจะต่อต้านด้วยกำลังภายในที่มี แต่คังอ๋องเองก็เป็นผู้ที่มีกำลังภายในไม่น้อยไปกว่ากัน ย่อมสามารถรับมือกับการต่อต้านของนางได้

“แล้วข้าจะมาเอาคืน”

เขากระซิบบอกแล้วเดินจากไป ทิ้งเว่ยซิ่วอิงไว้กับป้ายหยกที่ตนมอบให้ โดยไม่หันกลับมามองเลยว่า ผู้ที่ตนได้มอบป้ายหยกให้ไปนั้นมีสีหน้าเช่นไรบ้าง

หลังจากที่คังอ๋องถวายบังคมลาจ้าวหนิงและกลับออกไปแล้ว หลันเซวียนก็คิดจะกลับตำหนักเลี่ยงซิ่ว แต่จ้าวหนิงไม่อนุญาต เขาดึงนางมานั่งบนตักของตนทั้งที่กำลังตรวจฎีกาอยู่ในห้องหนังสือ แม้ใบหน้าคมเข้มจะเคร่งเครียดกับงานที่อยู่ตรงหน้า แต่เขากลับดูอารมณ์ดี ไม่ได้มีท่าทีหงุดหงิดดังเช่นยามตรวจฎีกาตามปกติแม้แต่น้อย

“วันนี้คังอ๋องมาขอโทษเรื่องที่เขาทิ้งให้หม่อมฉันถูกขังอยู่ในตำหนักร้างเพคะ” หลันเซวียนเล่า แม้จะคิดว่าเขาน่าจะทราบอยู่แล้วก็ตาม

“ข้ารู้แล้ว” ชายหนุ่มคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม มือข้างที่ไม่ได้กอดหลันเซวียนไว้ถือฎีกาอ่านอย่างมีสมาธิ

“คังอ๋องทูลฝ่าบาทแล้วหรือเพคะ”

“เปล่า”

“ฝ่าบาทให้คนแอบฟังหม่อมฉัน?”

“เปล่า”

“แล้วเหตุใดจึงทรงทราบ”

“ข้ายืนฟังอยู่”

“อ้อ”

มิน่าเล่า ถึงได้ยอมเดินออกไปง่ายดายนัก ที่แท้ก็มาแอบฟังนางด้วยตัวเองนี่เอง!

“แล้ว...”

“เงียบก่อน ข้าตรวจฎีกาเสร็จแล้วจะคุยด้วย” เขาปรามเสียงดุ หลันเซวียนพลันรู้สึกตัวว่ากำลังรบกวนการทำงานของเขา จึงยอมเงียบเสียงลงอย่างรู้สึกผิด

“ให้หม่อมฉันลุกจาก เอ่อ... ให้หม่อมฉันลุกจากตักของฝ่าบาทก่อนดีหรือไม่เพคะ”

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันในทันที นัยน์คมกริบตวัดมองหลันเซวียนจนหญิงสาวลอบกลืนน้ำลายลงคอ แล้วพยายามหาทางแก้สถานการณ์ในทันใด

“หม่อมฉันช่วยนวดไหล่ให้ฝ่าบาทดีกว่า จะได้ทรงงานได้นาน ๆ”

“...”

“หม่อมฉันเคยนวดถวายเสด็จแม่บ่อย ๆ หม่อมฉันนวดได้ดีนะเพคะ”

“เช่นนั้นก็ลองดู” จ้าวหนิงคลายมือที่โอบกอดหลันเซวียนไว้ หญิงสาวลอบถอนหายใจ แล้วรีบลุกไปช่วยบีบนวดให้เขาด้วยท่าทางเอาอกเอาใจ จนอีกฝ่ายกลั้นยิ้มแทบไม่อยู่

ผ่านไปครู่ใหญ่ จ้าวหนิงจึงวางงานทั้งหมดลง แล้วดึงหลันเซวียนเข้ามาโอบกอดไว้ตามเดิม

“ข้าได้ยินที่เจ้าชื่นชมข้าต่อหน้าคังอ๋อง” เขากระซิบ พลางจุมพิตแก้มเนียนที่ทั้งนุ่มทั้งหอมไปด้วย “ที่แท้เจ้าก็ชื่นชมข้าถึงเพียงนี้”

“หม่อมฉันคิดว่าฝ่าบาทอาจจะแอบฟังอยู่ ก็เลยพูดให้ดูดีไปอย่างนั้นเองเพคะ” นางแกล้งเย้า

จ้าวหนิงหรี่ตามองสตรีในอ้อมกอด พลางกระชับอ้อมแขนแน่น

“อ้อ เจ้าจะบอกว่า จริง ๆ แล้ว ข้าร้ายกาจกับเจ้าอย่างนั้นหรือ?”

“เอ...” หลันเซวียนแสร้งทำเป็นครุ่นคิด “นั่นสินะ ที่ผ่านมา ฝ่าบาทอาจจะทรงร้ายกาจกับหม่อมฉันก็ได้”

นัยน์ตาจ้าวหนิงเป็นประกายคล้ายมีไฟสุมอยู่เบื้องหลัง สตรีผู้นี้หาเรื่องใส่ตัวแล้ว!

“เช่นนั้น ข้าก็ควรแสดงให้เจ้าได้ประจักษ์แก่สายตาว่า ยามที่ข้าร้ายกาจจริง ๆ เป็นเช่นไร” น้ำเสียงของเขาแฝงแววข่มขู่ไว้ไม่น้อย

“เอ่อ... หม่อมฉัน...”

“ฮึ!” ร่างสูงลุกขึ้นยื้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่ลืมอุ้มหลันเซวียนขึ้นมาไว้ในอ้อมกอดด้วย

“ฝ่าบาท!” คนถูกอุ้มร้องอย่างตื่นตระหนก ความปรารถนาของเขาปรากฏชัดเจนในดวงตา นางต้องตาบอดแน่หากมองไม่เห็น แน่นอนว่านางไม่มีสิทธิ์คัดค้าน แต่ยามนี้เป็นช่วงเวลาที่ดวงอาทิตย์ยังไม่ตกดิน...

ไม่ดีกระมัง!

“ฝ่าบาท นี่เป็นเวลาทรงงานมิใช่หรือเพคะ” หลันเซวียนพยายามหาข้ออ้าง เมื่อจ้าวหนิงอุ้มนางเดินออกจากห้องหนังสือโดยไม่สนใจต่อนางกำนัลและขันทีที่พากันก้มหน้าลงแทบไม่ทัน

“ทำเสร็จหมดแล้ว” เขาตอบด้วยน้ำเสียงแหบต่ำ เพียงไม่กี่อึดใจก็พามาถึงห้องนอนของเขาในตำหนักชินหรง

“นี่เป็นเวลากลางวัน!” หญิงสาวเอ่ยท้วง เมื่อถูกวางลงบนเตียงกว้างขององค์จักรพรรดิ

“กลางวันไม่ดีตรงไหน ข้าจะได้เห็นเจ้าชัด ๆ”

“แต่ภาษิตสอนหญิงของแคว้นเซียวกล่าวว่า มิควรทำเรื่องเช่นนี้ในเวลากลางวัน แคว้นอิ๋งก็น่าจะไม่แตกต่างกันมิใช่หรือเพคะ!”

“อ้อ ภาษิตสอนหญิง” จ้าวหนิงยิ้มร้าย “พอดีว่าข้าเป็นบุรุษ”

“ฝ่าบาท!”

“ข้าอยากให้เจ้าได้เห็นข้าชัด ๆ จะได้รู้ว่า ยามที่ข้าร้ายกาจนั้นเป็นเช่นไร”

แล้วความปรารถนาทั้งหมดของจ้าวหนิง ก็ถูกถ่ายทอดผ่านวิธีการลงโทษภรรยาของเขานั่นเอง

หลังจากวันที่คังอ๋องขอพบหลันเซวียน จ้าวหนิงก็ออกราชโองการแต่งตั้งหนิงเฟยเป็นหนิงกุ้ยเฟย สร้างความแตกตื่นให้กับราชสำนักและเหล่าสตรีในตำหนักหลงฮวาเป็นอย่างยิ่ง

ข่าวนี้สร้างความยินดีให้ขุนนางหลายคน เพราะในที่สุด ฝ่ายในก็มีเจ้านายที่ดำรงตำแหน่งสูงเสียที หนิงเฟยเองก็เป็นตัวเลือกที่ไม่แย่เลยสักนิด นางเป็นองค์หญิงขั้นหนึ่งที่กำเนิดจากฮองเฮาของแคว้นเซียว ความรู้ความสามารถก็มีมาก เห็นได้จากการปฏิวัติฝ่ายในที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นนางกำนัลระดับสูงหรือระดับล่าง ล้วนถูกนางกำราบอยู่หมัด สตรีในตำหนักหลงฮวาก็ไม่มีใครก่อความวุ่นวายในวังหลัง อีกทั้งยามนี้ ซู่อ๋องผู้ปกครองแคว้นเซียวก็ได้ชื่อว่าเป็นพี่ชายที่รักน้องสาวยิ่งชีพ หากหลันเซวียนเป็นกุ้ยเฟย หรือในอนาคตอาจได้เป็นฮองเฮา แคว้นเซียวย่อมไม่มีวันคิดกระด้างกระเดื่องอีก และทางราชสำนักก็คล้ายมีตัวช่วยในการขอความเมตตาจากฮ่องเต้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคน

เป็นที่รู้กันว่า ยามนี้หากผู้ใดมีเรื่องที่จะทำให้ฮ่องเต้กริ้ว ให้ไปกราบทูลที่ตำหนักชินหรง ขอเพียงหนิงกุ้ยเฟยและองค์หญิงน้อยปรากฏตัวที่นั่น เรื่องร้ายก็สามารถบรรเทาลงได้ แม้จะยังหลงเหลือพระอาญาหลายส่วน แต่ยังดีกว่าต้องรับโทษทัณฑ์ทั้งหมดโดยไม่มีการลดหย่อนผ่อนผัน เรื่องนี้ไม่ทำให้เสียการปกครองแต่อย่างใด เพียงแค่ทำให้จักรพรรดิอำมหิตดูมีเมตตามากขึ้นเท่านั้น

แต่กระนั้น ก็ยังมีขุนนางบางคนคัดค้าน

“กระหม่อมเห็นว่า ไม่ควรแต่งตั้งสตรีที่เป็นเพียงองค์หญิงจากแคว้นที่พ่ายสงครามให้มาดำรงตำแหน่งสูงอย่างกุ้ยเฟย เพราะนางมิอาจเสริมอำนาจบารมีแด่องค์จักรพรรดิแห่งสิบสองแคว้นเช่นฝ่าบาทได้พ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางแซ่จี้ ผู้เป็นหนึ่งในขุนนางกรมพิธีการตามมากราบทูลถึงตำหนักชินหรง

บุตรีของเขาอยู่ที่ตำหนักหลงฮวามานานเท่าใดยังไม่ได้รับการแต่งตั้ง แต่องค์หญิงจากแคว้นเซียวที่เพิ่งมาอยู่เพียงไม่กี่ปีกลับคว้าทุกสิ่งไปไว้ในมือได้อย่างง่ายดาย เช่นนี้ไม่ดูไร้ความยุติธรรมมากไปหน่อยหรือ

“แล้วเจ้าว่าข้าควรแต่งตั้งใคร บุตรีของเจ้าที่อยู่ในตำหนักหลงฮวาอย่างนั้นหรือ” จ้าวหนิงถามกลับอย่างรู้เท่าทัน

“กระ... กระหม่อมหาได้หมายความเช่นนั้น”

“ข้าเคยพูดไปหลายครั้งแล้วว่า ข้าหาได้ต้องการการสนับสนุนจากสตรีหรือครอบครัวของนาง ที่ข้ามีวันนี้ได้ ข้าล้วนฟันฝ่ามาด้วยตัวข้าและด้วยเลือดเนื้อของพี่น้องทหารในสนามรบ หาใช่ด้วยสตรี!”

“...”

“ก่อนหน้านี้ ข้าไม่มีสนมสักคน บัลลังก์ของข้าก็มั่นคง หามีผู้ใดสั่นคลอน ยามนี้ เพียงแค่ข้าคิดจะแต่งตั้งสตรีเพียงคนเดียว เจ้าถึงกับสอดมือเข้ามายุ่งในวังหลังของข้าเชียวหรือ หรือว่าเจ้าอยากจะให้ช่วยจัดการเรื่องสตรีของเจ้าบ้าง”

“พระอาญามิพ้นเกล้า กระหม่อมหาได้มีเจตนาล่วงเกินฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางคนดังกล่าวคุกเข่าแทบพื้น เนื้อตัวสั่นเทาไปหมด คนอื่น ๆ มองแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า

ทุกคนต่างทราบดีแก่ใจว่าฮ่องเต้เป็นคนเช่นไร แล้วยังกล้าคัดค้านการแต่งตั้งสตรีที่ได้รับความโปรดปรานต่อหน้าพระพักตร์ หากคนในบ้านไม่ถูกบังคับแต่งงานไปชายแดน หรือแต่งเข้าตระกูลศัตรู ก็นับว่าฮ่องเต้ทรงเมตตาแล้ว

“บุตรีคนโตของเจ้าที่อยู่ในตำหนักหลงฮวา ข้าจะส่งตัวกลับไปที่จวนของเจ้าภายในเย็นวันนี้”

“ฝ่าบาท!”

“หรือจะให้ข้าออกราชโองการให้บุตรีคนรองที่ยังไม่ออกเรือนของเจ้า แต่งเป็นอนุภรรยาของผู้ใด”

“มะ...ไม่พ่ะย่ะค่ะ” น้ำเสียงสั่นเทาเอ่ยตอบ

จ้าวหนิงยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียมที่มุมปาก แทบไม่ต่างไปจากยามที่เขาวางแผนออกศึกแม้แต่น้อย หลายคนจึงได้แต่ก้มหน้าลง ไม่มีใครกล้าคิดที่จะยื่นมือเข้าช่วยผู้ที่กำลังคุกเข่าอยู่

อำนาจบารมีของจ้าวหนิงมีมากเกินกว่าที่ผู้ใดจะท้าทายได้!

“มีใครคัดค้านการแต่งตั้งกุ้ยเฟยของข้าอีกหรือไม่”

ทุกคนล้วนเงียบกริบ จ้าวหนิงจึงสรุปเอาเองว่าไม่มีผู้ใดคัดค้านด้วยความเผด็จการ จากนั้นจึงไล่ขุนนางทั้งหลายที่มาเข้าเฝ้าให้กลับไป ส่วนตัวเขาก็จะกลับไปเล่นกับลูกที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว แล้วช่วงค่ำก็ค่อยพาหนิงกุ้ยเฟยเข้านอน ให้นางได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนในฐานะกุ้ยเฟย

วันนี้มีแต่เรื่องดีจริง ๆ

ความคิดเห็น