ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

EP 02 ผู้ชายใส่สูท Part l Loading…100%

ชื่อตอน : EP 02 ผู้ชายใส่สูท Part l Loading…100%

คำค้น : รักปีนเกลียว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 04 ก.ย. 2563 19:10 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 02 ผู้ชายใส่สูท Part l Loading…100%
แบบอักษร

EP 02 

ผู้ชายใส่สูท Part l Loading…100% 

Sila’s part:  

SILAA STUDIO 

 

           [ผมถึงแล้วนะครับพี่ศิลา]

 

               “เดินเข้ามาเลย เดี๋ยวกูลงไป” ผมกรอกเสียงไปตามสายพลางละสายตาออกจากเสื้อยืดสกรีนลายดอกไม้วินเทจที่เป็นคอเลคชั่นใหม่ล่าสุดที่ผมเป็นคนออกแบบเอง กำลังจะเดินออกไปเปิดประตูต้อนรับไอ้โอบเสียหน่อย แต่หันมาอีกที เจ้าตัวก็เดินเข้ามาถึงเสียแล้ว

 

               “สวัสดีครับพี่ศิลา” ไอ้โอบยกมือไหว้พร้อมกับยิ้มกว้าง ก่อนจะเดินเข้ามาด้านในพร้อมกับกวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยท่าทีตื่นเต้นปนอยากรู้อยากเห็น

 

ในสายตาของผม ไอ้โอบเป็นเด็กดีคนหนึ่ง มันค่อนข้างอัธยาศัยดี ที่สำคัญคือมันเป็นเด็กขยัน ถ้าผมจำไม่ผิด มันน่าจะชื่อจริงว่า ‘โอบเอื้อ’ ล่ะมั้ง เพียงแต่ผมเรียกไอ้โอบตามไอ้จอมทัพจนติดปาก

 

               “นั่งก่อนสิ เดี๋ยวกูไปเอาน้ำมาให้”

 

               “โอ้โห บริการทุกระดับประทับใจ” มันแซวและยิ้มกวนตีนใส่ผมทันที เห็นหน้าทะเล้นๆ ของมันแล้วผมก็ได้แต่ส่ายหัว ทำใจเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่าวันนี้ผมคงต้องถูกมันกวนตีนใส่ทั้งวันจนกว่างานจะเสร็จนั่นแหละ

 

               ไอ้โอบทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา มันวางกระเป๋าเป้เอาไว้ข้างตัว ส่วนผมก็ผละตัวออกมาเปิดตู้เย็นหาน้ำหาท่าให้มันกินสักแก้ว เพราะคงต้องรอทีมงานคนอื่นๆ อีกสักพัก

 

               “ครับพี่ เดี๋ยวถ้าผมเสร็จธุระแล้วจะโทรบอกอีกทีก็แล้วกัน” ไอ้โอบกระซิบกระซาบคุยโทรศัพท์กับใครก็ไม่รู้ แต่ท่าทีดูมีพิรุธแปลกๆ มันยิ้มแหยใส่ผมเมื่อหันกลับมาเห็นผมเดินกลับมานั่งลงที่ฝั่งตรงกันข้าม

 

               ผมยื่นขวดน้ำให้ไอ้โอบก่อนจะหันกลับไปมองนาฬิกา จริงๆ นี่ยังไม่ถึงเวลานัดหรอก ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ทีมงานของผมจะยังไม่มีใครโผล่หน้ามาเลยสักคน ไม่รู้ว่าไอ้โอบมันตื่นเต้นอะไรนักหนาถึงได้มาก่อนเวลาตั้งเกือบชั่วโมง

 

               “มึงนั่งเล่นรอก่อนก็แล้วกัน สักพักคนอื่นๆ คงถึง ถ่ายจริงๆ ก็ใช้เวลาไม่นานหรอก”

 

               “ครับ ผมไม่ได้รีบไปไหน”

 

               โกหกฉิบหายเลย เมื่อครู่เหมือนจะได้ยินมันนัดกับใครไว้ไม่ใช่หรือยังไง

 

               “ว่าแต่ผมต้องทำอะไรบ้างครับ แค่ใส่เสื้อผ้าที่พี่เตรียมเอาไว้ให้แล้วโพสต์ท่าถ่ายรูปอย่างเดียวเหรอครับพี่ศิลา”

 

               “อืม”

 

               “ทำไมฟังดูง่ายจัง”

 

               “กูก็ภาวนาให้มันง่ายสำหรับมึงเหมือนกัน ไม่งั้นกูคงปวดหัวแย่” ผมว่าเซ็งๆ พูดจบก็ถือโอกาสลุกขึ้นมาดูเสื้อผ้าที่เตรียมเอาไว้อีกรอบ ก่อนจะเลือกหยิบเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีครามสกรีนลายขนนกออกมา

 

               “หน้าที่หลักๆ ที่มึงต้องทำก็คือทำยังไงก็ได้ให้ใส่เสื้อผ้าพวกนี้ให้ออกมาดูดีจนคนอยากมาซื้อใส่ตาม”

 

               “อ้อ ผมเริ่มรู้สึกว่ามันจะไม่ง่ายแล้วมั้งครับ” ไอ้โอบออกตัวพลางยิ้มเจื่อน แต่สายตาของมันก็ยังฉายแววความสดใสออกมาเสมอ ผมเห็นมันจ้องมองมาที่ราวแขวนเสื้อผ้าอยู่สักพักราวกับเริ่มที่จะไม่มั่นใจ ไม่รู้เหมือนกันว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่

 

               “ทั้งหมดนี่พี่ศิลาเป็นคนออกแบบเองหมดเลยเหรอครับ”

 

               “อืม”

 

               “โห เก่งชะมัด ว่าแต่ทำไมอยู่ๆ พี่ถึงอยากทำแบรนด์เสื้อผ้าเหรอครับ มีแรงบันดาลใจจากอะไร ถ้าผมไม่รู้จักพี่มาก่อน ผมคิดว่าพี่ไปใส่สูทผูกไทด์ก็น่าจะเหมาะกว่า”

 

               ผมหลุดยิ้มเมื่อนึกภาพตัวเองใส่สูทผูกไทด์ตามที่ไอ้โอบบอก

 

               “แล้วมึงเคยเห็นกูใส่สูทรึไง”

 

“ก็ไม่เคยหรอกครับ แค่พอจะจินตนาการออกว่าถ้าใส่สูทจริงๆ พี่ต้องหล่อมากแน่ๆ แต่ก็นั่นแหละเนอะ คนมันหล่อ ต่อให้เสื้อยืดกางเกงยีนพี่ก็หล่ออยู่ดี”

 

“หึ!” เป็นอีกครั้งที่ผมยิ้มอย่างไม่รู้ตัว ในขณะที่ไอ้โอบเองก็เหมือนจะอาย มันชมผมแต่ตัวเองกลับอายเสียเอง ท่าจะบ้า

 

“ว่าแต่หล่อขนาดนี้ มีแฟนรึยังน้า” สบโอกาสไอ้โอบก็แสร้งถามขึ้นมาลอยๆ ผมกลอกตาใส่มันไปหนึ่งทีก่อนจะเมินหน้ามาอีกทาง จำไม่ได้แล้วว่ามันพยายามถามผมเรื่องนี้มากี่ครั้ง รู้แต่ว่าผมไม่เคยตอบมันสักครั้งเดียว กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่ได้คิดจะตอบ

 

               “อ่ะ ไปใส่มาให้กูดูหน่อย ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าอยู่ตรงข้ามกับครัว เดินไปมึงก็เห็น” ผมสั่งพร้อมกับส่งเสื้อเชิ้ตแขนสั้นสีน้ำครามสกรีนลายขนนกกับกางเกงสแล็คทรงกระบอกสีโอวัลตินไปให้ไอ้โอบเป็นการเปลี่ยนเรื่อง

 

               “พี่ก็เอาแต่บ่ายเบี่ยงทุกที ทำงี้ผมคิดเข้าข้างตัวเองอย่ามาโทษ” ไอ้โอบว่าเสียงเซ็ง พูดจบมันก็ลุกขึ้นมารับเสื้อกับกางเกงไปทันที

 

               “มึงอยากลองเปลี่ยนเสื้อหรือกางเกงตัวอื่นก่อนรึเปล่า”

 

               “ไม่ครับ ผมหน้าตาดี ใส่อะไรก็หล่อทั้งนั้น ตอนนี้มีอย่างเดียวที่อยากลอง” ไอ้โอบลอยหน้าลอยตาบอก มันหรี่ตาแล้วมองผมอย่างมีเลศนัย

 

“ผมอยากลองมีแฟนหล่อๆ ดูบ้างครับ” ยื่นหน้าเข้ามากระซิบกระซาบเบาๆ เหมือนกลัวผีบ้านผีเรือนจะได้ยิน แต่พอพูดจบมันกลับหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะหมุนตัวเดินผิวปากอารมณ์ดีออกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าตามคำสั่ง

 

เฮ้อ ไม่ว่าผมจะทำอะไรก็ดูเหมือนมันจะดึงกลับไปเข้าทางตัวเองได้เสียหมดจริงๆ นี่ผมคิดถูกรึเปล่านะที่เอ่ยปากชวนมันมาเป็นแบบให้ ถ้าหากมองในแง่ของการทำงาน มันก็เหมือนจะดีนั่นแหละ เพราะไอ้โอบมันก็หน้าตาดีสมคำโฆษณาที่ตัวมันเองพยายามขายตัวเองให้ผมอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังขยันและไม่เรื่องมาก แต่ถ้ามองในแง่ของความใกล้ชิดหรือความสัมพันธ์ด้านอื่นๆ ผมรู้สึกเหมือนมันจะไม่ดีสักเท่าไหร่เพราะมันเหมือนจะทำให้ผมต้องปวดหัวกับความขายตัวเองเก่งของมันนี่แหละ

 

               ตื๊ดๆ

 

               สักพักก็มีเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ของมันดังขึ้นมา สายตาของผมเหลือบมองไปตามเสียงโดยไม่ตั้งใจ และไม่คิดจะเสียมารยาทจ้องนานเพราะไม่ได้อยากจะรู้เรื่องของมันตั้งแต่แรก พอดีกับที่ได้ยินเสียงเปิดประตูห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าดังขึ้นพอดี

 

               “พี่แอบชอบผมใช่มั้ยครับพี่ศิลา”

 

               “อะไรของมึง” ผมรีบถาม

 

อยู่ๆ มันก็เดินออกมาแล้วกล่าวหาว่าผมชอบมันเสียเฉยๆ จะไม่ให้ผมงงได้ยังไง คนกำลังสนใจเสื้อผ้าอยู่แท้ๆ อยากรู้ว่ามันจะใส่พอดีรึเปล่าแต่มันดันเพ้อเจ้ออะไรของมันก็ไม่รู้

 

               “ถ้าพี่ไม่ได้แอบชอบผม พี่จะรู้ได้ยังไงว่าผมใส่เสื้อผ้าไซส์อะไร ดูสิ พอดีไปหมดทั้งเสื้อทั้งกางเกง” ไอ้โอบอธิบาย มิหนำซ้ำมันยังยิ้มกว้างพร้อมกับหมุนตัวโชว์

 

               ผมควรโล่งใจมั้ยนะที่มันใส่เสื้อผ้าที่ผมเลือกเอาไว้ได้พอดีเป๊ะขนาดนี้

 

               “ฮั่นแน่ พี่ตกหลุมรักผมแล้วใช่ม้า”

 

               จริตตอนที่มันพูดคำว่าใช่ม้าของมันนี่กระทืบจริงๆ นะ

 

               ผมช้อนตามองไอ้โอบแล้วส่ายหัวเหมือนเคย อย่าไปเสียเวลาต่อล้อต่อเถียงกับมันเลย เพราะคงจะเสียเวลาเปล่า ผมว่าทางออกที่ดีที่สุดคือผมควรจะพูดกับมันให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

               “พี่ศิลาครับ”

 

               “อะไร” ผมขานรับมันห้วนๆ เหมือนทุกที แต่ไม่ได้สบตามันหรอก กำลังมองภาพรวมของเสื้อผ้าอยู่ว่ายังขาดอะไรไปหรือเปล่า เสื้อกับกางเกงดูเหมือนจะพอดีแล้ว แต่ผมกลับยังรู้สึกว่าไม่พอใจกับภาพรวมสักเท่าไร

 

               “ผมอยากถามพี่ว่า...เฮ่ย! พี่จะทำอะไรครับพี่ศิลา” ไอ้โอบร้องถามเสียงดังหลังจากที่ก้าวถอยหลังหนีผมไปเสียไกล เมื่อผมก้าวไปนั่งยองๆ ลงตรงหน้ามัน

 

               “กูไม่คิดจะทำอะไรแบบที่มึงอยากให้กูทำหรอกไอ้โอบ มานี่” ผมว่าเสียงเข้มพลางช้อนตามองหน้ามันดุๆ แต่จ้องมันสักพักก็แล้วมันก็ยังไม่ยอมก้าวกลับมาน่ะสิ

 

               “ไอ้โอบ”

 

               “ไม่เอาอ่ะ อยู่ๆ พี่ก็มาคุกเข่าตรงหน้าผมแบบนี้ผมว่ามันแปลกๆ นี่อย่าบอกนะว่าพี่จะเซอร์ไพรส์ขอผมแต่งงานอ่ะ นี่คนอื่นๆ แอบอยู่แถวนี้ใช่มั้ยครับ พี่ทัพต้องเป็นคนแอบถ่ายวิดีโอแน่ๆ เลย”

 

               ฟังมันพูดเข้า ผมเริ่มมั่นใจแล้วนะว่าผมน่าจะคิดผิดที่ชวนมันมาเป็นแบบเพราะถึงค่าตัวมันจะไม่แพง แต่สำหรับผมแล้วแม่งโคตรมีความเสี่ยงกับตัวผมเลย เพราะจนถึงตอนนี้ผมก็ยังงงๆ อยู่ว่าอะไรทำให้ผมตกลงว่าจะยอมไปเดทกับมัน สงสัยเมื่อคืนผมจะใจร้อนและหงุดหงิดมากไปหน่อยที่โดนไอ้เด็กรุ่นน้องนั่นฉวยโอกาสอัพค่าตัว

 

               “กูบอกให้มึงกระเถิบมา”

 

               “ไม่เอาอ่ะ ผมอาย”

 

               ผมถึงกับต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ  อย่างพยายามจะใจเย็น นาทีนี้เริ่มหงุดหงิดกับมันจนจะทนไม่ไหวแล้วนะ!

 

               “มึงตั้งสติแล้วใจฟังที่กูพูดดีๆ นะไอ้โอบ” ผมบอกเสียงเข้มก่อนจะลุกขึ้นยืนเพื่อสบตากับมัน แต่เชื่อสิว่าไอ้เด็กตรงหน้านี่แม่งไม่สลดเลย หน้าตามันยังระรื่น เพียงแต่แค่ยอมเงียบลงเท่านั้น

 

               “แต่งครับ”

 

               พอกันที!

 

“มึงมองหน้ากูนะไอ้โอบ มองแล้วจำคำพูดกูเอาไว้ให้ดีๆ ว่าถ้าวันไหนที่กูคุกเข่าเพื่อขอมึงแต่งงาน นั่นคงเป็นวันที่กูไม่เหลือทางเลือกใดๆ แล้วในชีวิต” ผมว่าจะไม่ทำร้ายน้ำใจมันอยู่แล้วเชียว แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้ มันก็ไม่ยอมรับความจริงสักที

 

“ขยับมา” ผมสั่งอีกรอบ พยายามสื่อสารให้ชัดเจนทั้งทางน้ำเสียงและทางสายตาว่าต้องการให้มันก้าวกลับเข้ามายืนตรงหน้าผม

 

ไอ้โอบไหวไหล่ใส่ผมเล็กน้อยแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะทำตามที่ผมสั่ง มันจ้องตาผมเหมือนไม่กลัวสายตาของผมเลยสักนิด แถมมุมปากของมันยังยกยิ้มเหมือนไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่ผมพยายามจะสื่อสารกับมันเลยอีกเหมือนกัน เป็นผมเสียอีกที่รู้สึกผิดเพราะกลัวว่ามันจะรู้สึกไม่ดีกับคำพูดเมื่อครู่ของผมทั้งที่บางทีผมก็แค่อยากจะชัดเจนกับจุดยืนของตัวเอง

 

เฮ้อ ทำไมเรื่องมันยุ่งยากจังวะ!

 

“พี่พูดจบรึยังครับ”

 

ได้ยินแล้วผมนี่ก้มหน้ากำหมัดกัดฟันกรอดเลยทีเดียว

 

“ถ้าพี่พูดจบแล้ว ผมขอพูดบ้างก็แล้วกัน พี่ต้องฟังนะ เพราะเมื่อกี้ผมฟังพี่แล้ว”

 

นี่มันมีสิทธิ์อะไรมาต่อรองเรื่องนี้กับผมวะ งงใจกับมันจริงๆ

 

ผมถอนหายใจเซ็งๆ ไม่ได้พูดหรือแย้งอะไรหรอกเพราะเดี๋ยวมันจะไม่ได้พูดแล้วจะยิ่งเสียเวลา ปล่อยให้มันพูดๆ ไปนั่นแหละ ฟังผ่านๆ ก็พอ

 

               “ต่อให้ผมจะต้องเป็นตัวเลือกสุดท้ายของพี่ แต่ผมก็อยากให้พี่รู้ว่าสุดท้ายแล้วพี่จะยังมีผมเสมอ”

 

               “มึงนี่มัน...” ผมตั้งใจจะด่ามันสักยกเพื่อมันจะมีสติ แต่พอเห็นมันยิ้มกว้างใส่ผมแถมแววตาของมันในเวลานี้ยังคงสดใสเหมือนเด็กก็ทำให้ผมพูดไม่ออก

 

               ผมสูดหายใจลึกๆ ครั้งแล้วครั้ง พอตั้งสติได้ผมก็เป็นฝ่ายก้าวเข้าไปประชิดตัวไอ้โอบก่อนจะนั่งยองๆ ตรงหน้ามันอีกรอบพร้อมกับกระชากข้อเท้าของมันเอาไว้ในกำมือ

 

               “พี่ศิลา”

 

               “นิ่งๆ กูจะพับขากางเกง”

 

               “ผมพับเองก็ได้”

 

               “กูบอกให้มึงนิ่งๆ ไง เดี๋ยวกูพับเอง พูดกับมึงแล้วกูเหนื่อย ทำเองน่าจะง่ายกว่า” ผมประชดใส่ ทีแรกก็คิดว่ามันจะพยายามเดินหนีแต่ก็เปล่าเลย เพราะอยู่ๆ ไอ้โอบก็ยืนนิ่งอย่างว่าง่าย ราวกับเป็นคนละคนกับไอ้เด็กหน้ามึนเถียงผมฉอดๆ อยู่เมื่อครู่

 

               “แค่พับขากางเกงเอง ผมทำเองได้จริงๆ” เสียงของมันเบาลงอีกครั้ง แถมยังเหมือนจะติดสั่นอีกต่างหาก

 

“ลำพังแค่มึงหวีผมยังไม่เรียบร้อยเลย ถ้ากูให้มึงพับขากางเกงกูว่ามึงต้องพับสูงข้างต่ำข้างแน่ๆ”

 

               “มันเป็นเทรนด์ไงพี่”

 

               “เทรนด์มึงกับกูมันคนละเทรนด์กัน ไว้มึงไม่ได้ใส่เสื้อผ้าแบรนด์กูเมื่อไหร่ มึงจะพับข้างหนึ่ง ไม่พับข้างหนึ่งก็เรื่องของมึง แต่ตอนนี้มึงใส่เสื้อผ้าที่เป็นผลงานของกูและกำลังจะเป็นสินค้าที่กูอยากให้มันขายดี เพราะงั้นมึงต้องฟังกูแล้วก็หุบปากได้แล้ว”   

    

นี่น่าจะเป็นประโยคแรกที่ผมพูดกับไอ้โอบยาวที่สุดตั้งแต่ที่รู้จักกับมันมา เฮ้อ เหนื่อยชะมัด มันเป็นเด็กที่ชอบทำตัววุ่นวายตลอดเลยรึไง ไอ้จอมทัพมันทนได้ยังไงวะ ผมไม่เข้าใจเลยจริง

 

               หลังจากที่ผมดุไปชุดใหญ่ ไอ้โอบก็ยืนเงียบเหมือนประชด เป็นใบ้ไปแบบฉับพลันกระทั่งผมพับขากางเกงให้มันเสร็จเรียบร้อยทั้งสองข้าง

 

               ผมเช็กจนแน่ใจก่อนจะลุกขึ้นยืน ก้าวถอยหลังออกมาเพื่อมองภาพรวมของไอ้โอบอีกครั้ง ซึ่งก็รู้สึกว่าดีขึ้นกว่าก่อนหน้านี้แล้วจริงๆ เหลือแค่แต่งหน้าให้มันนิดหน่อยกับเซตผม ซึ่งคงต้องรอทีมงานของผมก่อน อีกไม่นานก็น่าจะถึงกันแล้วมั้ง ควรต้องถึงได้แล้วนะ

 

               “ก็แค่เนี๊ย ไม่ทำตัวมีปัญหากับกูสักวันมึงจะอกแตกตายหรือยังไง”

 

               “ผมไม่ได้อยากมีปัญหากับพี่สักหน่อย ผมอยากมีความรักกับพี่ต่างหาก”

 

               มันสลดได้ไม่นานจริงๆ นะโว้ยยย

 

               “กูคิดว่ากูพูดชัดเจนแล้วนะ แต่ถ้ามึงยังไม่เข้าใจ กูจะพูดอีกรอบก็แล้วกัน” ผมพยายามหนักแน่นแล้วนะ ภาวนาให้มันรับฟังและคิดตามบ้างเถอะ ผมเหนื่อยกับมันจนไม่รู้จะเหนื่อยยังไงแล้ว เวลาทำงานทั้งวัน ยังไม่เหนื่อยเท่ากับที่ต้องพูดกับมันสองสามประโยคที่ผ่านมาเลย

 

“กูไม่ได้รังเกียจมึงนะไอ้โอบ แต่ถ้าถามความเป็นไปได้เรื่องที่มึงพยายามอยู่กูก็บอกได้คำเดียวว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้หรอก ในสายตากู กูมองมึงเหมือนน้องมาตลอด ฉะนั้นมึงช่วยเคารพกูในฐานะพี่สักทีเถอะ ถือว่ากูขอ”

 

               “พี่แม่งโคตรใจร้ายเลย” มันสวนกลับมาทันทีตั้งแต่ที่ผมเพิ่งจะพูดจบ แถมยังทำหน้างอใส่ผมอีกต่างหาก พูดจบมันก็เดินหนีผมไปนั่งที่โซฟาแล้วไม่หันกลับมามองหน้าผมอีกเลย

 

อะไรของมันวะ

 

               “นี่ไอ้โอบ”

 

               “ทีมงานพี่จะมากี่โมงอ่ะ ผมพร้อมแล้วนะ”

 

               “ฟังกูพูดให้จบ”

 

               “ไม่ฟังอ่ะ ใครจะอยากฟังคำพูดทำร้ายจิตใจ”

 

เห็นหน้างอๆ กับปากห้อยๆ เบะๆ ของมันแล้วใจหนึ่งก็แอบรู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน แต่อีกใจก็อยากจะเดินเข้าไปจับตัวมันมาเขย่าแรงๆ เพื่อดึงสติว่าที่ผมพูดออกไปเพราะผมหวังดีกับมัน แต่คิดว่ามันคงไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้นแหละ เอาเป็นว่าปล่อยไปก่อนก็แล้วกัน

 

“งั้นก็ตามใจมึง”

 

“ครับพี่” ไอ้โอบพูดเสียงเรียบ ซึ่งท่าทีที่มันเมินหน้าใส่ผมแล้วลุกออกไปคุยโทรศัพท์นั่นทำผมควันแทบจะออกหู

 

“ไอ้เวรเอ๊ย” ผมสบถพลางกัดฟันกรอด ทั้งที่ผมพยายามจะใจเย็นกับมันอย่างเต็มที่แถมยังอยากพยายามคิดเยอะๆ ก่อนจะพูดอะไรกับมันแต่สุดท้ายมันกลับลุกหนีผมไปคุยโทรศัพท์กับใครก็ไม่รู้ นี่มันจะเอายังไงกับผมกันแน่วะเนี่ย

 

“หวัดดีค่ะพี่ศิลา”

 

ขอบคุณที่คนอื่นๆ มากันได้สักที ไม่อย่างนั้นผมอาจหงุดหงิด ไล่ไอ้โอบกลับไปพลอยทำให้เสียทั้งเวลาเสียทั้งงานก็ได้

 

“นั่นใช่นายแบบที่พี่ศิลาติดต่อมารึเปล่าคะ หน้าตาดีใช้ได้เชียว” ตังเมถามยิ้มๆ ผมพยักหน้ารับนิดหน่อย ก่อนจะมองไปที่ไอ้โอบที่ยังยืนคุยโทรศัพท์อยู่ด้านนอก

 

โดยรวมแล้วที่นี่มีพนักงานสิบเอ็ดคนรวมตัวผม ซึ่งสักพักก็คงจะมากันครบนั่นแหละ หลักๆ แล้วก็จะมีตังเม เธอเป็นรุ่นน้องที่ผมชวนมาร่วมทำแบรนด์ด้วยกันตั้งแต่แรกเริ่มเมื่อสามปีก่อน รับหน้าที่เป็นทั้งฝ่ายการตลาดและครีเอทีฟ คอยช่วยผมคิดคอนเท้นต์ต่างๆ มาตลอด และถ้าเมื่อไหร่ที่ต้องถ่ายแบบเสื้อผ้าคอเลคชั่นใหม่ๆ อย่างเช่นวันนี้ ตังเมก็มีอีกหนึ่งหน้าที่นั่นก็คือช่างแต่งหน้า ยกเว้นก็แต่นายแบบบางคนที่อาจจะมีช่างแต่งหน้าของตัวเองมาด้วย

 

ส่วนเรื่องช่างภาพเป็นหน้าที่ของต๊อดกับไอ้ติม ที่กำลังเดินตามเข้ามา มีแอดมินเพจที่คอยรับออเดอร์ผ่านการขายทางช่องทางออนไลน์รวมถึงตอบคำถามของลูกค้าอีกสามคน แพ็คของสองคนกับน้องๆ ที่มาฝึกงานสอง

 

“สวัสดีครับ” ไอ้โอบเดินกลับเข้ายกมือไหว้ตังเม ซึ่งเธอเองก็รีบรับไหว้มันทันที “ผมชื่อโอบครับ วันนี้คงต้องฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับพี่”

 

“ยินดีค่า พี่ชื่อตังเมนะคะ เป็นผู้ช่วยพี่ศิลา วันนี้รับหน้าที่ช่างแต่งหน้า ยินดีที่ได้รู้จักน้องโอบนะคะ” ตังเมแนะนำตัว

 

“ครับ ว่าแต่ได้ยินแว่วๆ ว่าแต่งหน้า ผมต้องแต่งหน้าด้วยเหรอครับ” ไอ้โอบถามไม่เต็มเสียงเท่าไหร่ หางตาชำเลืองมองมาที่ผมสลับกับตังเมไปมา

 

“ค่ะ เวลาถ่ายรูปออกมาหน้าจะได้ไม่ป่วย”

 

“อ้อครับ ไม่เห็นพี่ศิลาบอกก่อน เขาบอกแค่ให้ใส่ชุดพวกนี้ถ่ายรูป” ไอ้โอบอธิบายพลางดึงหน้าอกเสื้อที่มันสวมอยู่ขึ้นมาสองสามที

 

“ฉันไม่คิดว่านายจะไม่รู้ว่าเวลาถ่ายแบบเขาต้องแต่งหน้า”

 

“ผมไม่ได้เป็นนายแบบอาชีพสักหน่อยนี่ครับ จะไปรู้ได้ยังไง”

 

“ก็...”

 

“งั้นพี่ว่าน้องโอบมานั่งตรงนี้เลยดีกว่าค่ะ เดี๋ยวพี่จัดการให้เอง เดี๋ยวถ่ายชุดนี้เป็นชุดแรกเนอะ อันนี้พี่ศิลาเลือกให้หรือว่าเลือกเองคะ” ตังเมรีบดึงไอ้โอบไปนั่ง เธอชวนไอ้โอบคุยไปเรื่อยๆ เหมือนจะรู้ว่าผมเริ่มอารมณ์ไม่ดีเพราะถูกไอ้เด็กนั่นกวนประสาท ท่าทีที่เถียงคำไม่ตกฝากของมันทำให้ผมเห็นแววดื้อดึงของมันชัดทีเดียว

 

“พี่ศิลาเลือกครับ แต่เรื่องนั้นช่างเถอะ ยังไงผมก็ต้องได้ใส่ทุกชุดอยู่แล้ว เอาเป็นว่าถ้าผมต้องทำอะไรบ้างรบกวนพี่ตังเมบอกผมด้วยนะครับ”

 

“ได้จ้ะ เริ่มจากทำใจให้สบาย หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ เนอะ เดี๋ยวพี่จะแต่งหน้าให้หล่อเลย”

 

“ขอบคุณครับ”

 

ไหงกลายเป็นมันเข้ากันดีกับตังเมไปเสียเฉยๆ เฮ้อ เอาเถอะ ทางนี้ผมยกหน้าที่ให้ตังเมไปก็แล้วกัน

 

“สวัสดีครับพี่ศิลา”

 

“หวัดดี ให้ไวเลยพวกมึง”

 

“แหมพี่ก็ รีบไปไหนกันล่ะ ตังเมยังแต่งหน้านายแบบไม่เสร็จเลย” ไอ้ต๊อดที่หอบข้าวของพะรุงพะรังเข้ามารีโบ้ย

               

“น้อยๆ หน่อยค่ะพี่ต๊อด ตังเมแต่งหน้าแป๊บเดียวก็เสร็จเลย น้องโอบผิวดีจะตายเนอะน้องโอบเนอะ”

               

“ครับผม” ไอ้บ้านี่มันไม่คิดจะปฏิเสธคำชมจากคนอื่นบ้างเลยรึยังไงกันนะ

               

“ผมชื่อโอบนะครับพี่ ฝากตัวกับพี่ๆ ด้วยนะครับ ผมจะพยายามไม่เป็นภาระให้ทุกคนครับ สัญญา”

               

“เอาเว้ย แบบนี้ก็ดีเลย ท่าทางจะทำงานด้วยกันได้ พี่ชื่อต๊อด ส่วนที่ยืนสูบบุหรี่ข้างนอกชื่อไอติม ผู้ช่วยพี่เอง” ไอ้ต๊อดถือโอกาสแนะนำตัวเองกับไอติมในคราเดียว พูดจบไอติมก็เดินเข้ามาพอดี

               

“น้องเขาชื่อโอบนะเว้ยไอ้ติม”

               

“อ้อ หวัดดีครับ พี่ชื่อไอติมนะ”

               

“ครับผม ฝากตัวด้วยนะครับพี่ไอติม ส่วนหัวใจผมมีคนจองไว้แล้ว”

               

“อั้ยย่ะ ไม่ธรรมดานี่หว่าเรา” ไอติมถึงขั้นหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะเดินเข้าไปมองหน้าไอ้โอบใกล้ๆ

               

ผมกระแอมเบาๆ ในลำคอนิดหน่อย เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ทุกคนรีบๆ ไปทำหน้าที่ของตัวเองกันได้สักที ไม่รู้ว่าการที่ทุกคนเข้ากันได้แบบนี้จะสบายใจได้รึเปล่า

               

ไอ้ต๊อดกับไอติมพากันเดินขึ้นไปที่ชั้นสองโดยมีผมตามมาทางด้านหลัง ปล่อยให้ตังเมแต่งหน้าทำผมให้ไอ้โอบอยู่ที่ชั้นล่าง

ความคิดเห็น