ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

EP 01 เข้าทาง Part ll Loading…100%

ชื่อตอน : EP 01 เข้าทาง Part ll Loading…100%

คำค้น : รักปีนเกลียว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.1k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 03 ก.ย. 2563 18:01 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 01 เข้าทาง Part ll Loading…100%
แบบอักษร

EP 01 

เข้าทาง Part ll Loading…100% 

 

“หึ!”

 

เสียงแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมองพี่ศิลาทันที ผมไม่ได้ลืมหรอกว่าเขานั่งอยู่ตรงนี้น่ะ เพียงแต่ตอนนี้ผมยังอยู่ในเวลางาน ผมต้องทำหน้าที่ของผมเสียก่อน คิดว่าถ้าตอนนี้ผมไม่ได้สวมผ้ากันเปื้อนของร้านอยู่ ผมจะไม่มีทางยอมให้เขานั่งมองผมเฉยๆ มาได้ตั้งนานสองนานหรอก จะรีบเดินไปยืนตรงหน้าให้เขามองให้พอใจเลยทีเดียว

 

               “รับอย่างอื่นเพิ่มมั้ยครับ เผื่อว่าพี่จะคอแห้ง หรือว่าอยากได้ผ้าเย็นประคบสักหน่อยมั้ยครับ ตาพี่น่าจะกำลังร้อน” ผมตั้งใจจะพูดเบาๆ แบบที่ให้เราได้ยินกันแค่สองคน

 

               “กูจะรอดูว่ามึงจะรอดรึเปล่า”

 

               “ถ้าไม่ใช่พี่ ผมไม่ฟรีกับใครหรอกครับ” ผมขยิบตาให้พี่ศิลาหนึ่งทีก่อนจะยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้คุณสกายอีกแก้วตามที่เธอสั่ง ซึ่งเดินมาถึงตรงนี้แล้ว ผมก็ยังรู้สึกตลอดเวลาว่าพี่ศิลามองตามมาและเขาคงจะยังมองต่อไปเรื่อยๆ เหมือนที่เขาบอกว่าเขาอยากรู้ว่าผมจะรอดจากเธอคนนี้ไปรึเปล่า

 

ได้ มาดูกัน!

 

“ผมดื่มแก้วนี้แล้วคุณสกายจะหายโกรธผมใช่มั้ยครับ” ผมถามยิ้มๆ พลางยกแก้วจินโทนิคขึ้นมาถือ

 

“ค่ะ แต่จะว่าไปสกายก็ไม่ได้โกรธจริงจังหรอกนะคะ แค่กำลังอยากหาเพื่อนดื่ม” เธอว่าแล้วยิ้มยั่ว ดวงตาคู่สวยของเธอมีเสน่ห์ นัยน์ตาระยิบระยิบเมื่อสะท้อนแสงไฟออกมา

 

“ยินดีครับ” ผมยื่นแก้วจินโทนิคออกไปแตะกับแก้วมาการิต้าในมือของเธอเบาๆ ก่อนจะดื่มจนหมด เธอดื่มช้ากว่าผมนิดหน่อย ท่าทีที่เธอวางแก้วบนเคาน์เตอร์พร้อมกับแลบลิ้นเลียริมฝีปากนี่ดูเซ็กซี่สุดๆ ไปเลย ติดนิดเดียวตรงที่เธอไม่ใช่สเป็ก

 

 “เราดีกันแล้วนะครับ”

 

“ค่ะ พี่โอบนี่น่ารักเสมอเลย” เธอยิ้มจนตาหยี

 

ผมน้อมรับคำชมนั้นไว้ก่อนจะก้มหัวให้เธอนิดหน่อยแล้วถอยหลังกลับออกมา ปล่อยให้เธอนั่งเสพบรรยากาศสักพัก เดี๋ยวถ้าต้องการอะไรเพิ่มเติม เธอจะเรียกผมเองนั่นแหละ

 

หันกลับมาอีกทีไอ้อินเทลก็ยืนอยู่ที่ที่ประจำของมันแล้ว ผมก็เลยอดไม่ได้ที่จะถามถึงลูกค้าที่มันเดินตามไปเมื่อครู่

 

“เรียบร้อยดีมั้ยวะ”

 

“อืม คงรู้ตัวก็เลยยอมเดินกลับมาจ่าย เพิ่งลุกออกไปเมื่อกี้” ไอ้อินเทลบ่นเบาๆ พลางส่ายหัวเอือมระอานิดหน่อย

 

“แล้วมึงอ่ะ ถูกเด็กล่อลวงไปถึงไหนต่อไหนแล้ว”

 

“น้อยๆ หน่อยมึง พูดอะไรเกรงใจแฟนในอนาคตกูด้วย” ผมว่าพลางชำเลืองหางตามองไปที่พี่ศิลานิดหน่อย ซึ่งถึงเขาจะไม่ได้มองผมอยู่ แต่พอผมพูดแล้วมองไปที่เขา เขาก็มองกลับมาทันที สายตาบ่งบอกว่าละเหี่ยใจกับผมเหมือนเคย

 

“กูล่ะสงสารพี่เขาจริงๆ มึงจะกัดเขาไม่ปล่อยเลยรึไง”

 

“กูยังไม่ได้กัดสักคำ พอมึงพูดแล้วก็อยากลองกัดเขาดูเหมือนกัน”

 

“เฮ้อ พอกันที กูเบื่อมึงจนไม่รู้จะหาคำไหนมาพูด เอาเป็นว่ามึงอยากทำอะไรก็ตามใจมึงก็แล้วกัน ไปๆ จะไปทำเชี่ยอะไรก็ไปทำเถอะ อย่าลืมดูแลเด็กของมึงด้วย”

 

“เด็กกูพ่อง!” ผมถลึงตาใส่ไอ้อินเทลก่อนจะเดินหนีมันออกมา แอบมองไปที่คุณสกายนิดหน่อย เห็นว่าเธอกำลังก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ เป็นโอกาสที่ดีที่ผมจะเดินเข้าไปอ่อยพี่ศิลา

 

“นั่งคนเดียวมันเหงานะครับ ไม่รู้ว่าพี่จอมทัพเดินไปเอาของถึงไหน ให้ผมคุยเป็นเพื่อนพี่ดีมั้ยนะ” ผมแสร้งถามลอยๆ พอพี่ศิลาช้อนตาขึ้นมามอง ผมก็รีบยิ้มหวานให้

 

“กูไม่เหงา”

 

“ไม่เป็นไรครับ ผมชอบเสนอหน้า ขอก่อกวนหัวใจของพี่ต่อไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน”

 

“มึงนี่มัน...”

 

“พี่ศิลาครับ” ผมรีบพูดแทรก

 

พี่ศิลาหยุดพูดแล้วสูดลมหายใจเข้าเต็มปอดเหมือนจะอดทนอดกลั้นกับผมพอสมควร แต่เชื่อสิว่าเขายิ้ม ถ้าสีหน้าเขาไม่ยิ้มแบบนี้ผมก็คงไม่กล้าเหมือนกัน ดูก็รู้ว่าเขาเองก็ดูไม่ได้ถือสาอะไร อาจจะตลกกับสิ่งที่ผมทำอยู่ก็ได้ ซึ่งผมก็อยากให้เขายิ้มนั่นแหละ ผมชอบเวลาเขายิ้ม ไม่อย่างนั้นจะหน้าด้านแซวให้เขายิ้มแบบนี้บ่อยๆ ทำไม

 

               “อะไรของมึง”

 

               โอ้โห เพียงแค่เขาขานรับ ผมก็มองเห็นอนาคตความรักของเราสดใสขึ้นมาทันใด

 

               “พี่มีแฟนรึยังอ่ะ”

 

ไม่รู้เหมือนกันว่านี่เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ผมถามแบบนี้กับเขา แต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบจากเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

 

พี่ศิลามองผมด้วยหางตานิดๆ ก่อนจะค่อยๆ ยื่นหน้าเขามาใกล้ อีกนิดเดียวปลายจมูกของเราก็จะชนกันอยู่แล้ว แต่เขาดันยกมือขึ้นมาตบหัวผมจนหน้าทิ่มเคาน์เตอร์บาร์เสียก่อน

 

               “อย่า-ปีน-เกลียว”

 

               คำตอบของเขาเอาผมใจฝ่อสนิท แต่ก็ยังเลือกที่จะเงยหน้ามายิ้มใส่เขาเหมือนเคย

 

               พี่ศิลาจิปากแล้วคอยแต่จะส่ายหัวไปมาซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น แต่เชื่อสิว่าตั้งแต่ที่เขานั่งลงตรงนี้ ไม่ว่าจะคุยกับผมหรือไม่ได้คุย สายตาของเขาจะมองผมหรือไม่ได้มอง แต่ทุกครั้งที่เราพูดคุยกัน เขาก็ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่าเขาอยากจะไล่ผมไปไกลๆ เลย หรืออาจเป็นเพราะผมคุ้นชินกับท่าทีและสีหน้าของคนรอบกายที่มักจะเป็นแบบนี้กับผมกันแทบทุกคนก็ไม่รู้

 

               “พี่ศิลาครับ”

 

               ขอหยอดอีกสักหน่อยก็แล้วกัน เดี๋ยวผมต้องรีบไปบริการลูกค้าคนอื่นแล้ว

 

               “อะไร”

 

               “ถ้าผมอยากได้พี่เป็นแฟน ผมต้องทำคะแนนยังไงครับ”

 

               “ทำใจเถอะไอ้โอบ” พี่ศิลาบอกเสียงเข้ม เขาทำทีเป็นขึงขังขึ้นมาเพื่อกลบเกลื่อนอาการกลั้นขำของตัวเอง อาการส่ายหัวไปมาติดๆ กับหลายๆ ครั้งนี่แปลว่าเขาน่าจะเสียอาการมากทีเดียว

 

               “นี่มึงยังไม่เลิกแซวไอ้ศิลาอีกเหรอวะไอ้โอบ” พี่จอมทัพเดินเข้ามาพอดี เขานั่งลงที่เก้าอี้สูงตัวข้างๆ พี่ศิลาแล้วมองผมกับพี่ศิลาสลับกันไปมาอย่างนั้นสักพักก่อนจะถอนหายใจ

 

               “แหม พี่ทัพก็ นานๆ ทีผมจะมีโอกาส”

 

               “แต่ที่กูเห็น คือมึงฉวยโอกาสตลอดต่างหาก ไปๆ มีอะไรก็ไปทำ ไม่ต้องมาเฝ้า เบื่อขี้หน้ามึง” พี่จอมทัพสะบัดมือไล่ ผมไหวไหล่ใส่เขานิดหน่อยก่อนจะผละตัวออกมา เขาไล่แล้วนี่ จะให้ผมอยู่ทำไม เอาเป็นว่าคืนนี้แซวไปได้หลายดอกแล้ว เห็นรอยยิ้มของพี่ศิลาแล้ว น่าจะเป็นอีกคืนที่ผมนอนหลับฝันดี

 

               Rrrr~

 

               โทรศัพท์มือถือของผมสั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกงด้านหลัง ทันทีที่ผมหยิบออกมาแล้วเห็นชื่อของคนที่โทรเข้ามาผมก็อดจะถอนหายใจไม่ได้

 

               “เจ้าหนี้มึงโทรมารึไง”

 

               “ทั้งชีวิตกูมีแค่เจ้าหนี้หัวใจ พี่ศิลาเขานั่งคุยกับพี่ทัพอยู่แค่นี้มึงไม่เห็นเหรอ เขาจะโทรหากูทำไม” ผมแกล้งว่า พูดจบก็แยกเขี้ยวใส่ไอ้อินเทลก่อนจะเดินเลี่ยงออกมาเพราะบริเวณบาร์เสียงเพลงจะค่อนข้างดัง ลูกค้าเริ่มนิ่งแล้ว ให้ไอ้อินเทลมันเฝ้าบาร์ไปคนเดียวนั่นแหละ กวนตีนผมดีนัก

 

               “ฮัลโหล”

 

               [นายสะดวกคุยกับพี่รึเปล่าโอบ] โทรมาทั้งที่รู้ว่าผมยังไม่เลิกงานก็ยังจะกล้าถาม

 

               “ครับ”

 

               [พรุ่งนี้โอบว่างรึเปล่า พี่อยากนัดเจอโอบสักหน่อย มีเรื่องสำคัญอยากจะคุยด้วยน่ะ เราไม่ได้เจอกันมาสองเดือนกว่าแล้วนะ]

 

               ไม่รู้เหมือนกันว่าผมควรจะดีใจรึเปล่าที่เขาจำได้แม้จะเป็นเพียงแค่รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เป็นผมต่างหากที่ไม่เคยใส่ใจจะจำมันเลยสักครั้ง

 

               “ก็ได้ครับ พี่อยากให้ผมไปเจอที่ไหน”

 

               [เอาเป็นร้านอาหารที่เราชอบก็แล้วกัน หรือว่าอยากเปลี่ยนร้านล่ะ เราเลือกก็ได้ พี่ตามใจ]

 

               “ร้านเดิมก็แล้วกันครับ ผมไม่เรื่องมากหรอก” ผมบอกเซ็งๆ รู้ตัวอีกทีผมก็เดินออกมาทางหลังร้านเสียแล้ว กำลังเดินเตะก้อนหินเล็กๆ ที่พื้นเล่นฆ่าเวลาอยู่ ถึงจะรู้ตั้งแต่แรกว่าเขาจะโทรมาคุยเพียงแค่ไม่นาน แต่ก็ไม่อยากให้ฟังเขาพูดเฉยๆ ให้สมองมันฟุ้งซ่าน

 

               [พูดอะไรแบบนั้นกันล่ะ ว่าแต่เราสบายดีใช่มั้ย]

 

               “ครับ สบายดี แต่ผมว่าเดี๋ยวมีอะไรเราค่อยคุยกันพรุ่งนี้ดีกว่าครับ ผมยังทำงานอยู่ เกรงใจเจ้านาย” ผมโกหกเพราะอยากจะวางสาย จริงๆ คือไม่ได้อยากจะรับตั้งแต่แรก แต่ก็ไม่รู้ทำไมถึงไม่กล้าปฏิเสธสายของเขาเลยสักครั้งเดียว

 

               [อืม เอาแบบนั้นก็ได้ เวลาเดิมนะโอบ พี่จะรอ]

 

               “ครับ สวัสดีครับพี่” ผมบอกสั้นๆ พูดจบก็เป่าปากยาวทีเดียว

 

               “อุ้ย!” หันมาอีกทีถึงได้เห็นว่าพี่ศิลายืนอยู่ด้านหลัง เหมือนว่าเขาจะเพิ่งจะเดินออกมา ทว่ากลับไม่เห็นพี่จอมทัพเดินตามเขาออกมาด้วย

 

               “จะกลับแล้วเหรอครับ” ผมฉีกยิ้มกว้างพลางเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงตามเดิม

 

               “เออ มึงโอเคนะ”

 

               เขาถามแล้วมองผมด้วยสายตาเรียบเฉย ทว่ามันกลับทำให้ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกเขาเป็นใส่ใจยังไงชอบกล

 

               “พี่ศิลาเป็นห่วงผมเหรอครับ” ผมรีบถามแล้วยิ้มกว้างกว่าเดิม

 

               “กูห่วงรถกู มึงเตะก้อนหินกระเด็นไปโดนรถกูเมื่อกี้ นี่ถ้ามึงไม่หันมาหรือว่าหยุดเตะ กูก็กำลังจะเตะมึงพอดี”

 

               “โธ่ ไอ้เราก็อุตส่าห์ดีใจ” ผมว่างอนๆ ก่อนจะลอบถอนหายใจเบาๆ อีกรอบ “ว่าแต่ทำไมคืนนี่พี่รีบกลับจังครับ ไม่ได้รอรับพี่จอมทัพกลับพร้อมกันตอนปิดร้านหรอกเหรอ”

 

               “ตอนแรกก็ว่างั้น แต่กูมีธุระนิดหน่อยเลยจะกลับก่อน”

 

               “อ้าว แล้วพี่จอมทัพเขาจะกลับยังไง”

 

               “แท็กซี่เยอะแยะ หรือไม่มันก็โทรให้คนที่บ้านขับรถมารับก็สิ้นเรื่อง” พี่ศิลาบอกเสียงเข้ม

 

               “จริงสินะครับ ผมก็ลืมคิดเรื่องนั้นไปสนิทเลย ถ้างั้นผมขอตัวกลับไปทำงานก่อนจะถูกพี่ทัพหักเงินก็แล้วกันนะครับ พี่ศิลาขับรถกลับดีๆ นะครับ ผมเป็นห่วง”

 

               “เดี๋ยวไอ้โอบ”

 

               “ครับพี่” ผมรีบหันกลับไปทันทีที่พี่ศิลาเรียกเอาไว้ เขาช้อนตามองผมแต่ยังเอาแต่เงียบ ไม่รู้เหมือนกันว่าคิดอะไรอยู่ สีหน้าดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ พลอยทำให้ผมรู้สึกใจคอไม่ดี

 

               หรือว่าเขาจะว่าอะไรเรื่องที่ผมชอบแซวเขารึเปล่านะ?

 

               “พรุ่งนี้มึงว่างรึเปล่า”

 

               “ฮั่นแน่” ผมรีบแซวทันทีที่พี่ศิลาถามจบ ก้อนเนื้อในอกเต้นแรงเว่อร์

 

               “กูมีเรื่องอยากขอให้ช่วย แต่ไม่ใช่เรื่องอะไรที่เข้าทางมึงแน่ๆ กูสาบาน”

 

ทำไมต้องพูดด้วยท่าทางมั่นใจอะไรเบอร์นั้นด้วยล่ะ ผมเสียกำลังใจหมด

 

“แล้วอะไรล่ะครับที่พี่บอกว่ามันจะไม่เข้าทางผมน่ะ บอกตามตรงน่ะครับว่ามันเข้าทางตั้งแต่ที่พี่มาขอให้ผมช่วยแล้ว” ผมเอียงคอมองหน้าพี่ศิลานิดๆ ยิ้มกวนๆ ให้เขาหน่อยๆ เพราะเริ่มรู้สึกได้รับสัญญาณที่ดี

 

“เรื่องงานน่ะ”

 

“งานอะไรครับ มีอะไรที่บาร์เทนเดอร์อย่างผมจะรับใช้พี่ได้งั้นเหรอครับ” ผมชักอยากรู้มากขึ้นเสียแล้วสิ

 

“ถ่ายแบบ”

 

“หา!”

 

“พอดีนายแบบที่กูติดต่อไว้มันเล่นตัว จะขอขึ้นค่าตัวกูเลยไม่เอา แต่งานส่วนอื่นมันพร้อมหมดแล้ว ขาดแต่นายแบบ”

 

“แล้วพี่ก็เลยจะให้ผมไปเป็นแบบแทนเนี่ยนะครับ” ผมถามด้วยความตกใจ ตอนนี้จะรักษาฟอร์มหรือว่าเก็บอาการอะไรก็ไม่ทันทั้งนั้น

 

“เออ มึงจะเรียกค่าตัวเท่าไหร่ก็ว่ามา ไม่นานหรอก เดือนหน้ากูจะเปิดตัวคอเลคชั่นใหม่ เดี๋ยวไม่ทัน” พี่ศิลาบอกเสียงเครียด พอฟังที่เขาพูดจบ ผมก็เลยนึกขึ้นมาได้ว่าเขาเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้า

 

“เร็วๆ มึงอย่าคิดนาน ถ้ามึงตกลง ก็จะได้โทรบอกคนอื่นๆ เขาวุ่นกันอยู่”

 

“โห พี่จะไม่ให้เวลาผมคิดเลยเหรอ ผมเคยทำอะไรแบบนั้นเสียที่ไหนกัน”

 

“ของมันต้องมีครั้งแรกเสมอนั่นแหละ”

 

“ฮั่นแน่” ผมแกล้งยกมือขึ้นชี้พี่ศิลาแบบแซวๆ อีกรอบ แต่ครั้งนี้เขากลับทำหน้านิ่งใส่ ไม่ยิ้มแย้ม ไม่แม้แต่จะถอนหายใจแบบทุกครั้ง ทำเอาผมต้องค่อยๆ สงบเสงี่ยมลงอย่างรู้ชะตากรรม

 

“ผม...ไม่รู้หรอกครับ ปกติครั้งแรกคนอื่นเขาคิดค่าตัวกันยังไงอ่ะ” ผมถามเสียงอ่อย เรื่องปฏิเสธน่ะไม่มีในหัวผมอยู่แล้ว ถ้าลองพี่ศิลามาขอให้ช่วย ผมก็ยินดีช่วย

 

“กูก็ไม่รู้เหมือนกันว่ะ แต่เดี๋ยวเช็กกับบีบี ที่เป็นคนติดต่อนายแบบให้ก็แล้วกันว่าปกติเขามีเรทยังไง ว่าแต่มึงตกลงรึเปล่า”

 

“อ่า...”

 

“กูไม่ง้อนะ ตัวเลือกกูเยอะ”

 

“ตกลงครับ กลัวพี่ไม่ง้อ ส่วนเรื่องค่าตัวผมไม่คิดเป็นเงิน”

 

“อะไรของมึง” พี่ศิลารีบถาม สีหน้าดูหวาดระแวงผมยังไงชอบกล

 

“เอาเป็นผมขอเดทกับพี่สักครั้งก็พอ”

 

               “มึงหยุด!” ช่างเด็ดขาดอะไรแบบนี้กันนะ

 

               “โอเคครับ ผมหยุดก็ได้ แต่ผมพูดจริงๆ นะ หรือไม่อย่างนั้นพี่ก็ไม่ต้องง้อผมก็ได้ จะลองติดต่อคนอื่นดูหรือจะลองบอกไอ้คนเก่าว่าพี่ยอมจ่ายค่าตัวมันเพิ่มก็แล้วกันแต่พี่” ผมลอยหน้าลอยตาบอก พูดทั้งที่ไม่มั่นใจสักนิดว่าเขาจะง้อนั่นแหละ แต่ถ้าเขามีทางเลือกอื่นจริงๆ ผมว่าเขาไม่ลองถามผมตั้งแต่แรกให้เสียฟอร์มหรอก เขารู้นี่นาว่าผมคิดยังไงกับเขาน่ะ

 

               “มึงนี่มันเจ้าเล่ห์จริงๆ”

 

               “พูดแบบนี้แปลว่าพี่ตกลงจะเดทกับผมรึเปล่าน้า” ผมยังคงแกล้งถาม ยกมือขึ้นมาเกาท้าทายนิดๆ เพื่อรอคำตอบ

 

               “ก็ขอเก็บไปคิดก่อนก็แล้วกัน”

 

               “สรุปว่าพี่จะลองติดต่อคนอื่นก่อน แล้วถ้าไม่มีคนอื่นทำให้พี่แล้วจริงๆ พี่ถึงค่อยวกกลับมาหาผมล่ะสิ ใช่สิ ผมมันของตายของพี่ตั้งแต่แรกอยู่แล้วนี่เนอะ”

 

               “ไอ้โอบ”

 

               “ไม่เป็นไรครับ เพื่อพี่ผมยอม เอาเป็นว่าถ้ารอบกายพี่ไม่มีใครแล้ว โทรหาผมนะ กระซิกๆ” ผมแสร้งสะอึกสะอื้นเบาๆ เรียกความหมั่นไส้ สีหน้าของพี่ศิลาตอนนี้ดูไม่จืดเหมือนกัน จะว่ายังไงดีล่ะ เขากลอกตาไปมา ถอนหายใจซ้ำๆ แถมยังขบฟันแน่นจนกรอบหน้าชัดขึ้นมากทีเดียว

 

               “เออ มึงนี่มัน...หึ่ย! พรุ่งนี้ไปให้ตรงเวลาด้วยก็แล้วกัน ส่วนเรื่องเดทห่าเหวอะไรของมึงนั่นไว้ตกลงกันทีหลัง เอาเรื่องงานให้รอดก่อน”

 

               “บางทีผมอาจเกิดมาเพื่อเป็นนายแบบให้พี่ตั้งแต่แรกก็ได้นะ รับรองว่าผมจะไม่ทำให้พี่ผิดหวัง”

 

               “ดี พรุ่งนี้กูแชร์โลเคชั่นให้ก็แล้วกัน”

 

               “ฮั่นแน่ นี่พี่กำลังขอเบอร์ผมเหรอ บ้าน่า ไม่ใช่เรื่องจริงหรอก”

 

               “เปล่า กูได้มาจากไอ้ทัพแล้ว”

 

               “ว้าวๆๆ นี่พี่แอบขอเบอร์ผมจากพี่ทัพมาแล้วเหรอเนี่ย”

 

               “ถ้ามึงยังไม่เลิกฮั่นแน่ใส่กู กูจะ...”

 

               “ขับรถดีๆ ครับพี่ ฝันดีนะ แล้วพรุ่งนี้เจอกัน บาย” ผมชิงบอกลาพี่ศิลาด้วยความอารมณ์ดี ขยิบตาทิ้งท้ายนิดๆ ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้ามาในร้าน และเดินผิวปากฮัมเพลงมาตลอดทาง

 

               ไหนเมื่อครู่นี้ใครบอกว่าไม่เข้าทางผมนะ ผมว่านี่มันเข้าทางผมเต็มๆ เลยต่างหาก เยส!

ความคิดเห็น