ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

EP 01 เข้าทาง Part l Loading…100%

ชื่อตอน : EP 01 เข้าทาง Part l Loading…100%

คำค้น : รักปีนเกลียว

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 3.9k

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 02 ก.ย. 2563 18:30 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
EP 01 เข้าทาง Part l Loading…100%
แบบอักษร

EP 01 

เข้าทาง Part l Loading…100% 

 

               “ครับแม่ ผมสบายดี”

 

               [แล้วเรื่องงานล่ะลูก เป็นยังไงบ้าง] แม่ยังคงถามผมด้วยน้ำเสียงห่วงใยเหมือนเคย

 

               “ก็ดีครับแม่”

 

               [เงินพอใช้รึเปล่า]

 

               ประโยคนี้มันดีต่อใจจริงๆ นะ

 

               “พอครับแม่ ผมไม่ลำบากหรอก และคิดว่าแม่เองก็คงไม่ลำบากเหมือนกัน เอาเป็นว่าแม่อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพด้วยก็แล้วกันนะครับ เรื่องอื่นผมรู้ว่าแม่เก่ง” ผมบอกยิ้มๆ เอียงคอหนีบโทรศัพท์เอาไว้แนบหูก่อนจะเอื้อมมือไปเปิดก๊อกน้ำเพื่อล้างมือ

 

ผมมาเข้าห้องน้ำน่ะ ทิ้งให้ไอ้อินเทลมันเฝ้าบาร์อยู่คนเดียวเพราะว่าวันนี้ลูกค้าไม่เยอะเท่าไหร่ อีกอย่างนี่ก็เกือบจะได้เวลาจะปิดร้านแล้วด้วย น่าจะเหลือลูกค้าอีกแค่ไม่กี่โต๊ะหรอก

 

[แม่แข็งแรงดีน่า ห่วงก็แค่ลูกนั่นแหละ เมื่อไหร่...]

 

               “แค่นี้ก่อนนะครับแม่ ผมต้องรีบไปทำงานต่อ แล้วพรุ่งนี้ผมจะโทรหา รักแม่ครับ” ผมตัดบทก่อนจะรีบกดวางสาย เมื่อเห็นเงาสะท้อนของเจ้าของร้านอย่างพี่จอมทัพเดินมาทางด้านหลัง

 

               “ไงมึง แอบคุยกับสาวล่ะสิ” พี่จอมทัพทักทายผมสั้น ก่อนที่เขาจะเดินไปฉี่ที่โถฉี่ด้านในสุดโน่น

 

               “ครับ สวยเสียด้วย หน้าคมๆ แถมยังโคตรใจดี อายุประมาณสี่สิบปลายๆ น่าเสียดายที่เธอแต่งงานแล้ว” ผมแกล้งว่า ก่อนจะสะบัดมือนิดหน่อยแล้วเดินมาเป่ามือที่เครื่องเป่ามือที่เครื่องเป่ามือซึ่งอยู่บริเวณเกือบจะถึงทางออก

 

               ป้าบ!

 

               “โอ๊ย พี่ทัพ”

 

               “มึงนี่มันกวนตีนจริงๆ แม้แต่แม่มึงๆ ยังไม่เคารพเลยนะไอ้เวร”

 

               ตบหัวผมแล้วยังจะมาด่าผมอีกแน่ะ!

 

               “แหม ขำๆ น่าพี่ แล้วนี่พี่ตบหัวผมนี่ล้างมือรึยัง สกปรก” ผมแสร้งโวยวาย พูดจบก็เตรียมจะเดินหนีแต่กลับถูกพี่จอมทัพล็อคคอเอาไว้แน่น ขนาดเป็นแขนข้างซ้ายที่เขาไม่ถนัดยังแข็งแรงจนผมแทบหายใจไม่ออก และที่น่าตกใจก็คือเขากำลังพยายามเอามือของเขายัดปากผม

 

               “ปากดีนักเหรอมึง มือกูสกปรกสินะ แดกกำปั้นสกปรกๆ หน่อยเป็นไง”

 

               “อ้ากกก พี่ท้าพพพ” ผมโวยวายลั่นห้องน้ำ พยายามผลักมือพี่จอมทัพออกไปพร้อมกับที่หันหน้าหนีกำปั้นของเขาสุดฤทธิ์ แต่เขาก็ยังเกร็งแขนเอาไว้ไม่ให้ผมดิ้นหลุด

 

               “ยอมแล้วๆ ผมยอม โห พี่ก็ จะเถื่อนไปไหนเนี่ย”

 

               “กูเคยคุยกับมึงดีๆ แล้วแต่มึงไม่โอเค กวนตีนจนบางทีกูก็งงไปหมดว่ากูเป็นเจ้านายหรือเพื่อนเล่นมึง หยุดดิ้นสิวะ ไหนมึงบอกมึงยอม”

 

               “ผมยอมหมายถึงผมอยากให้พี่ปล่อยผมต่างหาก ไม่ได้ยอมให้พี่เอากำปั้นพี่ยัดปากผมสักหน่อย” ผมพยายามอธิบาย นี่ถ้าไม่ใช่ห้องน้ำที่ใช้ได้เฉพาะพนักงานป่านนี้ลูกค้าที่เดินเข้ามาคงงงกันไปหมด

 

               “กูไม่ปล่อย”

 

               “ปล่อยโผ้มมม”

 

               “ไม่ หลอกด่ากูดีนัก กูยังไม่ลืมเรื่องวันก่อนที่มึง...”

 

               พลั่ก!

 

               ประตูห้องน้ำที่ถูกเปิดเข้ามาทำให้ทั้งผมและพี่มจอมทัพชะงักไปในฉับพลัน และเหมือนว่าผมจะเป็นคนที่ตั้งสติได้เร็วกว่าพี่จอมทัพ หรือแม้แต่ไอ้อินเทลที่เป็นคนเปิดประตูเข้ามา อาศัยจังหวะที่สองคนนั้นมองหน้ากันงงๆ อยู่ มุดตัวลงต่ำแล้ววิ่งหนีความโหดเหี้ยมอำมหิตของพี่จอมทัพมาซ่อนตัวด้านหลังไอ้อินเทลทันที

 

               “มึงมาพอดี พี่ทัพจะเอากำปั้นยัดปากกู โหดสัส” ผมรีบบอก

 

               ไอ้อินเทลชำเลืองหางตามองมาที่ผม สีหน้ามันดูเอือมระอาผมนิดๆ แต่ไม่ยอมพูดอะไรสักคำเดียว

 

               “ฝากไว้ก่อนเถอะมึง”

 

               “เนี่ย มึงดูดิ เจ้าคิดเจ้าแค้นฉิบหายเลย”

 

               “ไอ้เชี่ยโอบ”

 

               “เขาพูดไม่เพราะด้วยนะมึง”

 

               “ไอ้...”

 

               “มึงจะปล่อยเสื้อกูได้รึยัง รีบๆ ไปเฝ้าบาร์ได้แล้ว กูฝากไอ้เต้ไว้ กูจะไปเยี่ยวบ้าง” ไอ้อินเทลบอกเสียงเข้ม สายตาดุๆ ของมันมองต่ำลงไปที่มือของผมที่ยังกำชายเสื้อของมันเอาไว้แน่น พร้อมกับถอนหายใจใส่หน้าผมหนึ่งที

 

               “นี่มึงไม่คิดจะช่วยกูเลยรึไง”

 

               “ถ้าต้องเลือกช่วยคนใดคนหนึ่งระหว่างพี่ทัพที่เขาเป็นจ่ายเงินเดือนกูกับมึงที่คอยแต่จะเป็นภาระกูเนี่ย ถามควายที่ไหนเขาก็ไม่เลือกมึงมั้ยไอ้โอบ” ไอ้อินเทลบอกเสียงเข้ม พูดจบมันก็กระชากข้อมือของผมออกจขากเสื้อของมันอย่างไร้เยื่อใย

 

               “จำคำพูดของมึงไว้ก็แล้วกัน”

 

               “ทำไม มึงจะทำไมกู”

 

               “เปล่า พูดเท่ๆ ไปงั้น มึงคิดว่าพูดแบบนี้แล้วกูจะสำนึกเหรอ ฝันไปเถอะ กูสาบานว่ากูจะเป็นภาระมึงไปตลอดชีวิตนั่นแหละ” ผมบอกอย่างท้าทายก่อนจะเดินหนีหน้าไอ้อินเทลออกมา  

 

บ้าฉิบ! ไหงกลายเป็นผมกับไอ้อินเทลยืนทะเลาะกัน ส่วนพี่จอมทัพกลับเดินยิ้มเผล่ไปล้างมือตั้งแต่ที่ไอ้อินเทลมาตราหน้าผมว่าเป็นภาระของมันไปได้ ผมแค่ให้มันออกค่าข้าวไปก่อนแล้วไม่ค่อยจะคืนเองนะ อีกอย่างตัวภาระที่ไหนจะหน้าตาดีแบบผม ชิ!

 

เอาล่ะ ไร้สาระมาเยอะแล้ว ผมว่ากลับเข้าเรื่องกันดีกว่า ก่อนอื่นเลยผมขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการก่อนก็แล้วกัน

 

               ผมชื่อ ‘โอบเอื้อ’ เป็นบาร์เทนเดอร์ประจำอยู่ที่ 69 Bar หน้าที่ของผมก็คือชงเครื่องดื่มให้กับลูกค้าตามความต้องการของพวกเขาเพื่อแลกกับเงินเดือนอันน้อยนิด (อย่าบอกพี่จอมทัพนะ รู้กันแค่เรา)

 

ผมทำงานที่นี่มาได้หกเดือนแล้ว พอๆ กับไอ้อินเทลนั่นแหละครับ เพราะมันกับผมมาสมัครงานพร้อมกัน ก่อนหน้านี้ผมกับมันผ่านงานผับบาร์ หรือร้านอาหารกลางคืนมากันหมดแล้ว เรียกได้ว่าทำมาทุกตำแหน่งเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ตั้งแต่พนักงานโบกรถกระทั่งพนักงานเฝ้าห้องน้ำ (ภาษาชาวบ้านเรียกว่าเด็กสับเยี่ยวน่ะครับ)

 

จากนั้นก็ขยับตำแหน่งมาเรื่อยๆ จนมาถึงตำแหน่งผู้ชายบาร์เทนเดอร์ (Bar back) คร่าวๆ ระยะเวลาประมาณเกือบๆ ปี แต่แล้วพิษเศรษฐกิจก็ทำให้ที่ทำงานเก่าของพวกเราต้องปิดตัวลง ต้องหางานใหม่กันแบบไม่ทันตั้งตัว พอดีกับที่เดินผ่านมาเห็นป้ายหน้าบาร์ของพี่จอมทัพว่าต้องการรับสมัครบาร์เทนเดอร์ ผมกับไอ้อินเทลปรึกษากันอยู่ไม่นานครับ ประมาณสิบนาทีเพราะถ้ารีรอคือไม่ทันค่าเช่าห้องแน่ๆ ก็เลยตัดสินใจลองมาสมัครดู ในใจคิดว่าถ้าไม่ได้เป็นบาร์เทนเดอร์ก็ขอเป็นเด็กโบกรถก็ยังดี ทว่าบาปบุญของผมหรือมันก็ไม่แน่ใจ เราทั้งคู่สามารถชงเครื่องดื่มถูกคอบวกกับกวนตีนถูกใจจนพี่จอมทัพเขาประทับในวันนั้นเขาก็เลยรับพวกเราเข้าทำงานทันที มิหนำซ้ำยังรับเงินเดือนในตำแหน่งนั้นเต็มจำนวนโดยไม่ต้องทดลองงานเหมือนกับที่อื่นๆ ที่พวกผมเคยทำมาด้วยซ้ำไป

 

 เรียกได้ว่าผมกับไอ้อินเทลล้มลุกคลุกคลานกันมาพอสมควรทีเดียว ซึ่งสำหรับผมมันก็ไม่ได้แย่หรอกครับ ทั้งผมและมันประคองตัวเองกันจนเรียนจบและมีงานทำเลี้ยงปากเลี้ยงท้องมาได้นี่ก็โคตรภูมิใจแล้ว

 

“โต๊ะสามค่ะพี่โอบ”

 

เดินกลับมาที่บาร์ได้ น้ำก็เดินมาบอกให้ผมคิดเงินค่าเครื่องดื่มของลูกค้าโต๊ะสามพอดี ผมรีบหันไปหยิบบิลที่เสียบอยู่ด้านหลังมาคำนวณค่าเสียหายทั้งหมดแล้วจดใส่ไปในบิล วางใส่ถาดยืนกลับไปให้เธอทันที

 

ตอนนี้เหลือลูกค้าในร้านอยู่สามโต๊ะแต่กำลังเช็กบิลหนึ่งโต๊ะกับที่เคาน์เตอร์อีกสองคน ซึ่งจากประสบการณ์ผมรับรองได้ว่าลูกค้าที่เหลืออยู่นี่คือคัดคุณภาพมาแล้วจริงๆ ว่าจะนั่งนานเป็นพิเศษ ไม่ได้เวลาปิดร้านไม่กลับง่ายๆ แน่

 

“หวัดดีไอ้โอบ”

 

“อ้าว สวัสดีครับพี่ศิลา แวะมาหาผมเหรอครับ” ผมยิ้มกว้างทันทีที่พี่ศิลาเดินตรงเข้ามาทัก

 

“กูมาหาไอ้ทัพ”

 

ไม่เสียใจหรอก แต่เสียหน้าเพราะไอ้อินเทลแม่งเดินกลับมาได้ยินดีพอดีเลย

 

“หึ! แตกยับเลยสิมึง” ไอ้อินเทลเยาะเย้ย มันหันไปยิ้มให้พี่ศิลาแล้วเดินไปที่อีกฟากหนึ่งของบาร์ ส่วนผมก็ยังทำหน้าระรื่นอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว เพราะยังไงซะผมก็ไม่เคยคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว

 

คิดจะทำการใหญ่ใจต้องนิ่ง นิ่งมากๆ นิ่งให้มากถึงมากที่สุด!

 

“พี่ทัพเขาเข้าห้องน้ำน่ะครับ เดี๋ยวคงเดินออกมา พี่ศิลานั่งรอตรงนี้ก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมชงเครื่องดื่มใส่ใจมาให้”

 

“เบาได้เบาหน่อยนะไอ้โอบ นี่เพื่อนกู เว้นๆ มันไว้บ้างเถอะ” พี่จอมทัพที่เดินออกมาได้ยินพอดีถึงขั้นออกปากเตือนพร้อมกับส่ายหัว แต่ช่วยไม่ได้ที่ผมมันคนหน้ามึนมาแต่ไหนแต่ไร

 

ผมเห็นเขาตั้งแต่แรกแล้วนั่นแหละ เพราะว่าเขาก็เดินตามหลังไอ้อินเทลมา แต่แค่ทำเป็นไม่เห็นเพื่อหาทางหยอดพี่ศิลาเฉยๆ

 

“เบาไม่ได้หรอกครับ ความรักของผมมันหนักมาก ไม่เชื่อถามพี่ศิลาดู ผมทุ่มใส่เขาไปแล้ว”

 

“โอ๊ย กูจะอ้วก!” ไอ้โปเต้ที่เดินมาจากหลังร้านโวยวาย แต่ใครสนใจมันล่ะ ผมกำลังสนใจพี่ศิลาที่เดินมานั่งตรงหน้าเคาน์เตอร์บาร์หน้าผมตามคำเชิญของผมต่างหาก

 

เห็นมั้ย บอกแล้วว่าเขาแวะมาหาผม เขาไม่พูดตรงๆ เพราะกลัวจะเสียฟอร์มเฉยๆ หรอก

 

ทุกคนส่ายหน้าเอือมระอาผมกันหมด ไม่เว้นแม้แต่น้ำกับแก้ว เด็กเสิร์ฟอีกสองคนที่กำลังช่วยกันเก็บโต๊ะของลูกค้าโต๊ะสามที่เพิ่งจะลุกออกไป เก็บโต๊ะไปด้วย หัวเราะผมกันคิกคักๆ สนุกเลยทีเดียว

 

“พยานรักมึงนี่เยอะจริงๆ” พี่จอมทัพว่าเสียงเข้ม ก่อนที่เขาจะหันไปพูดกับพี่ศิลาต่อ

 

“เดี๋ยวกูขึ้นไปเอาของแป๊บ มึงจะไปด้วยกันมั้ย หรือจะนั่งตรงนี้ แต่บอกไว้ก่อนนะว่าอยู่ตรงนี้มึงจะไม่ปลอดภัยเพราะไอ้โอบมันจ้องจะงาบมึงอยู่”

 

พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง

 

ผมเอียงคอมองหน้าพี่จอมทัพนิดหน่อย ก่อนจะมองไปที่พี่ศาลาที่กระตุกยิ้มมุมปากพลางยกมือขึ้นมาหักข้อมือสะบัดเบาๆ สองสามครั้งเป็นเชิงบอกว่าให้พี่จอมทัพเดินขึ้นไปคนเดียวเพราะเขาจะนั่งรอพี่จอมทัพตรงนี้

 

โอ้โห ท่าทางและสายตาคือโคตรคูล

               

“กูจะถือว่ากูเตือนมึงแล้วก็แล้วกัน” พูดจบพี่จอมทัพก็หัวเราะทิ้งท้ายก่อนจะเดินไปทางหลังร้านเพื่อเดินขึ้นไปที่ชั้นสองซึ่งเป็นห้องทำงานของเขาน่ะ

               

“รับเครื่องดื่มอะไรดีครับพี่ศิลา เดี๋ยวผมใส่ใจให้เป็นพิเศษ” ผมไม่รอช้ารีบเดินเข้าไปถามทันที โอกาสอ่อยของผมมาถึงแล้ว ผมไม่มีทางปล่อยให้พี่เขาหลุดมือไปง่ายๆ หรอก แม้จะแอบเห็นสีหน้าเบื่อหน่ายของไอ้อินเทลก็ตามที

               

“น้ำเปล่า ไม่เอาน้ำแข็ง” เสียงทุ้มๆ นี่มันนุ่มกระแทกใจผมจริงๆ

               

“ยินดีครับ” ผมบอกยิ้มๆ ก่อนจะรีบเตรียมน้ำเปล่าให้พี่ศิลาตามคำสั่งทันที ระหว่างนั้นก็แอบมองเขาเป็นระยะๆ ซึ่งเขาก็กำลังมองผมอยู่เหมือนกัน มองไปยิ้มไป ผมว่าเขาต้องกำลังคิดอะไรกับผมอยู่แน่ๆ

               

“น้ำเปล่าครับ” ผมยิ้มกว้างพร้อมกับวางขวดน้ำและแก้วเปล่าบนเคาน์เตอร์ “น้ำเปล่าขวดนี้มันอาจจะหวานนิดหน่อยนะครับ เพราะผมเลือกขวดพิเศษมาให้พี่โดยเฉพาะ”

               

“เฮ้อ เหมือนมึงว่างนะไอ้โอบ”

               

“ถ้าพี่รำคาญไม่อยากให้ผมว่างอยู่ที่นี่ ก็อนุญาตให้ผมไปวิ่งเล่นในใจพี่หน่อยจะได้มั้ยครับ”

               

“พอเถอะไอ้เชี่ยโอบ กูสงสารพี่ศิลา” ไอ้โปเต้เดินผ่านมาอีกรอบยังคงไม่วายจะแวะเสือกเรื่องของผมอีกเหมือนเคย ซึ่งผมก็รีบหันไปฉีกยิ้มให้มันก่อนจะยิงฟันแล้วพูดกับมันอย่างสุภาพเพื่อรักษาภาพลักษณ์ว่า

               

“อย่าเสือก ชิ่ว!”

โดยไม่เปล่งเสียงออกไป

Rrrr~

               

ใช้สายตาไล่ไอ้โปเต้แต่มันยังไม่ทันไป โทรศัพท์พี่ศิลาก็ดังขึ้นมาเสียก่อน ถึงอยากจะมองหน้าเขาอีกสักพัก ส่งยิ้มให้เขาอีกสักหน่อยและอ่อยเขาอีกสักสิบยี่สิบนาที ก็ต้องหันหลังกลับออกมาทำหน้าที่ของตัวเองเพราะคำว่ามารยาท

               

เฮ้อ คิดเสียว่ามาเตรียมมุกก็แล้วกัน

               

ผมทำทีเป็นเช็ดแก้วต่อไปเงียบๆ ทั้งที่สองหูแอบฟังเสียงพี่ศิลาอย่างตั้งใจ แต่ก็ไม่ได้จะเสียมารยาทพูดหรือสาระแนเรื่องของเขาออกไปสักหน่อยนี่ แค่ฟังเพราะอยากจะได้ยินเสียงของเขาเฉยๆ

               

“พรุ่งนี้สิบโมง”

               

อ่า...เขานัดกับใครนะ จะใช่แฟนสาวรึเปล่า เพราะจนถึงป่านนี้แล้วผมก็ยังไม่รู้เลยว่าพี่ศิลาเขามีแฟนรึยัง ถามพี่จอมทัพเท่าไหร่พี่จอมทัพก็ไม่ยอมตอบ บอกให้ถามพี่ศิลาเอาเอง ซึ่งก็ใช่ว่าผมจะไม่กล้าถามเสียเมื่อไหร่ ผมถามทุกครั้งที่มีโอกาสนั่นแหละแต่ว่าเขาตอบผมด้วยสายตาเอือมระอาทุกที

               

“กูไม่ตลก”

               

อ้าวๆๆ เสียงเริ่มไม่ขำแล้วสิ ผมมันต้องมีปัญหาบางอย่างเกิดขึ้นแน่ๆ

               

“แล้วไง มันเป็นหน้าที่มึงไม่ใช่เหรอที่ต้องคุยน่ะ ลองดูก็แล้วกัน กูรอคำตอบ เพราะยังไงซะคนอื่นเขาก็พร้อมกันหมดแล้ว ถ้ามันจะต้องมาเสียเพราะคนๆ เดียว กูไม่เอาไว้นะ”

              

 อ่า...เด็ดขาดชะมัด ผมนี่ขนหัวลุกแทนไอ้คนที่พี่ศิลาจะไม่เอาไว้เลยทีเดียว

               

“หวัดดีค่ะพี่โอบ”

               

“อ้าว สวัสดีครับคุณสกาย ผมคิดว่าคืนนี้คุณสกายจะไม่แวะมาเสียอีก” ผมรีบหันมาต้อนรับลูกค้าสาวอีกคนที่เพิ่งจะทักทายผม ก่อนที่เธอจะนั่งลงถัดจากพี่ศิลาไปไม่ไกล

คุณสกายเป็นลูกค้าประจำของที่ร้าน เธออัธยาศัยดีและคุยเก่งมากๆ สมกับที่ทำงานด้านการขาย เธอมักจะแวะสัปดาห์ละสองถึงสามครั้ง และจะแวะมาช่วงดึกๆ ใกล้เวลาร้านปิดแบบนี้เสมอ ดื่มแค่ไม่กี่แก้วแล้วก็กลับน่ะ

 

“ไม่ได้เห็นหน้าพี่โอบก็นอนไม่หลับกันพอดีสิคะ”

 

โดนไปหนึ่งดอก แต่นั่นไม่อาจทำให้หัวใจของผมสั่นสะเทือนได้หรอกเพราะผมชินแล้ว การเป็นบาร์เทนเดอร์ที่หน้าตาดีมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ

 

               “ครับ แล้ววันนี้จะดื่มอะไรดีครับ” ผมถามยิ้มๆ คิดจะยืนอยู่ตรงนี้อะไรปล่อยเบลอได้ก็ต้องทำนะครับ ถ้ามัวแต่ต่อความยาวสาวความยืดเรื่องมันจะยิ่งบานปลาย ถ้าไม่ได้คิดจะสนุกด้วยเราต้องนิ่งเฉยเข้าไว้ นี่เป็นเทคนิคการเอาตัวรอดที่ผมใช้เป็นประจำ

 

               “ขอจินโทนิคแล้วกันค่ะ”

 

               “ได้ครับ รอสักครู่นะครับคุณสกาย” ผมยิ้มให้คุณสกายก่อนจะหันกลับมาเตรียมเครื่องดื่ม ซึ่งไม่นานจิโทนิคก็พร้อมเสิร์ฟ “จินโทนิคได้แล้วครับ”

 

               “ขอบคุณค่ะ” คุณสกายยิ้มกว้างจนตาหยี พร้อมกับยื่นมือมารับเครื่องดื่ม ทว่าเหมือนเธอจะตั้งใจจับมือผมด้วยน่ะสิ

 

               ผมยังคงยิ้มเพื่อรักษามารยาท พยายามจะดึงมือออกอย่างสุภาพที่สุดแต่ครั้งนี้กลับดูยากกว่าทุกที

 

               “อุ้ย!”

 

               “ขอโทษครับ เดี๋ยวผมเปลี่ยนแก้วใหม่แล้วกันให้นะครับ” ผมบอกยิ้มๆ หลังจากที่เพิ่งจะทำจินโทนิคหกรดมือตัวเองและมือของเธอไปครึ่งแก้ว

 

               ผมตั้งใจจะขยับข้อมือเพื่อให้มันหกนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ยอมปล่อยมือผมง่ายๆ เธอถึงเนื้อถึงตัวเร็วจนบางทีผมก็อึดอัด แต่ก็พยายามจะใจเย็นๆ อีกอย่างนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอพยายาม ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเริ่มจะรุกหนักขึ้นทุกทีแล้วเหมือนกัน

 

               ไอ้อินเทลหันมามองผมนิดหน่อย แต่ผมส่ายหัวเบาๆ เป็นเชิงบอกมันว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ก่อนจะเดินกลับมาชงจินโทนิคใหม่อีกแก้ว

 

               “ผมขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อนนะครับ” ลูกค้าอีกคนที่นั่งดื่มมาตั้งแต่เมื่อช่วงหัวค่ะทำทีเป็นขอลุกไปเข้าห้อง

 

               “รบกวนลูกค้าชำระเงินค่าเครื่องดื่มก่อนนะครับ”

 

               “เดี๋ยวผมกลับมาจ่าย” เขาคนนั้นยืนยันกลับมาทันที น้ำเสียงบ่งบอกว่าเริ่มไม่พอใจที่ผมบอกให้เขาจ่ายเงินก่อน

 

               “แต่...”

 

               “เชิญครับ” ไอ้อินเทลพูดแทรก ผมหันไปมองหน้ามันนิดหน่อย ซึ่งมันก็ส่ายหัวไปมาเบาๆ เหมือนที่ผมทำกับมันเมื่อครู่นั่นแหละ

 

               เอาวะ คืนนี้ดูท่าทางจะไม่จบง่ายๆ

 

               “เดี๋ยวกูมา”

 

               “อย่าเสือกไปต่อยขาล่ะ เงินเดือนมึงไม่พอให้พี่ทัพเขาหักนะ” ผมเตือนขำๆ ไอ้อินเทลผลักหัวมาหนึ่งทีก่อนจะเดินตามลูกค้าคนนั้นออกไป

 

               จะว่ายังไงดีล่ะ มันเคยเกิดกรณีลูกค้าที่จะเบี้ยวอยู่บ่อยครั้งน่ะ มีทั้งทำทีเป็นขอไปเข้าห้องน้ำ ขอไปสูบบุหรี่ หรือไม่ก็ออกไปคุยโทรศัพท์ จากนั้นก็เหมือนถูกลักพาตัวหายหัวไปเสียเฉยๆ ไม่กลับมาจ่ายเงินอีกเลย ผมกับไอ้อินเทลก็เลยซวยที่ต้องรับผิดชอบค่าเครื่องดื่ม พวกเราก็เลยต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา แต่ถ้าไม่ว่างกันจริงๆ จะบอกคนอื่นๆ ให้คอยตามไปดูให้ หรือถ้าคิดว่าไม่ไหวจริงๆ ก็ให้แจ้งพี่จอมทัพได้เลยทันที แล้วเขาจะเป็นคนจัดการเอง ไม่ว่าจะเรียกรปภ. มาลากออกไปตกลงกันข้างนอก หรือจะตกลงกันแบบที่ยอมเสียลูกค้าไปเลยก็เคยมีมาแล้ว

 

               “จินโทนิคครับคุณสกาย ขอโทษด้วยนะครับสำหรับเรื่องเมื่อครู่”

 

               “ไม่หายโกรธค่ะ” เธอตั้งแง่ ครั้งนี้ผมระวังตัวขึ้นกว่าเดิมด้วยการวางแก้วเครื่องดื่มลงบนเคาน์เตอร์แล้วดึงมือกลับออกมาอย่างรวดเร็ว

 

               “แล้วผมต้องทำยังไงดีครับ” ผมแสร้งถาม จริงๆ ไม่ได้อยากจะถามเลย ติดตรงที่ถ้าทำแบบนั้นมันอาจจะดูเสียมารยาทไปสักหน่อย เอาเป็นว่าผมจะรักษามารยาทเอาไว้เท่าที่พอจะทำได้ก็แล้วกัน

 

               “ดื่มแก้วนี้แทนสกายหน่อยแล้วกันค่ะ ส่วนของสกาย ขอเปลี่ยนเป็นมาการิต้า”

 

               เฮ้อ ผมเริ่มปวดหัวกับเธอแล้วนะ

 

               “ได้ครับ คุณสกายรอผมอีกสักครู่แล้วกันนะครับ” ผมยิ้มให้เธอเหมือนเคย ก่อนจะหมุนตัวกลับมาเตรียมเครื่องดื่มแก้วใหม่ให้เธออีกรอบ

 

               “หึ!”

 

เสียงแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอทำให้ผมต้องเงยหน้าขึ้นมองพี่ศิลาทันที ผมไม่ได้ลืมหรอกว่าเขานั่งอยู่ตรงนี้น่ะ เพียงแต่ตอนนี้ผมยังอยู่ในเวลางาน ผมต้องทำหน้าที่ของผมเสียก่อน คิดว่าถ้าตอนนี้ผมไม่ได้สวมผ้ากันเปื้อนของร้านอยู่ ผมจะไม่มีทางยอมให้เขานั่งมองผมเฉยๆ มาได้ตั้งนานสองนานหรอก จะรีบเดินไปยืนตรงหน้าให้เขามองให้พอใจเลยทีเดียว

 

               “รับอย่างอื่นเพิ่มมั้ยครับ เผื่อว่าพี่จะคอแห้ง หรือว่าอยากได้ผ้าเย็นประคบสักหน่อยมั้ยครับ ตาพี่น่าจะกำลังร้อน” ผมตั้งใจจะพูดเบาๆ แบบที่ให้เราได้ยินกันแค่สองคน

 

               “กูจะรอดูว่ามึงจะรอดรึเปล่า”

 

               “ถ้าไม่ใช่พี่ ผมไม่ฟรีกับใครหรอกครับ” ผมขยิบตาให้พี่ศิลาหนึ่งทีก่อนจะยกเครื่องดื่มมาเสิร์ฟให้คุณสกายอีกแก้วตามที่เธอสั่ง ซึ่งเดินมาถึงตรงนี้แล้ว ผมก็ยังรู้สึกตลอดเวลาว่าพี่ศิลามองตามมาและเขาคงจะยังมองต่อไปเรื่อยๆ เหมือนที่เขาบอกว่าเขาอยากรู้ว่าผมจะรอดจากเธอคนนี้ไปรึเปล่า

 

ได้ มาดูกัน!

ความคิดเห็น