facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่10 ความรู้สึกของคังอ๋อง

ชื่อตอน : บทที่10 ความรู้สึกของคังอ๋อง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 368

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2563 23:12 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่10 ความรู้สึกของคังอ๋อง
แบบอักษร

10 

ความรู้สึกของคังอ๋อง 

 

           เมื่อหลันเซวียนอุ้มเสี่ยวอินออกมาจากห้องน้ำ องครักษ์หญิงคนหนึ่งก็ตรงเข้ามาหานางพร้อมจดหมายในมือ

           “มีคนฝากมาถวายพระสนมเพคะ บอกว่าเป็นจดหมายจากสหายเก่า”

           “สหายเก่าหรือ?” หลันเซวียนทวนอย่างแปลกใจ แล้วส่งเสี่ยวอินให้แม่นมเพื่ออ่านจดหมาย

 

           ข้าจะรอพบเจ้าในสวนใกล้ลานจัดเลี้ยง 

           เฉิงซ่ง 

 

           หลันเซวียนขมวดคิ้ว แม้นางจะจำลายมือเขาไม่ได้ แต่นางยังจำชื่อของเขาได้เป็นอย่างดี

เฉิงซ่ง นามนี้เป็นนามของอดีตคู่หมั้นของนาง...นามของคังอ๋องแห่งแคว้นเยวี่ย!

หญิงสาวถอนหายใจออกมาเบา ๆ แล้วพับจดหมายเก็บ แน่นอนว่านี่ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง หากนางซึ่งเป็นสนมของฮ่องเต้จะลอบไปพบบุรษใดโดยที่สามีไม่รู้ ต่อให้นางเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือนก็ยังไม่ควร หลันเซวียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงหันไปพูดกับองครักษ์ของตน

           “หากแม้ผู้ใดต้องการพบข้า ก็ให้ไปขอพระราชทานอนุญาตจากฝ่าบาท แล้วมาพบข้าอย่างถูกต้องตามธรรมเนียม มิใช่ลอบส่งจดหมายเรียกออกไปพบเช่นนี้” แม้นางจะพูดกับคนของตน แต่เจตนาคือให้คนของคังอ๋องที่น่าจะยังซุ่มอยู่แถวนี้ได้ยิน ซึ่งองครักษ์ของนางเองก็เข้าใจในความหมายนั้นเช่นกัน

           หญิงสาวเอื้อมมือไปรับเสี่ยวอินคืนมาจากแม่นม แล้วเดินกลับเข้าไปในงานเลี้ยง จ้าวหนิงเห็นนางเดินกลับมาก็พยักหน้าให้ เขาก้มลงป้อนขนมแป้งปั้นรูปดอกท้อเล็ก ๆ ให้เสี่ยวอินด้วยใบหน้าอ่อนโยน แต่เมื่อต้องหันกลับไปพูดคุยกับขุนนางผู้ใหญ่และแขกบ้านแขกเมืองต่อ ก็กลับมีเพียงความเย็นชาเท่านั้นที่ปรากฏออกมา

การเป็นผู้ปกครองสิบสองแคว้น ทำให้จ้าวหนิงต้องรักษาภาพลักษณ์ความเป็นจักรพรรดิผู้เด็ดขาดคนเดิมไว้ เพราะจักรพรรดิที่ดูอ่อนโยนในสายตาผู้อื่น มักถูกมองว่าอ่อนแอและมีปัญหาความกระด้างกระเดื่องของผู้ใต้บังคับบัญชาตามมา จนอาจทำให้การปกครองสิบสองแคว้นไว้ในมืออย่างมั่นคง กลายเป็นเรื่องที่กระทำได้ยากยิ่ง

หลังจากที่หลันเซวียนกลับมาไม่นาน คังอ๋องที่ลุกตามองครักษ์ของตนไปเมื่อครู่ก็กลับมานั่งที่เดิม ใบหน้าเขาเริ่มฉายแววกังวลใจ ทั้งยังเหลือบมองหลันเซวียนอยู่เป็นระยะ หากแต่ผู้ถูกมองกลับมิได้ใส่ใจ สิ่งเดียวที่นางกำลังให้ความสนใจอยู่ในยามนี้ คือการป้อนน้ำ ป้อนขนมให้ลูกน้อยของนางเท่านั้น

เมื่อถึงยามซวี ( ประมาณ 19.00 - 20.59 น. ) เสี่ยวอินก็เริ่มหาว แล้วซุกซบลงบนอ้อมอกของหลันเซวียนด้วยความง่วงงุน หญิงสาวจึงขออนุญาตจ้าวหนิงกลับตำหนัก ทั้งที่งานยังไม่เลิก

“ไปเถิด แล้วข้าจะรีบตามไป” จ้าวหนิงกระซิบบอกเบา ๆ

หลันเซวียนพยักหน้ารับ แล้วจึงถวายคำนับ ร่างบอบบางในชุดสีแดงอุ้มทารกตัวกลมป้อมไว้อย่างทะนุถนอม ก่อนเดินออกจากงานไปอย่างเงียบ ๆ โดยมีสายตาของคังอ๋องมองตามไปตลอดทาง

คังอ๋องถอนหายใจเบา ๆ ไม่พบกันเพียงไม่กี่ปี จากเด็กสาวที่เคยมีรอยยิ้มสดใสและมองเขาด้วยความเขินอายจนแก้มสองข้างกลายเป็นสีแดงจัด บัดนี้กลายเป็นหญิงสาวที่งามสง่าทั้งรูปร่างหน้าตาและกิริยามารยาท

นางกลายเป็นสนมขององค์จักรพรรดิไปแล้ว

ชายหนุ่มนึกถึงคำที่องครักษ์ไปรายงานเขาในสวน นางปฏิเสธไม่มาพบเขา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่ยอมพบ เพียงแต่เขาควรต้องทำให้ถูกต้อง เพราะอย่างไรเสีย อีกฝ่ายก็ได้ชื่อว่าเป็นถึงพระสนมของฮ่องเต้ เป็นเขาเองที่คิดน้อยไป คิดเพียงว่าอยากพบนางและพูดคุยกับนาง เพียงสองสามประโยคก็ยังดี

เพราะชาตินี้ เขาติดค้างนางไว้มากมายเหลือเกิน

หลันเซวียนยังกลับไม่ทันถึงตำหนักเลี่ยงซิ่ว เสี่ยวอินก็ผล็อยหลับไปแล้ว นางจึงใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าเช็ดมือให้เด็กน้อย แล้วไปส่งเจ้าตัวเล็กเข้านอนด้วยตัวเอง

ราวยามจื่อ ( ประมาณ 23.00 - 24.59 น. ) จ้าวหนิงก็กลับมาที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว ร่างกายเขามีกลิ่นสุราพอสมควร หญิงสาวจึงพาเขาไปอาบน้ำเพื่อให้เขาสบายกาย แต่ก็ไม่วายถูกสามีดึงลงมาในอ่างน้ำด้วย

ในอ่างไม้ทรงไม่เตี้ยไม่สูง จ้าวหนิงโอบกอดหลันเซวียนไว้ในอ้อมกอดของตน ใบหน้าคมเข้มซุกซบอยู่บนไหล่บอบบาง ทั้งยังพรมจูบที่เต็มไปด้วยความปรารถนาลงตามไหล่ลาดเนียนอย่างรักใคร่

“ข้ารู้เรื่องที่คังอ๋องส่งจดหมายให้เจ้าวันนี้แล้ว” เขากระซิบที่ข้างหูของนาง

“อ้อ” หลันเซวียนไม่แปลกใจเท่าไรนัก นางเองก็คิดอยู่แล้วว่าองครักษ์ต้องรายงานเขาอย่างแน่นอน

“เจ้าอยากพบเขาหรือไม่”

“หม่อมฉันไม่ได้รู้สึกว่าอยากพบหรือไม่อยากพบเพคะ” หลันเซวียนตอบ “จะให้พบหรือไม่ สุดแล้วแต่ฝ่าบาทจะพิจารณา”

“หากข้าไม่ให้พบเล่า”

“หม่อมฉันก็จะไม่พบเขา”

“แล้วถ้าข้ายินยอมให้พบ?”

“หม่อมฉันก็แค่พบเขา”

จ้าวหนิงหัวเราะในลำคอเบา ๆ

“เจ้านี่นะ เดี๋ยวนี้รู้จักผลักภาระการตัดสินใจให้ข้าแล้วหรือ” ชายหนุ่มกดจูบลงบนไหล่ของภรรยาแรง ๆ คล้ายจะลงโทษ

“ทรงเป็นที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวของหม่อมฉัน ชีวิตหม่อมฉันเป็นของฝ่าบาท ย่อมต้องให้ฝ่าบาทตัดสินพระทัยสิเพคะ”

จ้าวหนิงหัวเราะให้กับคำตอบเอาใจของนาง ความจริงแล้ว วันนี้เขารู้สึกพอใจในการวางตัวของหลันเซวียนอยู่ไม่น้อย การที่นางไม่ออกไปพบคังอ๋องตามลำพัง ไม่เพียงแต่เป็นการให้เกียรติตัวเอง แต่ยังให้เกียรติเขาที่เป็นสามีอีกด้วย นางให้เขาเป็นฝ่ายตัดสินใจว่าจะให้นางพบคังอ๋องหรือไม่ อาจเป็นเพราะในใจนางเห็นเขาสำคัญกว่าบุรุษที่เป็นอดีตคู่หมั้นผู้นั้น

หลันเซวียนของข้า จะต้องทำให้ข้าลุ่มหลงเจ้าสักเท่าไรจึงจะพอใจ

“เอาเถิด หากเขากล้ามาขออนุญาต ข้าก็กล้าให้เขาเข้าพบเจ้า” ชายหนุ่มพูดออกมาในที่สุด

เพราะเขาเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่า คังอ๋องมีธุระอะไรกับภรรยาของเขากันแน่!

เช้าวันต่อมา หลังจากที่จ้าวหนิงเลิกประชุมขุนนางในท้องพระโรงแล้ว คังอ๋องก็มาขอเข้าเฝ้าเพื่อขอพระราชทานอนุญาตในการเข้าพบหลันเซวียนตามที่เขาคาดการณ์ไว้

“เจ้ามีธุระอันใดกับ ‘ภรรยา’ ของข้า” จ้าวหนิงถามเสียงเรียบ พลางมองบุรุษเบื้องหน้าอย่างพิจารณา

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องมากมายที่ติดค้างพระสนม ชาตินี้คงตายตาไม่หลับ หากมิได้พูดคุยกับนางให้กระจ่างแจ้ง”

“อ้อ กระนั้นหรือ”

แม้น้ำเสียงนั้นฟังดูมีแววเย้ยหยันแฝงอยู่ แต่ผู้ฟังก็หาได้มีใจโกรธเคืองเรื่องนี้ ด้วยเข้าใจความเป็นบุรุษด้วยกัน คังอ๋องจึงเลือกที่จะมองสบตากับจ้าวหนิงอย่างไม่หลบเลี่ยงเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจให้อีกฝ่ายได้รับรู้

หากเขาเป็นผู้ที่ ‘อดีตคู่หมั้นของภรรยา’ มาขออนุญาตเข้าพบภรรยาของเขา เขาเองก็คงลำบากใจไม่น้อย ถ้าฮ่องเต้จะไม่ยินยอมให้เขาพบหลันเซวียน ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

“ได้ ข้าจะให้เจ้าพบหลันเซวียน”

คำตอบของจ้าวหนิงทำให้คังอ๋องอดประหลาดใจไม่ได้ หรือเขาจะไม่ได้ใส่ใจหลันเซวียนอย่างที่ใครต่อใครร่ำลือกัน?

จ้าวหนิงยังเอ่ยต่อ “แต่ข้าคงมิอาจให้เจ้าไปพบนางที่ตำหนักในได้ ฝ่ายในของข้าหาใช่สถานที่ที่จะให้บุรุษใดเดินเข้าออกได้ส่งเดช เจ้าจงรอนางอยู่ที่ตำหนักชินหรงแห่งนี้ ข้าจะให้คนไปตามนางมาพบเจ้าเอง”

“เป็นพระกรุณาพ่ะย่ะค่ะ” คังอ๋องคุกเข่าถวายคำนับทันที

จ้าวหนิงคล้ายยิ้มแต่ไม่ยิ้ม ในใจกำลังคิดว่า หากคังอ๋องผู้นี้คิดไม่ซื่อกับภรรยาของเขา เขาจะฆ่าเจ้านี่ด้วยวิธีการใดจึงจะสาแก่ใจ

ไม่นานนัก หลันเซวียนก็มาถึงตำหนักชินหรงพร้อมเว่ยซิ่วอิง ทั้งสองเดินเข้ามาในห้องโถงที่จ้าวหนิงกำลังพูดคุยกับคังอ๋องอยู่ ทันทีที่เห็นนาง คังอ๋องก็เผยรอยยิ้มออกมาอย่างชัดเจน

“ถวายบังคมฝ่าบาท คารวะท่านอ๋อง” หลันเซวียนคำนับทั้งสอง

แม้คังอ๋องจะเป็นผู้ปกครองของแคว้นที่พ่ายสงคราม แต่อย่างไรเสีย นางก็เป็นเพียงสนมขั้นเฟยเท่านั้น ย่อมต้องให้เกียรติเขาในฐานะผู้ครองแคว้นคนหนึ่ง

“ไม่ต้องมากพิธี” จ้าวหนิงกล่าว “มานั่งสิ”

“เพคะ” หลันเซวียนเดินไปนั่งข้างจ้าวหนิง ทว่านางยังไม่ทันได้ลงนั่งดี เกากงกงก็เดินตามเข้ามาในห้องโถง

“ทูลฝ่าบาท มีสารมากจากแคว้นหยางพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม” จ้าวหนิงพยักหน้ารับ ก่อนจะหันมาหาหลันเซวียน “ดูเหมือนญาติผู้พี่ของข้าจะมีธุระบางประการ พวกเจ้าคุยกันไปก่อนก็แล้วกัน”

“เพคะฝ่าบาท”

ร่างสูงในชุดลายมังกรก้าวออกจากห้องโถงไป กระทั่งนางกำนัลก็ไม่เหลือไว้สักคน ยามนี้จึงมีเพียงหลันเซวียนกับคังอ๋องเท่านั้นที่อยู่ตามลำพังในห้องโถงกว้าง หลันเซวียนลอบถอนหายใจ ไม่รู้ว่าสามีของนางคิดจะให้ความเป็นตัวแก่นาง หรือคิดวางแผนสิ่งใดอยู่กันแน่

“พระสนม สบายดีหรือไม่” คังอ๋องเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน การเรียกนางว่าพระสนม ทำให้เขารู้สึกแปลกไม่น้อย แต่อย่างไรเสีย นั่นก็เป็นตำแหน่งที่แท้จริงของนางในยามนี้ และเป็นตำแหน่งที่เขาสมควรต้องเรียก

นางหาใช่องค์หญิงใหญ่แห่งแคว้นเซียวอีกต่อไป

“หม่อมฉันสบายดีเพคะ ท่านอ๋องทรงเป็นเช่นไรบ้าง”

“ข้าสบายดี” น้ำเสียงเขาไม่ค่อยสบายใจนัก “ที่ข้าขอพบพระสนมวันนี้ เพราะมีเรื่องที่ข้ายังติดค้างเจ้าอยู่”

“เรื่องอะไรเพคะ”

“ข้าขอโทษ” เขาเอ่ยออกมาอย่างจริงใจ กระทั่งใบหน้าก็ยังฉายแววเจ็บปวด “ยามที่เจ้าถูกเซียวชิงกักขังไว้ในตำหนักร้าง ข้าไม่... ข้าไม่เคยยื่นมือเข้าช่วยเหลือเจ้าเลยสักครั้ง”

หลันเซวียนมองสบตาเขานิ่ง สองสามปีก่อน นางเองก็เคยโกรธแค้นคังอ๋องที่เขาไม่ให้การช่วยเหลือนางจากโทษทัณฑ์ของพี่ชาย ทั้งที่ด้วยฐานะของเขา เขาย่อมสามารถช่วยเหลือนางได้ แต่เขากลับเลือกที่จะนิ่งเฉย แล้วปล่อยให้นางใช้ชีวิตอย่างทนทุกข์ในตำหนักร้างจนแทบจะเสียสติ

และในช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากนั้น นางจึงได้ทราบว่า ‘คู่หมั้น’ อาจจะไม่ใช่คนที่พร้อมจะรักและปกป้องเราก็เป็นได้

“ยามนั้นข้ามัวหมกมุ่นอยู่กับเรื่องทำศึกสงคราม เฝ้าแต่วางแผนว่าจะทำอย่างไร จึงจะเป็นฝ่ายชนะ ข้าไม่อยากมีปัญหากับพี่ชายเจ้า จึงเลือกที่จะปล่อยเจ้าไป”

ความที่ต้องแบกภาระบ้านเมืองไว้บนบนบ่า ทำให้คังอ๋องจำต้องเลือกระหว่างสตรีกับแคว้นของตน เขายอมรับว่า เด็กสาวที่มีท่าทางเอียงอายทุกครั้งที่พูดคุยกับเขาทำให้รู้สึกชมชอบนางไม่น้อย แต่การที่ได้พบเจอกันเพียงไม่กี่ครั้งนั้น ก็ทำให้เขาไม่ได้มีความรักให้นางมากพอที่จะให้การช่วยเหลือนาง

แล้วสุดท้าย เขาก็ต้องสูญเสียทั้งบ้านเมืองและสตรีที่ตนชอบไปในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

“ข้าเห็นแก่ตัวและไม่คู่ควรกับเจ้าแม้แต่น้อย บางที การที่เจ้าไม่ต้องแต่งงานกับข้า อาจเป็นเรื่องดีในชีวิตของเจ้าก็เป็นได้” ชายหนุ่มพูดอย่างขมขื่น “ข้าขอโทษหลันเซวียน ข้าขอโทษเจ้าจากใจ เจ้าไม่จำเป็นต้องอภัยให้ข้า เพียงแต่ข้าอยากให้เจ้ารู้ไว้ว่า ข้าไม่เคยไม่รู้สึกผิดต่อเจ้า ยิ่งได้ทราบว่าฝ่าบาททรงพาเจ้ากลับมาแคว้นอิ๋ง ข้าก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อเจ้าอย่างที่สุด”

ตามที่เขาได้ยินมา จ้าวหนิงบีบบังคับหลันเซวียนมาเป็นหญิงบำเรอ แม้ยามนี้นางจะได้เป็นพระสนม แต่เขาก็ยังไม่วางใจว่า นางได้ตำแหน่งนั้นเพราะคลอดธิดาให้ฮ่องเต้หรือเพราะฮ้องเต้โปรดปรานนางจริง ๆ หากเป็นเหตุผลประการแรก ยามนี้ก็นับว่า ชีวิตของหลันเซวียนในแคว้นอิ๋งหาได้มีความมั่นคงเท่าไรนัก

“เรื่องนี้ ท่านอ๋องไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดหรอกเพคะ” หลันเซวียนยิ้มออกมาจาง ๆ ขณะพูด และเป็นครั้งแรกที่นางยิ้ม นับตั้งแต่ได้พบหน้าคังอ๋อง “ฝ่าบาททรงเป็นบุรุษที่ดียิ่ง ทรงดีกับหม่อมฉันและลูกมาก การได้อยู่เคียงข้างฝ่าบาท นับเป็นวาสนาของหม่อมฉัน”

“เจ้า...เจ้าพูดจริงหรือ?” คังอ๋องถามคล้ายไม่อยากเชื่อในสิ่งที่นางเล่า

“เพคะ” หลันเซวียนตอบ “หม่อมฉันทราบว่าคนนอกพูดถึงฝ่าบาทเช่นไร หรือทรงปฏิบัติต่อคนอื่นอย่างไรบ้าง แต่กับหม่อมฉัน ทรงเป็นพระสวามีที่ดีและเป็นพระบิดาที่ดีของลูกของหม่อมฉัน”

“...”

“หม่อมฉันยอมรับว่าเคยโกรธแค้นท่านอ๋องที่ไม่ให้การช่วยเหลือ ทั้งที่หม่อมฉันเป็นคู่หมั้นของท่าน แต่ในวันนี้ หม่อมฉันคงต้องยอมรับว่า เพราะการที่ท่านนิ่งเฉยในวันนั้น ส่งผลให้วันนี้ หม่อมฉันมีครอบครัวที่อบอุ่น มีพระสวามีที่เมตตาและมีลูกน้อยที่น่ารักอย่างเฟยอิน”

“...”

“หม่อมฉันขอบพระทัยท่านอ๋องจากใจจริง เรื่องใดที่แล้วไปแล้ว ก็ให้แล้วกันไปเถอะเพคะ หม่อมฉันยกโทษให้ท่านสำหรับเรื่องราวในอดีตที่ผ่านมา และหวังว่าท่านอ๋องจะยกโทษให้ตัวเองเช่นกัน”

คังอ๋องนิ่งเงียบไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง เขามองหลันเซวียนที่กำลังส่งยิ้มมาให้ นางดูไม่ได้เป็นทุกข์กับการเป็นสนมของจ้าวหนิงดังเช่นที่ได้พูดออกมา ก่อนหน้านี้เขาเองก็พอจะสังเกตอยู่บ้างว่า จ้าวหนิงดูเหมือนจะรักใคร่ธิดาของตนไม่น้อย เรื่องที่หลันเซวียนกล่าวว่าเขาดีต่อนางและลูก จึงไม่น่าจะเป็นคำโกหก เมื่อรวมคำบอกเล่านี้เข้ากับการให้อภัยของนาง ความรู้สึกผิดที่เขาเก็บซ่อนไว้ในใจมาหลายปีก็คล้ายได้รับการปลดปล่อย

“ขอบพระทัย” ชายหนุ่มพูดออกมาในที่สุด “ขอบพระทัยพระสนมที่อภัยให้ข้า”

“ขอบพระทัยที่มาพูดเรื่องนี้กับหม่อมฉันเช่นกัน” หลันเซวียนตอบพร้อมรอยยิ้มจริงใจดุจกัน “ระหว่างเรา ไม่มีสิ่งติดค้างกันอีกต่อไปแล้วนะเพคะ”

คังอ๋องเผยรอยยิ้มที่มุมปาก ใบหน้าอ่อนโยนแสดงถึงความตื้นตันจากใจ เขามองเด็กสาวที่เติบโตเป็นหญิงสาวเต็มตัวตรงหน้า แม้จะเสียใจอยู่บ้างที่มิอาจไขว่คว้านางมาไว้ข้างกายได้ แต่อีกใจหนึ่ง เขากลับดีใจกับนาง ที่ยามนี้นางได้มีทั้งลูกและสามีที่ดี...ดียิ่งกว่าที่เขาจะสามารถเป็นให้นางได้

บางทีนี่อาจเป็นลิขิตสวรรค์กระมัง 

ความคิดเห็น