ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

พยัคฆ์ร้ายผู้ชายชุมโจร ตอนที่2

ชื่อตอน : พยัคฆ์ร้ายผู้ชายชุมโจร ตอนที่2

คำค้น : พยัคฆ์ร้ายผู้ชายชุมโจร Yaio18+ P.NowNow

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 81

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 01 ก.ย. 2563 21:05 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
พยัคฆ์ร้ายผู้ชายชุมโจร ตอนที่2
แบบอักษร

 

เมื่อเวลาพระอาทิตย์ตกดินมาถึง เวลาแห่งการทำผิดของผมและนิลก็เริ่มต้นขึ้น แต่วันนี้มันกลับต่างออกไป เพราะสิ่งที่พวกผมกำลังทำมันเลวร้ายกว่าการหลอกเอาเงินคนอื่นด้วยมายากลมาก..

 

"เพ้นท์...ถึงเวลาแล้ว" ในเมื่อรับปากกับแม่ไว้แล้วว่าจะไม่ทำ ดังนั้นการทำงานครั้งนี้ของผมกับนิลจึงให้แม่รู้ไม่ได้ 

 

"แม่หลับแล้วหรอ?" ผมถาม หลังจากเมื่อเย็นที่กลับมา พวกผมก็วางแผนกันไว้ว่าจะออกไปส่งของตอนเที่ยงคืนแต่การที่จะออกไปนั้น จะให้แม่รู้ไม่ได้เด็ดขาด

 

"หลับแล้วเมื่อกี้กูเพิ่งเดินไปดูมา รีบไปเถอะเดี๋ยวช้าจะโดนด่าเอา" ผมลุกขึ้นหยิบของที่ต้องส่งขึ้นมาจากใต้เตียง ของที่ได้รับมาจากคนอีกกลุ่มเมื่อหลายวันก่อน

 

 ผมกับนิลค่อยๆพากันเดินให้เบาที่สุดเพื่อไม่ให้คนในบ้านตื่น

 

"พี่นิล..พี่เพ้นท์..จะไปไหนกันคะ?" ผมกับคนที่กำลังเปิดประตูด้วยความเงียบพากันสะดุ้ง เมื่อได้ยินเสียงทักของเด็กน้อยในชุดนอน ท่าทางดูยังไม่ตื่นเต็มที่

 

"วะ..ว่าไงเกล้า ตื่นมาทำไมตอนนี้ครับ" ผมก้มลงดึงร่างน้อยเข้ามากอดพร้อมกับถาม พลางสายตาก็มองไปที่ประตูห้องนอนแม่ เพราะกลัวว่าท่านจะตื่น

 

"เกล้า..ปวดฉี่" นิลเดินไปดูน้องๆที่เหลือ ก่อนที่ผมจะพาเกล้าไปเข้าห้องน้ำ 

 

"พวกพี่จะไปไหนกัน." ผมกับนิลมองหน้ากัน ก่อนที่ไอนิลมันจะเป็นคนอธิบาย

 

"พวกพี่จะออกไปทำงาน แต่เกล้าสัญญากับพี่นะว่าจะไม่บอกแม่ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าพี่ซื้อขนมมาฝาก โอเค๊?" เกล้าทำหน้าสงสัย แต่ก็พยักหน้ารับ

 

 หลังจากที่สัญญากันเสร็จผมก็เดินออกมารอนิลมันที่หน้าบ้าน เพราะมันจะส่งน้องเข้านอนก่อน

 

"หลับไปแล้ว..รีบไปกันเถอะ" เราออกเดินทางไปยังจุดนัดหมายที่ตกลงกันไว้ เมื่อมาถึงก็พบแต่ความมืดสนิทท่ามกลางดงหญ้ามีอาคารร้างเก่าๆอยู่หลังหนึ่ง

 

ติ้ง!

 

ติ้ง!!

 

"พวกนั้นรออยู่ข้างใน มึงเอาหน้ากากมามั้ย" ผมหยิบสิ่งที่มันถามถึงขึ้นมาให้ดู หน้ากากไร้สวดลายสีดำล้วนดูกลมกลืนกันความมืดเป็นที่สุด

 

เราใส่มันอย่างรวดเร็วและพากันเดินเข้าตึกไป มีเพียงแสงจากแฟลชมือถือเท่านั้นที่เป็นแสงสว่างภายในตึกนี้

 

"มาช้าตั้ง15นาที อย่างนี้ต้องมีค่าเสียเวลาสักหน่อยแล้วมั้ง..." ห้องห้องเดียวที่ยังพอมีแสงสว่างอยู่บ้าง ภายในมีคนที่ใส่หน้ากากเช่นเดียวกันอยู่อีกหลายคน แต่คนที่พูดกับผมนั้นใส่หน้ากากสีแดงสดอยู่คนเดียว

 

"ขอโทษ มันมีเหตุจำเป็นนิดหน่อย" นิลพูด ฝ่ายนั้นมองพวกผมอย่างสำรวจ

 

"ทำครั้งแรกหรอ?" คราวนี้เราไม่ได้ตอบ เพียงแค่วางกระเป๋าสีดำขนาดกลางไม่ใหญ่มาก ลงตรงหน้าคนถาม ไอหน้ากากแดงมันก็หัวเราะเบาๆ แต่ดูเป็นการแค่นหัวเราะซะมากกว่า

 

"ของครบ เงินครบ แบบนี้ค่อยทำงานกันง่ายหน่อย" ฝ่ายนั้นยังคงพูดเองเอ่อเองอยู่เช่นเดิม จนเมื่อการแลกเปลี่ยนจบลง ผมกับนิลก็เตรียมตัวจะกลับ

 

"เดี๋ยว..ไม่รู้จักหน้ากากแดงจริงๆหรอ?" ผมที่ชักจะรำคาญกับคำพูดอีกฝ่ายเต็มที ก็หันกลับมามองทางต้นเสียงแต่ก็ต้องชะงัก เมื่อกากขาวคนอื่นๆ

ที่ในตอนแรกยืนอยู่ฝั่งตัวเอง แต่ตอนนี้กลับมายืนล้อมพวกผมไว้อย่างไม่มีทางหลบได้

 

"หน้ากากแดงเค้าชอบคนคุยเก่ง.. ถ้าคุยแล้วไม่ตอบก็จบ.." ผมที่ยังไม่เข้าใจอะไรจนกระทั่งกระเป๋าเงินในมือถูกกระชากกลับไป พร้อมๆกับปืนจากหน้ากากแดงที่จ่อมายังพวกผม

 

เชี้ย! พวกมันเล่นสกปรกกับพวกผมซะแล้ว

 

"เงินนี่ถือเป็นค่าเสียเวลาแล้วกัน " ผมมองกระเป๋าเงินที่เคยอยู่กับผม แต่ตอนนี้มันกลับไปอยู่กับไอหน้ากากแดงอีกครั้ง

 

"ถ้าพวกเรามาช้าแล้วมันผิดมาก จะเอาเงินกลับไปก็ได้แต่คืนของมาด้วย" เสียงสั่นๆของนิลทำให้ฝ่ายนั้นหัวเราะ

 

"ครั้งแรกก็แบบนี้แหละ ถ้าไม่โดนไล่ออกก็คงถูกตัดนิ้วสักสองสามนิ้ว แล้วจำไว้เป็นบทเรียนนะ ว่าทีหลังอย่าคิดไว้ใจคนที่ไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าอีก ฉันเตือนเอาไว้.."

 

 

"ห๊ะ?..นี่มึงจะโกงกูหรอ!" ฝ่ายนั้นทำเสียงชู่ว์~~ เป็นสัญญานให้หยุด ก่อนจะพูดต่อ

 

"ทีหลังก็อย่าโง่อีกนะ เด็กน้อย.." นิลที่พูดเถี่ยงกับมันในตอนแรกเริ่มตัวสั่นขึ้นด้วยความโกรธ วินาทีนั้นผมเห็นเงาตะคุ่มๆของใครบางคนอยู่หน้าประตูทางออก 

 

แต่ก่อนที่ผมจะได้ทักความชุลมุลและเสียงปืนก็ดังขึ้นติดๆกัน เมื่อมีผู้ชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่าตัวเองเป็นตำรวจ และขอให้พวกเราหมอบลง

 

แต่นั้นคงสั่งไอ้หน้ากากแดงไม่ได้ เพราะมันเลือกที่จะยกปืนขึ้นยิงสวนแทน เปิดโอกาสให้ผมและไอนิลที่อยู่ข้างหลังได้หนี 

 

"มึงออกก่อนเลย! " ผมพูด เพราะทางออกเดียวของเราในตอนนี้ก็คือหน้าต่างที่ชำรุดบานหนึ่ง โชคดีที่มันเป็นชั้นสอง แถมข้างล่างก็เป็นพงหญ้าดังนั้นจึงทำให้ไม่สูงมากถ้ากระโดดลงไปอย่างมากก็แค่จุกๆ

 

ปั้งๆ!

 

ก่อนที่ผมจะปีนตามเพื่อนไป ก็ต้องรีบก้มตัวลงหมอบเมื่อมีกระสุนยิงหลุดมาทางผมอยู่หลายนัด ผมเงยหน้าขึ้นมองหน้าต่างที่เป็นทางออกเดียว และหันมองไอพวกหน้ากากแดงที่ตอนนี้เหลือกันไม่กี่คน 

 

อีกไม่นานก็คงจะจนมุมจนได้ แต่ตอนนั้นผมต้องไม่อยู่ที่นี้แล้ว ผมตัดสินใจรวบรวมความกล้าครั้งสุดท้ายในการลุกขึ้นปีนหน้าต่าง จนออกมาได้สำเร็จ

 

แต่ก่อนที่ผมจะกระโดดออกไป ไอหน้ากากแดงก็หันมามองที่ผมซะก่อน ก่อนที่เป้าหมายในการยิงของมันจะกลายเป็นผม

 

ปั้ง!

ตุ๊บ!!

 

"เพ้นท์!! ร่างของผมตกกระแทกพื้นอย่างแรง แม้จะไม่สูงมากแต่การที่ผมถูกยิงเข้าที่หน้าอกอย่างจังก็ทำให้ผมช้ำเกินกว่าจะพยุงตัวไหว

 

"นิล มึงไปก่อน..ไปก่อนเลย" ไม่ใช่ว่าผมไม่กลัวตาย ผมกลัวผมกลัวว่าตัวเองจะตายอย่างโดดเดี่ยว แต่ถ้านิลมันต้องถูกจับเพราะผม ผมยอมไม่ได้

 

"มึงจะบ้ารึไง! มึงเพื่อนกูนะ!!" นิลพูดด้วยเสียงที่กึ่งตะคอกพร้อมกับน้ำตาที่ไหล เสียงปืนข้างบนสงบแล้วอีกไม่นานตำรวจต้องมาแน่ๆ

 

"มึงไป..มึงต้องไป กลับไปซื้อขนมให้เกล้าไง" ผมบอกตอนนี้สายตาผมเริ่มพร่ามัว รู้สึกหน้ามืดและหนาวจัดเพราะเสียเลือดมาก 

 

"ไอเพ้นท์.. " ผมจับมือมันแล้วบีบแน่น เมื่อมองขึ้นไปข้างบนก็พบว่ามีตำรวจนายหนึ่งมองลงมาและส่งสัญญานกับคนในห้องว่ายังมีคนร้ายอยู่ตรงนี้อีกสองคน

 

 

"มึงต้องไปไอนิล! เราจะมาจบด้วยกันตรงนี้ไม่ได้ มึงต้องกลับไปดูแลแม่กลับไปซื้อขนมให้เกล้า ต้องกลับไปดูแลเด็กๆด้วย.. เชื่อกูนะ"  ผมกำมือมันแน่น มันเองก็คงอึดอัดและสับสน จึงร้องตะโกนออกมาด้วยเป็นการระบายความเสียใจ ก่อนที่จะค่อยๆวางร่างของผมให้นอนลงบนพื้นทั้งน้ำตา

 

 

"กูสัญญา " ว่าจบแล้วมันก็รีบวิ่งและแฝงตัวหายเข้าไปในความมืด

ตอนนี้เหลือแค่ผมคนเดียว ผมไม่คิดว่าช่วงเวลาสุดท้ายในชีวิตของผมมันจะเร็วขนาดนี้ สายตาผมทอดมองขึ้นไปบนท้องฟ้าในเวลากลางคืน วันนี้ดาวสวยดีนะ..ปกติเอาแต่ก้มหน้าทำงาน 

 

ผมจะหลับตาแล้วนะ

 

จะหลับตาแล้ว..

 

 

 

เอ่อ...แล้วไงต่ออะ?

 

 

ตอนนี้ผมไม่รู้อะไรแล้ว ทุกอย่างมันมืดอย่างกับห้องที่ปิดไฟ แต่จู่ๆก็มีแสงสว่างพุ่งเข้ามาหาจนผมรีบหลับตาปี๋แทบไม่ทัน

 

"ตายแล้ว ปล่อยวางได้แล้วหรือไม่" ผมมองไม่เห็นใครเลย แสงสว่างส่องลงมาจากข้างบนมองๆดูเหมือนกำลังโดนฉายสปอร์ตไลท์ใส่อยู่เลย

 

"ไม่ต้องพยายามมองหาเราหรอก เราก็คือแสงที่ส่องเจ้าเนี่ยแหละ ว่ายังไง ตกลงว่าตายแล้วปล่อยวางได้หรือไม่?" เสียงนั่นยังคงย้ำถามประโยคเดิมอีกครั้ง คราวนี้ผมก้มลงมองปลายเท้าตัวเองก่อนจะตอบ

 

"ไม่ได้ครับ." 

 

"ทำไมจึงไม่ได้" 

 

"เพราะคนที่ผมรักยังไม่เป็นสุขครับ" เสียงพูดคุยกับผมขาดหายไปสักครู่ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง

 

"รู้หรือไม่ ว่าเหตุผลนี้มนุษย์นับล้านคนใช่ตอบกับเรา เรารู้และเข้าใจแต่ปล่องวางเสียเถอะ ทุกอย่างมันเป็นไปตามเหตุและผลของมัน " ผมเองก็ชอบอ่านหนังสือธรรมมะ คำตอบของท่านผู้นั้นเป็นสิ่งที่ผมอ่านผ่านตามาเยอะ ดั้งนั้นผมจึงไม่คาดหวังคำตอบที่แตกต่างสักเท่าไหร่

 

 

"ท่านครับ.." ผมที่กำลังพยายามทำใจปล่อยวาง อยู่ๆความมืดรอบตัวผมก็หายไป กลับกลายเป็นแสงสว่างพร้อมกับการปรากฎตัวของชายผู้หนึ่ง แต่ดูดีๆความมืดนั้นไม่ได้หายไปไหน

แต่นั้นเป็นเพราะแสงสว่างที่ฉายออกมาจากผู้ชายคนนั้นต่างหาก ที่ทำให้รอบข้างผมสว่างตาม

 

"แสงของเจ้าทำให้เราแสบตา" ผมนึกขำ ในหนังสือที่ผมอ่านไม่เห็นเคยบอกไว้เลยว่าท่านผู้นั้นแสบตาเป็นด้วย

 

"เค้าเรียกว่าออร่าความดีครับ " และในหนังสือก็ไม่เคยบอกเหมือนกัน ว่ามีคนที่มั่นใจในตัวเองขนาดนี้.

 

"มีอะไรก็ว่ามา " ชายผู้มาใหม่ยิ้มรับก่อนที่จะพูดขึ้น

 

"ชายผู้นี้มีชื่อว่า กฤติเดช แก้วจอมขวัญ เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2546 ความดีมากมายแต่ความร้ายก็ไม่ต่างกัน ทั้งล่อลวง หลอกล่อ และเล่นกลเพื่อให้ได้มากซึ่งทรัพย์ เหตุที่ทำให้มาที่นี้คือการถูกยิง แต่... " 

"เค้ายังไม่ตาย.."

 

"ผมเงยหน้ามองด้านบนของแสงอย่างงงๆ อะไรนะ?ยังไม่ตายหรอ... จริงดิ!!

 

"อ้าว.. ยังไม่ตายหรือ" ห๊ะ!?นี่คือสิ่งที่ท่านผู้นั้นถามผมเนี่ยนะ? ผมควรตอบว่ายังไง แบบว่า..ใช่ครับ!ผมยังไม่ตายท่านดูผิด อย่างนี้หรอ?..

 

"ครั้งที่สองแล้วนะครับท่าน.." ชายข้างๆผมกล่าวด้วยเสียงเหนื่อยใจ 

 

"เราขอโทษ เรารับมาผิดเอง" แต่ผมก็รู้สึกชื่นชมเล็กๆที่คนที่อยู่ในจุดสูงขนาดนั้น กล้ายอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำผิด

 

"งั้น..ผมจะได้กลับไปใช่มั้ยครับ "ผมถามอย่างดีใจ รู้สึกมีความหวังขึ้นมาอีก1000%

 

"กลับ..แต่ไม่ใช่ที่เดิม " รอยยิ้มเล็กๆของผมถูกเก็บคืนทันทีที่ได้ยินดังนั้น

 

"เรารู้ว่าเจ้าไม่ใช่คนไม่ดี แต่สิ่งที่เจ้าเลือกทำก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกเช่นกัน การที่เจ้าได้มาที่นี้ในเวลาที่ไม่เหมาะสมแม้จะเป็นเพราะความผิดพลาดของเรา เราเองยอมรับ"

 

"แต่ในเมื่อเจ้ามีโอกาสมาแล้ว เราก็จะให้บทเรียนแก่เจ้า ให้เจ้าได้เรียนรู้ได้พบกับหนทางใหม่ๆ ขอให้เจ้าโชคดี" โดยไม่มีสัญญานใดๆผมก็รู้สึกตัวชาก่อนที่จะค่อยๆเห็นร่างของตัวเองโปร่งแสงและหายไป 

 

ภาพทีีแว๊บเข้ามาในความคิดเปลี่ยนไปเป็นเหมือนภาพขาวดำของหนังสมัยก่อน ย้อนมาตั้งแต่ที่ผมเห็นตัวเองที่เป็นคนอื่นโดนยิง 

มีผู้ชายคนหนึ่งกอดผมไว้ ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะตัดไปพร้อมๆกับเสียงหนึ่งที่ลอยตามมา

 

"สิ่งเดียวที่จะทำให้เจ้ากลับมาได้ ก็คือ..ความตาย " ผมจำได้ว่าเป็นเสียงของท่านผู้นั้น 

 

ตาย?

 

"ท่านก็นะ! แต่ข้าแนะนำว่าอย่าเลยดีกว่า.." แต่เสียงสุดท้ายที่ดังมาเหมือนจะเตือนๆเป็นเสียงของผู้ชายผู้มีออร่าความดีนั้น

 

เอิ่ม....

 

 

ก๊อกๆ!!

 

"ไอใบ้ๆ! ตื่นรึยัง " ผมที่ค่อยๆลืมตาขึ้นเพราะเสียงเคาะประตูดังๆ พร้อมทั้งเสียงเรียกที่ไม่คุ้นทำให้ผมคิ้วขมวดอย่างสงสัย

 

ใครวะ?

 

"ไอใบ้! ข้าวางข้าวไว้ตรงนี้เหมือนเดิม หิวก็มากินนะ!" ผมมองไปรอบๆตัว ก็พบว่ามันเป็นห้องห้องหนึ่ง ที่ทำด้วยไม้ไผ่รอบด้าน 

 

เสียงเรียกนั้นเงียบไปแล้ว เหลือเพียงร่างของผมที่ค่อยๆพยุงตัวเองขึ้นนั่ง 

 

แกร๊ง!

 

"โซ่..." ผมมองที่ข้อเท้าตัวเองก็พบว่ามันโดนล่ามด้วยโซ่เส้นโตอยู่ ผมที่ทั้งตกใจและไม่เข้าใจว่านี้มันเกิดอะไรขึ้น แต่ก็หยุดความคิดไว้ก่อนเพราะเสียงท้องที่ร้องขึ้นด้วยความหิว

 

ผมมองตามสิ่งที่มีคนวางไว้ให้ 

 

"คงไม่มียาพิษหรอกมั้ง.." ห่อข้าวและกระบอกน้ำที่วางอยู่ก็ดูน่ากินดี มันถูกส่งมาจากช่องๆหนึ่ง ขนาดใหญ่แค่พอการส่งของกินเข้ามาแค่นั้น 

 

 ผมแกะห่อข้าวออกมาก็พบกับข้าวเหนียวกับหมูหวาน รสชาติมันอร่อยมากเหมือนที่แม่เคยซื้อให้กินสมัยยังได้ไปโรงเรียนเลย  

 

ผมนั่งกินไปจนหมด ก่อนจะล้มตัวลงนอนมองลอดออกไปทางช่องส่งอาหาร ข้างนอกมีผู้คนพอสมควร แต่ดูยังไงก็ไม่เหมือนที่ที่ผมมา

 

ว่าแต่..เมื่อกี้คนที่เอาข้าวมาให้เค้าเรียกผมว่าใบ้หนิ 

 

"อะแฮ่ม! สวัสดี! ผมชื่อเพ้นท์!! อ้าว..ก็ไม่ใบ้นี่หว่า" หรือมันเป็นชื่อผมที่นี้หรอ?  

 

เฮ้อ..ขี้เกียจคิดแล้วโว้ย!!

 

ผมนอนมองคนที่อยู่ข้างนอกไปสักพัก จนกระทั่งผล็อยหลับไป..

 

 

 

 

P.NowNow 

ตอนสองจบแล้วจ้าาา ไม่รู้จะพิมพ์อะไรต่อนอกจากขอบคุณที่เจ้ามาอ่านนะคะ:) 

ความคิดเห็น