ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : ตอนที่ 3

คำค้น : ชะตาขีดรักตอนที่ 3

หมวดหมู่ : นิยาย y

คนเข้าชมทั้งหมด : 414

ความคิดเห็น : 3

ปรับปรุงล่าสุด : 11 เม.ย. 2559 23:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 3
แบบอักษร

 

               ผมเพิ่งบอกไปว่าจะไม่มาที่นี่อีกไม่ใช่หรือไงวะ!

      หลังจากที่สามวันที่แล้วผมได้ไปเจอเรื่องประหลาดๆที่ศาลนั่นก็พาลทำให้ผมขนหัวลุกขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นที่ตั้งใจกับตัวเองว่าจะไม่มาที่นี่อีก

 

                แต่ตอนนี้! ผมอยู่ที่นี่! พร้อมเพื่อนเฮงซวยคนหนึ่ง! ที่แม่งพ่วงเพื่อนในคณะผมมาด้วยอีกเกือบโหล! ส่วนสาเหตุน่ะหรอครับ? ไอ้เตตัวดีแม่งเอาไปพูดกลางโรงอาหารคณะผมในเช้าถัดจากวันที่กลับจากศาล ปากแม่งก็แพล่มถึงความศักดิ์สิทธิ์ของศาลที่นั่นให้ผมฟัง จนเพื่อนในคณะเริ่มหันมามอง มันเลยยิ่งได้ใจครับ จากคุยกับผมแค่สองคนมันก็เริ่มกระจายเป็นวงกว้าง พี่แกเล่นวิ่งไปคุยกับโต๊ะนู้นมั่ง โต๊ะนี้มั่งจนเกือบหมดทุกโต๊ะในโรงอาหารแล้ว

 

                สุดท้ายก็นั่นแหละ ลองเพื่อนผมให้คำยืนยันว่าแม่นจริงแบบนี้ คนที่ยังไม่เคยสัมผัสจะไม่มาได้ยังไง ..

 

                เลยกลายเป็นว่าไอ้เตได้เพื่อนร่วมอุดมการณ์มาอีกเกือบโหล ส่วนผมที่ตั้งใจปฏิเสธมันตั้งแต่แรกก็โดนมันเกลี้ยกล่อมต่างๆนานา ยกเหตุผลมาร้อยแปด พีคที่สุดก็..

 

                “ทั้งมหาวิทยาลัย มีมึงกับกูคบกันอยู่แค่สองคนนะเว้ย มึงจะทิ้งให้กูไปผจญโลกกว้างตัวคนเดียวพร้อมกับคนที่แทบไม่รู้จักอีกไม่ได้นะ กระซิกๆ”

            จากตอนแรกที่ใจอ่อนจะมากับมันแล้ว พอเจอประโยคที่คบกันแค่สองคนกับกระซิกๆมันเข้าไป ผมนี่ถอนหายใจหนักมาก ..

 

                และที่กล่าวมาทั้งหมดนั่น คือเหตุผลทั้งหมดที่ทำให้ผมมายืนต่อหน้าประตูโทริอินี่อีกครั้ง ..

 

                “นี่แหละคือทางเข้าศาลที่เรากับนายเคยมา ขอบอกว่าพอลอดประตูนี้ไปนะ มันจะร่มรื่นแล้วก็..”

                เพื่อนสุดรักของผมทำหน้าที่ไกด์ประจำศาลเจ้าในแบบที่ศาลเจ้าไม่ได้เชิญ ให้กับเพื่อนในคณะของผมฟัง ทุกคนที่มานี่ดูตั้งอกตั้งใจฟังกันเป็นพิเศษพร้อมแสดงสีหน้าตื่นเต้นออกมาทางแววตาอย่างปิดไม่มิด

 

หึหึ ทำเป็นตื่นเต้นกันไปเหอะมึง พอผ่านประตูนี้ไปเดี๋ยวรู้เลย ..

 

ผมยิ้มเยาะในใจ เมื่อคิดได้ถึงความยากลำบากที่เพื่อนต้องเจอหลังผ่านซุ้มประตูสีแดงนี่เข้าไป ต้องมีใครสักคนในนี้บางล่ะวะ ที่จะไม่กลับมาศาลที่นี่อีกหลังจากที่ได้เดินขึ้นบันไดนั่นเหมือนผม

 

ไอ้เตพร้อมด้วยเพื่อนผมในคณะ และตัวผม (ไม่ต้องแปลกใจครับ ที่ผมไม่นับตัวผมรวมเข้ากับกลุ่มนั้น อย่าลืมว่าผมไม่ได้อยากมาเลยสักนิด ฮืออออ) เดินผ่านซุ้มประตูโทริอิเข้ามาในอาณาเขตของศาลเจ้าเรียบร้อย บรรยากาศในวันนี้ไม่ต่างกันกับเมื่อสามวันที่แล้วเลย ร่มรื่นยังไงก็ร่มรื่นแบบนั้น ดอกพญาเสือโคร่งบานยังไงก็คงบานเต็มต้นอยู่เหมือนเดิม และแน่นอนว่าสิ่งที่ผมเป็นกังวลในการขึ้นไปข้างบนก็ยังคงโดดเด่นอยู่เหมือนเดิม

 

“เอาล่ะ บรรยากาศดีใช่ป่ะ? เนี่ยพอพวกเราเดินขึ้นบันไดนี้ไปนะก็จะเจอกับศาลเจ้าแล้วล่ะ”

 

โห สูงไปมั้ยอ่ะ...

แม่งสูง..

ทำไมขั้นบันไดมันเยอะแบบนี้อ่ะ..

สูงจัง..

                และอีกหลายเสียงที่ดังขึ้นหลังจากได้เห็นขั้นบันไดปราบวิญญาณ

                ไงล่ะ..เข้าใจความรู้สึกไอ้นายคนนี้บ้างหรือยัง

 

                ผมว่าเสียงที่ซุบซิบกันนี่ดังอยู่นะครับ แต่เหมือนไอ้เตมันจะไม่ได้ยิน หรืออาจจะได้ยินแต่ปล่อยผ่านไปก็ไม่รู้ มันถึงได้หันมายิ้มให้กับเพื่อนในคณะผม แล้วก็ชวนกันขึ้นบันไดไป ส่วนเพื่อนในคณะเองแม่งก็ใจง่ายแค่มันเกลี้ยกล่อมด้วยคำพูดประมาณว่า มาๆๆตามขึ้นมาก็แห่กันขึ้นบันไดตามไอ้เตไปเลยครับ เออ รีบๆขึ้นไปเลย ขึ้นไปกันแบบที่ไม่ต้องสนใจกู กูจะรออยู่ข้างล่างเนี่ยแหละ

 

                แต่ความสุขก็อยู่กับผมไม่นานครับ เพราะพอไอ้เตขึ้นไปได้ไม่เท่าไหร่ มันก็สังเกตเห็นว่าผมไม่ได้อยู่ในกลุ่มนั้นด้วย มันเลยลงมาลากผมให้ขึ้นไปกับมัน เท่านั้นยังไม่พอ ยังสั่งให้เพื่อนในคณะล้อมหน้าล้อมหลังผมกันหนีเอาไว้อีกต่างหาก

 

                ฮือออออ กูเหนื่อย มึงไม่เห็นหน้ากูหรอเต  ผมได้แต่ร้องไห้อยู่ในใจ สุดท้ายก็ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมตัวเอง แล้วต้องปลดปล่อยวิญญาณของผมให้กับขั้นบันไดนี้อย่างไม่มีทางเลือกใดๆ..

..........................................................................................................................................................................

 

                “นาย มึงจะเข้าไปขอพรกับพวกกูป่ะ” เตหันมาถามผม หลังจากที่ขึ้นบันได้มาถึงข้างบนแล้ว

 

                “แฮ่ก ๆ ห้ะ..ไม่อ่ะ ไม่เอา มึงไปกันเลย กูรออยู่แถวนี้” ผมตอบมันกลับไปด้วยอาการหอบหนัก ให้ตายสิ ไม่ชินจริงๆกับการที่ขึ้นบันไดมาขนาดนี้

 

                หลังจากที่ผมตอบไป คณะทัวร์ทั้งหลายก็แห่กันไปที่ศาลาที่มีอ่างน้ำอยู่เพื่อทำตามขั้นตอนการสักการะ เตมันเคยเล่าให้ผมฟังว่า อ่างน้ำนั้นเรียกว่า โจซึชะมั้ง เห็นว่าเป็นอ่างน้ำที่ไว้ล้างมือกับปาก เป็นความเชื่อที่ให้ร่างกายสะอาด ปราศจากสิ่งสกปรกก่อนเข้าสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์

 

 

                ผมยืนมองตรงศาลานั่นสักพัก ก่อนที่จะรู้สึกถึงแรงสะกิดที่หลัง

 

                “อ้าวลุง! ลุงมาไงเนี่ย” พอผมหันไปก็เจอลุงที่เคยปล่อยโฮต่อหน้าแกไปเมื่อหลายวันก่อนยืนส่งยิ้มให้

 

                “วะ! ก็บอกว่ายังไม่แก่ จะเรียกลุงทำไมวะ! ว่าแต่เธอจะไม่เข้าตามเพื่อนเข้าไปข้างในบ้างหรือไง?”

 

                “ฮ่าๆ ไม่อ่ะลุง ผมขี้เกียจ”

                ผมหัวเราะที่ลุงบ่นผมเรื่องเรียกแกเป็นพี่ของพ่อกับแม่ผมนี่แหละที่จริงแกดูไม่เหมือนลุงหรอกครับ แต่ผมมันกวนตีนไง เลยเรียกลุงไปนั่นแหละ สนุกดี

 

                “ถ้าไม่เข้าไป ทำไมเธอไม่ไปหาที่นั่งรอแถวๆหลังศาลเจ้าดูล่ะ”

 

                พอชายตรงหน้าผมพูดจบ ผมนี่ตาโตใส่เลยครับ ก็หลังศาลเจ้านั่นน่ะ..

 

                “เออนั่นแหละ ไปเถอะ ไม่มีอะไรหรอก”

 

                ผมทำตาโตระลอกที่สอง จะไม่ให้ตกใจได้ไง ลุงนี่เหมือนรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรเลย อ่านใจคนได้หรือไงวะ แต่เหมือนลุงจะไม่ได้สนใจอาการที่ผมแสดงออกมา เพราะลุงพูดจบ แกก็ส่งยิ้มให้ผมนิดนึง แล้วก็หันหลังเดินกลับไป

                ลุงนี่แปลกจัง..

 

                แต่ก็เอาเถอะครับ เรื่องที่ผมได้ยินเสียงเรียกนั่นอาจจะหูแว่วไปเองก็ได้ ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ลองไปแถวๆหลังศาลที่มีต้นเอเอนโนะไออยู่ก็ได้ อีกอย่างแถวนั้นเองก็เย็นดี พอผมคิดได้แบบนั้นก็รีบก้าวเท้าเดินไปหลังศาลเจ้าทันที

 

                บรรยากาศบริเวณนี้ก็ไม่ต่างจากเมื่อสามวันก่อน ร่มรื่นและชวนให้คิดถึงยังไงก็ยังคงเป็นแบบนั้น ผมยืนมองต้นไม้ตรงหน้าสักพัก ก่อนจะตัดสินใจเดินลอดเหล่ากิ่งไม้ที่ยื่นออกมา เพื่อไปนั่งเอนหลังที่ลำต้นของมันทันที ด้วยบรรยากาศร่มรื่น บวกกับสายลมที่พัดเอื่อยๆเข้าปะทะหน้า ทำให้ผมไม่อาจต้านทานแรงโน้มถ่วงของโลกที่กระทำต่อหนังตาของผมได้ เอาล่ะครับ..เดี๋ยวไอ้เตก็โทรมาตามผมเอง..เพราะงั้นหลับสักหน่อย คงไม่เป็นไร

 

......................................................................................................................................................................

 

“คุณ..คุณครับ”

“....”

“คุณครับ ตื่นเถอะครับ”

“....”

“เอ่อ คุณครับ ตื่นเถอะ มานอนตรงนี้มันอันตรายนะครับ”

 

                หือ ใครเรียก? เรียกนี่ไม่เท่าไหร่ ใครเขย่าตัวผมแรงขนาดนี้? ด้วยแรงเขย่าทำให้ผมค่อยๆลืมตาขึ้นมา พร้อมกับบิดขี้เกียจไปด้วย

 

                “อื้อ เสร็จแล้วหรอเต”

 

                “เตโตะ?”

 

                หือ ทำไมเสียงไอ้เตมันแปลกๆไปวะ ด้วยความสงสัยทำให้ผมเงยหน้ามองชายที่อยู่ตรงหน้า พอผมเห็นหน้าชายคนนี้ ผมตื่นเต็มตาเลยครับ!

 

        คนตรงหน้าผมเป็นใครก็ไม่รู้! แถมแต่งตัวแปลกๆเหมือนชุดที่ตาลุงใส่ด้วย แต่สิ่งที่สะกดสายตาผมคือดวงตาสีดำขลับรับกับเส้นผมสีดำปล่อยยาวถึงกลางหลังนั่น รวมถึงใบหน้าที่ดูหล่ออย่างไม่มีที่ตินี่ บวกกับรอยยิ้มอ่อนโยนที่ส่งผ่านริมฝีปากนั่นมา ทำให้ผมเผลอจ้องหน้าเขาอย่างละสายตาไม่ได้

 

                ทำไมรู้สึกคุ้นเคย..

 

                “คุณครับ ตื่นแล้วก็กลับเถอะครับ มันดึกแล้ว แถวนี้อันตรายนะครับ” ชายตรงหน้าผมยิ้มส่งมาให้

 

                เขาว่าไงนะ? ดึกอะไรกัน นี่เพิ่งสี่โมงเย็นเองเหอะ ผมเหลือบตามองดูนาฬิกาก็เห็นว่าเข็มสั้นอยู่เลขสี่ เข็มยาวอยู่เลขสิบสองอยู่เลย เฮอะ มั่ว!

 

            “ดึกแล้วอะไร นี่เพิ่งสี่โมงเย็นเองเหอะ” ปากผมไปควบคู่กับความคิดอยู่แล้วครับ เลยสวนกลับไปแทบจะทันที

 

                      “ฮ่าๆ ๆ คุณตลกดีนะครับ สี่โมงเย็นอะไรกัน นี่สี่ทุ่มแล้ว” ชายตรงหน้าผมหัวเราะ ก่อนที่จะชี้บรรยากาศรอบๆให้ผมดู ผมเองพอได้เห็นบรรยากาศรอบๆ ก็ต้องทำตาโตเป็นรอบที่สามของวัน ทำไมมันมืดแบบนี้ล่ะวะ ละ..แล้วทำไมรอบตัวผมเต็มไปด้วยต้นอะไรก็ไม่รู้ พอมองตรงไปยังที่ที่ควรจะเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าขนาดใหญ่ ก็กลับกลายเป็นศาลเจ้าขนาดเล็กลงมาเกือบเท่าตัว มีสิ่งเดียวที่ยังคงเหมือนเดิมก็คือต้นเอเอนโนะไอข้างหลังนี่เท่านั้น

 

                ให้ตายสิ..นี่ผมจะร้องไห้แล้วนะ

 

                “ทะ..ที่นี่ที่ไหน”

                “ครับ?”

                “ฉันถามว่าที่นี่ที่ไหน หูหนวกหรือไงวะ” ผมนี่เริ่มคุมสติตัวเองไม่อยู่แล้ว

                “ใจเย็นสิคุณ ที่นี่ญี่ปุ่นครับ”

                “มะ..ไม่จริงน่า..ปะ..เป็นไปได้ยังไง”  ผมเหวอแล้วครับ คุมสติตัวเองไม่ไหวแล้ว เกิดอะไรขึ้นกับผม ผมมาอยู่ที่ญี่ปุ่นนี่ได้ไง แล้วศาลเจ้าขนาดใหญ่ที่ผมเคยเห็นไปไหนแล้ว นี่มันเรื่องอะไรกันโว้ยย

                “นะ..นายเป็นใคร..ละ..แล้วทำไมฉันมาอยู่ที่นี่ได้” ผมถามออกไปด้วยความสงสัย

                “หึหึ คุณนี่ตลกดีนะ ผมชื่ออิจิครับ ชื่อผมแปลว่าความเป็นนิรันดร์ ส่วนที่คุณมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมเดินผ่านมาก็เจอคุณนอนตรงนี้พอดี อันตรายนะ”

 

 

ทะ..ทำไมอบอุ่นจัง..ไม่ใช่อารมณ์นี้สิวะ!

                “...”

 

                “เอาเถอะครับ เอาเป็นว่าผมคงต้องไปแล้ว ส่วนนี่ เอาไว้บังน้ำค้างก่อนดีกว่านะ น้ำค้างมันแรง” ชายตรงหน้าผมยิ้มอย่างอ่อนโยนมาให้ พร้อมกับที่ยื่นร่มคันที่เขาเคยถืออยู่ส่งมาให้ผม

 

                “ผมไปนะครับ”

 

                ดะ..เดี๋ยวสิวะ..แล้วกูจะทำยังไงวะเนี่ย..ยะ..อย่าเพิ่งไปโว้ยย

 

                 ข้อเสียอย่างหนึ่งของผมคือปากหนักต่อคนแปลกหน้าครับ จึงปล่อยให้ชายคนนั้นเดินไปโยไม่ได้เรียกไว้ (ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าทำไมผมคบกับไอ้เตแค่สองคน) พอชายคนนั้นเดินจากไป ผมที่ไม่รู้จะทำไงในที่ต่างถิ่นขนาดนี้ ก็ร้องไห้แม่งเลย

 

 

            ฮืออออ..เตตตต..มาเอากูกลับไปที..ลุงงงงง..ช่วยผมด้วยยย...

 

...........................................................................................................

 

พระเอกออกแล้วค่ะ จุดพลุ ปุ้งๆๆๆๆ

จ่ายค่าตัวให้แล้ว 555

พระเอกออกแบบนี้คงต้องย้ำเตือนกันอีกครั้งว่า

"นิยายเรื่องนี้เกิดจากจินตนาการกับการเขียนล้วนๆ ความสมเหตุสมผลมีน้อยถึงน้อยมาก"

จึงอยากให้มุมิๆไปกับเค้าเรื่อยๆนะคะ

ฝากเรื่องนี้ด้วย ^^

ไม่เรียกร้องคอมเมนต์ แต่ขอกำลังใจ แฮ่ 

ความคิดเห็น