facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่9 อดีตคู่หมั้น

ชื่อตอน : บทที่9 อดีตคู่หมั้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 485

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ส.ค. 2563 15:06 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่9 อดีตคู่หมั้น
แบบอักษร

9 

อดีตคู่หมั้น 

 

วันที่จ้าวหนิงตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงฉลองอายุครบหนึ่งปีให้เสี่ยวอิน เป็นวันเดียวกับที่มีการจัดงานเลี้ยงรับบรรณาการจากทุกแคว้นที่อยู่ภายใต้การปกครองของแคว้นอิ๋ง

หลันเซวียนมองดูจ้าวหนิงที่กลายเป็นเพียง ‘บิดา’ ผู้ซึ่งถอดหน้ากากความเย็นชาและความดุดันที่ใช้กับผู้อื่นออก แล้วกลายเป็นชายผู้ที่กำลังเล่นกับลูกน้อยของนางอยู่ ที่ผ่านมา เขามักอ่อนโยนกับนางและลูก จนนางเข้าใจว่าเขาได้เปลี่ยนแปลงตัวเองจากจักรพรรดิอำมหิตเป็นจักรพรรดิผู้อ่อนโยนไปแล้ว เพิ่งจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้ว ความอ่อนโยนของเขามีอยู่เพียงในตำหนักเลี่ยงซิ่ว ออกนอกตำหนักไป เขาก็คือฮ่องเต้ผู้ซึ่งมีความเด็ดขาดและดุดันเหมือนที่นางเคยรู้จักในอดีต

เพราะนางได้เห็นเขาตัดคอมือสังหารที่ถูกส่งเข้ามาในวังด้วยตัวเอง!

หลายวันก่อน มีมือสังหารลอบเข้าวังมาได้โดยการช่วยเหลือของผู้ที่ดำรงตำแหน่งเสนาบดี มือสังหารนั้นได้รับคำสั่งให้สังหารหลันเซวียน เพราะคิดว่านางกำลังปั่นหัวฮ่องเต้ให้ลุ่มหลงมัวเมา แต่ยังไม่ทันได้เหยียบย่างเข้ามาในตำหนักเลี่ยงซิ่วก็ถูกเว่ยซิ่วอิงเล่นงานจนแทบเอาชีวิตไม่รอด

จ้าวหนิงหาใช่คนที่ไร้หูตา ทุกความเคลื่อนในจวนขุนนางทุกคนล้วนอยู่ในสายตาของเขา ไม่มีทางที่ใครจะคิดทรยศเขาได้โดยที่เขาไม่รู้ การที่มือสังหารลอบเข้าวังมาได้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจ้าวหนิงเปิดทางให้ เพราะหากไม่มีการลงมือ ก็ย่อมไร้เหตุและหลักฐานให้เอาผิด เขาจึงต้องแสร้งทำไม่รู้ไม่เห็น แล้วปล่อยให้มือสังหารผู้นั้นก้าวล้ำเข้าสู่วังหลวง โดยเตรียมแผนการรับมือเอาไว้ หนึ่งในคนร้ายที่ถูกจับได้ ตะโกนด่าทอหลันเซวียนว่าเป็นหญิงงามเมือง หญิงกาลกิณี แต่ยังไม่ทันที่คำพูดหยาบคายทั้งหลายจะถูกพ่นออกมาเพิ่ม คนร้ายผู้นั้นก็ศีรษะขาดกระเด็นออกจากร่างด้วยน้ำมือของจ้าวหนิง

หลันเซวียนยังจำภาพนั้นได้ติดตา นัยน์ตาอ่อนโยนที่เคยมองนางกับลูก คล้ายมีเปลวไฟพร้อมเผาผลาญชีวิตคนรอบข้างให้พินาศย่อยยับ ยามเขาใช้กระบี่ตัดคอของชายคนร้าย สีหน้าของเขาเย็นชา ไร้ซึ่งความปรานี ไม่มีแม้เพียงเศษเสี้ยวของความเมตตาปรากฏให้เห็น แม้แต่หยดเลือดที่สาดกระจายไปทั่วมิอาจเปลี่ยนแปลงสีหน้าของเขาได้

เพียงแค่สังหารคนคนเดียว ความเลือดเย็นของเขายังแผ่ซ่านออกมาถึงเพียงนี้ หากอยู่ในสงคราม เขาจะเป็นเช่นไรกัน

“พ่า... เดะพ่า” เสี่ยวอินที่บัดนี้อายุได้สิบเดือรร้องเรียกผู้เป็นพ่อ แล้วพยายามก้าวเตาะแตะอย่างไม่มั่นคงเท่าไรนัก เพื่อไปหาจ้าวหนิงที่ลงมานั่งอยู่บนพื้น พร้อมกับร้องเรียกให้ร่างกลมป้อมก้าวมาหาตน

“มาเร็ว มาหาพ่อนี่ เด็กดี” ชายหนุ่มยื่นมือทั้งสองข้างออกไปรอรับเบื้องหน้า เผื่อว่าเจ้าตัวน้อยของเขาจะล้ม

“หาเดะพ่า หา!”

“มาเร็ว”

เสี่ยวอินโถมกายใส่อ้อมกอดของเสด็จพ่อแล้วหัวเราะคิกคัก เช่นเดียวกับจ้าวหนิงที่หัวเราะชอบใจขณะกอดร่างนุ่มราวตุ๊กตาผ้าไว้ในอ้อมแขน

ภาพเหตุการณ์เบื้องหน้าของหลันเซวียนในยามนี้ ทำลายภาพของจ้าวหนิงยามปลิดชีพมือสังหารได้อย่างหมดจด

“ม่า... เดะม่า มา ๆ นี่มา” มือกลม ๆ กวักเรียกหลันเซวียน จนหญิงสาวต้องขยับกายเข้าไปนั่งชิดกับสองพ่อลูก

เสี่ยวอินเป็นเด็กที่น่าทึ่งมากในสายตาของหลันเซวียน นางเห็นเคยเห็นทารกที่เป็นเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์เซียวมาหลายคน เด็กอายุสิบเดือนเท่าเสี่ยวอินสามารถเปล่งเสียงออกมาเป็นคำได้ก็จริง แต่เสี่ยวอินของนางกลับส่งเสียงเรียกนางให้มาหาได้ ร้องจะไปหาเสด็จพ่อก็ได้ แล้วจะไม่ให้นางกับจ้าวหนิงหลงรักเด็กคนนี้ได้อย่างไร

“มีผู้ใดกล้ากวักมือเรียกหนิงเฟยอย่างเจ้าบ้าง หืม? เจ้าก้อนแป้ง” จ้าวหนิงหอมแก้มลูกสาวของตนอย่างรักใคร่

เสี่ยวอินหัวเราะคิกคัก แล้วหันแก้มอีกข้างให้มารดา หลันเซวียนลูบศีรษะเล็กอย่างเอ็นดู ก่อนก้มลงหอมแก้มเจ้าตัวเล็ก ก้อนแป้งน้อยพอใจยิ่งนัก ร่างป้อมหันไปกอดเสด็จพ่อที เสด็จแม่ที สลับไปมาอยู่หลายครั้ง เรียกเสียงหัวเราะจากทั้งสองคนได้เป็นอย่างดี

“เอาใหม่ เรียกเสด็จพ่อสิ” หลันเซวียนสอน

“เดะพ่า!” เสี่ยวอินร้องออกมาเสียงดังด้วยความมั่นใจ

“ไม่ใช่เดะพ่า เสด็จพ่อ”

“เดะเผาะ!”

จ้าวหนิงหัวเราะลั่น

“ลูกข้าเรียกข้าว่า ‘เดะเผาะ’ ฮ่า ๆ ๆ”

หลันเซวียนกุมขมับทั้งที่ยังหัวเราะอยู่ ดูเอาเถิด นางอุตส่าห์สอนให้ลูกเรียกเสด็จพ่อ แต่พ่อของลูกกลับไม่ยอมช่วยสอน ทั้งยังเอาแต่หัวเราะคำที่ลูกออกเสียงไม่ถูกอีกต่างหาก

“คนเก่ง พูดตามแม่...เสด็จพ่อ” ผู้เป็นแม่ยังคงไม่ล้มเลิกความพยายาม

“เดะ...เดะพ่อ” เสี่ยวอินร้อง “เดะพ่อ! เดะพ่อ! เดะพ่อ!”

“ฮ่า ๆ ๆ เจ้าก้อนแป้งของข้าเก่งกาจยิ่งนัก” จ้าวหนิงอุ้มเด็กน้อยมาฟัดพุงนุ่ม ๆ จนร่างเล็กหัวเราะตัวงอ

“ในงานเลี้ยงครบอายุหนึ่งปีของเสี่ยวอิน ข้าจะให้นางเรียกเสด็จพ่ออวดแขกบ้านแขกเมืองทุกคน พวกนั้นจะได้รู้ว่าลูกข้าเก่งกาจยิ่งกว่าใคร เจ้าว่าดีหรือไม่”

หลันเซวียนมองบิดาที่ใคร่อยากอวดความเก่งกาจของลูกน้อยแล้วนึกขำ ในใจนางภาวนาขอให้ความรักที่มีต่อลูกของจ้าวหนิงนั้นยั่งยืน ไม่มีสิ่งใดมาเปลี่ยนแปลงไปได้

           ขอเพียงเขารักเสี่ยวอินของนาง เรื่องใดล้วนไม่สำคัญอีกต่อไป

ในที่สุดก็มาถึงวันคล้ายวันเกิดอายุครบหนึ่งปีของเสี่ยวอิน ซึ่งตรงกับวันจัดงานเลี้ยงต้อนรับบรรณาการ

ในวันนี้ ซู่อ๋องมิได้เสด็จมาร่วมงานด้วย เพราะแคว้นเซียวได้รับอนุญาตในการงดเก็บภาษี ย่อมไม่มีสิ่งใดสามารถนำมาเป็นเครื่องบรรณาการได้ เดิมทีเขาคิดว่าจะมาร่วมงานเลี้ยงเพื่อแสดงความจงรักภักดี แต่จ้าวหนิงก็ได้ส่งม้าเร็วไปแจ้งว่า ให้เขาคอยจัดการเรื่องราวในแคว้นเซียวให้ดี ไม่ต้องห่วงเรื่องทางนี้ เพราะอย่างไรเสีย ซู่อ๋องก็เพิ่งเสด็จมาแคว้นอิ๋งเมื่อหลายเดือนก่อน ระยะเวลาในการเดินทางไปกลับนั้น รวมแล้วก็นับเป็นเวลาหลายเดือนทีเดียว หากซู่อ๋องต้องลำบากเดินทางมาที่นี่อีกครั้งเพียงเพื่อมาร่วมงานเลี้ยงฉลอง เกรงว่าจะทำให้แคว้นเซียวมีปัญหาได้

องครักษ์หญิงและนางกำนัลจัดขบวนรอรับหลันเซวียนและเสี่ยวอินออกจากตำหนัก เมื่อเสี่ยวอินเห็นเว่ยซิ่วอิงยืนรออยู่หน้าตำหนักก็ร้องเรียกด้วยความดีใจทันที

“อา!” เด็กน้อยเรียกพลางชี้มือให้มารดาดู “นั่นอา! นั่น ๆ”

“พระสนม องค์หญิง” เว่ยซิ่วอิงถวายคำนับ

เจ้าตัวเล็กยื่นสองมือออกไปหาท่านอาทันที

“อุ้ม ๆ ๆ”

เว่ยซิ่วอิงย่อมไม่ปฏิเสธ รับร่างนุ่มกลมมาจากหลันเซวียนทันที องค์หญิงน้อยในชุดแดงกอดคอนางแน่น ทั้งยังหอมแก้มนางอย่างเอาใจ

“องค์หญิงน่ารักเหลือเกิน” เว่ยซิ่วอิงปลาบปลื้มยิ่งนัก

องค์หญิงของนางน่ารักกว่าพระบิดาอย่างที่มิอาจเทียบกันได้!

“เชิญเสด็จเพคะ” เว่ยซิ่วอิงหันมาเชิญหลันเซวียนไปที่เกี้ยว

หลันเซวียนค่อย ๆ เดินไปขึ้นเกี้ยวด้วยท่วงท่างามสง่า องครักษ์หญิงคนหนึ่งเปิดม่านให้นางอย่างนอบน้อม เว่ยซิ่วอิงส่งเสี่ยวอินตามเข้าไป แล้วเดินนำขบวนของหนิงเฟยไปยังลานพิธีการ

ณ ลานกว้างที่ใช้จัดงานเลี้ยงฉลอง แขกเหรื่อจากต่างเมือง รวมถึงบรรดาขุนนางทั้งหลายและครอบครัวต่างมากันถึงอย่างพร้อมหน้า บรรดาสตรีที่มาร่วมงานล้วนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าและเครื่องประดับหรูหราประชันความงามซึ่งกันและกัน ด้วยคาดหวังว่าความงามของตนจะเข้าตาฮ่องเต้บ้าง

ในเมื่อมีพระสนมที่ได้รับการแต่งตั้งแล้วหนึ่งคน เหตุใดจะมีเพิ่มอีกไม่ได้เล่า!

ภายในงานเลี้ยงถูกแบ่งออกเป็นสองฝั่ง แบ่งแยกชายหญิงอย่างชัดเจน เหนือสุดคือบัลลังก์มังกรที่เพียงแค่มองก็สัมผัสได้ถึงอำนาจของผู้ที่กำลังจะเสด็จมาประทับ ข้าง ๆ กันนั้นยังมีที่สำหรับพระสนมและองค์หญิงน้อยอยู่ด้วย

การที่หลันเซวียนได้นั่งเคียงข้างจ้าวหนิงเป็นเหตุให้เกิดเสียงซุบซิบทั้งจากบรรดาแขกที่มาร่วมงานและเหล่านางกำนัล ขันที ทหาร รวมไปถึงองครักษ์ ที่กำลังพูดคุยกันถึงความโปรดปรานที่ฮ่องเต้มีต่อหนิงเฟย เพราะหากมิได้เป็นที่โปรดปราน พระสนมขั้นเฟยน่ะหรือ ที่จะได้ประทับในตำแหน่งที่ต่ำกว่าฮ่องเต้เพียงน้อยนิดเช่นนั้น

           แล้วจ้าวหนิงก็ยิ่งตอกย้ำเสียงซุบซิบนั้น โดยการมารับหลันเซวียนกับลูกที่เกี้ยวด้วยตัวเอง

           “เสด็จพ่อ!” เสี่ยวอินตะโกนเรียกเสียงใส เมื่อลงจากเกี้ยว

           ร่างเล็กวิ่งอย่างไม่มั่นคงเท่าไรนักไปหาเสด็จพ่อของตน ยามนี้นางออกเสียงคำว่าเสด็จพ่อได้ชัดมาก ทั้งยังเป็นคำแรกที่ออกเสียงอย่างถูกต้องได้สำเร็จ จ้าวหนิงย่อมเป็นผู้ที่ปลาบปลื้มยิ่งกว่าใคร หากแม้ได้ยินเสียงใส ๆ เอ่ยเรียกเสด็จพ่อเมื่อใด ความเย็นชาบนใบหน้าที่พยายามสร้างขึ้นก็แทบจะอันตรธานไปหมดแทบทุกครั้ง

           “ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ” หลันเซวียนถวายคำนับ ขณะที่เสี่ยววิ่งไปกอดขาจ้าวหนิง

           “ไม่ต้องมากพิธี” เขาตอบเสียงนุ่ม พลางอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมา เด็กหญิงรีบหอมแก้มสองข้างของเขาในทันที

           “รักเสด็จพ่อ” เสี่ยวอินพูดตามที่เสด็จแม่สอน ทั้งที่ยังไม่รู้ความหมายในสิ่งที่พูดด้วยซ้ำ

           “เจ้าเด็กช่างประจบ” ชายหนุ่มบีบจมูกเล็กเบา ๆ ในใจรู้สึกเบิกบานยิ่งนัก “วันนี้พ่อจะให้เจ้าเดินเข้าไปในงานเอง คนอื่นจะได้รู้ว่าเจ้าเก่งกาจเพียงใด ที่สามารถเดินด้วยสองขาป้อม ๆ ของเจ้าได้”

           หลันเซวียนยิ้มขำ เรื่องอวดลูก สามีของนางไม่เป็นรองผู้ใดทั้งสิ้น

           ว่าแล้ว จ้าวหนิงก็วางเจ้าตัวเล็กลงบนพื้น แล้วจูงมือนางเดินเข้าไปในงาน โดยมีหลันเซวียนเดินตามหลังอย่างรู้ฐานะของตนเอง แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว เขาก็หันมาขมวดคิ้วใส่นาง

           “เหตุใดไม่มาเดินข้างข้า” น้ำเสียงนั้นติดจะดุอยู่บ้าง เหมือนคนพูดที่หน้าตาบึ้งตึง

           “หม่อมฉันเป็นเพียงสนม มิอาจตีเสมอฝ่าบาทได้เพคะ” หลันเซวียนตอบพร้อมรอยยิ้ม แต่กลับยิ่งทำให้จ้าวหนิงหน้าตาบึ้งตึงกว่าเดิม

           “อะไรคือมิอาจตีเสมอ สตรีของข้าย่อมต้องอยู่ข้างกายข้า”

           “...”

           “เลือกเอาว่าจะมาเดินข้างข้า หรือจะเดินจูงมือเสี่ยวอิน”

           “จูง” เสี่ยวอินส่งเสียงขึ้น เมื่อได้ยินคำที่ตนรู้จัก พร้อมยื่นมือกลมป้อมอีกข้างให้ผู้เป็นแม่

           “เพคะ” หลันเซวียนยอบกายให้จ้าวหนิง แล้วเดินไปจูงมือเสี่ยวอินที่ยิ้มอย่างมีความสุขกว่าใคร เพราะมีทั้งเสด็จพ่อและเสด็จแม่เดินจูงมืออยู่ข้างกายทั้งซ้ายและขวา

           เมื่อได้ยินเสียงขันทีตะโกนว่าฮ่องเต้เสด็จ เหล่าผู้ที่มาร่วมงานเลี้ยงต่างพากันคุกเข่าถวายบังคมแด่องค์ฮ่องเต้อย่างพร้อมเพรียง หลังได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้นยืน ทุกสายตาก็พากันมองไปยังหนิงเฟย ผู้เป็นพระสนมเพียงคนเดียวของฝ่ายใน แม้สตรีในตำหนักหลงฮวาหลายคนที่เป็นลูกหลานขุนนางหรือเป็นหญิงสูงศักดิ์จากแคว้นอื่นจะได้รับอนุญาตให้มาเข้าร่วมงานเลี้ยงครั้งนี้พร้อมครอบครัวของตน แต่กลับไม่มีใครเลยที่ได้นั่งอยู่ข้างกายฮ่องเต้อย่างหลันเซวียน ใครต่อใครจึงอยากจะเห็นด้วยตาตนเองว่า หนิงเฟยผู้นั้นจะงดงามสักเพียงใด จึงสามารถทำให้ฮ่องเต้ลุ่มหลงได้ถึงเพียงนี้

           สตรีในชุดแดงปักลายหงส์สยายปีก ประดับศีรษะด้วยอัญมณีสีแดงสดเช่นเดียวกับชุดที่สวมใส่ นางปักปิ่นทองลายหงส์ที่ฮ่องเต้เป็นผู้พระราชทาน ใบหน้าผัดแป้งเบาบาง ริมฝีปากแต้มชาดพอประมาณ ไม่มากไม่น้อยเกินไป ดูงดงาม สูงส่ง และลงตัวอย่างที่สุด

           แม้จะมิใช่สตรีที่งดงามที่สุดในใต้หล้า แต่ก็เป็นหญิงงามที่ผู้มองยากจะละสายตาจากความงดงามที่มองแล้วบังเกิดความรู้สึกสบายใจอย่างไม่มีใครเหมือน

           เมื่อจ้าวหนิงประทับลงบนบัลลังก์ ก็อุ้มร่างเล็กขึ้นมานั่งตัก เด็กน้อยขดตัวกลมอยู่ในอ้อมกอดของบิดาอย่างมีความสุข พลางส่งเสียงเรียกเสด็จพ่ออยู่เป็นระยะ จนขุนนางทั้งหลายที่คิดประจบเอาใจจ้าวหนิงต่างพากันกล่าวชื่นชมองค์หญิงน้อยที่สามารถออกเสียงเรียกพระบิดาได้อย่างชัดเจนและถูกต้อง ส่วนจ้าวหนิงนั้น แม้จะรู้ตัวว่ากำลังถูกประจบอยู่ แต่เขาก็พอใจในถ้อยคำประจบเหล่านั้น เพราะเจ้าก้อนแป้งของเขานั้นมากความสามารถจริง ๆ

           หลังจบการแสดงชุดแรก ก็ถึงเวลาถวายบรรณาการและของขวัญแด่องค์หญิงน้อย เสี่ยวอินไม่รู้เรื่อง จึงตะกายลงไปนั่งกับหลันเซวียน แล้วกินผลไม้เนื้อนุ่มที่มารดาป้อนให้อย่างเอร็ดอร่อย หาได้สนใจของขวัญล้ำค่าที่ได้รับแม้แต่น้อย

           การถวายของขวัญและบรรณาการดำเนินมาจนใกล้จะสิ้นสุด ‘คังอ๋อง’ ผู้เป็นตัวแทนจากแคว้นเยวี่ยก็ก้าวออกมาเป็นลำดับสุดท้าย ร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินจัดนั้นดูงามสง่าอย่างยิ่ง ยามเมื่อเขาเงยหน้าขึ้น ทุกคนก็ได้พบว่าเขามีดวงตาที่อ่อนโยนยิ่งกว่ากิริยามารยาทที่แสดงออกมาเสียอีก หลันเซวียนเหลือบมองเขาเล็กน้อย ก่อนจะก้มลงป้อนองุ่นที่ปอกเปลือกและนำเมล็ดออกแล้วให้เสี่ยวอิน

           คังอ๋องผู้นี้คืออดีตคู่หมั้นของนาง!

           ก่อนหน้านี้ ทั้งหลันเซวียนและคังอ๋องเคยมีโอกาสได้พบหน้ากันสองครั้งหรือสามครั้ง นางเองก็ไม่แน่ใจ ทั้งสองหมั้นหมายกันตามความเห็นชอบของผู้ใหญ่ พระบิดาของนางชื่นชอบคังอ๋องผู้เป็นแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นเยวี่ยยิ่งนัก เขาเป็นนักรบที่เก่งกาจ แต่ในขณะเดียวกันก็สุภาพอ่อนโยน พระบิดาของหลันเซวียนจึงเชื่อว่าหากนางได้ออกเรือนไปกับเขา นอกจากนางจะได้มีสามีที่ดีแล้ว ยังจะสามารถทำให้กองทัพแห่งแคว้นเซียวและแคว้นเยวี่ยก็จะรวมเป็นหนึ่ง จนอาจไม่มีผู้ใดลุกล้ำดินแดนได้

           ใครจะคิดว่า แคว้นเยวี่ยจะพ่ายสงครามและตกเป็นแคว้นในปกครองของจ้าวหนิงก่อนแคว้นเซียวเสียอีก!

           เมื่อถวายบรรณาการเป็นที่เรียบร้อย คังอ๋องก็เดินกลับไปนั่งในที่ของตน ดวงตาเหลือบมองหลันเซวียนที่อยู่ข้างกายจ้าวหนิง ใบหน้าเขาปรากฏความอ่อนโยนออกมาเต็มเปี่ยมเมื่อมองดูนาง แต่เขาก็ไม่หาญกล้าพอที่จะมองนางได้นานนัก เพราะมีดวงตาอำมหิตคู่หนึ่งกำลังจับจ้องเขาอยู่

           องค์จักรพรรดิดูคล้ายอยากจะประกาศสงครามกับเขาเต็มทีแล้ว!

           “เสด็จแม่” เจ้าตัวเล็กส่งเสียงเรียก เบนความสนใจจากความคิดที่อยากจะสังหารคังอ๋องของผู้เป็นพ่อได้ทันเวลา

“ว่าอย่างไร องค์หญิงของแม่”

“อึอึ๊” เสี่ยวอินตอบ “เสี่ยวอินอึอึ๊!”

แล้วไอสังหารที่แผ่ออกมาจากกายของจ้าวหนิงก็สลายไปด้วยคำพูดนั้นนั่นเอง

           ผู้เป็นแม่ส่งเสียงตอบ แล้วอุ้มเจ้าตัวน้อยที่ต้องการจะปลดหนักขึ้นมาไว้ในอ้อมอก ก่อนหันไปขออนุญาตจ้าวหนิง

           “ฝ่าบาท หม่อมฉันขอประทานอนุญาตพาเสี่ยวอินไปห้องน้ำนะเพคะ”

           “อืม ให้องครักษ์ไปด้วยสักสามสี่คนแล้วกัน” จ้าวหนิงกล่าวอนุญาต ด้วยทราบดีว่า หลันเซวียนชอบที่จะดูแลลูกด้วยตัวเอง มากกว่าที่จะให้แม่นมเป็นผู้ดูแล

           “เพคะ” หลันเซวียนรับคำ แล้วยอบกายถวายคำนับจ้าวหนิง จากนั้นจึงอุ้มเสี่ยวอินเดินออกไป

           ทันทีที่นางเดินจากไป คังอ๋องก็มีปฏิกิริยาขึ้นมาทันที เขากระซิบบางอย่างกับองครักษ์ข้างกาย แล้วองครักษ์ผู้นั้นก็รีบร้อนออกจากงานเลี้ยงไปทันที โดยที่เหตุการณ์ทั้งหมดล้วนอยู่ในสายตาของจ้าวหนิง

           เขาเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่า หลันเซวียนจะมีปฏิกิริยาเช่นไรต่ออดีตคู่หมั้นของตน!

ความคิดเห็น