facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 21 เส้นทางที่ขนานกัน

ชื่อตอน : ตอนที่ 21 เส้นทางที่ขนานกัน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 412

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 30 ส.ค. 2563 08:43 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 21 เส้นทางที่ขนานกัน
แบบอักษร

ตอนที่ 21

 

หลังก้าวข้ามกองซากศพนับร้อย... เฒ่าชีเปลือย ก็สืบเท้าออกจากจวนผู้ว่าด้วยสีหน้าพึงพอใจ ก่อนจะหยุดยืนเบื้องหน้า บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความมืดดำ เสียงกรีดร้องโหยหวนภายใน มิได้เล็ดรอดออกมาแม้เพียงนิดจากอาคมที่ครอบคลุม จึงทำให้ไม่มีชาวบ้านในละแวกแตกตื่น หรือรับรู้ถึงเหตุการณ์ภายใน... 

 

เฒ่าชราในร่างเด็กหนุ่ม ยกมือสองข้างขึ้นหมุนวนเบื้องหน้า ก่อเกิดวงแหวนอาคมปรากฏจากความว่างเปล่า รูปแบบของมันสลับซับซ้อนเกินกว่าที่ ซุน จะอ่านออกหรือทำความเข้าใจ... ดวงตาของร่างเด็กหนุ่มสาดประกายเป็นสีแดงฉาน ก่อนจะประกบทาบมือลงสู่พื้น 

 

“อัคคีแดนนรก!!” 

 

ชั่วพริบตานั้นเอง เปลวเพลิงก็พลันลุกท่วม จวนผู้ว่า!! เรือนทุกหลังลุกไหม้ขึ้นโดยมิทราบสาเหตุ มอดไหม้แม้จะไร้เชื้อไฟ ทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะดับลงโดยง่าย... จากนั้นเงาร่างของเด็กหนุ่มก็เลือนหายไป ในห้วงมิติร่นระยะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งในที่ห่างไกล มองเห็นท้องฟ้าเป็นสีแดงอยู่ลิบ ๆ สุดสายตา ยังทิศทางที่เคยจากมา 

 

“ลงมือทั้งที ก็อย่าให้มันหลงเหลือหลักฐานสืบถึงตัว... เพียงเท่านี้ทุกศพก็จะมอดไหม้ไปพร้อมกับจวนผู้ว่า จนไม่อาจจำแนกเอกลักษณ์บุคคลในแต่ละศพได้ เช้าวันพรุ่งทุกคนจะเข้าใจว่าเจ้าได้ตายไปแล้ว เนื่องด้วยเป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายของเหตุการณ์ครั้งนี้...” หลังกล่าวจบ เฒ่าชีเปลือย ก่อนค่อย ๆ ดึงตัวเองออกจากร่างของ ซุน ส่งผลให้ดวงวิญญาณแท้จริงถึงดึงกลับไปแทนที่... 

 

เด็กหนุ่ม เมื่อกลับสู่ร่างอีกครั้ง ดวงตาก็พลันสั่นไหว จดจ้องมือสองข้าง และอาภรณ์ที่อาบท่วมไปด้วยเลือด... ภาพการสังหารหมู่ละเลงเลือด ยังคงตราตรึงในจิตใจ ความรู้สึกที่ผ่านมือและร่างกายนี้ ยังคงชัดเจน... 

 

สุดท้าย ซุน ก็จำต้องสำรอกอาเจียนออกมาอีกครั้ง... 

 

เฒ่าชีเปลือย ถอยหายใจออกมาด้วยความเอือมระอา... 

“อ่อนหัดเสียจริง... เจ้ายังต้องฝึกฝนอีกมากนัก...” 

 

ซุน หันมาถลึงตาใส่วิญญาณเฒ่าชราทันที... 

“เจ้าเรียกการสังหารผู้คน ว่าการฝึกฝนงั้นหรือ!!” 

 

เฒ่าชีเปลือย แสยะยิ้ม นั่งยอง ๆ ลงที่เบื้องหน้าของเด็กหนุ่ม... 

“ก็เออสิ... หากเจ้ายังไม่คุ้นชินกับมัน จะให้ข้าช่วยกวาดล้างสังหารชาวบ้านทั้ง 7 หมู่บ้านด้วยเลยดีหรือไม่?! ถือเป็นการเรียนรู้ทางลัดที่รวดเร็วยิ่ง ไม่เกินราตรีนี้รับรองว่าข้าทำได้สำเร็จอย่างแน่นอน...” 

 

ซุน ได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่กัดขบฟัน... 

“หุบปาก!! จากนี้ไปข้าจะไม่สังหารผู้บริสุทธิ์อีกแล้ว” 

 

“เช่นนั้นเจ้าก็ต้องรับปากข้า ว่าจะสังหารศัตรูโดยไม่ลังเล!! อย่าได้มาแสดงความอ่อนแอเช่นนี้ต่อหน้าข้าอีก เห็นแล้วมันน่าสมเพช น่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก!!” เฒ่าชีเปลือย แผดเสียงกระแทกใส่ใบหน้าของเด็กหนุ่ม 

 

ซุน ก้มหน้าลงต่ำ กำหมัดแนบแน่นทุบพื้นรุนแรงเพื่อระบายความอัดอั้น... 

 

............................................ 

 

ณ เรือนตระกูลกัง... 

 

กังเฉิง ที่กำลังครุ่นคิดเรื่องราวของสหาย พยายามหาหนทางช่วยเหลือจนกระวนกระวายอยู่เพียงลำพัง... ก่อนจะรู้สึกถึงกลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงเล็ดลอดเข้ามาในห้อง สัมผัสได้ว่ามีเงาร่างของใครบางคน ยืนอยู่ที่หน้าต่างบริเวณสวนข้างเรือนนอน... 

 

“ใคร!!” ชายหนุ่ม หยิบทวนยาวพุ่งออกไปในทันที 

ก่อนจะพบว่าคนผู้นั้น ก็คือ ซุน... 

 

แต่ กังเฉิง แทบไม่อาจทับซ้อนภาพจำของสหายรักของตน ผู้ที่เต็มไปด้วยความเมตตา เฉลียวฉลาด และสง่าผ่าเผย กับเด็กหนุ่มที่ร่างอาบท่วมไปด้วยโลหิต ดวงตาดูเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง และเศร้าสลด... นี่ไม่ใช่ ซุน ที่ กังเฉิง เคยรู้จักอีกแล้ว มันทำให้จิตใจของ กังเฉิง เต้นโครมครามแทบจะหลุดออกจากทรวงอก รู้สึกได้ว่าการพบเจอกันครั้งนี้มิใช่เรื่องดี... 

 

“ซุน... นี่เจ้า?!” 

 

ซุน ใบหน้าขาวซีดราวกับคนที่ตายไปแล้ว ก่อนจะยื่นมือออกมา... 

“ข้ามาเอาของที่ข้าฝากเจ้าไว้...” 

 

กังเฉิง รู้สึกราวกับจิตใจหล่นร่วงจากที่สูง... 

“อย่าบอกนะว่าเจ้า... คิดจะจากไปแล้ว?!” 

 

ซุน พยักหน้าตอบรับเบา ๆ 

“เจ้าน่าจะคาดเดาได้ ว่าข้าทำสิ่งใดมา อย่าให้ข้าต้องกล่าวถึงมันเลย... ข้าคงไม่อาจอยู่ที่เขตชุมชนหมู่บ้านแห่งนี้ได้อีกแล้ว เจ้าเป็นสหายที่ดีสำหรับข้า กังเฉิง... กลับเป็นข้าเอง ที่ไม่คู่ควรเป็นสหายของเจ้า...” 

 

กังเฉิง ได้ยินเช่นนั้น ก็พลันมีโทสะขึ้นทันที จับคอเสื้อของ ซุน ดึงกระชากเข้ามาใกล้... 

“พูดเรื่องอะไรของเจ้า!! คู่ควรหรือไม่คู่ควร ข้าต่างหากที่จะตัดสิน!! หากเจ้าจะเดินทางจากไป ข้าก็จะขอไปพร้อมกับเจ้าด้วย” 

 

ซุน หันมองใบหน้าของ กังเฉิง... อดไม่ได้ที่จะเห็นภาพทับซ้อนของการสังหารหมู่เมื่อครู่นี้ จนทำให้เกิดเป็นภาพของ กังเฉิง ที่ถูกสังหารทับซ้อนลงไปเช่นกัน!! แน่นอนว่าหนทางต่อจากนี้ไปของ ซุน คงมีเพียงเส้นทางที่ย้อมไปด้วยโลหิต ไม่อาจหลีกเลี่ยงการสังหารได้อีกแล้ว... 

 

“ไม่ได้... ข้าให้เจ้าไปกับข้าด้วยไม่ได้...” น้ำเสียงของ ซุน เต็มไปด้วยความเศร้าสลด 

 

“นี่เจ้า!!” กังเฉิง ยิ่งทวีโทสะขึ้น ชกไปที่ใบหน้าของ ซุน เต็มกำลัง... แต่มันกลับไม่ได้ทำให้สายตาเย็นชาของ ซุน แปรเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย ยังคงมองกลับมาด้วยสีหน้าที่แสนเยือกเย็น... 

 

ขอโทษด้วยสหายข้า พวกเราคงไม่ได้พบกันอีกแล้ว... ลาก่อน กังเฉิง...” นั่นเป็นคำพูดสุดท้ายที่ กังเฉิง ได้ยิน ก่อนที่ตนจะค่อย ๆ ถูกมนต์สะกดบางอย่าง ให้สติพร่าเลือน และค่อย ๆ ดับวูบลง...  

 

แสงตะวันเริ่มแยงตา... เมื่อ กังเฉิง ลืมตาตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ก็พบว่าตนเองนอนอยู่ที่ภายในสวน... เด็กหนุ่มรู้สึกปวดศีรษะอย่างรุนแรงโดยไม่ทราบสาเหตุ ภาพความทรงจำเมื่อคืนราวกับเป็นความฝันที่เลวร้าย... ซึ่งในเวลานั้นเอง บ่าวหญิงสาวในเรือนก็วิ่งตรงเข้ามาท่าทีกระหืดกระหอบ... 

 

“นายน้อยกัง เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!! เมื่อคืนที่จวนผู้ว่าเกิดเหตุการณ์ร้ายขึ้น คาดว่าคงถูกกลุ่มโจรบุกเข้าไปสังหารทุกคนในจวน ก่อนจะจุดไฟเผาทำลายหลักฐาน ว่ากันว่าไม่เหลือผู้รอดชีวิตแม้แต่คนเดียว” 

 

“!!!!!!!!!!” กังเฉิง เบิกตากว้างทันที... 

“แล้ว ซุน ล่ะ!! หนีออกมาได้หรือไม่!!” 

 

สีหน้าของบ่าวผู้นั้นย่ำแย่ลง... 

“เรียนนายน้อย ไม่มีผู้ในจวนนั้นหนีออกมาได้ อีกทั้งศพเหล่านั้นยังถูกเผาทำลาย จนยากจะระบุเอกลักษณ์ตัวตน บางส่วนกลายเป็นเถ้าธุลีไปแล้วด้วยซ้ำ ดังนั้นจึงคาดว่า ซุน เองก็คง...” 

 

กังเฉิง ใบหน้าด้านชาไปในทันที จนหวนนึกถึงเรื่องความฝันพร่าเลือนเมื่อคืนนี้... สิ่งแรกที่ กังเฉิง ได้ทำคือการสำรวจสิ่งของที่ ซุน ได้ฝากไว้กับตน ซึ่ง กังเฉิง เก็บมันไว้กับตัวมิได้ห่าง ก่อนจะพบว่าในเวลานี้ สิ่งของเหล่านั้นมิได้หลงเหลืออยู่อีกแล้ว ทั้งแหวนหยกดำ ทั้งลูกแก้วดวงจิตทั้งสอง และ เนตรมรกต ทุกสิ่งหายไปทั้งหมด... 

 

“ระ...หรือว่าเมื่อคืน มิใช่เพียงความฝัน...” ชายหนุ่ม กล่าวพึมพำขึ้น 

 

“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือนายน้อย...” บ่าวหญิงสาวเอ่ยถาม 

 

กังเฉิง ย่อมรู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ควรแพร่งพราย... 

“ไม่มีอะไร... ข้าจะขอออกไปดูที่เกิดเหตุหน่อย...” 

 

เด็กหนุ่ม คว้าเสื้อคลุมและมุ่งหน้าไปยัง จวนผู้ว่า ทันที... ซึ่งเมื่อมาถึงก็ต้องพบเจอกับสภาพที่ทุกอย่างมอดดำไปแล้ว ซากศพถูกพบไม่ถึง 20 ร่าง นอกนั้นคงสูญสลายไปพร้อมกับเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำตลอดทั้งคืน... 

 

ในที่เกิดเหตุ เหลือเพียง มือปราบเฉิน และมือปราบอีกกลุ่มหนึ่ง... ซึ่งทุกคนไม่ได้อยู่ที่จวนผู้ว่าเมื่อคืน แต่ออกไปดื่มกินที่หอนางโลม กว่าจะกลับมาถึงก็ไม่ทันเหตุการณ์ทั้งหมดเสียแล้ว... สีหน้าของ มือปราบเฉิน เต็มไปด้วยความหวาดผวา  

 

มันปักในเชื่อว่าผู้ที่ลงมือโหดเหี้ยมได้เช่นนี้ คงเป็นชายที่ถือครอง ป้ายเหล็กตระกูลเกา อย่างแน่นอน ดังนั้น มือปราบเฉิน จึงไม่คิดจะสืบหาเบาะแสใด ๆ เพิ่ม เนื่องด้วยหวาดกลัวว่าภัยจะย้อนมาถึงตน คดีจึงถูกสรุปว่าเป็นการปล้นฆ่าชิงทรัพย์ เป้าหมายถือผู้ว่าจินหง แต่ไม่อาจตามหากลุ่มผู้กระทำผิดได้... 

 

กังเฉิง เมื่อรู้แล้วว่าอยู่ที่นี่ก็คงไม่ได้อะไร จึงมุ่งหน้าไปยัง สถานศึกษาศาสตร์อักษร... แต่สุดท้ายเมื่อไปถึงที่นั้น ก็ไม่มีเบาะแสใด ๆ หลงเหลือเช่นกัน มีเพียงเศษซากปรักหักพังเท่านั้น... สถานที่สุดท้าย ที่ กังเฉิง พอจะนึกได้ ก็คือถ้ำที่เก็บซ่อนซากร่างอสรพิษทะเล ใกล้ชายหาด... 

 

เมื่อไปถึงที่นั่น กังเฉิง ถึงกับใบหน้าด้านชา ขาทั้งสองข้างทรุดลงจนเข่ากระแทกพื้น... ซากร่างของอสรพิษยังคงอยู่เช่นเดิมไม่เปลี่ยนแปลง หากแต่ที่ผนังถ้ำ ได้ถูกสลักตัวอักษรแทนคำพูดเอาไว้... 

 

[ ของทั้งหมดนี้ข้ายกให้เจ้า ถือว่าแทนคำขอโทษ... สหายรัก ] 

 

กังเฉิง เห็นเช่นนั้นก็แน่ชัดแล้ว ว่า ซุน คงจากไปเป็นที่เรียบร้อย... 

ทำไมกัน?! นี่เจ้ายังเห็นข้าเป็นสหายจริง ๆ งั้นหรือ?!” 

 

นับจากวันนั้น กังเฉิง ได้แปรเปลี่ยนพฤติกรรมจากหน้ามือเป็นหลังมือ... จากคุณชายจอมเสเพลไม่เอาไหน กลายเป็นคนมุมานะในทุกการฝึกฝนคล้ายมีเป้าหมายบางอย่างภายในใจ จนสุดท้ายบิดาจากตระกูลกัง มองเห็นวี่แวว จึงดึงตัว กังเฉิง กลับไปอยู่ด้วยกันที่เมืองใหญ่ของ มณฑลเฮย  

 

บิดาของ กังเฉิง ซึ่งเป็นมือปราบอันดับ 1 ของมณฑลเฮยแห่งนี้ ได้เคี่ยวกรำ กังเฉิง ทั้งวิชาและความรู้ตลอดหลายเดือน จนทำให้ กังเฉิง ได้มีโอกาสเข้าสังกัด หน่วยมือปราบเทพพยัคฆ์ หน่วยงานพิเศษของ ราชวงศ์ไป๋หู่ ที่รวบรวมเฉพาะอัจฉริยะรุ่นเยาว์ในทวีปพยัคฆ์ขาว เข้ารับการฝึกฝน เพื่อเป็นขุมกำลังหลักของราชวงศ์ในภายภาคหน้า... 

 

ไม่ทราบได้ว่าชะตากรรมของเด็กหนุ่มทั้งสอง จะสามารถโคจรมาพบกันอีกครั้งในอนาคตหรือไม่... หากแต่ถ้ามีวันนั้น ไม่เพียงแค่ ซุน เท่านั้นที่จะเปลี่ยนแปลง ด้าน กังเฉิง ก็คงพุ่งทะยานขึ้นในระดับสูง บนเส้นทางของตน อยู่ที่ว่าการพบเจอกันในครั้งนั้น สองสหายจะต้องเผชิญหน้ากันในฐานะอะไร... 

 

.............................................. 

 

ทางด้าน ซุน เอง ใช่ว่าจะหลบหนีออกไปจากเขตชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงแห่งนี้... หากแต่เข้าไปแอบซ่อนตัว อยู่ภายในห้องลับกลางป่าลึกของ เหยาหมิง โดยใช้แหวนหยกดำเป็นกุญแจเข้าสู่ด้านใน ชาวบ้านต่างคาดเดาว่า ซุน คงตายไปแล้ว จึงไม่มีผู้ใดคิดออกตามหา... 

 

สภาพจิตใจของ ซุน ในเวลานี้ย่ำแย่มาก แววตาและสีหน้าก่อนตายของผู้คนนับร้อย กำลังตามหลอกหลอน ซึ่งหากมาในรูปแบบผีหรือวิญญาณ ซุน จะไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย ทว่ามันกลับมาในรูปแบบของภาพจำที่ไม่อาจลบเลือน ทุกครั้งที่หลับตาก็ต้องมาเห็นภาพจำเหล่านั้นผุดขึ้นต่อเนื่อง... 

 

เฒ่าชีเปลือย ไม่มีสิ่งใดจะชี้แนะอีกแล้ว เพราะในส่วนนี้เป็นเรื่องของสภาพจิตใจ... ดังนั้นคงต้องรอให้ ซุน ยอมรับความจริงและภาพจำเหล่านั้นให้ได้เท่านั้น จึงจะสามารถก้าวผ่านเรื่องราว และเติบโตขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งเมื่อเวลานั้นมาถึง ซุน อาจจะกลายเป็นหนึ่งในคนที่ลงมือสังหารไม่กระพริบตาก็เป็นได้... 

 

3 วันผ่านไป ซุน ก็ยิ่งมีสภาพทรุดโทรม ไม่อาจหลับตาลงได้เลย... ซึ่งหากสภาพจิตใจยังคงตกต่ำอยู่เช่นนี้ ไม่ต้องกลายถึงการพัฒนา แต่ประคองตนมิให้วิกลจริต ก็นับเป็นเรื่องยากแล้ว... เฒ่าชีเปลือย ทอดถอนหายใจอยู่บ่อยครั้ง จวบจนเริ่มพิจารณาไปรอบ ๆ ห้องลับ และก็ได้บังเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นอีกครั้ง  

 

วิญญาณเฒ่าชรา ย่อตัวนั่งลงเบื้องหน้าเด็กหนุ่มที่หมดสภาพ... 

“เฮ้ย... เจ้าเด็กอ่อนหัด ข้ามีหนทางให้เจ้าหลงลืมภาพจำเหล่านั้นได้แล้ว... สนใจก้าวเดินต่อไปแล้วหรือไม่?!” เฒ่าชีเปลือย กล่าวด้วยรอยยิ้มแฝงเลศนัย 

 

แววตาของ ซุน ดูเหม่อลอย... 

“จะให้ข้าทำยังไง?!” 

 

เฒ่าชีเปลือย ตวัดนิ้วเพียงครั้ง... หนึ่งในไหสุราที่ เหมาหมิง เก็บสะสมไว้ ก็ถูกดึงมาตั้งเอาไว้ ยังเบื้องหน้าของ เด็กหนุ่ม... “เหล่าซือ ของเจ้า ได้รับสมญานามว่า เซียนเมรัย เหยาหมิง ดังนั้นสุราเหล่านี้ ย่อมมิใช่สุราสามัญ... หากแต่ สุรา ก็ยังคงเป็น สุรา เป็นน้ำหล่อเลี้ยงใจยามที่รู้สึกเจ็บปวดได้เสมอ... 

 

ฉะนั้นแล้วหากเจ้าเคร่งเครียดนัก... ก็ดื่มสุราให้เมาไปเลยสิฟะ!! 

 

.......................................... 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว