facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่8 จะหนีตามผู้ชายหรือจะอยู่เลี้ยงหลาน

ชื่อตอน : บทที่8 จะหนีตามผู้ชายหรือจะอยู่เลี้ยงหลาน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 443

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ส.ค. 2563 22:57 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่8 จะหนีตามผู้ชายหรือจะอยู่เลี้ยงหลาน
แบบอักษร

8 

จะหนีตามผู้ชายหรือจะอยู่เลี้ยงหลาน 

 

ซู่อ๋องมีกำหนดประทับอยู่ที่แคว้นอิ๋งเป็นระยะเวลาประมาณสองสัปดาห์ ระหว่างนี้ ชายหนุ่มก็มาเยี่ยมน้องสาวและหลานตัวน้อยทุกวัน ซึ่งการมาแต่ละครั้ง ล้วนแต่ทำให้เหล่านางกำนัลทั้งหลายพากันปลาบปลื้ม แม้ซู่อ๋องจะรูปงามไม่เท่าจ้าวหนิง แต่ก็ยังจัดว่าเป็นบุรุษรูปร่างหน้าตาหล่อเหลา ยามพูดจาถามไถ่สิ่งใดกับนางกำนัล ก็ล้วนพูดอย่างสุภาพ น้ำเสียงก็นุ่มนวลจับใจคนฟัง หลันเซวียนจึงได้เห็นนางกำนัลในตำหนักของตนหน้าแดงด้วยความเขินอายหลังพูดคุยกับพี่ชายของนางอยู่บ่อย ๆ

ไม่เว้นแม้แต่กับเว่ยซิ่วอิง

“องครักษ์เว่ย” ซู่อ๋องเป็นฝ่ายทัก ขณะเดินออกจากตำหนักเลี่ยงซิ่วในช่วงเวลาเย็น “ประเดี๋ยวก็จะค่ำแล้ว อากาศก็เริ่มเย็นเหตุใดไม่สวมเสื้อคลุมเพิ่มสักหน่อยเล่า”

คำถามที่แสดงความห่วงใยนั้น ทำเอานางกำนัลคนอื่นที่ได้ยินนึกอิจฉาองครักษ์เว่ยไม่น้อยเลยทีเดียว

“ไม่เป็นไรหรอกเพคะ หม่อมฉันร่างกายแข็งแรงมาก ท่านอ๋องอย่าได้ห่วง” เว่ยซิ่วอิงตอบ แต่ซู่อ๋องกลับยังไม่คลายความห่วงใย

“ข้ารู้ว่าเจ้าแข็งแรงมาก แต่อย่างไรเสีย ร่างกายมนุษย์ก็ต้องการความอบอุ่น มีอะไรคลุมกายเพิ่มสักหน่อยก็ดีมิใช่หรือ” ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งอ่อนโยน จนเว่ยซิ่วอิงอดหลงใหลเขาตามคนอื่น ๆ ไม่ได้

“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงห่วงใย หม่อมฉันจะจำไปปฏิบัติตาม” หญิงสาวประสานมือคำนับ

ซู่อ๋องเพียงยิ้มจาง ๆ ความใจดีฉายชัดอยู่บนใบหน้า จากนั้นร่างสูงโปร่งก็ค่อย ๆ เดินออกจากตำหนักเลี่ยงซิ่วไปอย่างช้า ๆ วิธีการก้าวเดินดูราวกับเทพเซียนที่ลงมาเดินเล่นในแดนมนุษย์ ทุกท่วงท่าล้วนน่าหลงใหล กล่าวได้ว่าเขาช่างเป็นผู้ที่อันตรายต่อสตรียิ่งนัก

ชาตินี้นางจะมีโอกาสได้อยู่ร่วมกับบุรุษอ่อนโยนเช่นนี้หรือไม่นะ หรือว่านางจะต้องอยู่กับบุรุษช่างแกล้งอย่างฮ่องเต้ไปตลอดชีวิต

สงสารตัวเองเหลือเกิน

เมื่อจ้าวหนิงกลับมาที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว เขาก็ถูกเว่ยซิ่วอิงนำมาเปรียบเทียบกับซู่อ๋องต่อหน้าต่อตาอย่างไม่กลัวตาย คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย เจ้าองครักษ์นี่ไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเสียแล้ว น่าส่งไปนอนเล่นในคุกสักเดือนให้เข็ดหลาบเสียบ้าง

“ถ้าเจ้ายังไม่หยุดปาก อย่าหาว่าข้าใจร้ายก็แล้วกัน” ชายหนุ่มขู่เสียงเย็น

“ฝ่าบาทก็พระทัยร้ายกับหม่อมฉันอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ” องครักษ์หญิงแทบจะคร่ำครวญอย่างไม่อายฟ้าดิน “คอยดูเถอะ หม่อมฉันจะหนีตามซู่อ๋องไปแคว้นเซียว!”

จ้าวหนิงไม่พูดตอบอะไร นอกจากถอนหายใจและแสดงสีหน้าเอือมระอาออกมา ทำให้เว่ยซิ่วอิงยิ่งโวยวายมากกว่าเดิม

เขาทำราวกับอิดหนาระอาใจกับนางเหลือเกิน

“หากหม่อมฉันหนีตามซู่อ๋องไปจริง ๆ ฝ่าบาทจะต้องเสียพระทัย!”

“เจ้าคิดว่าซู่อ๋องจะยอมให้เจ้าตามไปด้วยหรือ”

“หม่อมฉันเป็นยอดฝีมือ เป็นองครักษ์ที่ซื่อสัตย์ มีหม่อมฉันติดตามไปคอยรับใช้ไม่ดีตรงไหน”

“ซื่อสัตย์แบบใด จึงคิดจะหนีจากนายของตนไป”

คำถามสบาย ๆ ของจ้าวหนิงทำเอาเว่ยซิ่วอิงถึงกับเถียงไม่ออก คำพูดเขาหาได้มีสิ่งใดผิดไปสักนิด องครักษ์หญิงคอตก รู้สึกราวกับน้ำตาจะไหลเสียให้ได้ อย่าว่าแต่เรื่องฝีมือการต่อสู้เลย กระทั่งจะเถียง นางก็ยังเถียงไม่ชนะฮ่องเต้!

“จะไปไหนก็ไป มายืนคอตกอยู่ได้” จ้าวหนิงโบกมือไล่

เว่ยซิ่วอิงเบ้ปาก แล้วเดินออกไปอย่างน่าสงสาร ทว่าเมื่อเสียงฝีเท้าของนางเงียบไป จ้าวหนิงก็หัวเราะเสียงดัง

“ดูองครักษ์ของเจ้าเถิดหลันเซวียน นางคิดจะหนีตามพี่ชายเจ้าไปแล้ว” ชายหนุ่มยังคงหัวเราะไม่เลิก “ดูท่าทางนางจะชอบซู่อ๋องนะ”

“เพียงแค่ชื่นชมเท่านั้นเพคะ หาได้ชมชอบเฉกเช่นชายหญิง” หลันเซวียนที่กำลังให้นมเสี่ยวอินอยู่หลังม่านตอบ

“ข้าก็ว่าอย่างนั้น” ชายหนุ่มเดินเข้าไปหา แล้วใช้นิ้วแหย่ลูกน้อยที่กำลังกินนม “ข้าสัญญากับบิดาของนางไว้ว่า จะหาบุรุษที่ดีที่สุดให้นางได้แต่งเข้าตระกูล แต่ก็ยังไม่มีผู้ใดเข้าตาข้าเสียที”

“แม้กระทั่งพี่สามของหม่อมฉันหรือเพคะ”

“อืม” จ้าวหนิงพยักหน้า “พี่สามของเจ้ามีชายาอยู่แล้ว หากให้ซิ่วอิงแต่งเข้าไป อย่างมากก็เป็นได้เพียงชายารอง เจ้าคิดว่าคนอย่างนางจะยอมอยู่ใต้อำนาจของชายาเอกหรือ”

“ดูจากนิสัยขององครักษ์เว่ยแล้ว คงไม่เพคะ”

“ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ซิ่วอิงไม่ใช่คนที่จะเป็นเมียรองของใคร ฐานะชาติตระกูลของนางก็ไม่เลว หากข้าให้นางแต่งเข้าตระกูลใดโดยไม่ได้เป็นชายาเอก คงเป็นการผิดต่อบิดาของนางที่เป็นอาจารย์ของข้า” จ้าวหนิงถอนหายใจ “แม้การเป็นชายารองของอ๋องผู้ปกครองแคว้นจะนับไม่เลว แต่พี่ชายเจ้าก็ใจดีเกินไปสำหรับเจ้าซิ่วอิง คนอ่อนโยนเช่นนี้ ยากจะควบคุมม้าป่าจอมพยศอย่างนาง”

หลันเซวียนพยักหน้าเห็นด้วย บุรุษอ่อนโยนที่จะควบคุมสตรีจอมพยศได้ ต้องมีความเด็ดขาดบางประการที่ทำให้สตรียอมเชื่อฟัง แม้พี่ชายของนางจะเด็ดขาดในหน้าที่การงาน แต่หากเป็นเรื่องผู้หญิงก็มักใจอ่อนเสียทุกครั้ง

นางทราบเพราะได้เห็นสิ่งที่พี่ชายปฏิบัติต่อพี่สะใภ้มาแล้ว

“เท่าที่หม่อมฉันเห็น ยามนี้ดูเหมือนจะมีแต่ฝ่าบาทเพียงผู้เดียวที่สามารถควบคุมองครักษ์เว่ยได้” หญิงสาวมองสามีของตนอย่างมีความหมาย ดวงตาของจ้าวหนิงดูตื่นตะลึงและสะพรึงกลัวขึ้นมาในทันที

“เจ้าคงไม่ได้คิดจะให้เจ้านั่นแต่งกับข้าหรอกนะ” เขาโวยวาย “นั่นมันมหันตภัยร้ายในชีวิตข้าชัด ๆ!”

หลันเซวียนถึงกับหัวเราะออกมาทันที อย่าว่าแต่จ้าวหนิงเห็นเว่ยซิ่วอิงเป็นมหันตภัยร้ายเลย เกรงว่าองครักษ์หญิงผู้นั้นจะเห็นเขาเป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตของนางเช่นกัน ที่ผ่านมา หลันเซวียนไม่มีเรื่องอะไรให้แกล้งจ้าวหนิงมากนัก ต่อให้มีเรื่องที่น่าลองแกล้งเขาดูบ้างนางก็ไม่กล้า เพราะไม่รู้ว่าจะเจอแผลเก่าของเขาเหมือนเรื่อง ‘เหตุการณ์ในปีนั้น’ หรือไม่ว่า ทั้งยังเกรงว่าหากเล่นไม่รู้เรื่องแล้วจะทำให้เขาโมโหจนคิดเอาชีวิตนาง มีเพียงเรื่องของเว่ยเซิ่วอิงที่นางสามารถหยอกเย้าเขาได้โดยไม่มีอะไรให้ต้องระแวง เรียกได้ว่านี่เป็นเรื่องที่สนุกที่สุดของนาง เพราะไม่ว่าจะเอามาใช้แกล้งจ้าวหนิงกี่ครั้งก็ล้วนได้ผลเสมอ นางอยากมีช่วงเวลาที่ได้หยอกล้อกับสามี เพื่อให้ครอบครัวดูเป็นครอบครัวจริง ๆ หาใช่ครอบครัวที่อยู่ด้วยกันไปวัน ๆ โดยที่สามีและภรรยาไม่มีความสนิทสนมกันแต่อย่างใด

“แอ้ ๆ” เสี่ยวอินที่กินนมเสร็จแล้วส่งเสียงออกมา เพราะอยากจะเล่นกับเสด็จพ่อ

หลันเซวียนวางร่างป้อมลงบนเตียง จ้าวหนิงนั่งอยู่อีกฝั่ง พยายามเรียกให้เสี่ยวคลานมาหาตน แต่เด็กน้อยทำได้เพียงอยู่กับที่ ยังไม่สามารถคลานได้ จึงได้แต่ตบมือลงบนที่นอน คล้ายจะบอกว่า ‘เสด็จพ่อนั่นแหละ เข้ามาสิเสี่ยวอิน เข้ามา’

“เจ้ากล้าตบเบาะเรียกฮ่องเต้รึ” ผู้เป็นพ่อหัวเราะใหญ่ แล้วจึงหันไปหาหลันเซวียน “อีกนานหรือไม่ กว่านางจะคลานได้”

“อายุประมาณหกถึงสิบเดือนก็น่าจะเริ่มคลานได้เพคะ”

“เจ้าเด็กขี้เกียจ ต้องรอนานถึงเพียงเชียวหรือ” มือแกร่งเอื้อมมาอุ้มเด็กน้อยที่ยิ้มร่ามาไว้ในอ้อมกอด

“แอ้ ๆ” เด็กน้อยส่งเสียงโต้ตอบ ฟังดูราวกับกำลังปฏิเสธว่า ‘เสี่ยวอินไม่ได้ขี้เกียจ แต่เสี่ยวอินเป็นเด็กน้อยกำลังโตต่างหาก’

“เถียงข้ารึ” จ้าวหนิงแสร้งดุ “เถียงฮ่องเต้ต้องลงโทษสถานใดดี ให้อดนมสักสองวันดีหรือไม่”

ยังไม่ทันที่เสี่ยวอินจะได้ส่งเสียงประท้วง เว่ยซิ่วอิงที่ยืนเฝ้าประตูอยู่ข้างนอกก็ส่งเสียงลอยเข้ามาในห้อง

“ฝ่าบาท แกล้งองค์หญิงมาก ๆ ระวังนางโตมาแล้วจะไม่รักท่านนะ”

“เหมือนที่อาจารย์เว่ยไม่รักเจ้าน่ะหรือ” ชายหนุ่มถามกลับด้วยน้ำเสียงยียวน

“ท่านพ่อรักหม่อมฉันนะ!”

“ก็น่าจะรักน้อยกว่าที่รักข้า”

“ฝ่าบาท!” เว่ยซิ่วอิงที่อยู่หน้าประตูร้องอย่างขัดใจ ก็น่าจะเป็นดังเช่นที่เขากล่าวนั่นแหละ นางทะเลาะกับจ้าวหนิงทีไร ท่านพ่อไม่เคยเข้าข้างนางสักครั้ง ทั้งยังให้นางสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อเขา แต่ไม่เห็นให้เขาสาบานอะไรเพื่อนางบ้างเลย

ฝ่าบาท ท่านพ่อรักท่านมากกว่าหม่อมฉันจริง ๆ นั่นแหละ

เหตุใดชีวิตข้าจึงน่าเวทนาเช่นนี้

เมื่อถึงวันที่ซู่อ๋องจะต้องเสด็จกลับแคว้นเซียว ชายหนุ่มก็มาล่ำลาน้องสาวที่ตำหนัก สองพี่น้องอาลัยอาวรณ์กันไม่น้อย แต่ก็ยังพยายามยิ้มให้กัน เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายต้องเป็นกังวล

“น้องข้า รักษาตัวด้วย”

“ท่านก็เช่นกัน” หลันเซวียนบีบมือพี่ชาย “หากท่านมีบุตรเมื่อใด ต้องรีบส่งคนมาบอกหม่อมฉันทันทีนะเพคะ”

“ได้ หากข้ามีลูก ต้องบอกให้อาอย่างเจ้ารู้แน่”

หลันเซวียนยิ้มให้พี่ชาย ซู่อ๋องหันมากล่าวลาหลานสาว แล้วจึงถวายบังคมลาจ้าวหนิง

“เดินทางปลอดภัย” จ้าวหนิงกล่าวอวยพร ดวงตาคมกริบพลันเหลือบไปเห็น ‘บางสิ่ง’ แวบหนึ่ง

“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” ซู่อ๋องตอบ ชายหนุ่มส่งยิ้มให้น้องสาวของตนเป็นครั้งสุดท้าย แล้วจึงออกจากตำหนักเลี่ยงซิ่วไป โดยไม่รู้เลยว่าองครักษ์ของน้องสาวได้วางแผนหนีตามตนกลับไปแคว้นเซียวด้วย

เว่ยซิ่วอิงคิดจะหนีตามซู่อ๋องไปจริง ๆ ตามที่นางได้ขู่จ้าวหนิงไว้!

นางลอบกระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ครั้งนี้นางวางแผนมาเป็นอย่างดี จ้าวหนิงจะต้องเสียใจที่เสียองครักษ์มากความสามารถอย่างนาง สุดท้าย เขาก็จะต้องเป็นฝ่ายออกปากเรียกให้นางกลับมาแคว้นอิ๋ง ถึงยามนั้น นางจะเล่นตัวแกล้งเขาให้น่าดู ให้รู้กันไปเลยว่าองครักษ์อย่างนางไม่ได้หาได้ง่าย ๆ

ทว่ายังไม่จะก้าวพ้นประตูตำหนัก เว่ยซิ่วอิงก็ถูกจ้าวหนิงลากคอกลับมาด้วยตัวเอง!

“ฝ่าบาท! หม่อมฉันเป็นสตรีนะ จะหิ้วหม่อมฉันเหมือนห่อผ้าเก่า ๆ เช่นนี้ไม่ได้!” เว่ยซิ่วอิงโวยวายเสียงดังลั่น

จ้าวหนิงไม่สนใจฟัง ยังคง ‘หิ้วคอ’ นางมาเรื่อย ๆ โดยมีหลันเซวียนที่อุ้มเสี่ยวอินไว้กึ่งเดินกึ่งวิ่งตาม พยายามอย่างยิ่งที่ไม่หัวเราะทั้งสอง

“ฝ่าบาท!” คนถูกหิ้วคอไม่ยอมหยุดโวยวายง่าย ๆ

“หุบปาก!” น้ำเสียงดุดันตอบกลับมา

เจ้าเด็กโง่! หากข้าปล่อยให้เจ้าหนีไปได้ เจ้านั่นแหละที่จะต้องอาญาฐานละทิ้งหน้าที่

“พี่หนิง!” เว่ยซิ่วอิงลืมตัวเรียกเขาด้วยคำที่นางเคยเรียกสมัยเด็ก

จ้าวหนิงผลักองครักษ์หญิงของตนเข้าไปในห้องโถงของตำหนักเลี่ยงซิ่ว ท่ามกลางเสียงโวยวายอาละวาดของนาง หากแม้ไม่ใช่เว่ยซิ่วอิง เกรงว่าการโวยวายใส่ฮ่องเต้เช่นนี้คงทำให้ศีรษะกระเด็นไปแล้ว

“เจ้าบ้า” จ้าวหนิงหัวเราะให้กับสีหน้าโกรธขึ้งของเว่ยซิ่วอิง

ซิ่วอิงหนอซิ่วอิง นี่เจ้าถึงขั้นหนีตามผู้ชายจริง ๆ แล้วหรือ เจ้าคิดจะทำให้ข้าต้องหัวเราะจนตายใช่ไหม

บรรดาบ่าวไพร่ในตำหนักเลี่ยงซิ่วเริ่มคุ้นเคยกับการที่จ้าวหนิงไม่ได้มีท่าทีเย็นชาหรือดุดันดังเช่นก่อนที่หลันเซวียนจะย้ายเข้ามาอยู่ ทั้งยังได้ยินเขาทะเลาะกับหัวหน้าองครักษ์ประจำตำหนักเกือบทุกวัน จึงได้พากันก้มหน้ากลั้นหัวเราะอย่างไม่เกรงใจ

“วันนี้หนีตามซู่อ๋องไม่สำเร็จก็ไม่เป็นไร วันหน้าข้าต้องหาผู้ชายดี ๆ แล้วหนีตามเขาไปให้ได้ ข้าไม่อยู่กับท่านไปชั่วชีวิตแน่” กระทั่งคำพูดที่ต้องใช้กับฮ่องเต้ ก็ฟังดูเป็นคำพูดที่เหมือนกำลังทะเลาะต่อยตีกันสมัยเด็ก ดูท่าว่านางคงใกล้สติแตกแล้วเป็นแน่แท้

“เจ้าเคยสาบานว่าจะภักดีต่อข้าชั่วชีวิตมิใช่หรือ” จ้าวหนิงถามพร้อมรอยยิ้มยียวน

“กะ... ก็...” องครักษ์หญิงอ้ำอึ้ง “ข้าก็ยังภักดีกับท่าน แค่ไม่ได้อยู่รับใช้ก็เท่านั้น”

“ยังจะกล้าเถียงอีกเรอะ แค่เจ้าหนีไปก็เท่ากับไม่ภักดีแล้ว”

หลันเซวียนเห็นทั้งสองถกเถียงกันก็คิดว่าคงไม่จบง่าย ๆ เจ้าตัวเล็กของนางก็มองเสด็จพ่อกับท่านอาเถียงกันตาใส ไม่รู้ว่ากำลังสนุกหรืออย่างไร จึงได้ส่งเสียงอ้อแอ้คล้ายให้กำลังใจสองคนที่กำลังเถียงกันไม่หยุดหย่อน

“องครักษ์เว่ยใจเย็น ๆ ก่อนเถิด” หลันเซวียนอุ้มเสี่ยวอินเข้าไปหา องครักษ์หญิงรีบหยุดเถียงกับจ้าวหนิงทันที ด้วยเกรงว่าจะทำให้องค์หญิงน้อยตกใจ “จะตามซู่อ๋องไปแคว้นเซียวทำไม ที่นั่นไม่มีเสี่ยวอินให้เจ้าเล่นด้วยนะ”

เว่ยซิ่วอิงนิ่งชะงัก พลางมองใบหน้าน่าเอ็นดูที่แก้มสองข้างพองออกเป็นซาลาเปาในอ้อมแขนของหลันเซวียน

ฮือ ๆ ดูองค์หญิงมองนางสิ มองแบบนี้แล้วนางจะทำใจทิ้งองค์หญิงน้อยไปได้เยี่ยงไร

“นั่นสิ เลือกเอาว่าจะหนีตามผู้ชายหรือจะอยู่เลี้ยงหลาน” จ้าวหนิงกอดอกแล้วแสร้งถามเสียงดุ

“หากไม่มีท่านอาคอยปกป้อง แล้วใครจะดูแลเสี่ยวอิน” หลันเซวียนถามแทนลูกน้อย

“พวกท่านอย่าเอาองค์หญิงน้อยมาขู่ข้าสิ” เว่ยซิ่วอิงแทบจะร้องไห้

“แอ๊ ๆ” เสี่ยวอินส่งเสียงร้อง ริมฝีปากเล็ก ๆ ขยับเป็นรอยยิ้ม ทำให้ผู้มองใจละลาย จนเว่ยซิ่วอิงที่ดูขึงขังในตอนแรกจำต้องยอมแพ้

“องค์หญิง หม่อมฉันไม่ไปแล้ว...ไม่ไปไหนแล้ว ฮือ ๆ”

ในที่สุด องครักษ์หญิงที่ท่าทางขึงขัง ยืนกรานจะหนีตามซู่อ๋องกลับแคว้นเซียวให้ได้ก็พ่ายแพ้แก่เสี่ยวอินตัวน้อย จ้าวหนิงถึงกับกลั้นหัวเราะจนตัวสั่น แล้วเดินเลี่ยงไปหัวเราะอีกห้อง ส่วนหลันเซวียนก็ยืนยิ้มมองเว่ยซิ่วอิงกอดลูกสาวของตนร้องไห้ ทารกน้อยเองก็เหมือนอยากจะปลอบท่านอา จึงได้ยื่นมือเล็ก ๆ ไปแตะแก้มที่เลอะน้ำตาของอีกฝ่ายเบา ๆ

ดูเหมือนว่าคนที่เว่ยซิ่วอิงจงรักภักดีมากที่สุด จะไม่ใช่จ้าวหนิงอีกต่อไปเสียแล้ว 

ความคิดเห็น