ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่ 14. มอบให้เป็นของขวัญค่ะ

ชื่อตอน : บทที่ 14. มอบให้เป็นของขวัญค่ะ

คำค้น : พระเอกเจ้าเล่ห์ นางเอกเก่ง ตลก ชิลๆ น่ารัก โรแมนติก แต่งงาน

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 108

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 29 ส.ค. 2563 11:42 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่ 14. มอบให้เป็นของขวัญค่ะ
แบบอักษร

ท้องพระโรงหลวง 

ขุนนางหลายคนพากันยื่นฎีการ้องเรียนเรื่องการสิ้นพระชนม์ขององค์ชายทั้งสิบพระองค์ว่า องค์ชายสี่จู่หรงเสียเป็นผู้ที่น่าสงสัยที่สุดเพราะสามารถรอดพ้นจากยาพิษได้อย่างน่าฉงน ด้วยเพราะความโปรดปรานที่หวงตี้มีให้อาจจะทำให้เขาคิดกำเริบเสิบสานหมายแย่งชิงบัลลังก์จากองค์ไท่จื่อ จึงกำจัดองค์ชายทั้งหมดให้พ้นทางโดยคนของเขา จู่หวงตี้ซึ่งกำลังให้คนสืบเรื่องที่มาที่ไปของจู่เสียนหลางอยู่จึงมิได้แสดงความพิโรธออกมา เพราะการคาดเดาของขุนนางเหล่านั้นใช่ว่าจะไร้เหตุผลเสียทีเดียว จู่หวงตี้จึงให้คำมั่นว่าจะส่งคนไปสืบเรื่องนี้ให้กระจ่าง ซ้ำยังประกาศด้วยว่าอีกสองอาทิตย์พระองค์จะให้จู่หรงเสียไปปราบปรามต้าเฉียนที่คิดแข็งข้อ นำกองกำลังมาล้อมชายแดนทางเหนือเอาไว้เมื่อหลายวันก่อน  

ขุนนางที่ยื่นฎีกามีสีหน้าดีขึ้นมาก เพราะเท่ากับจู่หวงตี้บอกเป็นนัยว่าหากจู่หรงเสียคิดก่อกบฏจริง การยกทัพไปตีต้าเฉียนครั้งนี้อาจจะทำลายแผนการทั้งหมดของเขา ขุนนางทั้งหลายต่างรู้กันดีว่าจู่หรงเสียอ่อนด้อยวรยุทธ์ แน่นอนว่าไปรบกับต้าเฉียนที่มีกองกำลังแข็งแกร่งและแม่ทัพนายกองมากฝีมือ ย่อมเป็นการยากที่จะกลับมายังต้าเว่ยอย่างปลอดภัย 

ราชโองการครั้งนี้...มิเท่ากับส่งองค์ชายสี่ไปตายหรอกหรือ??? 

ดังนั้น...หลังจากเลิกว่าราชการ ขุนนางทั้งหลายก็ใช้บ่าวให้ส่งคนนำของกำนัลจำนวนมากไปยังตำหนักขององค์ชายจู่มู่เหอเพื่อหวังประจบประแจงและแสดงความยินดีเป็นการลับ เพราะขุนนางเหล่านี้รู้ดีว่าอีกไม่นานไท่จื่อก็ต้องสิ้นพระชนม์ในไม่ช้า อีกทั้งจู่หรงเสียไม่น่ารอดกลับมาจากศึกที่ต้าเฉียน ส่วนองค์ชายรองก็ถูกปลดเป็นสามัญชนไปแล้ว  จึงเหลือเพียงจู่มู่เหอ พระโอรสองค์โตที่จะต้องได้สืบทอดราชบัลลังก์ต่อไปอย่างไม่ต้องสงสัย 

 

หยางเจิ้งประคองจินซื่อออกมาเดินเล่นในสวนดอกไม้เพื่อรับแสงแดดอ่อนๆยามเช้า ครรภ์ของนางเจ็ดเดือนแล้ว เริ่มเดินอุ้ยอ้าย จินซื่อนั้นมีรอยยิ้มประดับเต็มดวงหน้าแต่หยางเจิ้งกลับมีสีหน้าอึมครึมเมื่อปรายตามองไปยังคู่หนุ่มสาวที่อยู่ในสวนดอกไม้แห่งนี้ด้วย เขามองจู่หรงเสียที่เข็นรถเข็นที่บุตรสาวของตนนั่งออกมารับแดดเช่นกัน รถเข็นคันนี้จู่หรงเสียบอกกับตนว่าเขาประดิษฐ์เองกับมือ 

แต่มีหรือคนอย่างหยางเจิ้งจะเชื่อน้ำคำ แค่เขาเป็นสาเหตุทำให้บุตรีของตนต้องล้มเจ็บหนักขาหักตามอดีตคนรักเก่าของเขาไปด้วย หยางเจิ้งก็อยากจะวิ่งโร่ไปอ้อนวอนเสด็จแม่ให้ช่วยพูดกับฝ่าบาทขอยกเลิกพระราชทานสมรส แต่รู้ดีว่ากฏระเบียบของต้าเว่ยเป็นเช่นไร ต่อให้เสด็จแม่และคนสกุลหยางมีความดีความชอบเป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรของหวงตี้มากเพียงใด ก็ย่อมต้องทำตัวดีและให้มีคุณธรรมมากเพียงนั้น แต่สำหรับหยางเจิ้งแล้ว...เขาสะกดคำว่าคุณธรรมไม่ค่อยจะถูกต้องนัก! 

“ฮูหยิน...เช้านี้เจ้าอยากกินอะไรเปนพิเศษหรือไม่นอกจากไก่ขอทาน” หยางเจิ้งหันกลับมาใส่ใจภรรยาที่รัก ประคองนางที่กำลังก้มลงชื่นชมดอกไห่ถังสีม่วงอย่างสนใจเป็นพิเศษ 

จินซื่อเงยหน้ามองเขายิ้มๆ ก่อนจะร้องถามไปยังคู่หนุ่มสาวว่า “องค์ชาย...มื้อเช้านี้ท่านอยากทานอะไรเป็นพิเศษหรือไม่เพคะ?” 

เพ้ย! ทำไมฮูหยินต้องไปเอาอกเอาใจเจ้าลูกเขยที่ไม่ได้เรื่องคนนี้ด้วยฟะ! 

จู่หรงเสียเหลียวมามองว่าที่แม่ยาย ยกยิ้มมุมปากน้อยๆ ตอบอย่างถ่อมตนว่า “ท่านพ่อตาท่านแม่ยายอยากกินอะไร ข้าก็กินได้ทั้งนั้น” 

“ท่านแม่...ข้าอยากกินน้ำแกงเนื้อสันทุบกับนกกระทาย่างเจ้าค่ะ” 

“เจ้าลูกตะกละ...เจ้าจะกินอาหารมื้อหนักตั้งแต่เช้าเชียวหรือ?” หยางเจิ้งบ่นอย่างหงุดหงิด ใจเขาอยากจะให้เด็กสองคนนี้กินแต่โจ๊กเม็ดบัว ส่วนเขากับจินซื่อก็พากันสรรหาของดีเข้าปากกันสองคนก็พอแล้ว 

“ท่านพ่อ...ท่านจะใจคอคับแคบกับหรงเสียได้อีกหรือ ท่านมิเห็นหรือว่าเขาประดิษฐ์รถเข็นคันนี้ให้ข้าไปไหนมาไหนได้โดยสะดวกด้วยตัวเองเลยนะเจ้าคะ” หยางจินจวี๋หันไปเงยหน้ายิ้มให้จู่หรงเสีย เอื้อมมือไปจับมือของเขาที่อยู่ด้านหลังอย่างปลอบใจ 

หยางเจิ้งมองค้อนว่าที่ลูกเขยตาเขียวปี๋ มิคิดว่าตั้งแต่หมอนี่ก้าวเข้ามาในชีวิตบุตรสาว นางก็ค่อยๆห่างเหินจากเขาไปทุกที เด็กหญิงตัวเล็กในวันนั้น บัดนี้กลายเป็นเด็กสาวตัวโตที่คิดจะสลัดปีกบินออกจากรังของเขาแล้ว 

มิน่า...ถึงมีคนพูดว่าเมื่อแต่งลูกสาวออกไปก็เท่ากับสาดน้ำออกจากบ้าน 

แต่หยางเจิ้งมิได้มองบุตรสาวเป็นเพียงน้ำสกปรกถังหนึ่ง นางเป็นดั่งแก้วตาดวงใจที่ชาตินี้ทั้งชาติเขามิอาจวางใจได้หากนางไม่แต่งออกไปกับชายผู้มีค่าควร 

มีค่าควรนะ...ไม่ใช่หมายถึงคู่ควร สำหรับหยางเจิ้งต่อให้บุรุษที่มาขอบุตรีตนไปเป็นภรรยาจะร่ำรวยล้นฟ้า พ่อแม่สามีใจดีดั่งเทพเซียน แต่หากบุรุษผู้นั้นจิตใจไร้คุณธรรม เจ้าชู้ เสเพลเป็นดั่งพวกกางเกงแพร[1] เขาไม่มีวันยอมปล่อยให้หยางจินจวี๋ต้องแต่งเข้าจวนสกุลนั้นเป็นอันขาด 

ส่วนจู่หรงเสียนั้น...เขาเห็นความจริงใจของบุรุษผู้นี้ที่มีต่อบุตรีอยู่หลายส่วน แต่เพราะไม่ชอบขี้หน้าจู่หวงตี้ จึงก่อเกิดเป็นอคติ กลัวจู่หรงเสียอาจจะได้รับการถ่ายทอดนิสัยเจ้าชู้มาจากจู่หยวนเหวิน 

จินซื่อที่ลอบมองสีหน้าสีตาของสามีแอบถอนหายใจ ก่อนจะตบหลังมือเขาเบาๆ หยางเจิ้งจึงได้สติ หันมายิ้มหวานให้นาง ถามว่า “เหนื่อยแล้วใช่หรือไม่...เข้าบ้านกันเถอะนะ” 

“ท่านพี่...ลูกของเราเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ท่านอย่าได้ห่วงไปเลย แต่งให้จู่หรงเสียถือเป็นของขวัญล้ำค่าที่สวรรค์ประทานให้นางเจ้าค่ะ” 

“จินซื่อ” หยางเจิ้งทำหน้าเหมือนคนปวดฟัน “เจ้ายังจะไปเข้าข้างเจ้าตัวซวยนั่นอีกหรือ เจ้าไม่เห็นหรือว่าจวี๋เอ๋อร์ต้องเจ็บตัวเพราะมันน่ะ” 

“นี่แน่ะ...ตัวซวย ช่างกล้าพูดนัก หาเรื่องให้คนทั้งสกุลคอขาดหรืออย่างไร” จินซื่อหยิกบั้นเอวหนาแรงๆไปที หยางเจิ้งร้องอูยออกมาอย่างห้ามไม่อยู่ ทำให้คู่หนุ่มสาวหันมามองอย่างแปลกใจ ก่อนหยางจินจวี๋จะหัวเราะเบาๆ เอ่ยกับจู่หรงเสียว่า 

“ท่านแม่กับท่านพ่อก็แบบนี้แหละ ชอบหยอกล้อกันแรงๆ” 

“พวกเขาเป็นคู่รักที่ทำให้ข้าประทับใจอย่างลึกซึ้ง” จู่หรงเสียมองสองสามีภรรยาก่อนจะก้มลงมองดวงหน้างดงามดั่งบุปผาเฉกจันทรา “เราเองก็จะเป็นดั่งพวกท่านเช่นกัน” 

“จริงอ่ะ” หยางจินจวี๋ทำหน้าตามีเลศนัย 

“อืม...จริงสิ” จู่หรงเสียมิรู้เท่าทันแผนการของนาง 

ได้ยินเช่นนั้น หยางจินจวี๋ก็หัวร่อ เอ่ยกลั้วหัวเราะว่า “เช่นนั้นไม่ว่าข้าจะขอให้ท่านทำอะไรท่านก็ต้องทำให้ข้าทั้งหมดนะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรินนมให้ข้า เรื่องนวดตัวให้ข้าก่อนนอน เรื่องช่วยข้าผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า...ช่วยข้า...” นางยังพูดไม่ทันจบก็ถูกขัดขึ้นเสียก่อนว่า 

“เกรงว่าถ้าข้าช่วยเจ้าผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ข้าจะเป็นฝ่ายถอดเสื้อผ้าของเจ้าอยู่ตลอดมากกว่า” 

หยางจินจวี๋หน้าร้อนลวกราวกับไข่ต้ม มองค้อนจู่หรงเสีย สงบปากสงบคำ ใช้มือหมุนล้อพาตนเองกลับไปยังเรือนจินจวี๋เพราะเขินอายเกินกว่าจะทนมองสายตากรุ้มกริ่มของอีกฝ่ายได้ 

มื้อเช้าหยางจินจวี๋กับจู่หรงเสียทานด้วยกันที่เรือนของนาง หยางเจิ้งไม่ห้ามแม้จะผิดธรรมเนียมอยู่บ้าง เขาวางใจเพราะยังมีสาวใช้คอยเป็นหูเป็นตาให้ตลอดเวลา 

หลังกลั้วปากด้วยน้ำลอยดอกไม้แทนน้ำชา และล้างมือเช็ดด้วยผ้าทอเนื้อนุ่ม หยางจินจวี๋ก็อ้อนจู่หรงเสียให้เข็นรถพานางไปเที่ยวชมตลาดตะวันตก เที่ยงๆค่อยกลับจวน 

ลับหลังบุตรสาวกับว่าที่ลูกเขย หยางเจิ้งก็เปรยออกมาอย่างหนักใจกับจินซื่อภายในห้องนอน ขณะช่วยนางสอยด้ายเพื่อเย็บเอี๊ยมแดงตัวเล็กไว้ให้เจ้าก้อนแป้งน้อยที่นับวันจะเคลื่อนไหวภายในท้องของจินซื่อถี่ขึ้น จนบางครั้งก็ทำให้จินซื่อเจ็บนิดๆไม่ก็จั๊กจี้จนต้องหัวเราะ 

“เจ้ารู้หรือไม่...ฮูหยิน ไม่ถึงสองอาทิตย์ จู่หรงเสียก็ต้องนำทัพไปปราบต้าเฉียน ถึงตอนนั้นข้าเกรงว่าบุตรสาวของเราอาจจะกลายเป็นกั่วฟู่[2]เสียก่อน” สีหน้าของหยางเจิ้งอับแสงลง อีกทั้งน้ำเสียงยังฉายชัดถึงความหนักใจหลายส่วน 

กระนั้นจินซื่อก็ยังคงแย้มยิ้มงดงามดั่งบุปผา “ท่านพี่อย่าได้กังวลใจไปเลย เพราะแท้จริงแล้วองค์ชายสี่นั้น...” 

หลังฟังความลับต้องห้ามจากภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากจบลง หยางเจิ้งก็ถึงกับดื่มชาหลงจิ่งหมดทั้งกา สาวใช้ประจำตัวจินซื่อซึ่งเป็นคนที่ไว้วางใจได้ซ้ำยังปากหนักยิ่งกว่าภูเขาไท่ซานก้มหน้าลงซ่อนยิ้ม 

นายท่าน...เวลาได้ยินเรื่องถูกใจทีไร เป็นต้องทำตัวราวกับเด็กๆอยู่เสมอ 

“เจ้าแน่ใจนะว่าเสด็จแม่ยืนยันกับเจ้าอย่างหนักแน่นว่าเจ้าตัวซว...เอ๊ย...จู่หรงเสียนั้นรักมั่นในตัวจวี๋เอ๋อร์จริงๆ” 

“ในเมื่อท่านพี่ไม่เชื่อคำข้า เช่นนั้นเรานั่งรถม้าไปยังตำหนักหย่งเหอ ให้เสด็จแม่บอกท่านพี่ออกจากพระโอษฐ์ของพระนางเองดีหรือไม่เจ้าคะ” จินซื่อแสร้งพูดเสียงกระเง้ากระงอดเมื่อสามีดูไม่เชื่อถือคำพูดของนาง 

“ข้าเชื่อ...ข้าเชื่อเจ้า” หยางเจิ้งหันกลับมามุ่งมั่นร้อยด้ายอีกครั้ง พลางพูดลอยๆว่า “อา...สวรรค์ เหตุใดจึงทรงประทานพรให้กับคนสกุลหยางมากถึงเพียงนี้” แล้วยกน้ำชาจากกาพวยใหม่ขึ้นซดจนหมดจอกด้วยความปลื้มปีติ 

จินซื่อหัวเราะคิกคัก “ท่านพี่...ท่านมิเคยได้ยินหรือว่า คู่ชีวิตฟ้าลิขิตเอาไว้แล้ว” 

“ใช่...คู่ชีวิตฟ้าลิขิตเอาไว้แล้ว เหมือนเจ้ากับข้า แค่คิดว่าจวี๋เอ๋อร์ไม่ได้แต่งให้กับคนสกุลจู่ ข้าก็นอนตายตาหลับได้แล้ว” 

 

ระหว่างทางไปตลาดตะวันตก 

“เหตุใดตาสีดำเหลือบฟ้าของเจ้าจึงสามารถเปลี่ยนให้เป็นสีดำอย่างเดียวได้ หรงเสีย” หยางจินจวี๋ถามขึ้นมาขณะนั่งเอนหลังพิงพนักนุ่มของรถเข็นที่กำลังถูกเข็นไปบนถนนหลักช้าๆ 

“อาจารย์ที่สอนวรยุทธ์ของข้าเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่งในยุทธภพ เขาได้สอนวิชาเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนสีตาให้ข้ามาแต่เยาว์วัย ดังนั้น...ยามที่ข้าอยากออกมาเที่ยวเล่นนอกวัง จึงเปลี่ยนสีตาเพื่อไม่ให้ผู้คนรู้ว่าข้าเป็นใคร” 

“อ้อ...เป็นเช่นนี้เอง” หยางจินจวี๋พยักหน้าว่าเข้าใจแล้ว ก่อนพูดต่อในเรื่องที่ทำให้ตนอึดอัดใจมาหลายวัน 

“อีกไม่ถึงสองอาทิตย์ เจ้าก็ต้องไปออกรบแล้ว ครั้งนี้...ข้ายังไม่ได้แต่งงานกับเจ้าจึงร่วมเดินทางไปด้วยไม่ได้” 

“ทำไมจะไปกับข้าไม่ได้ แค่เจ้าซ่อนตัวอยู่ในหมู่พลทหาร ก็สามารถตามข้าไปยังต้าเฉียนได้แล้ว” 

“ก็จริง...” นางยอมรับเสียงอ้อมแอ้ม สีหน้าเผยความสับสนบางอย่าง จู่หรงเสียเอียงหน้ามองดวงหน้างดงามราวบุปผาจันทราของนางในดวงใจด้วยความเป็นห่วงเมื่อนางเงียบไป 

“เจ้ากำลังกังวลอะไรอยู่หรือ จวี๋เอ๋อร์” 

“หรงเสีย...เจ้าคิดว่าบิดาแท้ๆของเจ้าจะชอบข้าหรือไม่?” นางเหลียวหลังมามองเขาด้วยสีหน้าเป็นกังวล 

จู่หรงเสียยิ้มอ่อนโยน พลางพยักหน้า “เสด็จพ่อจะต้องชอบเจ้า ยินดีรับเจ้าเป็นลูกสะใภ้” 

“เจ้ารู้ได้อย่างไร” 

“คนเป็นพ่อ...ไฉนเลยจะเห็นผู้เป็นลูกต้องทุกข์ใจได้” 

“หึ” หยางจินจวี๋เค้นเสียงในลำคอออกมาอย่างเย็นชา “หากเป็นเช่นนั้นจริง เหตุใดอดีตหวงตี้จึงวางยาพิษท่านปู่ของข้า ทั้งที่เสด็จย่าเป็นพระธิดาที่พระองค์ทรงรักมากที่สุด” 

จู่หรงเสียเงียบไปด้วยอับจนถ้อยคำ “เรื่องบาดหมางในอดีต ให้จบลงที่รุ่นของพวกเราเถอะนะ จวี๋เอ๋อร์ เจ้าอย่าได้เก็บมาคิดให้แค้นเคืองใจอีกต่อไปเลย” 

“เจ้าอย่าห่วงไปเลย หรงเสีย ข้าเป็นคนปล่อยวางความแค้นลงได้ง่าย แต่ก็มิอาจยืนดูคนสกุลหยางถูกข่มเหงครั้งแล้วครั้งเล่าโดยไม่ตอบโต้ได้เช่นกัน โชคดีที่คนสกุลหยางเพียงแค่ถูกเล่าลือในทางเสียๆหายๆซึ่งพวกเราก็ยอมรับอย่างไม่มีข้อแม้ด้วยเป็นเช่นนั้นจริง แต่หากพวกเราถูกปรักปรำจนถึงขั้นต้องโดนลงอาญา...ข้าไม่มีวันปล่อยคนผิดให้ลอยนวลแน่!” นางพูดเสียงเข้ม 

“มาถึงตลาดแล้ว เจ้าอยากจะไปเลือกชมสินค้าชิ้นใดก่อนหรือไม่” จู่หรงเสียชวนเปลี่ยนเรื่อง มิสนใจสายตาอยากรู้อยากเห็นมากมายของบรรดาสตรีสาวโสดแม่หม้ายทั้งหลายที่มองคนทั้งสองด้วยความอิจฉาริษยาอย่างไม่ปิดบัง 

“ข้าอยากแวะซื้อวอโถว[3]ร้านนั้น” นางชี้นิ้วไปยังแผงลอยขายวอโถวที่ร้างลูกค้า เห็นเพียงสองแม่ลูกที่ยืนร้องเรียกลูกค้าด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างแหบแห้ง เห็นได้ชัดว่าคงร้องเรียกลูกค้ามาหลายชั่วยามจนเสียงเริ่มหาย ลูกสาวของแม่ค้าขายวอโถวยังเป็นเพียงเด็กหญิงวัยสี่ห้าขวบเกล้ามวยทรงซาลาเปาคู่ พยายามตะเบ็งเสียงเรียกลูกค้าสุดฤทธิ์ 

พอสองแม่ลูกเห็นลูกค้าชายพาหญิงคนรักนั่งรถเข็นเข็นมาซื้อวอโถวที่ร้านของนางก็ดีใจจนยิ้มแก้มปริ 

“นายท่าน...จะรับวอโถวกี่ลูกดีเจ้าคะ” แม่ค้าถามอย่างอ่อนน้อม 

“นายท่านๆ วอโถวที่ท่านแม่ข้าทำนั้นอร่อยอย่าบอกใครเลย” เด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มยืนยันอย่างหนักแน่น นัยน์ตากลมโตเหมือนลูกไหนของนางสว่างเจิดจ้าเปี่ยมไปด้วยประกายของความหวัง 

“ถ้าเจ้าว่าอร่อย เช่นนั้นข้าก็เหมาหมดซึ้งหนึ่งแล้วกัน” หยางจินจวี๋ว่ายิ้มๆ พลางยกมือลูบหัวเด็กน้อยที่ทำตาโตเท่าไข่ห่าน ร้องอุทานด้วยปากที่ค้างเติ่ง 

“ฮ้า!!!” 

แม่ค้าดีใจจนน้ำตาแทบไหล รีบหยิบวอโถวใส่ห่อกระดาษมือเป็นระวิง พอเห็นหยางจินจวี๋ยื่นเงินหนึ่งตำลึงทองให้นางสองแม่ลูก พวกนางก็พากันตัวสั่นสะท้าน รีบคุกเข่าก้มหน้าคำนับประหลกๆ 

“ท่านผู้สูงศักดิ์ทั้งสอง ข้าน้อยสองแม่ลูกซาบซึ้งใจที่พวกท่านช่วยซื้อวอโถวของเราสองแม่ลูก แต่ว่าค่าวอโถวทั้งหมดมีราคาเพียงแค่สองตำลึงเท่านั้น พวกเราสองแม่ลูกมิอาจรับเงินมากขนาดนี้ได้ ขอพวกท่านโปรดจ่ายตามจำนวนราคาเดิมด้วยเถอะเจ้าค่ะ” 

“แม่นาง...เจ้าดูสภาพบุตรสาวของเจ้าก่อน เสื้อผ้าที่นางสวมใส่นั้นเป็นเช่นไร รูปร่างผิวพรรณของนางเป็นเช่นไร ท่านมิสงสารบุตรสาวของท่านแม้แต่น้อยเลยหรือ?” หยางจินจวี๋เอ่ยถามยิ้มๆ 

แม่ค้าเหลือบมองบุตรีที่สวมใส่เสื้อผ้าเนื้อหยาบมีร่องรอยเย็บชุนมากมาย ซ้ำนางรู้ดีว่าใกล้เข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ตอนนี้นางไม่มีอาภรณ์เนื้อหนาให้บุตรีกับตัวเองต้องสวมใส่กันหนาวเพราะที่เคยมีอยู่ล้วนเปื่อยยุ่ยขาดจนไม่เหลือชิ้นดี อีกทั้งร่างกายของบุตรีก็ผอมแห้ง ผิวพรรณหยาบกร้าน หากเติบโตขึ้นเป็นสาวพ้นวัยปักปิ่น เกรงว่าจะหาผู้ชายดีๆมาตบแต่งได้ยาก 

“เช่นนั้น ข้าน้อยก็ขอขอบคุณในน้ำใจอันแสนประเสริฐของแม่นางเจ้าค่ะ” แม่ค้ารับก้อนเงินหนึ่งตำลึงทองมากำไว้ด้วยมือที่สั่นระริก 

ยามนั้น มีชาวบ้านหลายคนที่เดินผ่านร้านวอโถวจำได้ว่าสตรีที่นั่งอยู่บนรถเข็นคือองค์หญิงหยางฝู ซ้ำบุรุษที่เข็นรถยังเป็นถึงองค์ชายสี่ แต่กับพากันซื้อวอโถวเป็นจำนวนมาก พวกเขาจึงสนอกสนใจกันเป็นอย่างยิ่ง คิดว่าวอโถวร้านนี้จะต้องมีรสชาติอร่อยเป็นแน่ หลังจากจู่หรงเสียเข็นรถจากไปแล้ว ชาวบ้านจำนวนมากก็แห่กันไปเข้าคิวขอซื้อวอโถวกันคนละสองสามลูกกลับบ้าน 

ก็ขนาดองค์หญิงหยางฝูผู้กินแต่อาหารรสเลิศยังโปรดปรานขนมนี้ มิใช่ว่าเจ้าของร้านต้องทำวอโถวสุดฝีมือจึงอร่อยถูกปากองค์หญิงหยางฝูเป็นแน่ 

“เจ้าจงใจช่วยชีวิตแม่ลูกคู่นั้นสินะ” จู่หรงเสียเกริ่นขึ้นมา 

“เปล่าสักหน่อย วอโถวนี้อร่อยจริงๆต่างหาก คนรักการกินแต่ของอร่อยๆเช่นข้า แค่ได้กลิ่นวอโถวลอยออกมาจากซึ้งนึ่ง ข้าก็รู้รสชาติของมันแล้ว มิเชื่อท่านก็ลองกินดูซี” นางส่งวอโถวลูกหนึ่งไปทางด้านหลัง จู่หรงเสียรับขึ้นไปกัดกินคำโต ก่อนจะส่งเสียงอืมคำหนึ่ง แล้วพยักหน้า 

“อร่อยจริงๆด้วย เห็นทีข้าต้องส่งคนมาอุดหนุนวอโถวแม่ลูกคู่นี้บ่อยๆ หากเจ้าอยากกินเมื่อไหร่ก็ส่งคนมาบอกข้า ข้าจะใช้คนมาซื้อไปให้เจ้า” 

“ข้ายังไม่อยากให้เสี่ยวจูเป็นง่อย” นางพูดเสียงขึงขัง ทำทีเป็นว่าตนก็มีบ่าวรับใช้ข้างกาย มิจำเป็นต้องพึ่งคนของเจ้าเสมอไป 

สายของวันนั้น มีร้านค้าแผงลอยที่ขายอาหารพื้นๆจำนวนมากได้รับการอุดหนุนจากองค์หญิงหยางฝูและองค์ชายสาม ทำให้พ่อค้าแม่ขายรวมถึงชาวบ้านล้วนพากันแปลกใจระคนสับสน เพราะแต่ไหนแต่ไรมาพวกเขารู้กันดีว่าถ้าอาหารไม่เลอเลิศจริง จะไม่มีวันนำขึ้นโต๊ะขององค์หญิงหยางฝูเป็นอันขาด แต่เหตุไฉน...ขนมปลายแถวเช่นนี้องค์หญิงหยางฝูยังแวะซื้อกิน แถมยังกินด้วยสีหน้าเอร็ดอร่อยจนคนมองรู้สึกน้ำลายสอต้องพากันไปต่อคิวขอซื้ออาหารเหล่านั้นจากพ่อค้าแม่ขายกันแน่นขนัด 

จุดสุดท้ายที่หยางจินจวี๋ขอให้จู่หรงเสียพาไปคือร้านขายยาเฉิงอิง บัดนี้เด็กโอสถผู้นั้นได้ถูกส่งเข้าไปทำงานในตำหนักหนิงหลางในฐานะผู้ปรุงยาประจำตำหนัก เพื่อป้องกันคนร้ายตัวจริงจับฆ่าปิดปาก จู่หรงเสียได้ซื้อร้านขายยาต่อจากคนในครอบครัวหมอหลี่ที่ยอมขายให้ในราคาเท่าทุน เพราะชื่อเสียงอันด่างพร้อยทำให้ไม่มีคนเจ็บป่วยที่ไหนมาซื้อยาที่ร้านขายยาเฉิงอิงอีก หลังรับเงินจากคนของจู่หรงเสียไปแล้ว ครอบครัวของหมอหลี่ก็เดินทางกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิดของหลี่ฮูหยิน 

หยางจินจวี๋มองเห็นคนเจ็บคนป่วยจำนวนมากซึ่งล้วนแล้วยากจนยืนต่อแถวรับยาจากเด็กโอสถและท่านหมอประจำร้านคนใหม่ด้วยสีหน้าชื่นมื่น ก่อนหันไปบอกจู่หรงเสียว่า “ค่ายาเหล่านั้นให้คนของท่านมาเก็บเงินที่จวนข้านะ” 

จู่หรงเสียหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างหูขาวนุ่มว่า “ขอค่ายาเป็นการประสานหยินหยางกับเจ้าทุกคืนหลังแต่งงานกันจะได้หรือไม่?” 

“ได้สิ...ก็แค่เล่นตบแปะก่อนนอน ข้ายินดีเล่นเป็นเพื่อนเจ้าจนกว่าจะง่วง” 

จู่หรงเสียชะงักไป...เล่นตบแปะ??? 

ใครบอกนางกันว่าการประสานหยินหยางคือการเล่นตบแปะของบรรดาเด็กตัวน้อยไม่กี่ขวบ 

หรือจะเป็น...เสี่ยวจู??? 

“ดี...ข้าจะเล่นตบแปะกับเจ้าทั้งคืน เจ้ารับปากข้าแล้วนะ” เขายิ้ม นัยน์ตาพราวแพรวแฝงเลศนัย 

นับว่าจู่หรงเสียเดาถูกที่คนบอกแก่หยางจินจวี๋ว่าการประสานหยินหยางคือการเล่นตบแปะนั้นเป็นเสี่ยวจู สาวโสดสองคนที่มีอิสระไปไหนมาไหนได้ในเมืองหลวงไม่ต้องอุดอู้อยู่แต่ในหอห้อง แถมยังขี้เกียจอ่านตำรับตำราเช่นนั้น มีหรือพวกนางจะเคยหยิบตำราวสันต์จันทราขึ้นมาอ่าน ถึงแม้จะไม่ได้อยู่แต่ในหอห้อง แต่สถานที่ส่วนใหญ่ที่พวกนางไปล้วนเป็นโรงน้ำชาเย่ว์ลี่ฟังนักเล่านิทานเรื่องเพ้อเจ้อกับร้านขายบะหมี่เจ้าอร่อย จากนั้นจึงลาดตระเวนทั่วตลาดดั่งมือปราบเพื่อเสาะหาเหล่านักเลงที่ชอบอวดเบ่งดีแต่รังแกชาวบ้าน พอได้ต่อยตีกับนักเลงเหล่านั้นจนสมใจแล้วจึงกลับจวนอย่างสบายอุรา นี่คือชีวิตประจำวันในวันหนึ่งๆของหยางจินจวี๋กับเสี่ยวจูก่อนจะต้องไปเรียนที่กั๋วจื่อเจียน 

 

[1] คนรวยที่วันๆเอาแต่เที่ยวเล่นกินดื่ม สำมะเลเทเมา ไม่เคยทำงานหรือผ่านความยากลำบาก

[2] หม้ายขันหมาก

[3] อาหารที่ทำจากแป้งข้าวโพดคล้ายหมานโถว แต่แห้งกระด้างกว่าและไม่มีไส้

 

 

สวัสดีค่ะ เพื่อนนักอ่านทุกท่าน ในที่สุดไรท์ก็อัพจนครบ65% ตามที่ได้แจ้งไว้แล้วนะคะว่าจะอัพประมาณ 60-70% เท่านั้น

ขอบคุณมากมายสำหรับกำลังใจและทุกท่านที่ติดตามอ่านเรื่องนี้ค่ะฃหากเพื่อนๆท่านใดชื่นชอบนิยายเรื่องนี้แล้วอยากอ่านจนจบสามารถซื้อหาอ่านได้ในรูปแบบอีบุคของทางเว็บmebmarket นะคะ

ไรท์ขอขอบพระคุณล่วงหน้าสำหรับเพื่อนๆที่อุดหนุนนิยายเรื่องนี้ค่ะ

รักมากมาย

เหวิ่นโหรว

 

https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTk5MDM2OCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjEzMDI4NyI7fQ

ความคิดเห็น