facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 17 ตระกูลฉี

ชื่อตอน : ตอนที่ 17 ตระกูลฉี

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 408

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2563 22:17 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 17 ตระกูลฉี
แบบอักษร

ตอนที่ 17

 

“นามแท้จริงของข้าคือ ฉีซุน!! บุตรนอกสมรสของ ฉีเฟยหลง ผู้นำตระกูลฉี คนปัจจุบัน!!” ซุน กล่าวด้วยน้ำเสียงที่แน่นหนัก ไม่มีความตะขิดตะข่วงใด ๆ ที่จะโป้ปด โชคดีที่ ซุน เคยอ่านประวัติของตระกูลฉี ผ่านตามาบ้าง จึงจดจำได้ว่านามของ ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันคือ ฉีเฟยหลง... 

 

ด้วยพลังสมาธิและการควบคุมอารมณ์ที่เป็นเลิศ ผนวกกับพื้นฐานความรู้จากตำราที่อ่านมาตลอดสองปีทั้งยังจดจำเนื้อได้ขึ้นใจ หาก ซุน คิดจะเอ่ยโป้ปดสิ่งใด ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะถูกจับได้… ยิ่งมีหลักฐานคือป้ายทองแดงของจริงที่แสดงด้วยแล้ว ยิ่งตอกย้ำคำพูดให้มีน้ำหนักมากขึ้น 

 

ผู้ว่าจินหง ถึงกับถอดหมวกประจำตำแหน่ง เพื่อใช้ผ้าซับเหงื่อที่อาบท่วมศีรษะ ทั้งยังผุดออกมาอีกต่อเนื่องไม่หยุด... หันมองไปยัง มือปราบเฉิน สายตาประหนึ่งดังเป็นคำถาม ว่าป้ายทองแดงนั้นเป็นของจริงหรือไม่? 

 

มือปราบเฉิน ทำได้เพียงพยักหน้าเบา ๆ ตอบรับ... ซึ่งมันได้ก่อคลื่นละลอกใหญ่ถาโถมเข้าใส่จิตใจของ ผู้ว่าร่างท้วม ให้หวาดกลัวจนแทบจะอยากมุดหนีไปใต้โต๊ะ... 

“เคยได้ยินเช่นกันว่า ฉีเฟยหลง มีอำนาจยิ่งใหญ่ในมณฑลหนานเหอ... ทั้งวัยหนุ่มยังเป็นคุณชายเจ้าสำราญมากรักผู้หนึ่ง จึงมีข่าวลือว่าซุกซ่อนบ้านเล็กบ้านน้อยไว้นอกตระกูล ไม่คิดว่ามันจะเป็นความจริง!!” 

 

หนึ่งในกลุ่มมือปราบ แอบซุบซิบเบา ๆ เอ่ยถาม มือปราบเฉิน 

“หัวหน้าเฉิน... เป็นไปได้หรือไม่? ว่าเจ้านั่นจะขโมย ป้ายทองแดง มาแอบอ้าง?!” 

 

มือปราบเฉิน ถลึงตาใส่ลูกน้องผู้นั้นทันที... 

“เหลวไหล!! มันเป็นเพียงเด็กน้อยผู้หนึ่ง พื้นฐานลมปราณก็ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จะเอาปัญญาใดไปช่วงชิง ป้ายทองแดง ตระกูลฉี!! แม้ว่า ป้ายไม้ ป้ายศิลา ป้ายหยก หรือป้ายเหล็ก จะเคยได้ยินว่ามีผู้กล้าแอบอ้างอยู่บ้าง... แต่สำหรับป้ายชนชั้นพิเศษอย่าง ป้ายทองแดง ป้ายเงิน และ ป้ายทองคำ ไหนเลยที่ผู้ใดจะกล้า!! โทษของการแอบอ้างป้ายชนชั้นพิเศษเหล่านี้ คือประหารยกตระกูลเท่านั้น!! 

 

เห็นสีหน้าเจ้าเด็กนั่นหรือไม่? สีหน้าอย่างนั่นน่ะหรือคือเด็กหนุ่มที่กำลังโป้ปดต่อหน้า กองมือปราบ และ ผู้ว่า!! ข้าก็นึกเอะใจอยู่แล้ว ว่าทำไมเจ้าเด็กผู้นี้จึงไม่แสดงความหวาดกลัวใด ๆ ตั้งแต่ถูกจับกุม ที่แท้มันก็ถือครองสายเลือดที่ไม่อาจแตะต้องได้นี่เอง...” มือปราบเฉิน กล่าวขึ้นกับเหล่าลูกน้อง 

 

ยิ่งทวีความหวาดกลัว และปักใจเชื่อในตัว ซุน มากยิ่งขึ้น!! 

 

“ทะ...ทำไม บุตรของ ฉีเฟยหลง ถึงได้มาอยู่ในเขตชุมชนหมู่บ้านรกร้างเช่นนี้... ทั้งยังอยู่ในสถานะคนเถื่อนไม่มีแซ่ ไม่มีผู้ติดตาม!! มันมิแปลกไปหน่อยหรือ” ผู้ว่าจินหง พยายามเอ่ยถาม 

 

เด็กหนุ่ม เก็บป้ายทองแดงด้วยใบหน้าเรียบเฉย... 

“นั่นก็เพราะข้าเป็นบุตรนอกสมรส ณ ตอนนี้จึงยังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับทรัพย์สมบัติของตระกูลฉีจนกว่าจะอายุครบ 18 ปี... ส่งผลให้คนของบ้านใหญ่บางคนที่เกลียดชังข้า พยายามหาทางกำจัดข้าให้สิ้นซาก ข้าจึงต้องลี้ภัยมาที่นี่ เฝ้ารอจนกว่าจะอายุครบ 18 ปี จึงจะกลับไปที่ตระกูลฉีได้อีกครั้ง...” 

 

ทั้งน้ำเสียงและวาจา ล้วนถูกกล่าวขึ้นอย่างไม่มีติดขัด...  

 

ผู้ว่าจินหง ทำได้เพียงเปลี่ยนผ้าซับเหงื่อผืนแล้วผืนเล่า... 

ก่อนที่ มือปราบเฉิน จะเข้ามากระซิบด้านหลัง... 

 

“ท่านผู้ว่า... เรายังสามารถใช้เหตุผลตรวจสอบ เพื่อเหนี่ยวรั้งตัวเด็กนี่ได้ ถึงอย่างไร ฉีซุน ก็เป็นเพียงบุตรนอกสมรสไม่ได้ยิ่งใหญ่เทียบเท่าจนในตระกูลหลัก ฉะนั้นเพียงพวกเราให้เกียรติมัน ทางตระกูลฉี ก็ไม่อาจกล่าวโทษพวกเราได้แล้ว...” 

 

ผู้ว่าจินหง ได้ยินเช่นนั้นก็แสดงสีหน้าโล่งอกขึ้น... 

“นั่นสินะ... เอาตามเจ้าว่าก็แล้วกัน...” 

 

ตึง! เสียงฟาดค้อนพิพากษาดังขึ้นอีกครั้ง... 

 

“ฉีซุน... ถึงเจ้าจะเป็นคนตระกูลฉีจริง ๆ แต่ก็ยังต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของ ราชวงศ์ไป๋หู่ ดังนั้นไม่ว่ายังไงข้าก็จำต้องตรวจสอบหาความจริงให้กระจ่างแจ้ง... แต่ด้วยสถานะของตระกูลฉี ข้าคงไม่อาจคุมขังเข้าเฉกเช่นนักโทษทั่วไปได้ 

 

เจ้าจะต้องถูกควบคุมให้อยู่ภายในเรือนรับรองที่ข้าจัดไว้ให้... โดยมีเวรยามเฝ้าระวังตลอดกลางวันและกลางคืน จนกว่าจะพบเจอหลักฐานเพิ่มเติม รวมถึงตรวจสอบยืนยันอีกครั้งว่าเจ้าเป็นคนตระกูลฉีจริง ๆ ดังที่แสดงตนหรือไม่... 

 

ขอจบการตัดสินพิจารณาเพียงเท่านี้!!” ผู้ว่าจินหง เลือกหนทางที่ตนจะไม่เดือดร้อนมากที่สุด อย่างน้อยก็สามารถฉุดยื้อเวลา ให้มันได้หายใจหายคอไปอีกสักระยะ... 

 

ซุน กดหัวคิ้วลงต่ำ แต่ก็มิได้ปฏิเสธการถูกควบคุมตัว... ท่าทีของเหล่ามือปราบแปรเปลี่ยนไปจากน่ามือเป็นหลังมือ จากที่เคยเพ่งมองด้วยสายตาดูแคลนไม่เป็นมิตร เวลานี้เต็มไปด้วยสายตาที่หวาดกลัวแสนยำเกรง... 

 

เด็กหนุ่ม อดไม่ได้ที่จะลอบคิดภายในใจ... 

‘นี่สินะ อำนาจแห่งชนชั้นสูง... หากผู้ใดมีอำนาจ กระทั่งไร้ฝีมือยังไม่มีใครกล้าแตะต้อง’ 

 

ตลอดสองปี ซุน ไม่เคยไปจากเขตชุมชนหมู่บ้านตะวันอัสดงแห่งนี้เลย การอ่านจากตำราเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่สามารถเข้าใจในทุกสิ่งเกี่ยวกับอิทธิพลภายใน ยังเลือนรางในระบบชนชั้น และอำนาจแท้จริงที่ครอบงำแผ่นดินแห่งนี้... 

 

ทว่าในตอนนี้ ซุน ได้เริ่มประจักษ์แล้วว่าดินแดนแห่งนี้ กฎหมายก็อาจมิใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์เฉกเช่นดินแดนที่ ซุน เคยจากมา... อย่างไรเสีย ความแข็งแกร่ง อำนาจ และเงินตรา ยังคงเป็นสิ่งที่ทรงพลังที่สุด ไม่ว่าจะผ่านพ้นไปกี่ยุคสมัย อย่าว่าแต่ชี้เป็นชี้ตายผู้ใดเลย แม้แต่จะเปลี่ยนแปลงความจริงและความถูกต้อง ก็ยังสามารถกระทำได้... 

 

มุมมองและทัศนคติของ ซุน ที่ถูกสอนสั่งมาโดยภิกษุชราตั้งแต่ยังเล็ก ให้ก้าวเดินบนเส้นทางแห่งความถูกต้อง ตั้งตนอยู่ในศีลธรรมและความเมตตาเป็นหลัก... มันกลับกลายเป็นวิถีคู่ขนาน ที่ยากต่อการนำมาดำเนินชีวิตในดินแดนที่โหดร้ายแห่งนี้... 

 

ซุน ยังคงมีกรอบแห่งศีลธรรมที่ครอบงำเอาไว้... 

แต่มันก็เริ่มเกิดรอยร้าวมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ตามความจริงเบื้องหน้า... 

 

เด็กหนุ่ม ถูกพาตัวมายังห้องรับรองแขกสำคัญที่ค่อนข้างหรูหรา หากแต่จะมี มือปราบ ฝีมือดีชนชั้นลมปราณสีน้ำเงินจำนวน 2 คน สลับเปลี่ยนหมุนเวียนกันเฝ้าระวังตลอดเวลา หนึ่งคนเฝ้าด้านนอกประตู ส่วนอีกหนึ่งปักหลักอยู่ภายในห้องแทบไม่ยอมละสายตาไปจากเด็กหนุ่ม สร้างความอึดอัดให้กับ ซุน อยู่ไม่น้อย... 

 

เด็กหนุ่มทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ๆ ที่จัดไว้... อย่างไรเสียเวลานี้ก็ยังไม่ใช่เวลาที่ควรจะรีบร้อนหลบหนีออกไป ช่วงหลายวันมานี้ก็พบเจอแต่เรื่องที่เหนื่อยล้าทั้งกายใจ ดวงตาของ ซุน ค่อย ๆ ปิดลง ก่อนจะผล็อยหลับไปโดยไม่รู้ตัว... 

 

…………………………… 

 

ตกช่วงบ่ายวันนั้น... 

 

ผู้ว่าร่างท้วมนาม จินหง จากที่มักนั่ง ๆ นอน ๆ ภายในจวนตนเอง และมีหญิงสาวมาคอยปรนนิบัติปรนเปรอตามประสาผู้มีอำนาจ... หากแต่เวลานี้ ผู้ว่าร่างท้วม กลับเดินวนไปวนมานับร้อยรอบจนพื้นพรมสึกหรอ เรียกได้ว่าเป็นวันที่ ผู้ว่าจินหง เสียเหงื่อมากที่สุดในรอบหลายปีก็ว่าได้ ใบหน้าขาวซีดเป็นกังวล โดยมี มือปราบเฉิน ที่สีหน้าไม่ต่างกันอยู่เคียงข้าง... 

 

“บัดซบ! บัดซบ! บัดซบ! ใยข้าต้องมาเจอเรื่องพรรค์นี้ด้วย!! ไม่ว่าจะชายอันตรายแซ่เกา ที่แสดงป้ายเหล็กเมื่อวันก่อน หรือเจ้าเด็กประหลาดที่ถือครองป้ายทองแดงตระกูลฉี ไม่ว่าข้าจะเลือกหนทางใด ก็ล้วนแล้วแต่หัวหลุดจากบ่าได้ทั้งสิ้น!!” ผู้ว่าสบถขึ้นพลางก้าวเดินวนเวียนไม่หยุด 

 

มือปราบเฉิน ไม่อาจมีวาจาใด ๆ สอดแทรก  

เป็นห่วงสถานะของตนเองเช่นเดียวกัน... 

 

ในตอนนั้นเอง... จู่ ๆ หนึ่งในมือปราบที่เฝ้าหน้าจวน ก็โพล่งเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก... 

“ทะ...ท่านผู้ว่า เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” 

 

“มีอะไร?! ยังมีเรื่องใดใหญ่โตกว่าเรื่องของวันนี้อีกงั้นหรือ” จินหง กระแทกเสียงไม่สบอารมณ์นัก 

 

“คะ...คือว่า มีคนของตระกูลฉีสองคนมาที่นี่ เพื่อขอพบท่าน...” 

 

ตึง! เสียงก้นขนาดใหญ่ของผู้ว่าจิน กระแทกลงที่พื้น ชัดเจนว่าเกิดจากขาสองข้างที่อ่อนแรงในฉับพลัน... หากแต่ จินหง แทบไม่รับรู้ถึงอาการบาดเจ็บที่ก้น มีเพียงใบหน้าที่ไร้เลือดฝาด พร้อมนัยน์ตาที่สั่นไหวจากความหวาดกลัว... 

“ตะ...ตายแน่ ข้าตายแน่ ๆ!!” 

 

ด้านหน้าจวนผู้ว่า... 

 

สาวงามนาม ฉีลู่ชิง มาพร้อมกับ ชายชราผู้หนึ่ง ที่เปี่ยมไปด้วยรังสียอดฝีมือแผ่ล้น หากแต่การแต่งกายมิได้หรูเลิศเฉกเช่นหญิงสาว ทั้งยังยืนในตำแหน่งด้านหลังของนาง ลักษณะเป็นผู้ติดตามเสียมากกว่า... 

 

“คุณหนู... ที่นี่แหละ จวนผู้ว่าของชุมชนหมู่บ้านแห่งนี้” ชายชรากล่าวด้วยความนอบน้อม 

 

“ขอบคุณท่านพ่อบ้าน ที่ต้องลำบากมาพร้อมกับข้าด้วย เป็นความสะเพร่าของข้าเอง ที่ทำป้ายทองแดงตระกูลฉีหายไป... หากมีใครเก็บป้ายดังกล่าวได้ ก็คงไม่กล้านำไปใช้สุ่มสี่สุ่มห้า น่าที่จะนำมาฝากไว้ที่จวนผู้ว่านี่แหละ...” ฉีลู่ชิง กล่าวขึ้นด้วยใบหน้าสลด 

 

นางนั้นได้กลับไปที่มณฑลหนานเหอมาแล้ว... แต่หลังจากที่นางรู้ตัวว่าได้ทำป้ายสำมะโนครัวหายไป นางก็ตกใจอย่างยิ่ง แต่ครั้นจะบอกคนในตระกูลก็เกรงว่าจะถูกตำหนิ จึงไหว้วานพ่อบ้านใหญ่ตระกูลฉี นาม ฉีจิ้นฝู ให้ช่วยนางตามหาป้ายทองแดงที่หายไป เนื่องด้วยพ่อบ้านตระกูล สามารถยืนยันได้ว่านางเป็นคนของตระกูลฉีจริง ๆ มิได้แอบอ้าง... 

 

ฉีจิ้นฝู แท้จริงแล้วเป็นสายเลือดตระกูลรองของ ตระกูลฉี มีสิทธิ์ถือครองเพียง ป้ายเหล็ก แต่ก็เพราะความซื่อสัตย์เที่ยงตรง ทั้งยังเป็นชนชั้นยอดฝีมือคนหนึ่ง จึงถูกทาบทามให้มาเป็นพ่อบ้านใหญ่ของตระกูลหลัก ทำหน้าที่ปกป้องดูแลคนในตระกูลหลักเป็นสำคัญ 

 

“หากยังไม่มีใครพบเจอป้ายของคุณหนูจริง ๆ ข้าจะบีบบังคับให้ เหล่ามือปราบทั้งจวนนี้ ช่วยออกตามหาจนกว่าจะเจอ ดังนั้นคุณหนูอย่าได้เป็นกังวลไปนัก...” ฉีจิ้นฝู กล่าวขึ้นกับนางด้วยความอ่อนน้อม หากแต่ถ้อยวาจาชัดเจนว่าไม่ได้เห็นจวนผู้ว่าในชนบทแห่งนี้ อยู่ในสายตาเท่าใดนัก 

 

การขอรับป้ายใหม่แน่นอนว่าทำได้ แต่มิใช่ว่าจะทำได้โดยง่าย โดยเฉพาะเมื่อเป็นป้ายชนชั้นพิเศษอย่าง ป้ายทองแดง... อาจต้องใช้เวลาร่วมปีในการดำเนินเรื่อง ซึ่งจะเป็นความยุ่งยากสำหรับ หญิงสาวอย่าง ฉีลู่ชิง ที่ต้องออกเดินทางอยู่บ่อยครั้ง แต่ไม่มีป้ายประจำตัว... 

 

ไม่นานนัก ผู้ว่าจินหง ก็ออกมาจากจวน เพื่อต้อนรับแขกระดับนี้ด้วยตนเอง... ซึ่ง ผู้ว่าจินหง ได้ทราบข้อมูลจากเหล่ามือปราบมาบ้างแล้ว ว่าสองคนนี้คือใคร แม้จะยังไม่รู้วัตถุประสงค์ที่แท้จริงเรื่องการมาของทั้งคู่ แต่ผู้ว่าจินหงก็ปักใจเชื่อไปแล้ว ว่าคงมาเพราะเรื่องของ ซุน เป็นสาเหตุ... 

 

“ยะ...ยินดีต้อนรับ ท่านพ่อบ้านฉี และ คุณหนูฉี... ไม่คิดว่าข่าวของ ซุน จะไปถึงตระกูลฉีรวดเร็วเพียงนี้ ทว่าพวกท่านอย่าเพิ่งมีโทสะโปรดฟังข้าอธิบายก่อน... คราแรกข้านั้นไม่ทราบที่มาของ ซุน จึงสั่งคุมขังก็จริง แต่ขอยืนยันว่าไม่มีการทำร้ายร่างกายใด ๆ เกิดขึ้น 

 

และเมื่อพวกเราทราบความจริง ข้าก็จัดเตรียมเรือนรับรองไว้อย่างดี ขอยืนยันด้วยเกียรติของ ผู้ว่าเขตชุมชนนี้ ว่าข้าจะตัดสินคดีที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องยุติธรรมที่สุด...” ผู้ว่าจินหง รีบสาธยายเหยียดยาว เพื่อให้ตนไม่ดูย่ำแย่ในสายตาคนตระกูลฉี 

 

แต่มันกลับทำให้ หญิงสาว และชายชรา  

งุนงงกับสิ่งที่ชายร่างท่วมผู้นี้กล่าวถึง... 

 

“นี่มันเรื่องอะไรกัน?! เจ้ากำลังพูดเรื่องอะไรของเจ้า?!” ฉีจิ้นฝู เค้นเสียงขึ้นทันที... 

 

เฒ่าชีเปลือย ที่ใช้ร่างจิตวิญญาณล่องลอยเรื่อยเปื่อยในจวนผู้ว่าดุจสัมภเวสี ได้บังเอิญมาเห็นเหตุการณ์ในส่วนนี้เข้าพอดี... แต่แทนที่ เฒ่าชีเปลือย จะเป็นห่วงกังวลแทนเด็กหนุ่ม วิญญาณผู้ชรากลับหัวร่อออกมาด้วยความชอบใจยิ่ง... 

 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! เจ้าซวยแน่แล้ว เจ้าเด็กหยาบช้า...” 

 

.................................................... 

 

**พรุ่งนี้ช่วงเช้า (29/8/63) ไม่อัพนิยายนะครับ อัพแค่ 1 ตอนในช่วงค่ำ** 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว