facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่7 อยากกลับบ้านเราหรือไม่

ชื่อตอน : บทที่7 อยากกลับบ้านเราหรือไม่

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 526

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 27 ส.ค. 2563 15:34 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่7 อยากกลับบ้านเราหรือไม่
แบบอักษร

7 

อยากกลับบ้านเราหรือไม่ 

 

           ข่าวเรื่องที่หลันเซวียนทำอาหารไปถวายฮ่องเต้ที่ตำหนักชินหรง แล้วฮ่องเต้ก็จูงมือนางกลับตำหนักเลี่ยงซิ่ว กลายเป็นที่กล่าวถึงไปทั่วทั้งวังหลวง

นับจากเหตุการณ์ในวันนั้นเป็นต้นมา บรรดาสตรีในตำหนักหลงฮวาต่างก็พาสอดส่องว่า ฮ่องเต้เสด็จจะไปทรงงานที่ตำหนักชินหรงเมื่อใด พวกนางจะได้ทำอาหารไปเอาอกเอาใจเขาบ้าง ทำให้มีหญิงงามจำนวนไม่น้อยตามไปวุ่นวายถึงตำหนักส่วนพระองค์ บางครั้งยังมีเรื่องทะเลาะตบตีกันวุ่นวาย จนถูกจ้าวหนิงสั่งลงโทษและไล่ออกจากวังไปแล้วถึงสี่คน

           เมื่อเหตุการณ์หญิงบำเรอออกจากฝ่ายในไปรบกวนการทำงานของฮ่องเต้แพร่กระจายออกไป เหล่าขุนนางหลายคนก็กล่าวโทษหลันเซวียนที่เป็นเจ้านายคนเดียวของฝ่ายในว่า เป็นเพราะนางปล่อยปละละเลย ไม่ดูแลความเป็นอยู่ของผู้คนในตำหนักหลงฮวาให้ดี จึงเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น

คำกล่าวหานี้ทำเอาจ้าวหนิงโมโหจนแทบจะสั่งปลดขุนนางผู้นั้นเลยทีเดียว

           “ดูเหมือนพวกเจ้าจะชอบวุ่นวายเรื่องหลังบ้านของข้ากันเหลือเกิน อยากให้ข้าสอดมือเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องหลังบ้านของพวกเจ้ากันบ้างไหม”

           ประโยคนี้ประโยคเดียว ก็ปิดปากขุนนางปากมากไปได้หลายคน แต่อย่างไรเสีย จ้าวหนิงก็รู้ดีว่า เหตุการณ์นี้จะต้องเกิดขึ้นอีกอย่างแน่นอน เพราะยามนี้หลันเซวียนคือผู้ที่ต้องแบกรับภาระในฐานะประมุขของฝ่ายใน ไม่ว่าจะมีเรื่องอะไร นางก็หนีไม่พ้นการถูกตำหนิเป็นคนแรก

คิดแล้วก็ให้หงุดหงิดนัก! นี่เขาเพียงแค่แต่งตั้งนางเป็นเพียงหนิงเฟย นางยังถูกขุนนางพวกนั้นหาเรื่องเอาได้ หากเขาให้นางเป็นฮองเฮา นางจะต้องวุ่นวายใจสักเพียงใด

           ระหว่างที่จ้าวหนิงกำลังเป็นห่วงหลันเซวียนอยู่นั้น หญิงสาวก็กลับไม่ได้เดือดร้อนอย่างที่จ้าวหนิงเป็นกังวลเลยสักนิด

           หลันเซวียนเป็นองค์หญิงขั้นหนึ่งที่ประสูติจากฮองเฮา การได้เห็นพระมารดาควบคุมดูแลฝ่ายในมาตั้งแต่เริ่มจำความได้ ทำให้นางซึมซับสิ่งเหล่านั้นมาตั้งแต่เล็ก ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสตรีฝ่ายในหรือจัดการกับนางกำนัลทั้งหลาย ไม่มีสิ่งใดที่เกินความสามารถของนางแม้แต่น้อย

           เมื่อจ้าวหนิงมาคุยเรื่องจัดการฝ่ายในกับหลันเซวียน หญิงสาวเพียงน้อมรับพระบัญชา หาได้แสดงท่าทียินดีหรือทุกข์ใจให้เห็น มองผิวเผิน นางกำนัลบางคนยังอดคิดไม่ได้ว่า หลันเซวียนคงทำได้เพียงรับคำไปอย่างนั้น แต่ไม่น่าจะไม่มีความสามารถพอที่จะจัดการเรื่องราวในตำหนักในได้ ใครจะคาดคิดว่าวันต่อมา นางจะทำการ ‘ปฏิวัติฝ่ายใน’ จนผู้คนต่างพากันตื่นตะลึง

           หลันเซวียนเริ่มต้นจากการจัดการกฎระเบียบทั้งหมด บางข้อถูกลบทิ้ง บางข้อถูกเพิ่มเข้ามา โดยทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะนางได้ออกบทลงโทษกำกับไว้แล้ว หลายคนคิดว่านางวางอำนาจเพราะถือว่าตนเป็นคนโปรดของฮ่องเต้ แต่บางคนกลับรู้สึกชื่นชมความสามารถในการตัดสินใจและการปกครองคนที่มาจากสตรีอายุเพียงสิบแปดปีคนหนึ่ง

           หนึ่งปีที่ผ่านมา หลันเซวียนเป็นคนที่เก็บตัวเงียบ ไม่มีปากมีเสียงกับใคร คนอื่นจึงคิดว่านางเป็นผู้ที่สามารถข่มเหงได้ง่าย ๆ นางกำนัลอาวุโสบางคนหยิ่งผยองว่าตนดูแลฝ่ายในมาตั้งแต่ที่สมัยที่จ้าวหนิงยังเป็นเด็ก จึงเป็นปฏิปักษ์ต่อหลันเซวียน ไม่ยอมรับกฎใหม่ที่นางตั้งขึ้น และยืนยันจะให้ทุกคนปฏิบัติตัวตามกฎระเบียบข้อบังคับเดิม

           “กฎระเบียบย่อมต้องมีการปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย พวกเจ้าหลายคนอยู่ในวังแห่งนี้มาตั้งแต่ข้ายังไม่เกิด เรื่องนี้ข้ายอมรับ แต่กฎระเบียบล้าหลังบางข้อ เป็นสิ่งที่ข้ายอมรับไม่ได้” หลันเซวียนกล่าวเสียงเรียบ

           “นี่เป็นกฎระเบียบที่สืบทอดกันมาหลายยุค...”

           “แต่ยุคนี้ ข้าคือนายของพวกเจ้า” แม้น้ำเสียงจะราบเรียบ แต่ดวงตากลับคมกล้า ราวกับจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาท้าทายอำนาจของตนได้ “หรือเจ้าจะบอกว่า ข้าเข้าใจผิด เป็นพวกเจ้าต่างหากที่เป็นนายของข้า และข้ามีหน้าที่ต้องทำตามคำสั่งของพวกเจ้าทั้งหลาย”

           “หม่อมฉัน...หม่อมฉันมิกล้าเพคะ” เหล่านางกำนัลอาวุโสหลายคนคุกเข่าลงในทันใด

           หากคำพูดนี้แพร่กระจายออกไป เกรงว่าพวกนางจะรับโทษทัณฑ์ที่บังอาจ ‘ออกคำสั่ง’ กับพระสนมไม่ไหว!

           หลันเซวียนยกชาขึ้นมาจิบ การจะเป็นเจ้านายฝ่ายใน หากไม่เข้มแข็งพอ อาจพบจุดจบได้ในสักวัน ยามนี้นางมีเสี่ยวอินที่ต้องดูแล จึงจะมัวอ่อนแอให้ผู้อื่นข่มเหงจนชีวิตย่อยยับไม่ได้ ต่อให้คนเหล่านั้นจะเป็นนางกำนัลอาวุโสที่อยู่ในวังหลวงแห่งนี้มานานก็ตาม

นางเป็นสนมของฮ่องเต้ นางกำนัลทุกคนควรต้องจำให้ขึ้นใจว่า ใครเป็นนาย ใครเป็นบ่าว!

“เช่นนั้นก็เป็นอันตกลงตามนี้ หากข้าพบว่าผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม...”

“...”

“เกรงว่าบทลงโทษที่ข้าตั้งไว้ อาจต้องนำมาใช้เร็วกว่าที่ข้าคาดการณ์ไว้”

นางกำนัลอาวุโสเห็นท่าทีเยือกเย็น เด็ดขาดของสตรีตรงหน้า ต่อให้ไม่พอใจก็มิอาจคัดค้าน หนิงเฟยหาใช่คนหัวอ่อนที่จะยอมให้พวกนางต่อต้านได้ ฟังจากคำพูดเรียบง่ายที่สามารถกลับขาวเป็นดำเมื่อครู่ เกรงว่าหากพวกนางทำสิ่งใดผิดพลาดไปเพียงเล็กน้อย หนิงเฟยอาจมี ‘คำพูดง่าย ๆ’ ที่สามารถเพิ่มโทษทัณฑ์ให้พวกนางได้อย่างไม่ต้องสงสัย

หลันเซวียนเห็นนางกำนัลหัวแข็งเบื้องหน้ายอมรับคำจากการข่มขู่เล็ก ๆ น้อย ๆ ของนาง หญิงสาวก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มติดนิสัยเผด็จการมาจากจ้าวหนิงบ้างแล้ว แต่ก็ช่างเถิด ดีกว่าอ่อนแอแล้วต้องถูกรังแกเป็นไหน ๆ

หลังจากนั้นเพียงไม่นาน กฎระเบียบของวังหลังก็ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นไปตามที่สมควรจะเป็นในที่สุด

ค่ำวันหนึ่ง เมื่อจ้าวหนิงมาที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว เขาก็ไปนั่งแหย่ลูกสาวของตนอยู่ครู่หนึ่ง จนเจ้าตัวน้อยหลับสนิท จึงเรียกให้แม่นมมาพาไปที่ห้องข้าง ๆ แล้วจึงหันมารอฟังหลันเซวียนที่ดูเหมือนจะมีเรื่องบางอย่างที่อยากจะเล่าให้เขาฟัง

“หลานวันมานี้ หม่อมฉันปรับเปลี่ยนกฎข้อบังคับของวังหลังไปยี่สิบสองข้อแล้วเพคะ”

“จากทั้งหมดกี่ข้อ”

“สองร้อยสิบแปดข้อเพคะ”

“ก็ไม่ถือว่ามากมายอะไร” จ้าวหนิงไม่ได้มีทีท่าไม่พอใจแต่อย่างใด “สมัยที่ข้าขึ้นเป็นฮ่องเต้ใหม่ ๆ ข้าปรับเปลี่ยนทั้งกฎระเบียบในวัง ทั้งกฎในราชสำนักที่ล้าหลังไปสักร้อยข้อได้กระมัง”

“แล้วทุกคนว่าอย่างไรกันบ้างเพคะ”

จ้าวหนิงไหวไหล่แทนคำตอบ คล้ายจะบอกว่า ‘ใครอยากว่าอะไรก็ว่าไป ไม่ใช่เรื่องที่ข้าต้องใส่ใจ’

หลันเซวียนทั้งขำทั้งหนักใจ จนต้องลอบถอนหายใจเบา ๆ กลัวเสี่ยวอินจะโตมามีนิสัยเผด็จการเหมือนนางกับสามีเหลือเกิน

“ได้ยินว่าช่วงนี้มีนางกำนัลเรื่องมากหลายคนยกโขยงกันมาหาเจ้าเป็นประจำ พวกนางทำให้เจ้ารำคาญใจหรือเปล่า” ชายหนุ่มถามด้วยความเป็นห่วง

“ไม่เพคะ หม่อมฉันจัดการได้”

“ดีมากที่เจ้าสามารถกำราบพวกนางได้ ก่อนหน้านี้ข้าปวดหัวกับพวกนางแทบแย่ หากไม่ใช่เพราะอันมามาขอไว้ ข้าคงส่งพวกนางไปอยู่ชายแดนให้พ้นหูพ้นตาไปแล้ว”

คำพูดของสามีทำให้หลันเซวียนหัวเราะออกมาเบา ๆ จะว่าไป ความคิดนี้ก็ไม่เลว นางจะจำไปใช้ขู่พวกที่ไม่เชื่อฟังบ้าง

“จริงสิ ข้าให้ม้าเร็วไปส่งข่าวเรื่องเสี่ยวอินกับพี่สามของเจ้าแล้วนะ หากไม่มีอะไรผิดพลาด อีกสองสามเดือน เขาก็น่าจะเอาของขวัญมารับขวัญหลานของตนที่นี่” จ้าวหนิงเล่าด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึม ทว่าในใจกลับรอคอยที่จะได้เห็นท่าทางยินดีของภรรยายิ่งนัก

“ฝ่าบาทส่งคนไปแจ้งพี่สามหรือเพคะ” หลันเซวียนดูตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด “พี่สามจะเสด็จมาที่นี่จริง ๆ หรือ?”

พี่สามที่หลันเซวียนเรียกก็คือ ซู่อ๋อง ‘เซียวจง’ พี่ชายร่วมมารดาอีกคนของนาง ผู้ซึ่งบัดนี้ จ้าวหนิงได้แต่งตั้งให้เป็นอ๋องผู้ปกครองแคว้นเซียว ทั้งยังเป็นเชื้อพระวงศ์ของราชวงศ์ก่อนเพียงไม่กี่คนที่ยังไม่ถูกประหาร

หลังจากที่จ้าวหนิงให้คนไปสืบประวัติหลันเซวียนก็ได้ทราบว่า นางมีพี่ชายที่รักและผูกพันกันเป็นอย่างยิ่ง นั่นก็คือซู่อ๋อง ยามที่นางถูกขังอยู่ในตำหนักร้าง มีเพียงพี่ชายผู้นี้ที่คอยหาทางช่วยเหลือ จนตัวเขาเองเกือบเอาชีวิตไม่รอดอยู่หลายครั้ง สำหรับหลันเซวียนแล้ว กล่าวได้ว่ามีซู่อ๋องเป็นญาติคนสุดท้ายที่เหลืออยู่ นางย่อมต้องอยากพบหน้าพี่ชายของตนเป็นแน่

จ้าวหนิงจึงอาศัยโอกาสนี้มา ‘เอาหน้า’ กับนาง

“ข้าสั่งให้มา เขาก็ปฏิเสธได้หรือ” ชายหนุ่มถามกลับ โดยไม่ได้แสดงอารมณ์ใด ๆ ในน้ำเสียงเช่นเดิม ราวกับเรื่องนี้หาใช่เรื่องใหญ่โตอะไร “ข้ายังมิได้ให้ของขวัญที่เจ้าคลอดเสี่ยวอิน ถือเสียว่า ข้าให้เจ้าได้พบหน้าพี่ชายเป็นของขวัญก็แล้วกัน”

“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพคะ ขอบพระทัย” หลันเซวียนคุกเข่าโขกศีรษะให้จ้าวหนิง จนเขาต้องรีบเข้ามาประคองนาง

“ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าห้ามโขกศีรษะ!” ท่าทางของเขาดุขึ้นเล็กน้อย

หลันเซวียนยิ้มออกมา แล้วซบใบหน้าลงบนอกกว้าง ทั้งยังกอดอีกฝ่ายไว้ จ้าวหนิงนิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะกอดนางตอบอย่างแนบแน่น

หากมีของขวัญให้นาง แล้วเขาจะได้รับผลตอบแทนเช่นนี้ เห็นทีคงต้องมานั่งคิดหาของขวัญชิ้นใหม่ให้นางบ่อย ๆ เสียแล้ว

สามเดือนต่อมา ซู่อ๋องก็เสด็จมาถึงแคว้นอิ๋งพร้อมของขวัญรับขวัญหลานคนแรก หลันเซวียนดีใจที่จะได้พบหน้าพี่ชายจนทนรอแทบไม่ไหว แต่หลังจากที่ซู่อ๋องเข้าเฝ้าฮ่องเต้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เขาก็ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ ให้เข้ามายังตำหนักในของวังหลวง

“คารวะพี่สามเพคะ” หลันเซวียนยอบกายคำนับพี่ชาย ซู่อ๋องยิ้มกว้างทันทีที่ได้พบน้องสาว และยิ่งยิ้มกว้างกว่าเดิม เมื่อได้เห็นทารกน้อยตัวอวบอ้วนในห่อผ้าสีแดงที่ผู้เป็นน้องอุ้มอยู่

“เจ้าเด็กอ้วน อายุสามเดือนยังอ้วนถึงเพียงนี้ สามขวบจะอ้วนสักเพียงใด” ชายหนุ่มหยอกล้อหลานสาวที่หัวเราะอย่างไม่รู้ความในอ้อมกอดของมารดา

หลันเซวียนเชิญให้พี่ชายของตนลงนั่ง นางกำนัลสองสามคนรีบยกน้ำชาและของว่างเข้ามาให้ ซู่อ๋องมองไปรอบ ๆ ตำหนักที่งดงาม ก่อนหันกลับมาหาน้องสาวของตน

“น้องข้า สบายดีหรือไม่”

“หม่อมฉันสบายดีเพคะ พี่สามเล่า เป็นเช่นไรบ้าง”

“นับว่าสบายดี ฝ่าบาททรงเมตตาแคว้นเซียวไม่น้อยเลย”

“ทรงเมตตาอย่างไรหรือเพคะ”

“งดเก็บภาษีราษฎร” ซู่อ๋องตอบ “พระองค์รู้จักวิธีซื้อใจประชาชนเป็นอย่างดีเชียวล่ะ”

เรื่องการงดเก็บภาษี ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย แต่ใช่ว่าฮ่องเต้ทุกคนจะยอมทำ การงดเก็บภาษีหนึ่งปี ทำให้พระคลังต้องสูญเสียรายได้หลายล้านตำลึง ส่งผลกระทบมากมายต่อระบบบริหารราชการแผ่นดิน ทว่าจ้าวหนิงกลับกล้าที่จะงดเก็บภาษีราษฎรในแคว้นเซียวถึงสามปี ทั้งยังส่งเงินอีกจำนวนไม่น้อยมาช่วยเหลือประชาชนผู้ตกเป็นเหยื่อของสงครามที่พี่ชายคนโตของหลันเซวียนได้ก่อไว้ จนซู่อ๋องไม่มั่นใจว่า นี่คือการแสดงความเมตตาของจ้าวหนิง หรือเป็นการประกาศบารมีและความมั่งคั่งของอีกฝ่ายกันแน่

และดูจากความหรูหราของตำหนักเลี่ยงซิ่วแล้ว น้องสาวของเขาอาจเป็นอีกคนที่จ้าวหนิงกำลังพยายามซื้อใจอยู่ก็เป็นได้

“ฝ่าบาททรงมีเมตตาต่อเจ้าหรือไม่” ผู้เป็นพี่เอ่ยถามตามตรง

ชื่อเสียงเรื่องสตรีของจ้าวหนิงไม่ค่อยดีเท่าไรนัก ไปที่ใดก็ล้วนมีสตรีขอถวายตัวเป็นคนของเขา ยามที่เขาบังคับเอาตัวหลันเซวียนไปจากแคว้นเซียว ก็บอกชัดเจนว่าต้องการนำนางกลับไปเป็นหญิงบำเรอ แต่แล้วจู่ ๆ ม้าเร็วกลับไปรายงานซู่อ๋องว่า ‘หนิงเฟยให้ประสูติพระธิดา’ เรื่องนี้ทำให้ผู้เป็นพี่ฉงนนัก จึงยังไม่ยอมเชื่อตามที่ได้ยิน กระทั่งมาเห็นด้วยตาตนเอง

น้องสาวของเขากลายเป็นพระสนมของจักรพรรดิอำมหิตผู้นั้นไปแล้วจริง ๆ!

“ฝ่าบาททรงเมตตาหม่อมฉันมากเพคะ” หลันเซวียนตอบ ในแววตาไม่มีแววโกหกหรือความอัดอั้นตันใจให้เห็นแม้แต่น้อย “ไม่เพียงหม่อมฉัน แต่กับเสี่ยวอินก็ทรงเมตตานางมากเช่นกัน”

“จริงหรือ”

“เพคะ ทอดพระเนตรเจ้าตัวเล็กของหม่อมฉันดูเถิด หากแม้มิใช่เพราะพระบิดาทรงเมตตา มีหรือที่นางจะอวบอ้วน ร่าเริงได้มากถึงเพียงนี้”

ซู่อ๋องมองดูหลานสาวในอ้อมกอดของผู้เป็นน้อง คำพูดของหลันเซวียนไม่ผิดไปแม้แต่น้อย เพียงมองปราดเดียว ‘เสด็จลุง’ ก็รับรู้ได้ทันทีว่า เจ้าตัวเล็กที่อ้วนท้วนสมบูรณ์เป็นเด็กอารมณ์ดียิ่งนัก ไม่กลัวเขาที่เป็นคนแปลกหน้า หากมิใช่เพราะถูกเลี้ยงดูประคบประหงมเป็นอย่างดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนคลอดออกมา แล้วจะเป็นสิ่งใดได้อีก

เมื่อเห็นเด็กน้อยยิ้มทักทาย เสด็จลุงก็อดไม่ได้ ต้องถอดป้ายทองที่พกติดตัวตลอดมามอบให้หลานสาวตัวน้อย

“ป้ายทองสลักตัวอักษรคำว่า ‘[1]ฝู’ นี้ เสด็จพ่อให้ข้าไว้ตั้งแต่เด็ก ยามนี้ให้เจ้าตัวเล็กนี่ก็แล้วกัน จะได้โตมาเป็นเด็กที่มีความสุขยิ่งกว่าผู้ใด”

“แอ๊ะ!” เสี่ยวอินส่งเสียงคล้ายจะขอบคุณ มือเล็กกำป้ายทองที่เพิ่งได้รับพร้อมหัวเราะชอบใจ

“ขอบพระทัยพี่สามเพคะ”

ซู่อ๋องยิ้มรับคำขอบคุณจากน้องสาว แล้วหันไปหยอกล้อกับหลาน ให้เจ้าตัวน้อยกำนิ้วของเขาไว้ในมือ แต่เพียงครู่เดียว ชายหนุ่มก็เรียกให้แม่นมมารับองค์หญิงน้อยไป เพื่อพูดคุยกับน้องสาวตามลำพัง

“เอาล่ะ ยามนี้อยู่กันตามลำพังแล้ว เจ้าบอกข้ามาตามตรง ฝ่าบาททรงทำสิ่งใดให้เจ้าลำบากใจหรือไม่” ซู่อ๋องจับมือน้องสาวขณะถาม “ได้ยินว่าก่อนหน้านี้เจ้าถึงกับต้องหนีออกจากวัง แต่สุดท้ายก็ถูกจับกลับมา ตำแหน่งพระสนมนี้ เจ้าได้มาเพราะทรงเมตตา หรือเพราะมีจุดประสงค์ใดแอบแฝง ขอเพียงเจ้าเอ่ยปาก ข้าสัญญาว่าจะทุกทางเพื่อช่วยเจ้าออกไปจากที่นี่ ข้าจะไม่ยอมให้ฮ่องเต้องค์ใดทำให้เจ้าต้องเป็นทุกข์อีกแล้ว”

ซู่อ๋องมองหลันเซวียนด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความรู้สึกผิด

“ที่ผ่านมา เพราะข้าอ่อนแอ จึงปกป้องเจ้าจากพี่ใหญ่ไม่ได้ แต่ยามนี้ข้าสาบานว่า พี่ชายอย่างข้ายอมตาย แต่จะไม่ยอมให้น้องต้องลำบากอีก เพราะฉะนั้น เจ้าจงตอบข้ามาตามตรง เจ้าอยากกลับบ้านเราหรือไม่”

หลันเซวียนนิ่งชะงักไปทันที คำว่า ‘บ้าน’ ที่ผู้เป็นพี่กล่าวถึง ทำให้นางอดรู้สึกโหยหาไม่ได้ พระราชวังแคว้นเซียวเป็นสถานที่ซึ่งนางเติบโตขึ้นมา และนางเองก็เรียกสถานที่แห่งนั้นว่าบ้านมาทั้งชีวิต แล้วพระราชวังแห่งแคว้นอิ๋งกับตำหนักเลี่ยงซิ่วแห่งนี้เล่า เรียกว่าอะไรสำหรับนางกันแน่

หญิงสาวก้มหน้าลง พลางค้นหาความหมายที่แท้จริงของคำว่าบ้าน บ้านควรต้องเป็นสถานที่แบบใด เป็นที่ที่อยู่แล้วรู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และมีความสุข มีคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้าใช่หรือไม่ ยามนี้บ้านที่นางอาศัยอยู่ขาดสิ่งใดไปหรือ นางปลอดภัยจากทุกคนที่คิดร้าย เพราะจ้าวหนิงสั่งให้ยอดฝีมือมากมายคอยปกป้องนาง หรือหากจะว่ากันตามตรง ก็คือตัวเขานั่นแหละที่กำลังปกป้องนางอยู่โดยไม่ได้แสดงออกให้นางรับรู้ หากจะถามว่าอบอุ่นไหม ระยะหลังมานี้ นางไม่รู้สึกถึงความเย็นชาของสามี ในทางกลับกัน เขาอบอุ่นอ่อนโยนเสียจนนางยังกลัวว่าตัวเองจะตกหลุมรักเขา และถ้าจะกล่าวถึงความสุข ยามนี้นางก็นับได้ว่ามีความสุขดีมิใช่หรือ นางมีลูกสาวตัวน้อยที่น่ารัก บิดาของเสี่ยวอินก็หาได้มีท่าทีรังเกียจเจ้าก้อนแป้งตามที่นางเป็นกังวล แม้เขาจะเคยกล่าวว่า ‘เจ้าเด็กนี่โชคดีแล้วที่เกิดเป็นหญิง หากเป็นชายจะเป็นเช่นไรกัน’ แต่ดวงตากลับมีแววหยอกเย้าชัดเจน ฟังดูไม่เหมือนข่มขู่เลยแม้เพียงหนึ่งในหมื่นส่วน

ครอบครัวที่มีพ่อ แม่ และลูก ในบ้านหลังใหญ่อันแสนวุ่นวายนี้ มีสิ่งใดทำให้นางอยากจะจากไปอย่างนั้นหรือ?

ในที่สุด หลันเซวียนก็ยิ้มออกมา

“ไม่เพคะ” หญิงสาวให้คำตอบผู้เป็นพี่ได้ในที่สุด “แม้พระราชวังแคว้นเซียวจะเป็นบ้านที่หม่อมฉันผูกพัน แต่ยามนี้หม่อมฉันเป็นหญิงที่มีทั้งลูกและสามีแล้ว ‘บ้านของสามี’ จึงเป็นบ้านที่หม่อมฉันควรจะอยู่”

“...”

“อย่าได้ทรงห่วงหม่อมฉันเลย หม่อมฉันยอมรับว่า ลึก ๆ ยังคงมีความหวาดกลัวในองค์ฮ่องเต้อยู่บ้าง หม่อมฉันกลัวว่าวันหนึ่ง หากเสี่ยวอินทำอะไรให้เขาไม่พอใจ อาจจะถูกลงโทษ แต่ยามนี้ ฝ่าบาทก็ทรงเอ็นดูเสี่ยวอินของหม่อมฉันไม่น้อย หม่อมฉันอยากให้ลูกได้อยู่กับพ่อของเขา ให้เขาได้รับความรักอย่างที่หม่อมฉันเคยได้รับจากเสด็จพ่อของเรา”

“...”

           “หม่อมฉันจะอยู่ที่นี่ต่อไปเพคะ”

ตกดึกคืนนั้น จ้าวหนิงเดินเข้ามาในตำหนักเลี่ยงซิ่วอย่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ เมื่อเข้ามาถึงห้องนอน เขาก็ตรงเข้ากอดหลันเซวียน ทั้งยังจูบแก้มนุ่มของนางไปเสียหลายครั้ง

“ฝ่าบาท วันนี้มีเรื่องอะไรหรือเพคะ ดูเหมือนพระอารมณ์ดีเป็นพิเศษ”

“ใช่ วันนี้ข้าอารมณ์ดี อารมณ์ดีมาก ๆ เชียวล่ะ”

“ใครกันที่ทำให้ฝ่าบาทอารมณ์ดีถึงเพียงนี้”

“นั่นสินะ” ชายหนุ่มแสร้งทำเป็นครุ่นคิด “บางทีอาจเป็น...เจ้ากระมัง”

“หม่อมฉันหรือเพคะ” หลันเซวียนเอียงคอเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ “หม่อมฉันไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย”

“ทำสิ เจ้าทำมากเชียวล่ะ” เขาหัวเราะ แล้วอุ้มนางขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน

ในช่วงกลางวันที่ซู่อ๋องมาพูดคุยกับหลันเซวียนและเอ่ยปากถามนางเรื่องกลับบ้าน จักรพรรดิอำมหิตอย่างเขากำลังยืนฟังสองพี่น้องคุยกันอยู่ในห้องข้าง ๆ โดยที่ทั้งสองไม่รู้ และคำตอบที่ได้จากหลันเซวียนนั้น ทำเอาเขาแทบอยากจะออกจากที่ซ่อนเพื่อมาโอบกอดและจุมพิตนางเหลือเกิน

“แม้พระราชวังแคว้นเซียวจะเป็นบ้านที่หม่อมฉันผูกพัน แต่ยามนี้หม่อมฉันเป็นหญิงที่มีทั้งลูกและสามีแล้ว ‘บ้านของสามี’ จึงเป็นบ้านที่หม่อมฉันควรจะอยู่” 

ในที่สุด นางก็ตัดสินใจเลือกบ้านของเขาเป็นบ้านของตน!

“ข้ามีความสุขทุกครั้งที่ได้มาตำหนักเลี่ยงซิ่ว” จ้าวหนิงกระซิบ ขณะทาบกายลงบนร่างของหลันเซวียนที่ถูกเขาวางลงบนเตียง “ข้ามีความสุขมากที่ได้มีเจ้าอยู่ในอ้อมกอดทุก ๆ คืน”

“...”

“ดีเหลือเกินที่วันนั้นข้าตัดสินใจพาเจ้ากลับมา”

ยิ่งพูดริมฝีปากร้อนจัดก็ยิ่งแนบชิดร่างของนาง สองมือของเขายังเร่งปลดเสื้อผ้าของนางออกเรื่อย ๆ โดยที่หลันเซวียนแทบไม่รู้สึกตัว

“อย่าจากข้าไปไหนเลย”

สิ้นสุดคำนั้น หลันเซวียนก็ถูกความรักและความปรารถนาของจ้าวหนิงโอบล้อมทั้งกาย เขาโอบกอดนางด้วยความแข็งแกร่งทว่ากลับแฝงไปด้วยนุ่มนวลและอ่อนโยน จนนางไม่อยากจะเชื่อว่า เขาผู้นี้คือจักรพรรดิอำมหิตที่เคยเรียกให้นางเข้าถวายตัวด้วยความเย็นชา

“หม่อมฉันจะไม่ไปไหน หาก... หากไม่ทรงผลักไสหม่อมฉันกับลูกไปเพคะ” เสียงหวานตอบอย่างกระท่อนกระแท่น และขาดห้วงในบางช่วงบางตอน เพราะจ้าวหนิงกำลังแสดงความรักให้นางได้ประจักษ์

“เช่นนั้น เจ้าก็คงต้องอยู่กับข้าตลอดไปแล้วล่ะ”

ค่ำคืนนั้น ทั่วทั้งห้องนอนของจ้าวหนิงและหลันเซวียนตลบอบอวลไปด้วยความหอมหวาน จ้าวหนิงโอบร่างนุ่มไว้แนบกาย ชั่วชีวิตนี้ไม่มีวันให้นางจากไปที่ใดได้

นางต้องอยู่เป็นครอบครัวของเขาไปชั่วชีวิต

           

[1] 福ฝู ตัวอักษรมงคล หมายถึง ความสุข

ความคิดเห็น