facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่6 เหตุการณ์ในปีนั้น

ชื่อตอน : บทที่6 เหตุการณ์ในปีนั้น

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 514

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 26 ส.ค. 2563 10:53 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่6 เหตุการณ์ในปีนั้น
แบบอักษร

6 

เหตุการณ์ในปีนั้น 

 

           เมื่อหลันเซวียนได้รับการแต่งตั้งเป็นหนิงเฟย ตำหนักหลงฮวาก็บังเกิดความวุ่นวายขึ้นมาทันที

           สตรีในตำหนักหลงฮวาทุกคนล้วนคาดหวังว่าตนจะรับได้การแต่งตั้งเป็นสนมคนแรก พวกนางเฝ้าคอยเวลานี้กันมาตั้งแต่หลันเซวียนยังไม่เหยียบย่างเข้ามาในแคว้นอิ๋งด้วยซ้ำ ก่อนจะมีสตรีผู้นั้น พวกนางเคยมีโอกาสได้สลับกันไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ที่ตำหนักชินหรงอยู่บ่อยครั้ง แม้เขาจะเย็นชาและโมโหร้าย แต่อย่างน้อยพวกนางก็นับว่ามีโอกาส จนกระทั่งหลันเซวียนตามเสด็จกลับมา

           นับจากวันนั้น พวกนางล้วนไม่อยู่ในสายพระเนตรของฮ่องเต้อีก

           ไม่มีใครรู้ว่าจ้าวหนิงชื่นชอบอะไรในตัวหลันเซวียน องค์หญิงจากแคว้นเซียวผู้นั้นหามีสิ่งใดน่าสนใจ แม้จะเป็นหญิงงามคนหนึ่ง แต่ก็หาใช่โฉมสะคราญปานจะล่มเมือง ในตำหนักหลงฮวายังมี ‘จูชุนลี่’ หญิงงามอันดับหนึ่งของแคว้นอิ๋งที่งดงามยิ่งกว่าหลันเซวียนรวมอยู่ด้วย ทว่าฮ่องเต้กลับไม่ได้เรียกหานางเท่าไรนัก จูชุนลี่จะถูกเรียกไปถวายการปรนนิบัติก็ต่อเมื่อหญิงสาวเป็นฝ่ายเสนอตัว แตกต่างกับหลันเซวียนที่ไม่เคยเรียกร้องขอไปเข้าเฝ้าเลยสักครั้ง แต่กลับถูกเรียกหาบ่อยครั้งอย่างน่าประหลาด

           แน่นอนว่าเรื่องนี้ หลันเซวียนเองก็แปลกใจไม่น้อยเช่นกัน

           นางร่วมหอกับจ้าวหนิงครั้งแรกตั้งแต่ยังอยู่ที่แคว้นเซียว ยามนั้นสภาพของนางเรียกได้ว่าไม่น่ามองอย่างที่สุด เพราะนางคือผู้ที่ถูกจองจำอยู่ในตำหนักร้าง ไหนเลยจะกินดีอยู่ดี แค่จะหากินแต่ละมื้อก็นับว่ายากเต็มที จะมีอะไรดี ๆ ให้กินก็ต่อเมื่อ พี่สามของนางแอบส่งอาหารเข้ามาให้ แต่ก็ไม่บ่อยนักที่จะทำได้สำเร็จ เพราะอย่างไรเสีย พี่สามเองก็ถูกควบคุมอยู่ภายใต้อำนาจของพี่ใหญ่ที่ดำรงตำแหน่งฮ่องเต้

           หลันเซวียนยังจำได้ดีว่า วันแรกที่นางร่วมหอกับจ้าวหนิง นางผอมมาก ใบหน้าก็ซีดเซียวราวกับคนป่วย นางยังคิดว่าเขาจะต้องไม่พอใจ และเอ่ยถ้อยคำด่าทอนาง จากนั้นก็จะเขี่ยนางทิ้ง แล้วไม่ไยดีนางอีก แต่เขากลับไม่เอ่ยสิ่งใด มีเพียงการกระทำลึกซึ้งเท่านั้นที่เป็นคำตอบว่าเขาหาได้รังเกียจนาง

           แล้วเขาก็สั่งให้นางติดตามเขากลับแคว้นอิ๋ง

           การเดินทางจากแคว้นเซียวสู่แคว้นอิ๋ง เป็นช่วงเวลาที่หลันเซวียนได้กินดีอยู่ดีเป็นครั้งแรกในรอบสองปี หลังจากที่แทบจะต้องเอาก้อนกรวดมาคั่วกับเกลือเป็นอาหาร จ้าวหนิงเองก็เคยพูดกับนางอย่างเย็นชาว่า “เนื้อตัวเจ้ามีแต่กระดูก กิน ๆ เข้าไปเสีย ข้าจะได้ไม่ต้องนอนกับโครงกระดูกแข็ง ๆ ให้รำคาญใจ” นางจึงเริ่มกลับมามีน้ำมีนวลเหมือนก่อนที่นางจะถูกคุมขัง นอกจากนี้ ยามเข้านอนก็มีที่นอนนุ่ม ๆ ให้นอน มีผ้านวมอุ่น ๆ ให้ห่ม ไม่ต้องนอนไม้กระดานแข็ง ๆ กับผ้าห่มบาง ๆ ที่แทบไม่ช่วยให้คลายหนาว สุขภาพของนางจึงเริ่มดีขึ้นตามลำดับ หากแต่ในยามนั้น หลันเซวียนไม่แน่ใจว่า นางมีชีวิตที่ดีกว่าเดิมจริงหรือเปล่า ในเมื่อนางต้องกลายเป็นหญิงบำเรอของจักรพรรดิอำมหิต

           ก่อนที่พระบิดาจะสิ้นพระชนม์ หลันเซวียนเป็นองค์หญิงที่ได้รับความรักและความเมตตาจากพระบิดาและพระมารดามากที่สุด นางถูกอบรมสั่งสอนให้เป็นสตรีชั้นสูงที่ต้องวางตัวอย่างเรียบร้อยและมีกิริยามารยาทที่สง่างาม อย่าว่าแต่เรื่องบนเตียง นอกจากพระบิดากับพี่ชายแล้ว นางแทบไม่เคยคุยกับบุรุษอื่นเลยด้วยซ้ำ แต่กลับต้องมาร่วมเตียงกับบุรุษที่เพิ่งพบหน้าอย่างจ้าวหนิง แม้จะทำใจยอมรับในโชคชะตาอันเลวร้ายนี้แล้ว แต่เมื่อถึงเวลาปฏิบัติจริง กลับไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด กว่านางจะทำใจให้เข้มแข็งและก้าวผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ หัวใจที่บอบช้ำก็แทบจะแหลกสลาย ใครจะเชื่อว่าในยามนี้ จักรพรรดิอำมหิตผู้นั้นจะดีต่อนางเป็นอย่างยิ่ง

           เขา...มีใจให้นางหรือไม่นะ?

           “พระสนม คิดอะไรอยู่หรือเพคะ” เว่ยซิ่วอิงที่มานั่งเดินหมากเป็นเพื่อนหลันเซวียนเอ่ยถาม

           “ข้ากำลังคิดถึงตอนที่รู้จักกับฝ่าบาทใหม่ ๆ” หลันเซวียนตอบ “เขาเหมือนเป็นคนละคนกับยามนี้เลย”

           เขาเริ่มอ่อนโยนแบบนี้ตั้งแต่วันที่เสี่ยวอินคลอดใช่ไหม เพราะลูกน้อยของนางที่ทำให้เขาเปลี่ยนไป หรือความจริงแล้ว เขาไม่เคยเป็นจักรพรรดิอำมหิตมาตั้งแต่แรกกันแน่?

“ที่จริง ฝ่าบาทก็เป็นคนแบบนี้แหละเพคะ เป็นอย่างที่พระสนมได้เห็นอยู่ในตอนนี้”

           “แต่ข้าจำได้ว่า ก่อนหน้านี้เขาดุร้ายเย็นชามาก”

องครักษ์หญิงได้แต่ยิ้มจาง ๆ แน่นอนว่านางทราบที่มาที่ไปของเรื่องนี้ดี แม้นางจะเป็นคนที่ถูกแกล้งบ่อยที่สุด แต่นางก็เป็นหนึ่งในสหายที่จ้าวหนิงสนิทมากที่สุดเช่นกัน เรื่องของเขา นางย่อมต้องรู้ดีกว่าใคร

สองเดือนแรกของการอยู่ร่วมกันระหว่างจ้าวหนิงและหลันเซวียน คือการเดินทางจากแคว้นเซียวสู่แคว้นอิ๋ง ยามนั้นจ้าวหนิงเองก็ยังไม่ได้เปิดใจให้หลันเซวียน เพียงแค่นึกสนุกที่ได้เห็น ‘สตรีไร้วิญญาณ’ แสดงความรู้สึกออกมาบ้าง เขาจึงปฏิบัติต่อนางเย็นชา แม้จะไม่เคยทำร้าย แต่ก็ใช่ว่าจะดีด้วย เรื่องดีที่เขาปฏิบัติต่อนาง คงเป็นการที่เขาช่วยชีวิตนางไว้ระหว่างเดินทางเท่านั้น

หลันเซวียนเข้าใจมาตลอดว่า เว่ยซิ่วอิงคือคนที่ช่วยชีวิตนางไว้ในวันที่รถม้าตกหน้าผา แต่เว่ยซิ่วอิงเพียงคนเดียวน่ะหรือจะสามารถช่วยนางได้เมื่อต้องตกหน้าผาสูง แท้จริงแล้ว คนที่ช่วยนางไว้คือจ้าวหนิง แม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็นจักรพรรดิอำมหิต แต่เขาก็หาใช่คนแล้งน้ำใจที่จะปล่อยให้คนของตนตายไปต่อหน้าต่อตา ชายหนุ่มจึงได้ลากเว่ยซิ่วอิงลงไปเสี่ยงตายในการช่วยหลันเซวียนจากเงื้อมมือของพญามัจจุราช แล้วปกปิดความจริงเรื่องนี้ไว้ เพราะไม่ต้องการให้ใครคิดว่าเขาใส่ใจนาง จากนั้นก็ยัดเยียดให้เว่ยซิ่วอิงกลายเป็นคนที่ช่วยชีวิตหลันเซวียนไว้...โดยลำพัง

องครักษ์หลายคนที่ร่วมเดินทางต่างทราบเรื่องนี้ดี

เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ในอดีต เว่ยซิ่วอิงก็อมยิ้ม บางทีจ้าวหนิงอาจจะเริ่มใส่ใจหลันเซวียนมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว เพียงแค่ไม่ยอมรับออกมาตรง ๆ เท่านั้น องครักษ์หญิงมองหลันเซวียนที่คล้ายกำลังรอให้นางเล่าในสิ่งที่รู้ แล้วตัดสินใจที่จะเล่าความจริงเกี่ยวกับจ้าวหนิงให้ผู้เป็นนายฟัง

“เมื่อก่อนฝ่าบาทไม่ใช่คนเย็นชาหรอกเพคะ เพิ่งจะทรงเปลี่ยนไป หลังพระมารดาสิ้นพระชนม์” องครักษ์หญิงเล่า “ที่จริงฝ่าบาทเป็นคนขี้เล่น แล้วก็อ่อนโยนมาก ๆ เลยเพคะ”

           “ขี้เล่น อ่อนโยน! ฝ่าบาทน่ะหรือ!” เสี่ยวหลิวที่อยู่ใกล้ ๆ แย้งขึ้นเสียงสูงอย่างไม่อยากเชื่อ

           “เสี่ยวหลิว” หลันเซวียนปรามเสียงดุ

           “เจ้าอย่าเอ็ดไป ถึงฝ่าบาทจะเคยเป็นบุรุษผู้อ่อนโยนเพียงใด แต่ยามนี้พระองค์ก็สามารถสั่งประหารเจ้าได้โดยไม่รู้สึกผิดอะไรนะ” เว่ยซิ่วอิงเตือน เสี่ยวหลิวเอามือตะครุบปากตัวเองทันที

           “เล่าต่อ”

           “เพคะ” องครักษ์หญิงพยักหน้า “ตั้งแต่เล็กจนโต พวกเรามีกันสามคน มีฝ่าบาท หม่อมฉัน แล้วก็สหายของพวกเราอีกคนที่ยามนี้ออกเดินทางเสาะแสวงหาสมุนไพรทั่วหล้า ฝ่าบาททรงเปรียบเสมือนพี่ชายคนโตของพวกเรา พระองค์มักจะพาพวกเราไปเที่ยวหรือเล่นอะไรสนุก ๆ อยู่เสมอ ทว่าหลังจากเกิดเรื่องในปีนั้น ฝ่าบาทก็แทบไม่เคยยิ้มอีกเลย...”

           “พูดมาก!” น้ำเสียงดุ ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง เว่ยซิ่วอิงสะดุ้งสุดตัว นางลืมไปเสียสนิท ยามนี้ฝ่าบาทเกรงว่าเสียงขันทีจะทำให้องค์หญิงน้อยตกใจ จึงไม่ให้ขันทีตะโกนแจ้งการเสด็จมา

ตายล่ะ! เขาได้ยินนางพูดอะไรไปบ้าง คราวนี้นางได้ไปนอนในคุกมืดแน่!

           “พี่... เอ่อ... ฝ่าบาท” เว่ยซิ่วอิงยิ้มเจื่อน ลืมแม้กระทั่งการถวายบังคม จนกระทั่งเห็นหลันเซวียนคุกเข่า จึงได้รีบทำตาม

           “มากปากเช่นนี้ จะนอนคุกมืดกี่คืนดีเล่า” จ้าวหนิงถามเสียงห้วน หลันเซวียนเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเข้ามาช่วยเว่ยซิ่วอิงประจบเขาทันที

           “ฝ่าบาท หม่อมฉันเป็นคนถามองครักษ์เว่ยเอง ถ้าจะลงโทษ ก็ลงโทษหม่อมฉันเถอะเพคะ”

           แทนที่จะใจอ่อน จ้าวหนิงกลับหันมาหาเว่ยซิ่วอิงด้วยสีหน้าบึ้งตึงกว่าเดิม

           “ซิ่วอิง! ข้าให้เจ้ามาคอยคุ้มครองพระสนม เหตุใดยามนี้จึงเป็นนางที่คุ้มครองเจ้า!”

           “หม่อมฉันปกป้องพระสนมจากคนอื่น ๆ ส่วนพระสนมก็ปกป้องหม่อมฉันจากฝ่าบาทอย่างไรเล่าเพคะ”

           “เจ้าซิ่วอิง!”

           เสียงของจ้าวหนิงทำให้นางกำนัลหลายคนพากันคุกเข่า จนเกิดเสียงดัง ตึง! ตึง! ตึง! ติดกันหลายครั้ง แต่ละคนล้วนหมอบต่ำติดพื้น เนื้อตัวสั่นเทา แต่สิ่งที่ทุกคนไม่ทราบก็คือ เจ้าของน้ำเสียงดุดันผู้นั้นกำลังพยายามกลั้นหัวเราะอย่างที่สุด

           “ตัดเบี้ยหวัดเจ้าสามเดือน ในฐานะที่ให้เจ้านายเป็นผู้ปกป้องตนเอง”

           “ฝ่าบาท” เว่ยซิ่วอิงโอดครวญคล้ายจะร้องไห้

           “จะไปไหนก็ไป” ชายหนุ่มโบกมือไล่

เว่ยซิ่วอิงหน้าตาบูดบึ้งและน่าสงสารในเวลาเดียวกัน นางเดินคอออกจากตำหนักเลี่ยง แต่ก็ยังไม่วายเหลือบมองไปยังจ้าวหนิง

จะไปไหนก็ไปอย่างนั้นหรือ?

ดี! เช่นนั้นหม่อมฉันจะกลับบ้านไปหาผู้ชายดี ๆ แล้วหนีตามกันไป!

 

           หลังจากที่เว่ยซิ่วอิงออกไปแล้ว จ้าวหนิงก็หัวเราะใหญ่ หลันเซวียนเห็นเช่นนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าเขาแกล้งองครักษ์หญิงของนางอีกแล้ว

           “ฝ่าบาท เหตุใดจึงชอบแกล้งองครักษ์เว่ยนักเพคะ” หญิงสาวถามขณะรินน้ำชาให้เขา

           “แก้แค้น” จ้าวหนิงตอบขณะรับถ้วยชามาไว้ในมือ “สมัยเด็ก เจ้าซิ่วอิงแกล้งข้าไว้มาก ยามนี้มีหนทางให้เอาคืนได้ ข้ามีหรือจะไม่รีบคว้าไว้”

           “แต่เท่าที่หม่อมฉันทราบมา เป็นฝ่าบาทที่เป็นฝ่ายแกล้งองครักษ์เว่ยมาตั้งแต่เด็กมิใช่หรือเพคะ”

           “เจ้าทราบมาจากใครล่ะ”

           “จากองครักษ์เว่ยเพคะ”

           “นางก็ต้องเล่าให้ตัวเองดูน่าสงสารสิ แท้จริงแล้วเป็นข้าต่างหากที่น่าสงสาร”

           หลันเซวียนเลิกคิ้ว เขาหรือน่าสงสาร?

           นั่นเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่นางเคยได้ยินมา

           “เจ้าไม่รู้อะไร สมัยเด็ก เจ้าซิ่วอิงน่ะขี้ฟ้องจะตาย ข้าแหย่เล่นนิด ๆ หน่อย ๆ นางก็วิ่งไปฟ้องเสด็จแม่ของข้า จนข้าถูกทำโทษให้คุกเข่าหน้าเจ้าแม่กวนอิมเป็นประจำ ยามที่ต่อยตีกัน นางก็เป็นผู้ลงมือก่อนทุกครั้ง แต่พอสู้ข้าไม่ได้ ก็วิ่งไปฟ้องเสด็จแม่ของข้าอีกตามเคย แล้วก็เป็นข้าที่ถูกทำโทษทุกครั้ง”

           คราวนี้หลันเซวียนถึงกับหัวเราะออกมาเบา ๆ เห็นจ้าวหนิงในยามนี้ นางก็เริ่มจะเชื่อแล้วว่า เขาน่าจะเคยเป็นคนขี้เล่นจริง ๆ ตามที่องครักษ์เว่ยเล่า เช่นนั้น เพราะเหตุใดกัน เขาจึงได้กลายมาเป็นจักรพรรดิอำมหิต

เพราะพระมารดาสิ้นพระชนม์อย่างนั้นหรือ?

หากเป็นเช่นนั้นจริง นางก็ใคร่อยากรู้ว่า พระมารดาของเขาสิ้นพระชนม์เพราะเหตุใด เหตุการณ์ในปีนั้นที่องครักษ์เว่ยกล่าวถึง คือเหตุการณ์ใดกันแน่ และเพราะอะไรมันจึงสามารถเปลี่ยนคนคนหนึ่งเป็นอีกคนได้

           “เสี่ยวอินล่ะ” จ้าวหนิงถาม พลางมองไปรอบ ๆ เมื่อไม่เห็นแม่นมอุ้มลูกน้อยของตนอยู่แถวนี้

           “...” หลันเซวียนกำลังครุ่นคิดเรื่องในอดีตของจ้าวหนิงอยู่จึงไม่ได้ยินที่เขาถาม

           “หลันเซวียน” ครั้งนี้ไม่เรียกเปล่า จ้าวหนิงยังจับไหล่ของนางเบา ๆ ด้วยท่าทางเป็นห่วง

           “เพคะ” หลันเซวียนหันมาตอบ เมื่อรู้ตัวว่าถูกเขาเรียก “เอ่อ... เมื่อครู่ฝ่าบาทตรัสว่าอะไรนะเพคะ”

           “ข้าถามว่าเสี่ยวอินอยู่ที่ใด” จ้าวหนิงตอบ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันน้อย ๆ “เจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า”

           “เปล่าเพคะ หม่อมฉันแค่ใจลอยนิดหน่อย”

           “ไม่สบายหรือ” เขาถาม พลางใช้หลังมือสัมผัสหน้าผากของหลันเซวียนแผ่วเบา

           “เอ่อ... ไม่เพคะ หม่อมฉันไม่ได้เป็นอะไร” หญิงสาวปฏิเสธ และพยายามส่งยิ้มให้เขา “เดี๋ยวนี้ฝ่าบาททรงดีต่อหม่อมฉันเหลือเกิน”

           “แสดงว่าเมื่อก่อนข้าร้ายกาจกับเจ้าหรือ”

           “ไม่ได้ร้ายกาจเพคะ แค่เย็นชา ดุดัน อารมณ์ร้อน เอาแต่พระทัย แล้วก็ยัง...”

           “ยังมีอีกหรือ!” จ้าวหนิงเบิกตากว้าง

           นั่นมันเกินกว่าคำว่าร้ายกาจแล้วกระมัง! 

           หลันเซวียนหัวเราะออกมาเบา ๆ

“แต่ยามนี้ฝ่าบาทพระทัยดียิ่งนัก องครักษ์เว่ยยังบอกว่า แท้จริงแล้วฝ่าบาทเป็นคนขี้เล่น จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ในปีนั้น” หญิงสาวลองหยั่งเชิง “เกิดอะไรขึ้นหรือเพคะ”

เมื่อสิ้นเสียงของหลันเซวียน ใบหน้าจ้าวหนิงดูเย็นชาแข็งกระด้างขึ้นมา กระทั่งน้ำเสียงที่กล่าวออกมาก็ยังเต็มไปด้วยความเยือกเย็นจนหลันเซวียนใจสั่น

“หาใช่เรื่องที่เจ้าต้องรู้” พูดจบ เขาก็เดินแยกไปทันที

หลันเซวียนมองตามแผ่นหลังของร่างสูงที่เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ เป็นครั้งแรกที่นางบังเกิดความรู้สึกไม่สบายใจเพราะเป็นห่วงเขา ยามที่นางถามถึง ‘เหตุการณ์ในปีนั้น’ แววตาของจ้าวหนิงฉายชัดถึงความโศกเศร้า นางอยู่ร่วมกับเขามาปีกว่าแล้ว ไม่เคยเห็นจ้าวหนิงที่ดูอ่อนแอเช่นนั้นมาก่อน เรื่องที่เกิดขึ้น ต้องเป็นเรื่องที่กระทบกระเทือนจิตใจเขาอย่างมากเป็นแน่ ถึงได้เปลี่ยนคนผู้หนึ่ง ให้กลายเป็นอีกคนหนึ่งไปได้

เห็นทีว่าครั้งนี้ นางคงต้องทำอะไรบางอย่างเพื่อชดเชยความผิดที่ตนได้เข้าไปวุ่นวายกับแผลเก่าของเขาเสียแล้ว

หลันเซวียนออกจากตำหนักเลี่ยงซิ่ว แล้วมุ่งหน้าไปยังห้องเครื่อง เพื่อไปดูวัตถุดิบที่จะใช้ปรุงน้ำแกงให้จ้าวหนิง

น้ำแกงไก่ตามตำราลายพระหัตถ์ของมู่หรงกุ้ยเฟยต้องใช้วัตถุดิบค่อนข้างมากทีเดียว ที่ตำหนักเลี่ยงซิ่วยังขาดของที่จำเป็นหลายอย่าง หลันเซวียนจึงอยากไปเลือกด้วยตัวเอง อีกทั้งยังต้องการคำแนะนำในการปรุงอาหารอีกสองสามชนิดจากพ่อครัวอีกด้วย เพราะอย่างไรเสีย นางก็ไม่ได้เข้าครัวมาถึงสามปีเต็ม ๆ

“พระสนมจะปรุงอาหารที่นี่ก็ได้พ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าพ่อครัวเอ่ยอย่างนอบน้อม

“ไม่เป็นไร ข้ารู้ระเบียบของห้องเครื่องดี มิอาจรบกวนเจ้ามากไปกว่านี้”

“หามิได้พ่ะย่ะค่ะ ยามนี้ยังไม่ถึงเวลาปรุงอาหาร หากพระสนมมีพระประสงค์จะใช้ห้องเครื่องในยามนี้ ก็สามารถใช้ได้ เพียงแต่ต้องรีบปรุงอาหารทุกอย่างให้เสร็จก่อนยามเซิน ( ประมาณ 15.00 – 16.59 น. )”

“เช่นนั้นก็รบกวนแล้ว ขอบใจเจ้ามาก”

“พ่ะย่ะค่ะ”

หลันเซวียนลงมือปรุงน้ำแกงไก่ตามตำราของมู่หรงกุ้ยเฟยที่เว่ยซิ่วอิงนำมาให้ น้ำแกงนี้ต้องเคี่ยวอย่างน้อยสามชั่วยาม ไม่มีทางเสร็จทันยามเซินอย่างแน่นอน นางจึงคิดจะนำหม้อน้ำแกงดังกล่าวกลับไปเคี่ยวต่อที่ห้องครัวของตำหนักเลี่ยงซิ่ว ส่วนอาหารอีกสองอย่างคือ ปลานึ่งซีอิ๊วและเป็ดย่างหนังกรอบซึ่งเป็นอาหารที่นางเคยทำ แต่เพราะไม่ได้ทำมานาน หลันเซวียนจึงต้องปรึกษากับพ่อครัวถึงวิธีการทำอย่างละเอียด แล้วกลับไปปรุงต่อที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว เพื่อให้เสร็จพร้อมกับน้ำแกงไก่ จ้าวหนิงจะได้กินตอนที่อาหารทุกอย่างยังร้อนอยู่

แต่อาหารพื้น ๆ เช่นนี้ จะถูกปากฮ่องเต้หรือไม่นะ

หลันเซวียนเก็บความกังวลของตนไว้ แล้วเรียกให้นางกำนัลสี่ห้าคนมาช่วยกันยกของทั้งหมดกลับตำหนัก

เมื่อมาถึงตำหนักเลี่ยงซิ่ว นางกำนัลก็เข้ามารายงานหลันเซวียนว่า จ้าวหนิงออกจากตำหนักไปแล้ว หญิงสาวจึงได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ แล้วไปเคี่ยวน้ำแกงต่อในห้องครัว ระหว่างรอให้น่องไก่เปื่อยนุ่ม นางก็ลงมือเตรียมอาหารชนิดอื่นไปด้วย กระทั่งอาหารทุกอย่างเสร็จพร้อม ๆ กัน ทั้งน้ำแกงที่มีรสหอมหวาน ปลานึ่งซีอิ๊วเนื้อนุ่ม และเป็ดย่างหนังกรอบหอม หลันเซวียนจึงนำอาหารทั้งหมดใส่ลงในกล่องไม้ที่มีฝาปิดมิดชิด ตักน้ำแกงใส่โถกระเบื้องเคลือบ แล้วรีบตรงไปยังตำหนักชินหรง

หวังว่าเขาจะยอมให้นางเข้าพบ และยอมกินอาหารเรียบง่ายที่นางนำมาให้ในครั้งนี้

ที่ตำหนักชินหรง จ้าวหนิงกลับมาทำงานต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียด หาใช่เพราะงาน แต่เป็นเพราะเรื่อง ‘เหตุการณ์ในปีนั้น’ ที่หลันเซวียนถาม มันเป็นเรื่องที่ตามหลอกหลอนเขาจนถึงทุกวันนี้ โดยที่เขาหาได้พยายามที่จะลืมภาพเหตุการณ์เลวร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น

เขาต้องจดจำให้ขึ้นใจ ว่ามารดาของเขามีจุดจบเช่นไร เขาจะลืมความทุกข์ทรมานของท่านไม่ได้อย่างเด็ดขาด!

“ฝ่าบาท หนิงเฟยมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีคนหนึ่งวิ่งเข้ามารายงาน

“นางมาหรือ?” จ้าวหนิงเงยหน้าขึ้นจากงานที่ทำอยู่อย่างแปลกใจ

นางอยู่ที่นี่มาปีกว่า เคยเป็นฝ่ายมาหาเขาก่อนโดยที่เขาไม่ได้เรียกหาเสียเมื่อไหร่

“พ่ะย่ะค่ะ ยามนี้พระสนมรออยู่ที่ด้านนอก”

“ให้นางเข้ามา”

ไม่นานนัก ร่างบอบบางในชุดสีเขียวอมฟ้า ปักลายดอกหลีฮวาก็ก้าวเข้ามาพร้อมกับอาหารที่ใส่จานเรียบร้อยแล้ว เห็นนางยกถาดอาหารหนัก ๆ เข้ามาด้วยตัวเองโดยไม่มีผู้ใดช่วย จ้าวหนิงก็หันไปขึ้นเสียงใส่นางกำนัลทั้งหลาย

“ยังไม่รีบไปช่วยพระสนมอีก!”

“ไม่เป็นไรเพคะ” หลันเซวียนปฏิเสธเสียงนุ่ม ก่อนหันไปหานางกำนัล “พวกเจ้าออกไปเถอะ ข้าจะถวายการดูแลฝ่าบาทเอง”

“เพคะพระสนม” เหล่านางกำนัลรีบรับคำทันที พวกนางเองก็ไม่ได้อยากจะอยู่ถวายการรับใช้ยามที่ฮ่องเต้ดูคล้ายกับพร้อมจะสั่งประหารพวกนางได้ทุกเมื่อเช่นนี้

“ฝ่าบาท หม่อมฉันทำมื้อเย็นมาถวายเพคะ” หลันเซวียนจัดอาหารลงบนโต๊ะ แล้วหันมายิ้มให้จ้าวหนิง

“เจ้าทำเองหรือ” ชายหนุ่มลุกขึ้นจากโต๊ะเขียนหนังสือ แล้วเดินมายังโต๊ะที่หลันเซวียนจัดอาหารรอ

“เพคะ แต่เป็นเพียงอาหารพื้น ๆ เพราะหม่อมฉันเองก็ยังไม่ค่อยมีฝีมือนัก” นางส่งตะเกียบให้จ้าวหนิงเมื่อเขาลงนั่ง “นี่เป็นปลานึ่งซีอิ๊วเพคะ ซีอิ๊วที่ใช้เป็นสูตรเฉพาะของเสด็จแม่หม่อมฉัน”

จ้าวหนิงใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาสีขาวนุ่มราวหิมะแรกของฤดูขึ้นมาชิม

“ใช้ได้”

คำตอบรับสั้น ๆ ทำให้หลันเซวียนยิ้มออกมาอย่างยินดี จ้าวหนิงถูกรอยยิ้มของนางทำให้ใจอ่อนลงหลายส่วน สีหน้าจึงเริ่มผ่อนคลายขึ้น หลันเซวียนเห็นดังนั้นก็รีบคีบเป็ดย่างหนังกรอบให้เขาต่อ

“นี่เป็นเป็ดย่างหนังกรอบเพคะ สมัยหม่อมฉันเป็นเด็ก หม่อมฉันเคยแอบหนีออกมานอกวังกับพี่สาม ก็เลยได้ลองกินเป็ดย่างชนิดนี้จากโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง หม่อมฉันคิดว่ามันรสชาติดีทีเดียว จึงลองฝึกทำดู แต่ก็ไม่ได้ทำมานานมากแล้ว ไม่รู้ว่ารสชาติจะพอใช้ได้หรือไม่”

จ้าวหนิงลองชิม แล้วก็ตอบนางว่ารสชาติดี แล้วเหลือบมองไปยังน้ำแกงไก่ หลันเซวียนลังเลอยู่เล็กน้อย ก่อนตักน้ำแกงใส่ถ้วยเล็ก ๆ ให้เขาอย่างไม่มั่นใจนัก

“น้ำแกงนี้...”

“น้ำแกงนี้ทำไม”

“หม่อมฉันทดลองทำตามตำราของพระมารดา แต่ไม่ทราบว่ารสชาติจะพอใช้ได้หรือไม่เพคะ” น้ำเสียงและสีหน้าท่าทางของนางแสดงถึงความไม่มั่นใจอย่างชัดเจน จ้าวหนิงไม่กล่าวอะไร นอกจากตักน้ำแกงและเนื้อไก่ที่เปื่อยนุ่มขึ้นมาลองชิม

ชายหนุ่มนิ่งไปทันที

“ฝ่าบาท...” หลันเซวียนหน้าเสียทันที “หากน้ำแกงนี่รสชาติยังไม่ดี หม่อมฉันจะเอาไปเก็บนะเพคะ”

มือบางเอื้อมมาข้างหน้า หมายจะนำถ้วยน้ำแกงไก่ไปเก็บ แต่จ้าวหนิงกลับจับมือของนางไว้ หลันเซวียนเงยหน้าขึ้นมองเขา จึงได้เห็นว่าสามีของนางมองมาด้วยสีหน้าอ่อนโยน ทั้งยังมีรอยยิ้มจาง ๆ ประดับอยู่

“ใครว่ารสชาติไม่ดี หากเจ้าไม่บอกว่าเจ้าเป็นผู้ทำ ข้าคงคิดว่าเสด็จแม่เป็นผู้ทำให้ข้า”

“จริงหรือเพคะ” เสียงที่เคยเศร้าก่อนหน้านี้ กลับกลายเป็นน้ำเสียงสดใส จนจ้าวหนิงยิ่งเผยรอยยิ้มชัดเจนกว่าเดิม

“เจ้าเองก็กินกับข้าสิ” มือใหญ่ตบลงไปบนเก้าอี้ข้างกาย หลันเซวียนลงนั่งอย่างว่าง่าย แต่ก็ยังไม่วายคีบอาหารต่าง ๆ ให้เขาอยู่เรื่อย ๆ อย่างเอาใจ

แน่นอนว่าจ้าวหนิงพอใจกับการกระทำดังกล่าวของนางไม่น้อย บุรุษใดบ้างไม่ชอบให้สตรีเอาอกเอาใจอย่างที่นางกำลังทำอยู่

ต่อให้นางทำลงไป เพียงเพื่อรักษาชีวิตลูกน้อยของตนไว้ก็ตาม

หลังจากที่จ้าวหนิงกินอิ่มแล้ว หลันเซวียนก็เรียกให้นางกำนัลมาเก็บจานออกไป นางดูท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ คล้ายกับมีอะไรอยากจะพูด ฝ่ายจ้าวหนิงเห็นดังนั้นก็รอฟังเงียบ ๆ โดยไม่ได้เร่งรัดหรือแสดงท่าทีหงุดหงิดแต่อย่างใด

ผ่านไปครู่หนึ่ง หลันเซวียนก็รวบรวมความกล้า สูดลมหายใจเข้า ๆ แล้วหันไปคุยกับสามีของตนอย่างจริงจัง

“ฝ่าบาท เรื่องวันนี้ หม่อมฉันขอประทานอภัยจริง ๆ เพคะ หม่อมฉันหาได้มีเจตนาจะล่วงเกินหรือละลาบละล้วงเรื่องส่วนพระองค์ หากหม่อมฉันกล่าวถ้อยคำใดผิดไป ขอทรงโปรดอภัยให้หม่อมฉันด้วย”

พูดจบ หญิงสาวก็คุกเข่าโขกศีรษะอย่างรุนแรง จนจ้าวหนิงต้องรีบเข้ามาประคองนางด้วยความตกใจ

“อย่าทำเช่นนี้!” ชายหนุ่มเผลอดุนางเสียงดัง “เกิดหัวแตกไปจะทำเช่นไร!”

“หม่อมฉันไม่เจ็บเพคะ”

“อย่าโกหกข้า!” จ้าวหนิงดึงหลันเซวียนไปนั่งที่เก้าอี้ของตน แล้วออกไปสั่งให้เกากงกงนำยาเข้ามาให้

“อยู่เฉย ๆ ไม่เจ็บหรอก” เขาปลอบเสียงดุ แต่มืออุ่นกลับค่อย ๆ ทายาให้นางอย่างนุ่มนวล

“ฝ่าบาท...” หลันเซวียนมองสบตาอีกฝ่าย ราวกับจะบอกให้รู้ว่านางรู้สึกผิดจริง ๆ

จ้าวหนิงถอนหายใจเบา ๆ แววตาของนางน่าสงสารเหลือเกิน อีกทั้งนี่ยังเป็นครั้งที่นางเป็นฝ่ายมาง้องอนเขา แล้วจะให้เขาทำใจแข็งกับนางได้อย่างไร

ที่สำคัญ...เขาเองก็ไม่ได้โกรธนางตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

“ช่างเถิด” จ้าวหนิงลูบศีรษะนางแผ่วเบา “ข้าไม่ได้โกรธเจ้าหรอก”

“แต่...”

“ข้าบอกว่าไม่ได้โกรธ ก็คือไม่ได้โกรธจริง ๆ” เขายิ้มให้นาง ก่อนจะรั้งร่างบางเข้ามากอด แล้วยังบรรจงลูบเรือนผมของนางอย่างนุ่มนวล “ไม่ต้องคิดมาก เรื่องนี้เป็นปัญหาของข้า หาใช่ความผิดของเจ้าแต่อย่างใด”

“...”

“วันหนึ่ง ข้าจะเล่าให้ฟัง ดังนั้น ยามนี้เจ้าจงเลิกกังวลเถิด แล้วก็ห้ามโขกศีรษะเช่นนั้นอีก เข้าใจหรือไม่”

หลันเซวียนไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด น้ำตาของนางจึงไหลออกมา หญิงสาวซุกใบหน้าลงบนอกกว้าง แล้วยกสองแขนขึ้นกอดจ้าวหนิงแน่นอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน เขาดีกับนางเกินไป อ่อนโยนกับนางเกินไป จนนางกลัวว่าตนจะเผลอมีใจให้เขาเข้าสักวัน

และในยามนี้ ขอก็ทำให้นางก็มิอาจอ้อมกอดอบอุ่นของเขาได้

“อย่าร้องอีกเลย” จ้าวหนิงปลอบเสียงนุ่ม ตัวเขานั้นปลอบใจใครไม่เก่ง ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะประทับริมฝีปากลงบนปากนุ่มน่าสัมผัสของหลันเซวียน ทุกสัมผัสเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ไร้ซึ่งความเอาแต่ใจหรือบีบบังคับ มีเพียงความอ่อนหวานและความนุ่มนวลเท่านั้นที่ถูกถ่ายทอดออกมา

และนั่น คือการปลอบโยนที่อ่อนโยนที่สุดที่นางเคยได้รับจากใครสักคน 

ความคิดเห็น