facebook-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ตอนที่ 13 จุดเปลี่ยน

ชื่อตอน : ตอนที่ 13 จุดเปลี่ยน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย แฟนตาซี

คนเข้าชมทั้งหมด : 395

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ส.ค. 2563 21:21 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
ตอนที่ 13 จุดเปลี่ยน
แบบอักษร

ตอนที่ 13

 

“มีดบินไร้เทียมทาน... เทพปรมาจารย์แห่งทวีปพยัคฆ์ขาว ลู่เหรินฮ่าว!!” เหยาหมิง มากไปด้วยประสบการณ์ จึงสามารถระบุตัวตนของอีกฝ่ายได้ในทันที 

 

มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งเผยตัวตนออกมาจากระยะสุดสายตา... ซึ่งผู้ที่เดินนำหน้ากลุ่มคนเหล่านี้ เป็นชายจอมสำอางค์ผู้หนึ่ง ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มที่ดูคดโกงชั่วร้าย ท่วงท่าการเดินอ่อนช้อยเกินอิสตรี อายุแท้จริงของคนผู้นี้น่าจะเกินร้อยปีไปไกลโข หากแต่เพราะพื้นฐานลมปราณระดับสูงและการดูแลตนเองเป็นอย่างดี จึงแทบไม่พบเจอร่องรอยแห่งความชราภาพ ทั่วยุทธภพต่างรู้ดีว่า ลู่เหรินฮ่าว ผู้นี้มิใช่ชายแท้สมบูรณ์ 

 

ส่วนกลุ่มคนที่ตามมาด้านหลังนั้น แม้จะปกป้องใบหน้ามิดชิด แต่ เหยาหมิง ก็จดจำเอกลักษณ์ลมปราณของพวกมันได้ ว่าเป็นกลุ่มเดียวกับที่เคยมาสอดแนม สถานศึกษาศาสตร์อักษร แห่งนี้เมื่อหลายวันก่อน... 

 

“ทั่วยุทธภพแห่งนี้ ผู้ที่สามารถรับ มีดบิน ของเราได้โดยไม่บาดเจ็บ คาดว่าคงมีไม่เกินสิบคน... สมแล้วที่เป็นอดีตเทพปรมาจารย์แห่งทวีปเต่าทมิฬ เซียนสุรา เหยาหมิง...” 

 

เหยาหมิง กำ มีดบิน ในมือไว้แนบแน่น... แววตาเปี่ยมไปด้วยโทสะพอกพูน... 

“ลู่เหรินฮ่าว… ข้ากับเจ้าไม่เคยบาดหมาง ใยเจ้าจึงลงมือเหี้ยมโหดนัก!!” 

 

ลู่เหรินฮ่าว ใช้นิ้วชี้ม้วนเส้นผมข้างใบหูเนื่องช้า กิริยากระชดกระช้อยเกินสตรี... 

“จริงอยู่พวกเราทั้งคู่นั้นไม่เคยบาดหมาง หากแต่ตัวเราต้องทำตามหน้าที่...” 

 

เหยาหมิง กัดขบฟันแนบแน่น เหลือบมองไปยังสถานศึกษาโทรม ๆ ที่ด้านหลัง... โดยพื้นฐานแล้ว ตำแหน่ง เทพปรมาจารย์ จะถูกมอบให้กับยอดฝีมือระดับสูงสุดของทวีปนั้น ๆ จึงไม่มี เทพปรมาจารย์คนใดมีพื้นฐานลมปราณต่ำกว่า ชนชั้นลมปราณสีส้มขั้นปลาย(สีส้มขั้นที่ 7-9) ซึ่งแน่นอนว่าทั้ง เหยาหมิง และ ลู่เหรินฮ่าว ต่างก็อยู่ในระดับชนชั้นเทียบเท่า... หากเกิดการต่อสู้ระหว่างสองยอดฝีมือระดับนี้ สถานศึกษาด้านหลังคงถูกทำลายสิ้นเป็นแน่... 

 

“หน้าที่ของเจ้าคืออะไร!! เทพปรมาจารย์อย่างเจ้า ผู้คนทั่วทวีปล้วนหมอบคลานให้การเคารพ แต่ด้วยการโจมตีโหดเหี้ยมเมื่อครู่ หากข้ามิใช่ เหยาหมิง แต่เป็นเพียงเหล่าซือชราสามัญ มิตกตายภายใต้ มีดบิน ของเจ้าหรอกหรือ?!” เหมาหยิง เค้นเสียงเอ่ยถาม หากสามารถจบที่การเจรจาได้คงเป็นเรื่องที่ดีกว่าการปะทะ 

 

แต่ชายผู้นั้นกลับแผดเสียงหัวเราะออกมาด้วยความไม่สำนึก... 

“ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! ต่อให้เจ้ามิใช่ เหยาหมิง ตัวจริง... ก็เพียงแค่เก็บกวาด คนเถื่อน จากดินแดนรกร้างไปหนึ่งคน จะนับเป็นอย่างไร?!” 

 

ยิ่งได้ยินเช่นนั้น เหยาหนิง ยิ่งสั่นสะท้านขึ้นด้วยความเกลียดชัง... 

“เห็นชีวิตผู้คนดุจผักปลา... เจ้ายังสมควรเรียกตนเอง เทพปรมาจารย์ ที่น่านับถืออีกงั้นหรือ!!” 

 

ลู่เหรินฮ่าว แสยะยิ้มยกแขนขึ้นสูง ในมือปรากฏ มีดบิน 4 เล่ม พร้อมใช้งาน... 

“บอกเจ้าแล้วอย่างไรว่าเราปฏิบัติตามหน้าที่... แม้แต่การไต่เต้าขึ้นมาในตำแหน่ง เทพปรมาจารย์ ก็เป็นหน้าที่เช่นเดียวกัน เรามิได้ต้องการมันเป็นการส่วนตัว... และนี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่เจ้าจะยอมแพ้ เหยาหมิง หากเจ้ายอมตามพวกเรากลับไปแต่โดยดี เจ้าก็ยังปลอดภัย...” 

 

“!!!!!!!!!!” เหยาหมิง เบิกตากว้างขึ้น... ถ้อยวาจาที่เต็มไปด้วยเลศนัยของ ลู่เหรินฮ่าว กำลังบอกชี้ชัด ว่า ลู่เหรินฮ่าว รับคำสั่งจากเบื้องบนอีกทอดหนึ่ง มิเช่นนั้นจู่ ๆ คงไม่เข้ามาเผชิญหน้ากับตนทั้งที่ไม่เคยมีเรื่องบาดหมางต่อกัน 

 

สำคัญกว่านั้นคือขุมอำนาจใดกันที่อยู่เบื้องหลัง จนสามารถเรียกใช้งานยอดฝีมือระดับ เทพปรมาจารย์ ผู้นี้ได้?! เมื่อนึกถึงการเชื่อมโยงเหล่านี้ เหยาหมิง ยังอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายฝืดเคือง ความแข็งแกร่งของตนและ ลู่เหรินฮ่าว คงทิ้งห่างกันไม่มากยากจะชี้ชัด หากการต่อสู้ลุกลามไปจนถึงเขตชุมชม อาจต้องมีชาวบ้านผู้สังเวยนับร้อยนับพันภายใต้การปะทะเป็นแน่... 

 

เหยาหมิง นั้นผ่านศึกมาโชกโชน ย่อมรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องการสิ่งจากตน... 

“เข้าใจแล้ว... ข้าจะยอมตามพวกเจ้ากลับไป...” 

 

ชายชราสืบเท้าตรงเข้าหา ลู่เหรินฮ่าว เนื่องช้า... แต่ไหนเลยที่อีกฝ่ายจะเชื่อถือโดยง่าย มีดบิน ทั้ง 4 เล่มในมือ ยังพร้อมที่จะถูกขว้างปาออกไปตลอดเวลา ยิ่งเข้าใกล้มากเท่าไหร่ โอกาสที่ เหยาหมิง จะเลี่ยงหลบก็ยิ่งมีน้อยลงเรื่อย ๆ 

 

“อย่าคิดเล่นไม่ซื่อ เหยาหมิง... คำสั่งที่ข้าได้รับมาคือการนำตัวเจ้ากลับไป โดยไม่เกี่ยงว่าจะบาดเจ็บสาหัสเพียงใด ขอแค่เจ้ายังมีลมหายใจก็นับว่าเกินพอ...” ลู่เหรินฮ่าว เค้นเสียงผ่านไรฟัน พร้อมแผ่ล้มลมปราณคุกคามอันมหาศาล 

 

กลุ่มชายชุดดำด้านหลัง นำโดยผู้ถูกเรียกขานว่า “หัวหน้าเกา”(ตอนที่ 7) ค่อย ๆ ให้สัญญาณร่นถอย ทราบดีว่าหากเกิดการปะทะจริง ๆ เพียงเศษเสี้ยวกระบวนท่าที่สะท้อนออกมา ยังเพียงพอจะสังหารพวกมันลงได้... 

 

เหยาหมิง ค่อย ๆ ก้าวเดินมาใกล้ โดยมี ลู่เหรินฮ่าว เพ่งมองจ้องจับทุกการเคลื่อนไหว... จวบจนระยะของทั้งสองคนห่างกันไม่ถึงสิบก้าว ซึ่งระยะห่างเพียงเท่านี้ เป็นระยะที่ ลู่เหรินฮ่าว มั่นใจมากว่าต่อให้เป็น เทพปรมาจารย์ จากทวีปใด ก็ไม่มีทางตั้งรับ มีดบิน ทั้ง 4 เล่มที่ขว้างปาออกไปพร้อมกันได้... 

 

ช่างเป็นความบังเอิญ... ที่ภายใต้ความเงียบงันในช่วงเวลาแสนอึมครึมนี้ จู่ ๆ ก็มีกิ่งไม้ใหญ่ที่เหี่ยวแห้งคาต้น หล่นร่วงลงมาพอดี ทำลายบรรยากาศที่เงียบงัน เปรียบประหนึ่งสัญญาณการต่อสู้!! 

 

เหยาหมิง ไม่ได้มีความคิดที่จะยอมติดตามคนเหล่านี้กลับไปแต่แรกแล้ว เพราะรู้จักความมืดในในโลกแห่งยุทธภพดีพอ โอกาสที่ตนจะรอดกลับมาคงแทบเป็นไปไม่ได้... ดังนั้นเมื่อมีสัญญาณจากความบังเอิญเกิดขึ้น ชายชราพลันระเบิดท่าร่างพุ่งเข้าไปหาศัตรูในชั่วพริบตา... 

 

“โง่เขลา!!” ลู่เหรินฮ่าว ตวาดเสียงขึ้นพร้อมตวัดมือขว้างปา มีดบิน ออกไป!! 

 

เสียงกรีดอากาศฟังดูน่ากลัวยิ่ง... ระวังห่างเพียงสั้น ๆ ย่อมไม่เหลือช่องว่างใด ๆ เหยาหมิง โยกตัวหลบเลี่ยง แต่มันก็ไม่ได้แปลว่าจะไร้หนทางป้องกัน!!  

 

มีดบิน แต่ละเล่มของ ลู่เหรินฮ่าว ล้วนแล้วแต่เป็นศาสตราชั้นยอด ความแข็งแกร่งจึงมิใช่สามัญในทุกเล่ม... เมื่อ มีดบิน ทั้ง 4 เล่ม เข้ามาแนบชิด เหยาหมิง ก็พลันยก มีดบิน เล่มแรกที่ตนได้เก็บซ่อนเอาไว้ในมือ ทำการห่อหุ้มมันด้วยลมปราณอันแข็งแกร่ง ฟาดฟันออกไปแทนโล่ป้องกัน!! 

 

เกร้ง! 

 

ศาสตราประเภทเดียวกัน เกิดการหักล้างพลังของกันและกัน... มีดบิน ทั้ง 5 เล่ม จึงแตกหักถ้วนหน้า!! เปิดโอกาสให้ เหยาหมิง ตรงเข้าประชิด ลู่เหรินฮ่าว ด้วยใบหน้าที่ดุดัน สะบัดฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าโจมตี รัศมีลมปราณได้แปรเปลี่ยนฝ่ามือของ เหยาหมิง ให้กลายเป็นสีทองอร่ามขึ้น...  

 

“ฝ่ามือเซียนประทานพร!!” 

 

แม้ว่า ลู่เหรินฮ่าว จะตกใจไม่น้อยที่ถูกอีกฝ่ายป้องกัน มีดบิน ไว้ได้... แต่ปฏิกิริยาตอบสนองของ ลู่เหรินฮ่าว ก็มิใช่สามัญ ขับขานเพลงฝ่ามืออันน่าสะพรึง ปะทะโดยตรงเช่นเดียวกัน!! 

 

ตูม!! 

 

การปะทะของทั้งสองทำลายชั้นบรรยากาศโดยรอบ... แม้แต่กลุ่มชายชุดดำยังถูกแรงลมมหาศาลผลักดัน เรือนไม้เก่าของสถานศึกษาเกิดการโยกคลอน จนเกือบจะถล่มลงมา... สองยอดฝีมือผลักดันพลังระหว่างกัน ไม่อาจรู้ผล... 

 

สีหน้าของ เหยาหมิง ย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ หากเป็นเมื่อ 30 ปีก่อน เหยาหมิง คงได้รับชัยชนะไปแล้ว... แต่เพราะวางมือจากการใช้วรยุทธมาหลายสิบปี ดังนั้นการรีดเค้นพลังจึงเกิดการติดขัดอยู่บ่อยครั้ง... ผิดกับ ลู่เหรินฮ่าว ที่แทบไม่เคยเว้นว่างจากการต่อสู้ ความพร้อมสรรพย่อมมีมากกว่า... 

 

“เจ้าเลือกทางผิดแล้ว เหยาหมิง...” ลู่เหรินฮ่าว เค้นเสียงเยือกเย็น ก่อนจะผลักดันพลังอีกละลอกออกไป ส่งผลให้ทั้งคู่ต่างร่นถอยกันคนละสิบก้าวใหญ่ เรียกได้ว่าผลการปะทะครั้งนี้ออกมาเสมอกันก็ว่าได้ ทั้งที่ เหยาหมิง เป็นฝ่ายลอบโจมตี... 

 

สีหน้าของทั้งสอง กลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง!! เหยาหมิง ใบหน้าซีดเซียวชัดเจน แต่ ลู่เหรินฮ่าว กลับยังมีรอยยิ้มประดับ เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจหลังการปะทะ... 

 

“หึหึ... เหยาหมิง เราขอยอมรับว่าพื้นฐานลมปราณของเจ้าอาจจะสูงกว่าเราขั้นหนึ่ง... แต่น่าเสียดายที่พลังของเจ้าถูกจำกัดไว้ จนไม่อาจแสดงอำนาจสูงสุดออกมาได้!! ผู้ที่ถูกขนานนามว่า เซียนเมรัย ยิ่งเมามายยิ่งแข็งแกร่ง แต่กลับไม่ยอมแตะสุรามานานหลายสิบปีเช่นนี้ เจ้าจะเอาสิ่งใดมาชนะเรา?!”  

 

ชายชรา เงียบขรึมไปชั่วครู่หนึ่ง ไหนเลยที่จะมิทราบได้ถึงผลลัพธ์หลังจากนี้ หากยังดึงดันเผชิญหน้าต่อไป... เสียงถอนหายใจครั้งสุดท้ายของ เหมาหมิง แฝงไว้ด้วยเจตนาบ้างอย่างที่ก่อตัว หลังตัดสินใจแน่วแน่แววตาชายชราพลันแปรเปลี่ยน สาดประกายแสงสีทองอร่ามขึ้น... 

 

“เจ้าบีบบังคับข้าเอง ลู่เหรินฮ่าว... ดูท่าวันนี้มือข้าคงต้องกลับมาเปื้อนเลือดอีกครั้ง!!” เหยาหมิง ระเบิดพลังอันมหาศาลที่เหนือล้ำยิ่งกว่า ลู่เหรินฮ่าว ออกมา พร้อมกับรัศมีสีทองที่เรืองรองทั่วร่าง... 

 

“ทักษะลับ... เทพเซียนสิงสู่!!” 

 

ลู่เหรินฮ่าว ผงะขึ้นทันที ใบหน้าซีดเผือด... 

“บัดซบ!! เหยาหมิง มันยอมแผดเผาพลังชีวิตตนเอง เพื่อเปลี่ยนเป็นพลังลมปราณงั้นสินะ!!” 

 

ชายชรา ตัดสินใจแน่วแน่ ว่าคงไม่อาจอยู่ ณ ยังสถานที่แห่งนี้ต่อไปได้อีกแล้ว จึงยอมเสียสละพลังชีวิตบางส่วน ตัดสินใจที่จะสังหารศัตรูทั้งหมด ก่อนจะพา ซุน หลบหนีไปจากที่นี่ หลีกเลี่ยงความสับสนวุ่นวายที่จะตามมา... 

 

ปลายนิ้วสีทองของ เหยาหมิง ถูกยกขึ้น... 

“ดัชนีเซียนทองคำ” 

 

วูบ... 

 

ลำแสงทำลายล้างสีทองพวยพุ่งเข้าหา ลู่เหรินฮ่าว ทั้งพลังและความเร็วเหนือชั้นยิ่งกว่า มีดบิน ก่อนหน้านี้หลายเท่า… ลู่เหรินฮ่าว ไม่อาจหลบเลี่ยงได้สมบูรณ์ ไหล่ซ้ายถูกเจาะทะลวงจนโลหิตสาดกระจายออกมา ลำแสงสีทองดังกล่าว ยังพุ่งทะลุไปถึงด้านหลัง เฉียดผ่านใบหูของ ชายชุดดำแซ่เกา อย่างหวุดหวิด เจาะเข้ากลางหน้าผากของหนึ่งในลูกสมุนชุดดำตกตายไม่รู้ตัว 

 

ชายแซ่เกา สั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด หากพลังดัชนีเมื่อครู่เคลื่อนตำแหน่งมาทางซ้ายอีกไม่กี่นิ้ว ศพนี้คงเป็นตนเองไม่ผิดแน่... ด้าน ลู่เหรินฮ่าว ก็ได้แสดงสีหน้าเจ็บปวด ไหล่ซ้ายอาบท่วมไปด้วยโลหิต... 

 

เหยาหมิง แสดงอำนาจที่ทรงพลังยิ่งกว่าศัตรู... 

 

จวบจนกระทั่ง... สุ้มเสียงหนึ่งแว่วลอยมาตามสายลม... 

“เลือกดิ้นรนเสียเถอะ เหยาหมิง... จงกลับไปพร้อมกับพวกเรา...” 

 

เพียงเสียงนั้นต้องหู ใบหน้าของ เหยาหมิง พลันด้านชาขึ้นมาในทันที อำนาจของเสียงแทบจะบอกถึงพื้นฐานพลังอันเหนือชั้นของอีกฝ่ายได้แล้ว... สายตาของชายชราไม่ได้มองเบื้องล่างอีกต่อไป หากแต่เปลี่ยนเป็นการเงยหน้ามองขึ้นบนท้องฟ้า ซึ่งปรากฏเงาร่างของคนผู้หนึ่ง ที่สวมหน้ากากอสูรสีดำ ค่อย ๆ เคลื่อนตัวลงมา... 

 

อำนาจลมปราณที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์แห่งการธรรมชาติ...  

ต่อให้ลอยอยู่บนท้องฟ้า ก็มิอาจหล่นร่วง... 

 

มีเพียงแค่ชนชั้นเทวะขึ้นไปเท่านั้น… (ขั้นลมปราณสีแดง) 

 

การปรากฏตัวของผู้สวมหน้ากากอสูรสีดำ ทำให้ ลู่เหรินฮ่าว และ กลุ่มชายชุดดำที่ด้านหลัง คุกเข่าลงกับพื้นในทันที บ่งบอกถึงสถานะ ผู้นำสูงสุด ในขุมอำนาจที่ปกครองยอดฝีมือเหล่านี้... เงาร่างดังกล่าว แตะพื้นแผ่วเบาเบื้องหน้าของ เหยาหมิง ที่กำลังตื่นตะลึง... 

 

เพราะชนชั้นเทวะลมปราณสีแดง ในยุทธภพที่ครอบคลุมทั้ง 4 ทวีป ณ เวลานี้ มีจำนวนที่นับได้ด้วยนิ้วมือเพียงข้างเดียวเท่านั้น!! จัดเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในใต้หล้าอย่างแท้จริง กระทั่งเหล่าจักรพรรดิแห่งราชวงศ์ทั้งสาม ยังต้องให้เกียรตินอบน้อม... 

 

ข้าไม่อยากทำร้ายเจ้า ก่อนจะรู้ในสิ่งที่ข้าต้องการ... ดังนั้นจงกลับไปพร้อมกับพวกเราเสีย...” เสียงภายใต้หน้ากาก ยังไม่มีอำนาจคุมคามใด ๆ  

 

“หากข้าขอปฏิเสธเล่า!!” เหยาหมิง เค้นเสียงต่อต้าน 

 

ฉัวะ! 

 

สิ้นเสียงตอบกลับที่ไร้มารยา... แขนขวาของ เหยาหมิง พลันขาดกระเด็นอย่างง่ายดาย ไม่มีแม้โอกาสจะได้เห็นอีกฝ่ายขยับท่วงท่า รู้ตัวอีกครั้งคลื่นพลังที่เฉียบคมก็ตัดผ่านไหล่ขวาไปเสียแล้ว!! แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในพื้นฐานลมปราณของทั้งสองคนที่ดุจฟ้ากับเหว อำนาจเป็นตายของ เหยาหมิง ถูกกำหนดไว้โดยชายที่สวมหน้ากากอสูรสีดำ 

 

“อ๊ากกกก!!” เหยาหมิง ทรุดตัวลงดวงตาแดงก่ำ  

 

เจ้าไม่สามารถปฏิเสธได้...” เสียงภายใต้หน้ากาก ดุดันยิ่งกว่าเดิม 

 

............................................... 

 

เย็นวันนั้น... 

 

ซุน และ กังเฉิง เต็มไปด้วยรอยยิ้มประดับใบหน้า แม้จะแบ่งขายซากร่างอสรพิษไปเพียงแค่บางส่วน ทั้งคู่ก็ยังได้เงินมาเป็นกอบเป็นกำ คาดว่าคงไม่ต่ำกว่าหลายพันเหรียญทอง... ทำให้ ซุน หอบหิ้วไก่ย่างตัวใหญ่ กลับมาฝาก เหล่าซือ... 

 

แต่หลังจากที่เข้ามาใกล้ สถานศึกษา ก็เริ่มมองเห็นเปลวเพลิงสีแดงที่ท่วมสูงจากนอกระยะ... รวมถึงเหล่าชาวบ้านที่มามุงดูจำนวนหนึ่ง ณ ตอนนั้นสีหน้าของ ซุน เริ่มแปรเปลี่ยน ไก่ย่างที่อุตส่าห์ถือมาหล่นร่วงจากมือ ก่อนที่ ซุน จะรีบวิ่งสุดกำลังกลับไปยัง สถานศึกษา โดยมี กังเฉิง วิ่งตามไปติด ๆ ด้วยความเป็นห่วง... 

 

ภาพที่เห็นเป็นไปตามที่คาดไว้... สถานศึกษาศาสตร์อักษร ลุกท่วมไปด้วยเปลวเพลิงจนไม่กล้าที่ผู้ใดจะเข้าไปใกล้!! และเมื่อมองเข้าไปภายในเรือนไม้ ยังเห็นร่างของคนผู้หนึ่งที่อยู่ใจกลางเปลวเพลิง มอดดำสนิทจนไม่อาจบ่งชี้ตัวตน 

 

ห่างออกมาไม่ไกลจากตัวสถานศึกษา สามารถมองเห็นคราบโลหิต เต็มพื้นเป็นร่องรอยการต่อสู้... รวมไปถึงแขนข้างหนึ่งที่อาบท่วมไปด้วยโลหิต แต่สิ่งที่ทำให้ ซุน เจ็บปวดแทบขาดใจ คือแขนข้างนั้น สวมแหวนหยกดำไว้ที่นิ้วชี้... 

 

“เหล่าซือ!!” ซุน แผดเสียงก้องดัง พร้อมกับน้ำตาที่พรั่งพรู 

 

…………………………………………… 

ความคิดเห็น

เพิ่มนิยายเรื่องนี้ลงคลังแล้ว