facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

ชื่อตอน : บทที่5 เฟยอิน

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 574

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 25 ส.ค. 2563 13:14 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่5 เฟยอิน
แบบอักษร

5 

เฟยอิน 

 

วันที่หลันเซวียนคลอดเด็กหญิงตัวน้อย เป็นวันที่ท้องฟ้าสดใส บุปผาแย้มกลีบเบ่งบานทั่วทั้งพระราชวัง

ในที่สุด ความกังวลใจที่เก็บมานานหลายเดือนก็หมดไป เมื่อลูกน้อยของนางคลอดออกมาเป็นหญิง หลันเซวียนจับมือเล็ก ๆ ของเด็กน้อยแล้วน้ำตาไหลออกมาเงียบ ๆ ดีใจเหลือเกินที่สามารถรักษาตัว รักษาครรภ์นี้ไว้ จนให้กำเนิดเด็กคนนี้ได้สำเร็จ

ระหว่างนั้น จ้าวหนิงกำลังยุ่งอยู่กับประชุมในท้องพระโรง สีหน้าท่าทางดูหงุดหงิดไม่น้อยที่ต้องฟังขุนนางทั้งหลายถกเถียงกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ครั้นเมื่อกล่าวตำหนิด้วยความรำคาญใจเพียงไม่กี่ประโยค พวกที่เถียงกันด้วยเรื่องไร้สาระก็พากันก้มหน้า ทั้งที่ยังประสานมืออยู่

ประตูท้องพระโรงถูกเปิดออก ขันทีผู้หนึ่งกึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาคุกเข่าถวายคำนับจ้าวหนิง ก่อนเงยหน้าขึ้นถวายรายงานเรื่องที่ตำหนักเลี่ยงซิ่วด้วยท่าทางยินดี

“ทูลฝ่าบาท องค์หญิงหลันเซวียนให้ประสูติพระธิดาพ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อขันทีคนดังกล่าวพูดจบ บรรดาขุนนางทั้งนางก็พากันคุกเข่าลงอย่างพร้อมเพรียง

“ขอแสดงความยินดีกับฝ่าบาท ขอฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี หมื่น ๆ ปี”

จ้าวหนิงยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ลูกสาวอย่างนั้นหรือ...ไม่เลว อนาคตเขาจะฝึกเจ้าเด็กน้อยผู้นี้ให้เป็นนักรบหญิงที่เก่งกาจที่สุดของแคว้นอิ๋งให้จงได้

ขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงอนาคตลูกน้อยอยู่ในใจ คิ้วเข้มก็พลันขมวดเข้าหากัน โดยปกติแล้ว ขุนนางเหล่านี้ต้องเอ่ยถวายพระพรองค์หญิงน้อยด้วยมิใช่หรือ เหตุใดจึงไม่กล่าวกันเล่า

ฉับพลัน นัยน์ของพระบิดาคนใหม่ก็กระตุก เมื่อนึกขึ้นได้ว่าลูกสาวเขาไม่ได้ถือกำเนิดจากฮองเฮาหรือพระสนม หากเขาไม่แต่งตั้ง เด็กน้อยผู้นั้นก็ยังไม่ใช่องค์หญิง และจะไม่มีตำแหน่งใด ๆ ในวังหลวงแห่งนี้ทั้งสิ้น

ไม่ได้การล่ะ!

“แต่งตั้งองค์หญิงหลันเซวียนแห่งแคว้นเซียวเป็นพระสนม ราชทินนาม ‘หนิงเฟย’ ลูกข้าที่นางเป็นผู้ให้กำเนิด มีศักดิ์เป็นองค์หญิง นับจากนี้เป็นต้นไป”

“ขอแสดงความยินดีต่อฝ่าบาท ขอพระสนมและองค์หญิงใหญ่ทรงพระเจริญ”

เมื่อได้ยินคำกล่าวถวายพระพรหลังมอบตำแหน่งให้ภรรยาและลูกแล้ว จ้าวหนิงก็ลอบถอนหายใจ เดิมทีเขาไม่อยากแต่งตั้งหลันเซวียนในตำแหน่งใดทั้งสิ้น เพราะตำแหน่งต่าง ๆ ล้วนมาพร้อมกับภาระหน้าที่ เรื่องกวนใจ และปัญหาอีกนับไม่ถ้วน นางอยู่เฉย ๆ ไม่มีตำแหน่งอะไรอย่างทุกวันนี้ก็นับว่าสุขสบายดี การเป็นสนมของเขาอาจทำให้นางต้องมีหลายสิ่งต้องรับผิดชอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อตำหนักในมีนางเป็นเจ้านายแต่เพียงผู้เดียว แต่หากเขาไม่แต่งตั้งนาง ลูกน้อยของเขาก็จะเป็นลูกที่ ‘พ่อแม่ไม่ได้ตบแต่ง’ โตมา เจ้าเด็กน้อยนั่นจะมองหน้าผู้ใดได้ หากต้องได้ชื่อว่าเป็นลูกของหญิงบำเรอ แล้วคำว่าหญิงบำเรอนั้น ก็ทำให้แม่ของลูกสาวเขาดูไม่แตกต่างไปจากสตรีในตำหนักหลงฮวาเลย

เช่นนี้แล้ว จะไม่แต่งตั้งนางได้อย่างไร

ขุนนางหลายคนลอบมองหน้ากันอย่างแปลกใจ ทั้งที่เพิ่งแต่งตั้งพระสนม เหตุใดฮ่องเต้จึงไม่ดูยินดี ซ้ำยังดูคล้ายหงุดหงิดมากกว่าเดิมอีกต่างหาก

จ้าวหนิงส่ายหน้าเล็กน้อยเพื่อไล่ความคิดอื่นออกไป หลังออกราชโองการแต่งตั้งหลันเซวียนเป็นสนมขั้นเฟยและแต่งตั้งบุตรสาวเป็นองค์หญิงเรียบร้อยแล้ว เขาก็ประชุมขุนนางต่อ โดยมอบหมายให้เกากงกงเป็นผู้นำราชโองการแต่งตั้งไปยังตำหนักเลี่ยงซิ่วแทน

คนในตำหนักเลี่ยงซิ่วต่างพากันตื่นเต้นยินดีกับราชโองการแต่งตั้งหลันเซวียนเป็นหนิงเฟย ทุกคนต่างทราบดีว่า ‘หนิง’ คือนามเดิมขององค์จักรพรรดิ การพระราชทานนามนี้ให้หลันเซวียน ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของนางที่มีในใจของฮ่องเต้ได้เป็นอย่างดี

หลันเซวียนที่อยู่อุ้มร่างเล็กของบุตรสาวอยู่เตียง ไม่สามารถคุกเข่ารับราชโองการได้ แต่กระนั้นก็หาได้มีผู้ใดคิดตำหนินาง นางทำเช่นนี้ก็นับว่าดีแล้ว เพราะหากนางฝืนตัวเองลงมาคุกเข่าแล้วเป็นอะไรไป เกรงว่าทุกคน ณ ที่แห่งนี้จะรับแรงพิโรธของฮ่องเต้ไม่ไหว

หลังรับโองการ หลันเซวียนดูไม่ได้ยินดีกับตำแหน่งที่ตนได้รับสักเท่าไหร่ เพราะนางกำลังยินดีกับการมีเจ้าตัวเล็กอยู่ในอ้อมกอด นางอุ้มลูกน้อยไว้แนบอกอย่างรักใคร่ ร่างในอ้อมกอดของนางยังตัวเล็กมาก ไม่อวบอ้วนสมบูรณ์เท่าไรนัก แต่ดูจากความพยายามในการหานมกินของเจ้าตัวน้อย นางก็มั่นใจว่า อนาคตเด็กตัวเล็ก ๆ ผู้นี้จะต้องเป็นเด็กอวบอ้วนอย่างแน่นอน

จวบจนล่วงเข้าเวลาเย็น บิดาของลูกจึงกลับมาถึงตำหนักเลี่ยงซิ่ว จ้าวหนิงกลัวว่าลูกน้อยจะตกใจเสียงของขันที จึงไม่ให้ผู้ใดตะโกนแจ้งคนในตำหนักว่าฮ่องเต้เสด็จ ครั้นเมื่อร่างสูงก้าวเข้ามาข้างใน บรรดานางกำนัลก็พากันตกใจจนคุกเข่ากันแทบไม่ทัน

“หลันเซวียนกับลูกล่ะ” เสียงขรึมเอ่ยถาม โดยไม่สนใจต่อท่าทีลนลานของบ่าวไพร่

“องค์หญิงหลัน... เอ่อ... พระสนมอยู่ในห้องบรรทมกับองค์หญิงใหญ่เพคะ”

จ้าวหนิงไม่พูดอะไร นอกจากรีบเดินไปยังห้องนอนของหลันเซวียน ยามนี้แม่ของลูกกำลังหลับสนิทอยู่บนเตียงโดยมีเสี่ยวหลิวคอยเช็ดหน้าให้ ส่วนเจ้าตัวน้อยก็นอนหลับอยู่ในอ้อมแขนของแม่นมที่เพิ่งอุ้มนางขึ้นมาจากเปล

“ฝ่าบาท” ทั้งแม่นมและเสี่ยวหลิวคุกเข่าถวายคำนับ

“พระสนมเพิ่งบรรทมเมื่อครู่เพคะ หม่อมฉันกำลังจะพาองค์หญิงใหญ่ไปพักที่ห้องข้าง ๆ” แม่นมกล่าว

“ยังไม่ต้อง ส่งนางมาให้ข้า” จ้าวหนิงเอื้อมไปรับเด็กน้อยจากแม่นม “ต้องอุ้มอย่างไร”

“แบบนี้เพคะ” แม่นมสอนจ้าวหนิงให้ประคองทารกน้อยไว้ในอ้อมแขน เมื่อเห็นว่ามั่นคงแล้วจึงผละออกอย่างรู้หน้าที่

“พวกเจ้าออกไปก่อน แล้วข้าจะเรียกให้เจ้ามารับองค์หญิงออกไปทีหลัง”

“เพคะ” แม่นมกับเสี่ยวหลิวรับพระบัญชา จากนั้นจึงค่อย ๆ พากันถอยออกจากห้องไป

จ้าวหนิงอุ้มเจ้าตัวเล็กไปนั่งบนเตียงข้าง ๆ หลันเซวียน มือข้างหนึ่งเอื้อมไปลูบศีรษะนางแผ่วเบา ก่อนก้มลงไปจุมพิตหน้าผากเนียน

“ลำบากเจ้าแล้ว”

ชายหนุ่มมองลูกน้อยและแม่ของลูกสลับกันไปมา รอยยิ้มที่เกิดจากความยินดีและความอบอุ่นในหัวใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากบาง ลูกของเขา...เลือดเนื้อเชื้อไขของเขากับหลันเซวียน ช่างน่าอัศจรรย์นัก

เขายอมรับว่าเมื่อแรกที่นำตัวหลันเซวียนกลับมานั้น เขาทำไปเพียงเพราะอยากรู้ว่านางเป็นคนเช่นไรกันแน่ และเขาจะสามารถเปลี่ยนท่าทีของนางที่มีต่อตัวเขาได้หรือไม่ จากจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ นั่น ทำให้เขาได้สตรีที่เข้มแข็งคนหนึ่งมาไว้ข้างกายโดยไม่รู้ตัว ยิ่งนับวัน เขาก็ยิ่งอยากรู้ว่าภายใต้ท่าทางนิ่งเฉยราวรูปสลักนั้น จะสามารถแสดงอารมณ์และความรู้สึกออกมาได้มากน้อยเพียงใด เขาจึงจงใจทำให้นางตั้งครรภ์ เพื่อดูว่านางจะทำเช่นไรต่อไป

ทุกสิ่งเป็นไปตามที่จ้าวหนิงคาดการณ์ เมื่อหลันเซวียนพบว่าตนตั้งครรภ์ หญิงสาวก็เริ่มแสดงอารมณ์และความรู้สึกที่หลากหลายออกมา นางกล้าที่จะหนีจากเขาเพื่อรักษาครรภ์ของตนไว้ จากคนที่ดูเหมือนมีเพียงร่างแต่ไร้วิญญาณ กลับมีจิตวิญญาณของความเป็นแม่เพิ่มเข้ามา ทั้งยังพยายามเปลี่ยนแปลงตัวเอง หันมาดูแลเอาอกเอาใจเขามากขึ้น เพื่อหวังให้เขาเมตตาลูกที่กำลังจะเกิด

นานวันไป จ้าวหนิงก็พบว่าตนชื่นชอบที่จะเฝ้ามองทุกอารมณ์ที่หลันเซวียนแสดงออกมา จนกลายเป็นว่าเขาเอาแต่เฝ้ามองนาง และรู้สึกผูกพันกับนาง กระทั่งรู้สึกว่าเขา...อาจจะหลงรักนาง แต่ความรู้สึกนั้นเริ่มเกิดขึ้นเมื่อใดก็หารู้ไม่

จ้าวหนิงหัวเราะในลำคอเบา ๆ ชั่วชีวิตนี้ เขาปฏิเสธที่จะมีความรักมาตลอด เพราะได้เห็นแล้วว่า ความรักทำอะไรกับผู้คนได้บ้าง ที่เสด็จแม่ของเขาต้องตาย ก็ไม่ใช่เพราะความรักหรอกหรือ ความรักเป็นอาวุธร้าย ที่สามารถทำอันตรายได้ทั้งตัวผู้รับและผู้ที่มอบให้ เขาหวั่นวิตกมาโดยตลอดว่า หากเขามีความรักให้สองแม่ลูกอย่างลึกซึ้ง นั่นจะเป็นการทำร้ายพวกนางในสักวันหรือเปล่า

ชายหนุ่มใช้มือข้างหนึ่งโอบประคองลูกน้อย ส่วนมืออีกข้างก็บรรจงลูบศีรษะของภรรยาแผ่วเบา ก่อนที่เจ้าตัวน้อยจะคลอด เขาเคยคิดว่า ต่อให้ชาตินี้เขามอบความรักให้พวกนางไม่ได้ แต่เขาก็จะปกป้องพวกนางอย่างดีที่สุดด้วยสองมือของเขา แต่ดูเหมือนว่าความคิดนั้นจะผิดไปไม่น้อยทีเดียว เพราะเขาได้ตกหลุมรักเด็กน้อยในอ้อมแขนตั้งแต่แรกเห็น

เขาควรทำเช่นไรต่อจากนี้ เขาต้องทำอย่างไรให้หลันเซวียนกับลูกปลอดภัย และไม่มีชะตากรรมเลวร้ายอย่างเสด็จแม่ของเขา

เมื่อหลันเซวียนตื่นขึ้นมาอีกครั้งก็พบว่า แม่นมมาพาลูกของนางไปที่ห้องข้าง ๆ แล้ว ที่อยู่กับนางในยามนี้คือ ‘สามี’ ที่กำลังใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าให้นางอย่างอ่อนโยน

“ตื่นแล้วหรือ หิวหรือไม่ อยากกินอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่า” บิดาของลูกถามเสียงนุ่ม

“ถ้ามีปลาก็น่าจะดีเพคะ” หลันเซวียนบอกความต้องการของตนออกมาตามตรง

นับเป็นครั้งแรกที่นางออกปากว่าอยากกินอะไร ตั้งแต่มาอาศัยอยู่ที่แคว้นอิ๋ง

“เช่นนั้น ปลานึ่งดีหรือไม่ ข้าให้คนเตรียมไว้พอดี”

“เพคะ”

จ้าวหนิงประคองหลันเซวียนขึ้นนั่ง แล้วตะโกนเรียกให้นางกำนัลยกอาหารเข้ามา อาหารมากมายถูกวางเรียงรายบนโต๊ะ แต่ละอย่างล้วนเป็นสิ่งที่จ้าวหนิงเลือกมาจาก ‘ตำราอาหารของพระมารดา’ ทั้งสิ้น

“น้ำแกงนี่เป็นน้ำแกงบำรุงร่างกายที่เสด็จแม่ของข้าเคยทำให้กิน ข้าเก็บตำราอาหารของนางไว้ แล้วให้ห้องเครื่องลองปรุงดู ไม่รู้ว่าจะได้รสชาติเหมือนที่เสด็จแม่เคยทำให้ข้าหรือไม่” เขาเล่า พลางตักน้ำแกงถ้วยหนึ่งให้หลันเซวียน แล้วจึงตักส่วนของตนขึ้นมาลองชิม

“เจ้าโชคร้ายแล้ว น้ำแกงนี่ไม่อร่อยเท่าที่เสด็จแม่ของข้าทำ พ่อครัวช่างไร้ความสามารถสิ้นดี!” ชายหนุ่มพูดอย่างหงุดหงิด

หลันเซวียนยิ้มจาง ๆ พ่อครัวของวังหลวงจะเป็นผู้ไร้ความสามารถไปได้อย่างไร เกรงว่าจะมีคนบางคนแถวนี้ติดรสมือของพระมารดาเสียมากกว่า

“เช่นนั้น รอหม่อมฉันแข็งแรงกว่านี้ แล้วจะลองปรุงถวาย ดีหรือไม่เพคะ” หญิงสาวถามพร้อมส่งยิ้มไปให้

“เจ้าทำอาหารเป็นหรือ” เรื่องนี้เขาไม่เคยรู้มาก่อน

“พอทำได้บ้างเพคะ แต่ไม่ได้ทำมานานมากแล้ว และคงมิอาจเทียบชั้นกับพระมารดาของฝ่าบาทได้”

“เจ้าทำมาเถอะ ทำอะไรมาข้าก็กินทั้งนั้น” ชายหนุ่มเงียบไปเล็กน้อย แล้วกระแอมออกมาเบา ๆ “ยกเว้น...”

“หัวไชเท้า” หลันเซวียนพูดต่อให้อย่างรู้ทัน ตลอดระยะเวลาที่อยู่ด้วยกันมา นางรับประทานอาหารร่วมกับจ้าวหนิงอยู่บ่อยครั้ง มีหรือจะไม่สังเกตว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร

คำพูดของหลันเซวียนทำให้จ้าวหนิงรู้สึกอึดอัดขัดเขินยิ่งนัก ยามนี้เขาช่างดูเหมือนเด็กน้อยเลือกกิน ชายหนุ่มเกรงว่าจะเสียหน้าจึงหาเรื่องแก้ตัวออกไป

“ข้ารู้ว่าถ้าใส่หัวไชเท้ามาในน้ำแกงแล้วจะทำให้มีรสอร่อยขึ้น ข้ากินน้ำแกงที่มีหัวไชเท้าได้ แค่ไม่อยากกินมันเท่านั้น”

“เพคะ หม่อมฉันเข้าใจแล้ว” หญิงสาวยิ้มขำ

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยและกินข้าวร่วมกัน เด็กน้อยที่ห้องข้าง ๆ ก็ส่งเสียงร้อง ในดวงตาของหลันเซวียนปรากฏแววตื่นตกใจออกมา ขณะหันไปมองจ้าวหนิง

หากลูกของนางทำให้เขาหงุดหงิดรำคาญใจ เขาจะฆ่าลูกของนางหรือไม่!

หลันเซวียนรีบลุกขึ้นยืน เพื่อไปดูแลให้เด็กน้อยหยุดร้องไห้ แต่ผู้เป็นสามีกลับกดบ่าของนางไว้ แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง

“ฝ่าบาท” น้ำเสียงสั่น ๆ นั้นแฝงไปด้วยความหวาดหวั่น จ้าวหนิงก้มลงมองหลันเซวียนอย่างแปลกใจ

“เจ้าใจเย็น ๆ ก่อน เจ้าตัวเล็กนั่นอาจจะแค่ร้องไห้เพราะหิวก็ได้” ชายหนุ่มปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจ้ากินข้าวเถิด ข้าจะไปดูลูกเอง”

“แต่...”

“ที่นี่ตำหนักเลี่ยงซิ่วนะ เจ้าคิดว่าจะมีใครกล้าทำร้ายลูกเราอย่างนั้นหรือ”

ก็ท่านนั่นแหละ!

จ้าวหนิงไม่รู้สักนิดว่าหลันเซวียนกำลังคิดอะไรอยู่ ชายหนุ่มหัวเราะออกมา แล้วเดินออกไปข้างนอก หลันเซวียนเองก็เป็นกังวลเกินกว่าจะรออยู่เฉย ๆ จึงลุกตามออกไป ทั้งที่เรี่ยวแรงยังไม่กลับมาเป็นปกติ

“ฝ่าบาท! พระสนม!” แม่นมร้องอย่างตกใจ เมื่อเห็นจ้าวหนิงและหลันเซวียนเปิดประตูห้องเข้ามา

“ลูกข้าร้องทำไม”

“ทูลฝ่าบาท องค์หญิงขับถ่ายเพคะ หม่อมฉันกำลังจะเปลี่ยนผ้าให้”

“ไหน เปลี่ยนอย่างไร มาให้ข้าทำเอง” จ้าวหนิงเดินเข้าไปใกล้อย่างนึกสนุก ดูเหมือนเด็กที่เจอของเล่นชิ้นใหม่ไม่มีผิด

ผ้าผืนที่เปียกปัสสาวะของเด็กน้อยถูกปลดออก จากนั้นแม่นมจึงสอนฮ่องเต้ทำความสะอาดร่างกายให้องค์หญิง หลันเซวียนมองภาพตรงหน้าอย่างนึกไม่ถึง ด้วยภาพปรากฏนั้น...เป็นภาพที่นางไม่คิดว่าชีวิตนี้จะได้เห็น

“ฝ่าบาท ให้หม่อมฉันช่วยนะเพคะ” หลันเซวียนเอื้อมมือออกไปหมายจะช่วย แต่กลับถูกมือของจ้าวหนิงจับไว้

“ไม่ต้องหรอก ข้าทำเอง เจ้าคลอดลูกให้ข้าก็เหนื่อยแย่แล้ว เปลี่ยนผ้าแค่นี้ ข้าทำได้” จ้าวหนิงตอบอย่างอารมณ์ดี

ไม่เพียงแต่แม่นมเท่านั้นที่รู้สึกราวกับเรื่องนี้เป็นตำนานที่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง แต่หลันเซวียนเองก็รู้สึกไม่แตกต่างกันนัก จักรพรรดิอำมหิตที่เปรียบได้ดั่งปีศาจร้ายแห่งสนามรบ กำลังเปลี่ยนผ้าให้ทารกผู้หนึ่งด้วยตัวเอง

นี่เป็นความจริงแน่หรือ?

“เสร็จแล้ว” จ้าวหนิงพูดออกมาอย่างภาคภูมิใจ เปลี่ยนผ้าให้ทารกนั้นยากยิ่งกว่าออกรบเสียอีก ชายหนุ่มส่งร่างเล็กให้หลันเซวียนที่ยังคงมองเขางุนงง

สามีของนาง...เป็นจักรพรรดิอำมหิตจริง ๆ หรือ?

เช้าวันต่อมา เมื่อหลันเซวียนตื่นนอนก็ไม่พบคนข้างกายเสียแล้ว วันนี้เป็นวันที่เขาไม่ต้องออกว่าราชการ หากเป็นปกติ เขาก็มักจะนอนกอดนางจนสาย แต่ไม่รู้ว่าวันนี้หายไปที่ไหน ทั้งยังหายไปตั้งแต่ก่อนที่นางจะตื่นอีกด้วย

คงจะไม่ได้แอบไปฆ่าลูกของนางหรอกนะ

ระหว่างที่หลันเซวียนกำลังระแวงอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงทารกน้อยร้องขึ้น หญิงสาวรีบพลิกกายลงจากเตียง คว้าเสื้อคลุมมาสวม แล้วเปิดประตูออกไปดูทันที

“หลันเซวียน” จ้าวหนิงเรียกอย่างตกใจ เพราะเขากำลังจะเปิดประตูห้องเข้ามาอยู่พอดี “แม่นมบอกว่าเจ้าตัวเล็กนี่หิวแล้ว ข้าจะให้แม่นมให้นมเขา แต่นางบอกว่า เจ้ายืนยันจะให้นมลูกด้วยตัวเอง ข้าก็เลยพาเจ้าตัวเล็กนี่มาหาเจ้า”

“ขอบพระทัยเพคะ” หลันเซวียนรับลูกมาจากสามี ส่วนจ้าวหนิงก็หันไปปิดประตูห้อง ประคองทั้งแม่และลูกไปยังเตียงนอน ก่อนดึงม่านลง

“มานั่งตรงนี้” เขาสั่ง หลันเซวียนยังไม่ทันจะได้หันไปดูว่า เขาจะให้นางนั่งตรงไหน ร่างบอบบางก็ถูกดึงให้ลงนั่งบนตักแกร่งของสามี

“เอ่อ... ฝ่าบาท หม่อมฉันต้องให้นมลูก” หลันเซวียนพูดพร้อมใบหน้าที่แดงขึ้น

“ข้ารู้แล้ว” เขาจูบแก้มนางเบา ๆ “ก็ให้สิ ข้าไม่ได้ห้าม”

“แต่...” จะให้นางให้นมลูกทั้งที่กำลังนั่งตักเขาอยู่หรือ?

“เร็วเข้า เจ้าตัวเล็กนี่ร้องจนคอจะแตกแล้ว”

ไม่ผิดไปจากที่เขาพูด ลูกสาวนางตะเบ็งเสียงร้องอย่างเอาแต่ใจ ทั้งยังซุกหน้าลงบนอกของนางเพื่อหาสิ่งที่ต้องการอีกด้วย หลันเซวียนไม่มีทางเลือก จึงจำยอมปลดเสื้อของตนออกเพื่อให้นมเด็กน้อย จ้าวหนิงมองลูกสาวกินนมจากอกของมารดาอย่างตะกละแล้วมีความสุขยิ่งนัก เขากระชับอ้อมกอดแนบแน่นขึ้น แล้วแนบศีรษะของตนเข้าศีรษะแม่ของลูก

มีความสุขเหลือเกิน

ภายในห้องนอนที่เงียบสงบ มีเพียงเสียงลมหายใจและเสียงดูดนมของเด็กน้อย บรรยากาศอบอุ่นจนจ้าวหนิงอยากจะอยู่กับลูกและภรรยาในอ้อมแขนเช่นนี้ตลอดไป เขาเหลือบมองไปยังหลันเซวียน ในดวงตาของนางมีเพียงร่างน้อยในอ้อมแขน จนเขาอดอิจฉาไม่ได้ ที่ผ่านมา ใช่ว่าเขาไม่รู้ นางทำทุกทางเพื่อให้ลูกน้อยได้มีชีวิต ที่นางดีต่อเขา อ่อนโยนต่อเขา หาใช่เพราะความรักที่นางมีให้เขา แต่เป็นเพราะความรักที่นางมีให้ลูก

จ้าวหนิงลอบถอนใจ ช่างเถิด วันนี้ยังไม่รักก็ไม่เป็นไร คนอย่างเขาทำอะไรไม่เคยพลาด แค่ทำให้แม่ของลูกหลงรักตัวเองจะยากจะแค่ไหนกัน

...ก็น่าจะยากอยู่

เฮ้อ

หลันเซวียนรู้สึกได้ถึงแรงกอดที่เพิ่มมากขึ้น นางหันไปมองจ้าวหนิง และสบตาเข้ากับเขาพอดี ดวงตาของเขางดงามมาก ทั้งยังไม่มีแววเย็นชาหรือดุดันอย่างที่นางเคยเห็นก่อนหน้านี้ ทำให้นางเผลอมองสบตากับดวงตาคู่นั้นอย่างลืมตัว

ถูกหญิงงามจ้องมองเช่นนี้ จ้าวหนิงก็อดไม่ได้ที่จะประกบริมฝีปากเข้ากับนางเบา ๆ ก่อนหันไปมองลูกน้อย แม้อยากจะสัมผัสหลันเซวียนอีกสักหน่อย แต่มากกว่านี้คงไม่ดี เพราะลูกของเขากำลังกินนมอยู่

เห็นเด็กน้อยตั้งอกตั้งใจกินนม จ้าวหนิงก็รู้สึกขันยิ่งนัก ชายหนุ่มมองลูกสาวพลางครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยชื่อของลูกออกมา

“[1]เฟยอิน”

“อะไรนะเพคะ?” หลันเซวียนถาม

“เฟยอิน ให้ลูกเราชื่อนี้ก็แล้วกัน”

เจ้าเด็กนี่ส่งเสียงใส ๆ ลอยมาให้เขาได้ยินตลอดเวลา ชื่อนี้เหมาะสมยิ่งนัก

หลันเซวียนยิ้มจาง ๆ ชื่อที่เรียบง่ายจนฟังดูไม่เหมือนชื่อขององค์หญิงนั้น เป็นชื่อที่ถูกใจนางไม่น้อย นางมองพ่อของลูกใช้นิ้วแหย่เด็กน้อยเล่น จนถูกเด็กหญิงใช้มือเล็ก ๆ ผลักนิ้วเขาออกอย่างรำคาญ แต่กลับทำให้ผู้เป็นบิดาหัวเราะอย่างเบิกบาน

ร่างบางเอนกายพิงสามี จ้าวหนิงรู้สึกได้ถึงความผ่อนคลายของคนในอ้อมกอด นางไม่เกร็งตัวยามถูกเขาโอบกอดเช่นนี้ ช่างเป็นความรู้สึกที่ดีเหลือเกิน ดีจนเขาอยากจะหยุดเวลาไว้ ณ ตรงนี้ แล้วอยู่กับลูกและภรรยาแบบนี้ตลอดไป

หลังจาก ‘เสี่ยวอิน’ กินนมเสร็จ หลันเซวียนก็ยังไม่คลายอ้อมกอดจากลูกน้อย เหมือนกับที่จ้าวหนิงเองก็ยังไม่คลายอ้อมกอดจากนาง ทั้งสามคนนั่งโอบกอดกันอยู่เงียบ ๆ โดยไม่มีผู้ใดพูดหรือส่งเสียงอะไร ทว่าหัวใจกลับอบอุ่นเหลือเกิน

ครอบครัว...คำนี้มีความหมายหนักแน่นในใจของพวกเขายิ่งนัก

[1] 飛音 เฟยอิน แปลว่า เสียงและการโบยบิน

ความคิดเห็น