facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่4 การประลอง

ชื่อตอน : บทที่4 การประลอง

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 520

ความคิดเห็น : 4

ปรับปรุงล่าสุด : 24 ส.ค. 2563 13:07 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่4 การประลอง
แบบอักษร

4 

การประลอง 

 

           เมื่อแรกที่หลันเซวียนย้ายมาอยู่ที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว นางพบว่าพายุอารมณ์ของจ้าวหนิงแปรปรวนยิ่งกว่านางที่เป็นหญิงมีครรภ์เสียอีก ประเดี๋ยวโมโหร้าย ดุดัน ต่อว่านางเสียงดังจนคนแทบจะได้ยินกันทั้งวังหลวง แต่เมื่อเห็นว่านางสลดลง อีกประเดี๋ยว เขาก็จะเป็นผู้ที่มาปลอบโยนนางด้วยตนเอง หลายครั้งเข้า หลันเซวียนก็เริ่มสังเกตว่า บางครั้งคำดุด่ากับการกระทำของจ้าวหนิงนั้นขัดแย้งกันเอง ทั้งที่กำลังด่าว่านาง แต่สองมือกลับโอบกอดปลอบประโลมเสียอย่างนั้น นานวันไป นางจึงเริ่มเข้าใจว่า ที่เขาอารมณ์เสียใส่นางแต่ละครั้ง ล้วนเกิดจากความห่วงใย เพียงแต่เขาแสดงออกไม่เป็น คงเพราะชีวิตนี้ ไม่เคยต้องมานั่งห่วงใยผู้ใดมาก่อน มีแต่ต้องสั่งการให้เด็ดขาด ดุดัน และหนักแน่น เพื่อให้เป็นที่ยำเกรงของคนจำนวนมากที่คิดสบประมาทหรือล้มล้างอำนาจเขา ยิ่งเขาก้าวขึ้นมาสู่จุดสูงสุดเช่นนี้ ก็ยิ่งต้องแสดงอำนาจบารมีให้ประจักษ์แก่สายตาผู้คนใต้หล้า จนสิ่งนั้นกลายเป็นนิสัยของเขาไป

เมื่อทราบว่าจ้าวหนิงเป็นคนเช่นไร หลันเซวียนก็ไม่นึกเสียใจยามถูกเขาตำหนิหรือต่อว่าอีก คนที่ไม่เคยห่วงใยผู้ใด กลับแสดงออกว่าเป็นห่วงนาง แม้จะดูเกรี้ยวกราดไปบ้าง แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี นางจึงพยายามไม่ทำอะไรให้เขาต้องเป็นห่วง และผลตอบแทนที่ได้มานั้น ไม่เพียงแต่เขาจะไม่ดุว่านาง แต่ยังพูดจากับนางดี ๆ อีกด้วย มีบ้างในบางครั้งที่เขาออกคำสั่งให้นางต้องทำเช่นนั้นเช่นนี้ตามที่เขาต้องการ แต่โดยรวมก็นับว่าดีกว่าวันแรกที่นางมาอยู่ในตำหนักเลี่ยงซิ่วเป็นไหน ๆ

ยามนี้อายุครรภ์ของหลันเซวียนครบห้าเดือนแล้ว แต่ครรภ์กลับไม่ใหญ่อย่างที่คิด มองผิวเผิน นางยังดูไม่เหมือนสตรีที่กำลังอุ้มครรภ์ห้าเดือนเสียด้วยซ้ำ มามาที่คอยดูแลนางบอกว่า อาจเพราะเป็นครรภ์แรก แต่บิดาของลูกในท้องนางกลับดูไม่สบายใจเท่าไรนัก จึงได้เรียกหมอหลวงมาตรวจครรภ์ให้นางได้ไม่เว้นแต่ละวัน ราวกับลืมไปเสียสนิทว่าตนไม่ปรารถนาจะมีทายาท

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ผู้คนรอบข้างจึงพากันเอาอกเอาใจหลันเซวียนราวกับนางเป็นสนมที่ฮ่องเต้รักใคร่โปรดปราน ทั้งที่นางไม่มีตำแหน่งใด นอกจากเป็นองค์หญิงจากแคว้นที่พ่ายสงครามและหญิงบำเรอของฮ่องเต้ เว่ยซิ่วอิงกล่าวกับองครักษ์ใต้บังคับบัญชาและบ่าวไพร่ทุกคนในตำหนักเลี่ยงซิ่วว่า หลันเซวียนจะมีตำแหน่งใดในวังหลังนั้นไม่สำคัญ เพราะสิ่งสำคัญที่แท้จริงคือ นางมีตำแหน่งใดในพระทัยขององค์ฮ่องเต้ การดูแลนางให้ดีที่สุดจึงเป็นเรื่องที่ต้องกระทำ หากไม่ปรารถนาจะสูญเสียศีรษะไปโดยไม่รู้ตัว

“องค์หญิง ฝ่าบาทส่งคนมาแจ้งว่า วันนี้ให้องค์หญิงเสวยมื้อกลางวันโดยไม่ต้องรอฝ่าบาทเพคะ” เสี่ยวหลิววิ่งเข้ามารายงาน หลังจากมีขันทีผู้หนึ่งมาส่งข่าวที่หน้าตำหนัก

“เหตุใดเล่า” หลันเซวียนถาม เพราะโดยปกติแล้ว หากเป็นวันที่ไม่มีราชกิจใด จ้าวหนิงก็มักจะมานั่งกินข้าวกับนาง จนนางเผลอเฝ้ารอเขาอยู่บ่อยครั้งโดยไม่รู้ตัว

“วันนี้เป็นวันประลองของฝ่าบาทและเหล่าองครักษ์ ฝ่าบาทจึงจะเสวยพระกระยาหารที่ลานฝึกซ้อมเพคะ”

“วันประลองหรือ” หลันเซวียนทวนอย่างแปลกใจ ก่อนหันไปหาเว่ยซิ่วอิง “ประลองอะไรกันรึ องครักษ์เว่ย”

“ประลองฝีมือเพคะ เป็นการทดสอบความสามารถของทหารองครักษ์แต่ละคน โดยฝ่าบาทจะเป็นผู้ทดสอบด้วยองค์เอง” เว่ยซิ่วอิงตอบพร้อมรอยยิ้ม ดูเหมือนว่าฝ่าบาทของนางจะลืมบอกเรื่องนี้กับองค์หญิง แต่ก็ยังอุตส่าห์ส่งคนมาแจ้งถึงตำหนัก

การกระทำเช่นนี้ ใช่นิสัยปกติของเขาเสียเมื่อไหร่ ต่อให้ไม่มีตาก็ยังมองออกว่าจ้าวหนิงใส่ใจหลันเซวียนมากกว่าผู้ใด!

“หมายความว่าฝ่าบาทจะประลองกับเหล่าองครักษ์ทั้งหลายหรือ” หลันเซวียนขมวดคิ้วเล็กน้อย ไม่แน่ใจในสิ่งที่ตนถามเท่าไรนัก

“เพคะ” เว่ยซิ่วอิงพยักหน้า “แต่ก็หาใช่ทั้งหมด ฝ่าบาทจะเลือกประลองเพียงยี่สิบถึงสามสิบคนเท่านั้น ที่เหลือจะให้หัวหน้าองครักษ์เป็นผู้ทดสอบ”

“ถึงจะบอกว่าเป็นการประลอง แต่ผู้ใดจะกล้าลงมือกับฝ่าบาทล่ะเจ้าคะท่านองครักษ์” เสี่ยวหลิวเอ่ยถามขึ้นอย่างอดไม่ได้

“หากไม่กล้าก็เจ็บหนักปางตาย ต้องสู้สุดความสามารถ จึงจะบาดเจ็บจากคมกระบี่ของฝ่าบาทน้อยที่สุด” เว่ยซิ่วอิงยิ้มเจื่อน “ถ้าองครักษ์คนใดไม่กล้าลงมือจนดูอ่อนแอในสายพระเนตร ก็เตรียมตัวไปเป็นนางกำนัลหรือขันทีแทนทหารองครักษ์ได้เลย”

เสี่ยวหลิวลอบกลืนน้ำลายเมื่อได้ยินคำบอกเล่านั้น แต่ก็ยังไม่วายถามต่อ

“แล้วฝ่าบาทเคยได้รับบาดเจ็บหรือไม่”

“อาวุธของพวกข้าไล่ตามฝ่าบาทไม่ทันหรอก น้อยครั้งที่จะทรงได้รับบาดเจ็บ แม้จะเป็นในสนามรบก็ตาม”

“ฝ่าบาททรงเก่งกาจถึงเพียงนั้นเชียวหรือเจ้าคะ”

“อืม อย่างที่เจ้าก็น่าจะพอทราบ องครักษ์แต่ละคนล้วนเป็นยอดฝีมือ แต่หลายครั้งในการประลองสิบต่อหนึ่ง พวกข้าที่มีกันสิบคนยังเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ฝ่าบาทที่ต้องต่อสู้ตามลำพังเลย”

เสี่ยวหลิวได้ยินดังนั้นก็ยิ่งซักถามเรื่องฝีมือของจ้าวหนิงต่อด้วยความสนใจ หากฮ่องเต้มีความสามารถถึงเพียงนั้น ย่อมต้องดูแลปกป้ององค์หญิงของนางได้เป็นอย่างดี ต่อให้มีคนคิดร้ายต่อองค์หญิงอีก พวกนั้นก็คงไม่มีวันทำอะไรองค์หญิงหลันเซวียนได้

ดีจริง ๆ ยามนี้ดีเหลือเกินที่ฝ่าบาทโปรดปรานองค์หญิงของนาง

แม้หลันเซวียนจะไม่ได้แสดงออกว่าตื่นเต้นจนออกนอกหน้าอย่างเสี่ยวหลิว แต่หญิงสาวก็รู้สึกสนใจอยู่ไม่น้อย นางเคยเห็นจ้าวหนิงเฉพาะยามสวมชุดลายมังกรอยู่ในตำหนัก แต่ยังไม่เคยเห็นเขาในมุมอื่น จึงอยากไปชมการประลองด้วยตาตนเองสักครั้ง เผื่อว่าจะได้รู้จักบุรุษผู้ที่ตนใช้ชีวิตอยู่ด้วยในเวลานี้ให้มากขึ้นอีกสักหน่อย

“ข้าขอไปชมการประลองด้วยได้หรือไม่” หลันเซวียนเอ่ยถาม เว่ยซิ่วอิงหันมามองนางอย่างประหลาดใจ

องค์หญิงมีนิสัยเรียบร้อย อ่อนโยน เหตุใดจึงอยากจะไปชมการประลองป่าเถื่อนของเหล่าองครักษ์เล่า?

“ข้าไม่เคยเห็นผู้ใดประลองกันมาก่อน จึงอยากลองชมดูสักครั้ง” ผู้เป็นนายยิ้ม ขณะอธิบายเหตุผลให้องครักษ์ที่ดูงุนงงสงสัยอย่างไม่เก็บอาการได้เข้าใจ

“อ้อ” เว่ยซิ่วอิงครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย “ได้เพคะ แต่มีข้อแม้ว่า องค์หญิงจะต้องอยู่ในวงล้อมขององครักษ์หญิงตลอดเวลา เพราะการประลองนั้นค่อนข้างรุนแรง อาจมีอาวุธที่พลาดเป้ามาทางท่านได้”

หากเป็นเช่นนั้น มีหวังฝ่าบาทคงได้ตัดหัวหม่อมฉัน แล้วเอาร่างไปเป็นอาหารให้สุนัขแน่!

“ได้ ข้าเชื่อเจ้า” หลันเซวียนตอบรับแต่โดยดี เพราะนางเองก็ไม่อยากโดนลูกหลงจากการต่อสู้เช่นกัน

“เช่นนั้น หม่อมฉันจะไปเตรียมเกี้ยวเดี๋ยวนี้เพคะ”

ไม่นานนัก เกี้ยวของหลันเซวียนก็มาถึงลานประลอง การทดสอบฝีมือในวันนี้ เว่ยซิ่วอิงและองครักษ์หญิงที่มีหน้าที่ถวายการอารักขาในตำหนักเลี่ยงซิ่วได้รับอนุญาตให้งดเข้าร่วมการทดสอบเป็นกรณีพิเศษ เพราะจำนวนองครักษ์หญิงที่มีฝีมือเทียบเท่าบุรุษอย่างพวกนางนั้นมีไม่มาก จ้าวหนิงจึงเกรงว่าหากทำให้ผู้ใดบาดเจ็บแล้ว หลันเซวียนจะขาดผู้อารักขาไป

เมื่อหลันเซวียนก้าวลงจากเกี้ยว ก็มีคนวิ่งไปรายงานจ้าวหนิงทันที ร่างสูงที่เปลือยกายท่อนบนเดินออกมาพร้อมกระบี่ในมือ เหงื่อเม็ดเล็ก ๆ เกาะพราวอยู่ตามใบหน้าหล่อเหลาและแผงอกกำยำ กระทั่งเส้นผมก็ยังเปียกชื้น แต่กลับทำให้เขายิ่งดูองอาจ น่ายำเกรง สมเป็นชายชาตินักรบ และเปี่ยมด้วยเสน่ห์ของบุรุษเพศ แม้ว่าจะดูหงุดหงิดไปสักหน่อยก็ตาม

เมื่อได้เห็นหลันเซวียนมายืนอยู่ตรงหน้า คิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากันทันที

“เจ้ามาทำอะไร!” เป็นไปตามที่คิด จ้าวหนิงพูดกับนางอย่างไม่พอใจเป็นอันดับแรก “กลับไปเสีย ที่นี่ไม่ปลอดภัยสำหรับเจ้า”

“หม่อมฉันอยากมาชมการประลองเพคะ” หลันเซวียนตอบด้วยน้ำเสียงและใบหน้าสงบนิ่งตามปกติของนาง

“ไม่ใช่ภาพที่หญิงมีครรภ์เช่นเจ้าสมควรจะดู”

“ฝ่าบาท” หลันเซวียนพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบ “หม่อมฉันไม่เคยชมการประลองมาก่อน จึงอยากจะขอพระราชทานอนุญาต อยู่ชมเพียงชั่วครู่แล้วจะรีบกลับเพคะ”

“เจ้าไม่กลัวว่าลูกเจ้าจะตกใจกลัวหรือ”

หลันเซวียนยิ้มจาง ๆ พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่หัวเราะออกมา

“เด็กคนนี้ขี้เซายิ่งนัก วัน ๆ เอาแต่นอน อายุครรภ์ห้าเดือนแล้วกลับไม่ยอมดิ้น ให้มีเรื่องตื่นเต้นเสียบ้าง เผื่อว่าจะยอมขยับตัวสักหน่อย ฝ่าบาทเห็นด้วยไหมเพคะ”

จ้าวหนิงครุ่นคิดอยู่เล็กน้อย จริงตามที่นางกล่าว เจ้าลูกคนนี้เกียจคร้านยิ่งนัก กระทั่งพวกมามายังบ่นว่าเด็กน้อยไม่ยอมดิ้น ทั้งที่ควรมีการขยับเขยื้อนบ้างสักนิดสักหน่อย แต่นี่กลับนิ่งสนิท ราวกับวัน ๆ คิดแต่จะนอนเพียงอย่างเดียว

“เช่นนั้น เจ้าอยู่ได้ครู่หนึ่งก็แล้วกัน ระวังอย่าให้โดนแดด แล้วก็อย่าลุกเดินไปไหนสะเปะสะปะ” เขาสั่งอย่างดุ ๆ เพื่อหวังให้นางทำตามอย่างเคร่งครัด

“เพคะ หม่อมฉันจะทำตามรับสั่ง ขอบพระทัยฝ่าบาทที่อนุญาตให้หม่อมฉันอยู่ชมการประลองเพคะ” หลันเซวียนยอบกายถวายคำนับ เมื่อนางเงยหน้าขึ้นมา ใบหน้านั้นก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มกระจ่างใส จนจ้าวหนิงถึงกับนิ่งอึ้งไป

เขาทำให้นางแสดงอารมณ์ได้แล้ว ทั้งยังเป็นอารมณ์แห่งความยินดีอีกต่างหาก!

จัดการประลองให้นางชมทุกวันดีหรือไม่นะ?

“เจ้าพาองค์หญิงไปนั่งบนที่ของข้า แล้วคอยดูแลนางให้ดี” ชายหนุ่มหันมาสั่งเว่ยซิ่วอิงที่ยิ้มล้อเลียน แต่ไม่กล้ากล่าววาจาใดหยอกเย้าผู้เป็นนาย

ประเดี๋ยวฝ่าบาทคิดเอาคืนอย่างไม่คำนึงถึงมิตรภาพขึ้นมาอีก นางคงได้เดือดร้อนกว่าเดิมแน่

“ยิ้มเช่นนั้น ระวังจะไม่มีปากเอาไว้ยิ้ม” น้ำเสียงเหี้ยมเกรียมข่มขู่

เว่ยซิ่วอิงหุบยิ้มทันที แต่กลับเป็นหลันเซวียนที่เป็นฝ่ายยิ้มขำ นางทราบมาว่า เว่ยซิ่วอิงกับจ้าวหนิงเป็นสหายที่เล่นด้วยกันมาตั้งแต่เล็ก ผู้ที่เป็นอาจารย์สอนการต่อสู้ให้จ้าวหนิงคือบิดาขององครักษ์หญิงผู้นี้ ทั้งสองจึงผูกพันกันดุจพี่น้อง ซึ่งในที่นี้หมายถึงพี่น้องที่ต่อยตีกันทุกวันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง มายามนี้ก็ยังไม่วายหาเรื่องแกล้งกันได้อีก

ดูไป จักรพรรดิอำมหิตผู้นี้ก็มีมุมที่เหมือนเด็กไม่ยอมโตอยู่เหมือนกัน

หลันเซวียนเผลอส่งเสียงหัวเราะในลำคอเบา ๆ จ้าวหนิงหันมามองนางอย่างแปลกใจ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินนางหัวเราะ หรือนางจะชอบเวลาเขาดุด่าเจ้าซิ่วอิง หากเป็นเช่นนั้น เขาจะได้หาเรื่องมาดุด่าองครักษ์หญิงผู้นั้นบ่อย ๆ

องครักษ์ผู้น่าสงสารดูเหมือนจะรู้เท่าทันความคิดของจ้าวหนิง ใบหน้าของนางจึงดูน่าสงสารอย่างที่สุด คล้ายกับว่านางอยากจะร้องไห้อยู่รอมร่อ

พี่หนิง ยามเป็นเด็กท่านยังกลั่นแกล้งข้าไม่สาแก่ใจหรือ หากไม่ใช่เพราะท่านพ่อให้ข้าสาบานว่าจะจงรักภักดีต่อท่านไปชั่วชีวิต ข้าจะหนีตามบุรุษหน้าตาดีสักคนให้มันรู้แล้วรู้รอดไป ถึงวันนั้นอย่ามาโอดครวญว่าหาองครักษ์ดี ๆ อย่างข้าไม่ได้ก็แล้วกัน!

หลันเซวียนไปนั่งที่เก้าอี้ไม้สนตัวใหญ่สลักลายมังกรของจ้าวหนิง โดยมีเหล่าองครักษ์หญิงยืนล้อมนางเป็นรูปครึ่งวงกลม

เก้าอี้ที่หลันเซวียนนั่งอยู่ในยามนี้ค่อนข้างกว้าง น่าจะพอให้นั่งได้ถึงสามคนเลยด้วยซ้ำ หญิงสาวจึงนั่งอย่างสบาย ๆ พลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ คิดไม่ถึงว่าจ้าวหนิงจะมีองครักษ์ที่เป็นยอดฝีมือมากมายถึงเพียงนี้ เท่าที่ประมาณคร่าว ๆ ด้วยสายตา ก็คาดว่าน่าจะมีเกินหนึ่งร้อยนายเป็นอย่างต่ำ

แค่กลุ่มองครักษ์ยังยิ่งใหญ่เพียงนี้ นางจิตนาการไม่ออกเลยว่า กองทัพของเขาจะเต็มไปด้วยนักรบมากฝีมือจำนวนเท่าใด

การประลองในรอบนี้ เป็นการประลองสิบต่อหนึ่ง ฝ่ายที่มีสิบคนคือกลุ่มของทหารองครักษ์ และฝ่ายที่มีเพียงคนเดียวคือจ้าวหนิง เสียงโลหะกระทบกัน และการปะทะกันของบุรุษสิบเอ็ดคนเบื้องหน้าทำให้หลันเซวียนตกใจอยู่บ้างในคราแรก แต่นานไป นางก็เริ่มคุ้นชิน และตื่นเต้นไปกับการประลอง มันไม่ได้โหดร้ายหรือน่ากลัวอย่างที่คิด เพราะแต่ละฝ่ายหวังเพียงประลองและทดสอบฝีมือกันเท่านั้น ไม่ได้หวังช่วงชิงตำแหน่งใด หรือหมายจะเอาชีวิตของใคร

หลันเซวียนเฝ้ามองทุกกระบวนท่าของจ้าวหนิงด้วยความชื่นชม ทุกครั้งที่เขาขยับกายนั้นเปี่ยมด้วยความเข้มแข็ง ดุดัน แต่ก็แฝงไปด้วยความสง่างาม จังหวะการเคลื่อนไหวก็เป็นธรรมชาติ กระบี่ที่เขากวัดแกว่งไปมาดูราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย

เพียงไม่กี่อึดใจ ก็เริ่มมีองครักษ์บางคนบาดเจ็บ แต่ทุกคนก็ยังรู้สึกได้ว่าจ้าวหนิงยั้งมือไว้หลายส่วน หาไม่ องครักษ์หลายคนอาจต้องเอาชีวิตมาทิ้งในลานประลองก็เป็นได้

เมื่อได้เห็นฝีมือการต่อสู้ของจ้าวหนิงและองครักษ์ หลันเซวียนก็ได้เข้าใจว่า เหตุใดผู้คนมากมายจึงหวาดกลัวกองทัพแห่งแคว้นอิ๋งยิ่งกว่าปีศาจ ไม่ว่าจักรพรรดิจิ้นหรงจะเหยียบย่างไปบนแผ่นดินใด ก็ล้วนยึดครองแผ่นดินนั้นมาไว้ในมือได้อย่างสมบูรณ์ และเท่าที่นางพอจะทราบมาบ้าง ไม่เพียงทหารเท่านั้นที่มีฝีมือในการต่อสู้ แต่ยังมีเหล่าแม่ทัพและกุนซือที่ชาญฉลาด แต่ละคนล้วนมีความสามารถในการวางกลศึกลวงศัตรู กองเสบียงก็เข้มแข็ง ไม่ว่ารบครั้งใด สถานที่แห่งใด กองทัพของจ้าวหนิงก็ไร้ซึ่งคำว่าพ่ายแพ้

“ฝ่าบาททรงมากฝีมือถึงเพียงนี้ แล้วจะต้องมีองครักษ์ไปทำไมกัน ดูแล้วฝ่าบาทน่าจะเป็นผู้คอยปกป้ององครักษ์คนอื่นเสียมากกว่า” เสี่ยวหลิวพูดขึ้นอย่างแปลกใจเมื่อได้เห็นการต่อสู้ของฮ่องเต้ องครักษ์หญิงหลายคนส่งเสียงหัวเราะเบา ๆ ออกมาทันที

“ในสนามรบ ผู้คนนับหมื่นนับแสนกำลังฆ่าฟันกัน พวกเราองครักษ์หาได้มีหน้าที่เพียงถวายอารักขา แต่ยังต้องต่อสู้ร่วมเป็นร่วมตายกับฝ่าบาทด้วย” เว่ยซิ่วอิงอธิบาย

“ที่แท้เป็นเช่นนี้” หลันเซวียนพยักหน้า “พวกเจ้ามากฝีมือกันถึงเพียงนี้ ยามฝึก ต้องฝึกหนักมากใช่หรือไม่”

“เพคะ แต่การฝึกหนักนั้น ก็เพื่อให้ผู้ฝึกสามารถเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์เลวร้ายได้”

“ได้ยินว่าบิดาเจ้าเป็นผู้ฝึกฝนทหารองครักษ์”

“ใช่เพคะ” องครักษ์หญิงตอบอย่างภาคภูมิใจ แต่จู่ ๆ ก็ถอนหายใจออกมา

บิดานางเป็นผู้ฝึกฝนทหารองครักษ์นับร้อยชีวิตจนเป็นยอดฝีมือ ทั้งยังเป็นอาจารย์ของจ้าวหนิง แล้วเหตุใดบุตรสาวเช่นนางจึงไม่สามารถเอาชนะฮ่องเต้ผู้นั้นได้ ทั้งยังถูกเขารังแกมาตั้งแต่เด็ก โดยที่บิดาไม่เคยเข้าข้างนางสักครั้ง

เฮ้อ... เกิดเป็นเว่ยซิ่วอิงช่างแสนเศร้า เพราะติดตามรับใช้จ้าวหนิงมาตั้งแต่ที่เขายังเป็นเพียงองค์ชายสาม จนกระทั่งเขากลายมาเป็นจักรพรรดิ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ในสนามรบเคียงข้างเขาตลอดเวลา จึงไม่ได้ออกเรือนเช่นสตรีคนอื่น ๆ เสียที ทั้งที่อายุก็ล่วงเลยมาจนถึงยี่สิบปีแล้ว แต่แทนที่ผู้เป็นนายของนางจะเห็นใจและเมตตา กลับหาเรื่องมากลั่นแกล้งนางได้ไม่เว้นแต่วัน

นางกลับคำสาบานที่ว่าจะซื่อสัตย์ต่อเขาไปตลอดชีวิตตอนนี้ได้หรือไม่นะ

เมื่อการประลองสิ้นสุดลง จ้าวหนิงที่เป็นผู้ชนะก็ส่งกระบี่ให้องครักษ์ผู้หนึ่ง ก่อนหันมาตำหนิในข้อผิดพลาดและจุดอ่อนของเหล่าองครักษ์ที่พ่ายแพ้ รวมไปถึงให้คำแนะนำในการพัฒนาฝีมือเป็นรายคน แล้วจึงเดินกลับมาหาหลันเซวียนที่นั่งคอยอยู่

เมื่อร่างสูงเดินเข้ามาใกล้ หลันเซวียนก็รีบลุกขึ้นยืนถวายคำนับ จ้าวหนิงพยักหน้าให้นาง เนื้อตัวเขาชุ่มไปด้วยเหงื่อ มือใหญ่ยกขึ้นลูบใบหน้าคล้ายรำคาญหยาดเหงื่อที่เกาะพราวอยู่ เกากงกงนำผ้าซับพระพักตร์เข้ามาให้ แต่ก่อนที่จ้าวหนิงจะเอื้อมมือไปรับ หลันเซวียนก็หยิบผ้านั้นมาไว้ในมือของนางเสียเอง

“ขอประทานอภัยเพคะ” หญิงสาวพูดเสียงนุ่ม แล้วค่อย ๆ ซับเหงื่อให้อีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน

อย่างไรเสีย เขาก็เมตตาให้โอกาสนางและลูกได้มีชีวิต การดูแลเขาเล็ก ๆ น้อย ๆ เพียงเท่านี้ จึงเป็นหน้าที่ที่นางพึงกระทำ

การกระทำของหลันเซวียนนุ่มนวลเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยมีรอยยิ้มจาง ๆ ทำให้นางดูอบอุ่น อ่อนหวานและงดงามยิ่งกว่าเดิม จ้าวหนิงจ้องมองนางด้วยสายตาที่หลันเซวียนอ่านไม่ออก มือแกร่งเอื้อมมือมากุมมือของนางที่กำลังซับเหงื่อให้เขา พร้อม ๆ กับที่ร่างสูงโน้มกายเข้ามาใกล้

“ฝ่าบาท...”

“...”

จ้าวหนิงไม่ตอบอะไร ชายหนุ่มมองลึกเข้าไปในดวงตาของหลันเซวียน จนอีกฝ่ายรู้สึกได้ถึงจังหวะของหัวใจที่รัวเร็วขึ้น จ้าวหนิงมองตามผิวแก้มเนียนละเอียดที่ระเรื่อสีกลีบกุหลาบ แล้วยกมืออีกข้างขึ้นมา หมายจะสัมผัสผิวแก้มเนียนนุ่มนั้น แต่แล้วมือแกร่งก็กลับต้องหยุดชะงัก เมื่อเขานึกขึ้นได้ว่ามือของตนไม่สะอาดนัก ชายหนุ่มแสร้งกระแอมออกมาเบา ๆ แก้เก้อ แล้วมองไปยังเกากงกง

“ผ้าเช็ดพระหัตถ์พ่ะย่ะค่ะ” ผู้ถูกมองรีบส่งผ้าชุบน้ำอุ่นที่สะอาดสะอ้านผืนหนึ่งให้เขาอย่างรู้หน้าที่

จ้าวหนิงรับผ้านั้นมือเช็ดมือ ก่อนส่งคืนให้เกากงกงตามเดิม พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นองครักษ์สมควรตายนับร้อยที่กำลังมองมาด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น

น่าลากไปโบยสักคนละร้อยไม้!

“มีองค์หญิงหลันเซวียนมาคอยถวายการดูแล ฝ่าบาทดูไม่เหนื่อยเลยนะเพคะ” เว่ยซิ่วอิงเอ่ยล้อเลียนอย่างลืมตัว

จ้าวหนิงตวัดสายตาไปมององครักษ์หญิงของตน ก็เป็นเสียแบบนี้ ปากมากเช่นนี้ แล้วก็มาหาว่าเขาคอยหาเรื่องกลั่นแกล้ง ทั้งที่ทำตัวเองทั้งนั้น

“อยากไปนอนในคุกมืดสักสองสามคืนไหม” น้ำเสียงเย็นชาเอ่ยถามขณะลงนั่งบนเก้าอี้ลายมังกร

เว่ยซิ่วอิงหัวเราะแห้ง ๆ ก็ว่าจะไม่แกล้ง ไม่ล้ออะไรเขาแล้ว แต่พอมีช่องทางให้แกล้งเขาได้ทีไร ปากเสีย ๆ ของนางก็พูดนำไปก่อนความคิดทุกครั้งไป

หลันเซวียนหัวเราะเบา ๆ ก่อนหันไปรินน้ำชาให้จ้าวหนิง

“ชารื่อจู้เพคะ” นางจำได้ว่าเขาชอบดื่มชาชนิดนี้ จึงให้เสี่ยวหลิวนำมาด้วย

จ้าวหนิงรับชามาจิบเบา ๆ แม้หลันเซวียนจะไม่เคยพูด ไม่เคยถาม แต่นางก็ใส่ใจและคอยสังเกตอยู่เสมอว่าเขาชอบหรือไม่ชอบอะไร เรื่องเหล่านี้ทำให้เขารู้สึกอารมณ์ดียิ่งนัก

ชายหนุ่มมองกลับไปยังลานประลอง เพื่อรอชมการประลองถัดไป พลันนึกบางสิ่งขึ้นมาได้ จึงหันมาหาหลันเซวียน พร้อมกับก้มลงมองหน้าท้องของนาง

“เจ้าเด็กนั่นดิ้นบ้างหรือยัง”

หลันเซวียนอมยิ้ม ที่แท้เขาก็จริงจังกับคำพูดนางถึงเพียงนี้ หญิงสาวจับมือที่หยาบกร้านจากการจับอาวุธขึ้นมาวางบนครรภ์ของตน ให้เขาสัมผัสถึงการเคลื่อนไหวภายในนั้น จ้าวหนิงเบิกตากว้างอย่างตื่นตะลึง แล้วเงยหน้าขึ้นมองหลันเซวียน

“เด็กคนนี้เริ่มขยับตัวตั้งแต่ฝ่าบาททำการประลองแล้วเพคะ”

สิ้นสุดคำนั้น ใบหน้าที่เคยดุดันและเย็นชาก็ปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ ขึ้น แม้จะไม่ได้ยิ้มกว้างอย่างลิงโลด แต่ก็เป็นรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนยิ่งนัก จนเว่ยซิ่วอิงแทบอยากจะตะโกนโห่ร้องให้คนอื่น ๆ รีบเข้ามาดูภาพที่หาชมได้ยากเช่นนี้ด้วยกันกับนาง

“เวลาเจ้าเด็กนี่ดิ้น เจ้าเจ็บหรือไม่” เขาเงยหน้าขึ้นถาม หลังจากก้มลงลูบครรภ์ของสตรีข้างกายอยู่ครู่หนึ่ง

“ไม่เจ็บเพคะ”

“อืม ดีแล้วที่ไม่เจ็บ” ชายหนุ่มชักมือกลับ พลางครุ่นคิดอะไรบางสิ่ง “เจ้าว่าเด็กในครรภ์ของเจ้าเริ่มดิ้นตอนที่ข้าเริ่มประลองใช่ไหม”

“เพคะ”

“ดี!” จ้าวหนิงลุกขึ้นยืน แล้วประกาศคำสั่งใหม่เสียงดังก้องลานประลอง

“เพิ่มการประลองจากปีละครั้ง เป็นเดือนละครั้ง นับจากนี้เป็นต้นไป!”

“หา!!” เสียงร้องของเหล่าองครักษ์ทั้งหลายดังขึ้นทั่วลานประลอง

ฝ่าบาท แค่ปีละครั้ง พวกเราก็แทบเอาชีวิตไม่รอดแล้ว หากเป็นเดือนละครั้ง พวกเราไม่ตายกันจริง ๆ หรือ

จ้าวหนิงไม่สนใจต่อเสียงโอดครวญขององครักษ์ทั้งหลาย ร่างสูงกลับลงไปนั่งตามเดิม แล้วหันมาพูดกับหลันเซวียนอย่างอารมณ์ดี

“ข้าให้เจ้ามาดูการประลองได้ทุกรอบ เจ้าตัวเล็กนี่จะได้ออกกำลังกายมาก ๆ คลอดออกมาจะได้แข็งแรง เจ้าว่าดีหรือไม่”

“...”

ความคิดเห็น