facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่3 เสียงตวาด

ชื่อตอน : บทที่3 เสียงตวาด

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 485

ความคิดเห็น : 1

ปรับปรุงล่าสุด : 23 ส.ค. 2563 12:04 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่3 เสียงตวาด
แบบอักษร

3 

เสียงตวาด 

 

คืนนั้น จ้าวหนิงไม่ได้ทำอะไรมากไปกว่านอนกอดหลันเซวียนไว้ในอ้อมแขน ซึมซับกลิ่นกายหอมละมุนที่คุ้นเคย แล้วโอบกอดนางไว้จนกระทั่งหลับไป กล่าวได้ว่าเขาเรียกนางมาเพียงเพื่อ ‘นอนกอด’ โดยไม่มีเรื่องอย่างว่าเข้ามาเกี่ยวข้อง 

เขาไม่ได้เรียกนางมาปรนนิบัติหรอกหรือ? 

หากเขาต้องการ แต่นางไม่สามารถตอบสนองได้ เพราะครรภ์ยังไม่มั่นคง เขาก็สามารถเรียกคนอื่นมาปรนนิบัติได้มิใช่หรือ มีสตรีอีกไม่ต่ำกว่าห้าสิบคนรอคอยให้เขาเรียกหาอยู่ในตำหนักหลงฮวา เหตุใดเขาจึงเลือกนางที่กำลังมีครรภ์ แม้หลันเซวียนไม่อยากจะคิดเข้าข้างตัวเอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า ดูเหมือนจ้าวหนิงจะโปรดนางมากกว่าผู้อื่น 

หกเดือนที่ผ่านมา แทบไม่มีคืนใดที่จ้าวหนิงไม่เรียกหานาง แทบไม่มีคืนใดที่นางไม่ได้นอนร่วมเตียงกับเขา สองแขนแข็งแกร่งที่โอบกอดร่างของหลันเซวียน ไม่เพียงให้ความรู้สึกอบอุ่น แต่ยังทำให้นางรู้สึกปลอดภัย เพราะตราบเท่าที่เขายังกอดนางไว้ในอ้อมแขน นางก็สามารถมั่นใจได้ว่า จะไม่มีใครสามารถบุกเข้ามาทำอันตรายนางได้ 

เพราะคนที่ทำได้ มีเขาแค่เพียงคนเดียว! 

จ้าวหนิงได้ยินเสียงถอนหายใจแผ่วเบาจากผู้ที่อยู่ในอ้อมกอดของตน แม้ไม่รู้ว่านางถอนหายใจด้วยเรื่องอะไร แต่เขาก็ยังอดไม่ได้ที่จะรั้งร่างนุ่มเข้ามากอดแน่นกว่าเดิม เพิ่มความรู้สึกอบอุ่นแก่ผู้ที่ถูกโอบกอด 

หลันเซวียนเกร็งตัวเล็กน้อย ตลอดหกเดือนที่มีโอกาสได้อยู่ใกล้ชิดบุรุษผู้นี้ นางไม่เคยคาดเดาความคิดของจ้าวหนิงได้ถูกต้องเลยสักครั้ง บางครั้งเขาดูคล้ายไม่แยแส แต่บางครั้งกลับดูเหมือนใส่ใจ และยามนี้เขาก็กำลังให้ความปลอดภัยแก่นางอย่างที่นางคาดไม่ถึง 

“นอนเสีย” เสียงขรึมเอ่ยออกมา พร้อมจรดริมฝีปากลงบนหน้าผากคนในอ้อมแขน 

แทนที่ผู้ที่ถูกจุมพิตจะหลับ กลับลืมตาขึ้นมองเขาอย่างประหลาดใจ เหตุใดยามนี้เขาจึงดูอบอุ่น อ่อนโยน ไม่เหมือนคนที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรพรรดิอำมหิตเลยสักนิด 

“มีอะไร” ชายหนุ่มถาม เมื่อถูกมองด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความประหลาดใจ 

“เปล่าเพคะ” หลันเซวียนก้มหน้าลง จ้าวหนิงขมวดคิ้วเล็กน้อย 

หรือว่านาง...ต้องการ? 

“รอให้ครรภ์ของเจ้ามั่นคงเสียก่อน” 

“เพคะ?” เสียงหวานใสเปล่งออกมาคล้ายไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาพูด 

“รอให้เจ้าเด็กในท้องเจ้าแข็งแรงกว่านี้ แล้วเราค่อย...” 

“ฝ่าบาท!” ในที่สุดนางก็เข้าใจว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ 

ฮ่องเต้บ้า! 

จ้าวหนิงยิ่งขมวดคิ้วมากกว่าเดิม ขณะมองอีกฝ่ายที่ไม่รู้ว่าหน้าแดงเพราะเขินอายหรือกำลังโกรธเคืองกันแน่ เหตุใดผู้หญิงจึงไร้เหตุผลเช่นนี้ เขาอุตส่าห์หวังดีต่อนางและลูกในท้องแท้ ๆ 

เฮ้อ... 

“หม่อมฉัน... หม่อมฉันไม่ได้กำลังคิดเรื่องพรรค์นั้น” 

จ้าวหนิงเกือบจะฟังที่นางพูดไม่รู้เรื่อง เพราะหลันเซวียนก้มหน้าซุกอยู่ที่อกของเขา แต่เมื่อเข้าใจสิ่งที่นางพูด เขาก็หัวเราะออกมาอย่างชอบใจ 

ในที่สุดก็มีเรื่องให้นางแสดงอารมณ์และความรู้สึกออกมาได้เพิ่มอีกเรื่องหนึ่งแล้ว 

“จะเขินอายไปไย ยามที่ข้ามีความปรารถนา ข้ายังไม่เคยคิดปิดบังเจ้าเลย” เขายังแกล้งเย้าต่อ 

“ก็หม่อมฉันไม่ได้มีความคิดเช่นนั้น!” เสียงของนางดังขึ้นอย่างลืมตัว แต่กลับทำให้จ้าวหนิงหัวเราะดังกว่าเดิม จนนางกำนัลที่เฝ้าอยู่หน้าห้องมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ 

องค์หญิงหลันเซวียนขึ้นเสียงใส่ฝ่าบาท? 

แล้วฝ่าบาทก็สรวลเสียงดัง? 

สองคนที่อยู่ในห้องนั้นคือจักรพรรดิจิ้นหรงกับองค์หญิงผู้เงียบขรึมจากแคว้นเซียวแน่หรือ? 

“ฝ่าบาท!” หลันเซวียนขมวดคิ้วขณะเรียก ท่าทางกระเง้ากระงอดนั้นทำให้จ้าวหนิงอารมณ์ดีจนลืมรักษาท่าทีเย็นชาของตนเองไปเสียสนิท 

“ฮ่า ๆ ไม่แกล้งเจ้าแล้ว นอนเถิด ป่านนี้เจ้าตัวเล็กในครรภ์ของเจ้าคงง่วงแย่แล้วกระมัง” พูดจบ จ้าวหนิงก็ดึงมือของหลันเซวียนที่ดันอกเขาอยู่เมื่อครู่มาวางพาดบนเอวของตน แล้วกอดก่ายนางอย่างแนบชิด ทั้งยังฉวยโอกาสจุมพิตแก้มนุ่มไปหลายครั้งอีกด้วย 

หลันเซวียนวางมือลงบนเอวของบุรุษข้างกายอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แล้วซบหน้าลงบนอกกว้าง เดิมทีนางก็ไม่ใช่คนช่างต่อปากต่อคำอยู่แล้ว เมื่อเขายอมจำนนเช่นนี้ นางก็ยิ่งพูดอะไรไม่ออก เขายอมรับว่าแกล้งนางและเป็นฝ่ายยอมแพ้ก่อน ทั้งที่เขาไม่เคยยอมแพ้ผู้ใด แม้กระทั่งบิดาของตนเอง 

เพียงแค่การหยอกเย้าและการยอมแพ้จากการเล่นสนุกของอีกฝ่าย เหตุใดจึงทำให้จิตใจของนางสั่นไหวได้ 

เหตุใดกัน 

 

เช้าวันต่อมา ข้าวของของหลันเซวียนก็ถูกย้ายมายังตำหนักเลี่ยงซิ่ว พร้อมกับที่เว่ยซิ่วอิงเดินยิ้มร่าเข้ามาคำนับนาง ในฐานะหัวหน้าองครักษ์ประจำตำหนัก 

“มีเจ้าอยู่ด้วย ข้าอุ่นใจยิ่งนัก” หลันเซวียนจับมือเว่ยซิ่วอิงอย่างยินดี แม้จะทราบดีแก่ใจว่า จ้าวหนิงส่งองครักษ์หญิงผู้นี้มาคอยจับตาดูนาง ไม่ให้หนีไปไหนได้อีก หาใช่เพียงเพื่อปกป้องนาง แต่อย่างน้อย ยามนี้นางก็สามารถมั่นใจได้ว่า จะมีผู้ที่นางสามารถวางใจได้มาช่วยดูแลครรภ์ของนางจากคนที่คิดร้ายเพิ่มอีกคน 

“หม่อมฉันก็ดีใจเพคะ ที่ได้มาถวายการรับใช้องค์หญิง” เว่ยซิ่วอิงตอบ 

จ้าวหนิงให้นางมาคอยดูแลไม่ให้ผู้ใดมาอันตรายหลันเซวียนได้ ก่อนหน้านี้ก็ได้มีการลงโทษสตรีที่พูดจาว่าร้ายหลันเซวียนอย่างลับ ๆ คนที่โดนหนักสุด เห็นจะเป็นคนที่กล่าวว่าลูกในท้องของหลันเซวียนเป็นลูกของเสี่ยวฉินจื่อ ถ้อยคำนี้ทำให้องค์ฮ่องเต้กริ้วจนแทบจะสั่งเผาตำหนักหลงฮวาเลยด้วยซ้ำ แต่ก็สมควรอยู่หรอก เพราะเรื่องที่หลันเซวียนตั้งครรภ์นั้น เกิดจากความตั้งใจของเขา หาใช่ความผิดพลาดแต่อย่างใด เมื่อลูกของตนถูกกล่าวหาว่าเป็นลูกของขันที บิดาย่อมต้องอยากตัดคอคนพูดเป็นธรรมดา นอกจากนี้ การกล่าวหาว่า ‘ภรรยา’ ของเขาคบชู้นั้น นับเป็นข้อกล่าวหาร้ายแรงที่ไม่สมควรได้รับอภัยใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ประหารเก้าชั่วโคตรก็นับว่าเมตตามากแล้ว 

ส่วนผู้ที่สายสืบแจ้งมาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการวางยาพิษทำร้ายหลันเซวียนทั้งหมด ยามนี้ก็กำลังทรมานด้วยพิษร้ายที่พวกนางคิดจะใช้กับหลันเซวียน! 

“เสี่ยวหลิว เจ้าไปเอาเสื้อที่ข้าเย็บค้างมาทีสิ” หลันเซวียนสั่งนางกำนัลของตน 

“นี่เพคะ” เสี่ยวหลิววิ่งหายไปไม่นานก็กลับมาพร้อมตะกร้าที่มีผ้าสีเหลืองอ่อน เข็ม ด้าย ไหมสีต่าง ๆ และกรรไกรเข้ามา 

จะว่าไปก็ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่เมื่อเว่ยซิ่วอิงหันมาเห็น องครักษ์หญิงก็เบิกตากว้าง แล้วรีบพุ่งตัวไปแย่งเข็ม ด้าย ไหม และกรรไกรมาจากหลันเซวียน ราวกับของเหล่านั้นเป็นสิ่งอันตรายที่นางจะแตะต้องไม่ได้อย่างเด็ดขาด 

“องครักษ์เว่ย มีอะไรหรือ?” หลันเซวียนดูแปลกใจไม่น้อย 

“องค์หญิงจะเย็บเสื้อหรือเพคะ” 

“ใช่ ข้าจะเย็บเสื้อเตรียมไว้ให้ลูกข้า” 

“ให้ช่างหลวงทำแทนดีกว่าเพคะ” 

“เหตุใดเล่า” 

“ประเดี๋ยวเข็มจะตำนิ้วเอานะเพคะ” 

“หืม?” ทั้งหลันเซวียนและเสี่ยวหลิวต่างดูงุนงงยิ่งกว่าเดิม 

“ด้ายพวกนี้ก็บาดมือได้ กรรไกรนี่ก็คมเกินไป หากพลาดโดนนิ้วขององค์หญิงจะทำอย่างไร” เว่ยซิ่วอิงพูดอย่างจริงจัง 

“เอ่อ... องครักษ์เว่ย ข้าว่าเจ้าระแวงมากไปแล้ว” 

“หาไม่เพคะ องค์หญิงจะมีพระโลหิตหลั่งออกมาไม่ได้แม้น้อย!” 

“เจ้าพูดเรื่องอะไรกัน” 

ก็พูดเรื่องความมั่นคงของศีรษะหม่อมฉันอย่างไรเล่าเพคะ! 

 

ช่วงเช้า ก่อนที่เว่ยซิ่วอิงจะเข้ามาคำนับหลันเซวียน 

“จากนี้ไป เจ้าจงคอยดูแลหลันเซวียนที่ตำหนักเลี่ยงซิ่วให้ดี” จ้าวหนิงสั่งทั้งที่ยังก้มหน้าอ่านฎีกาอยู่ “หาองครักษ์หญิงใต้บังคับบัญชาของเจ้าที่ไว้ใจได้ไปช่วยสักหลายคนหน่อยก็ดี” 

เว่ยซิ่วอิงยิ้มอย่างไม่คิดปิดบังอาการล้อเลียน 

“ฝ่าบาททรงห่วงใยองค์หญิงหลันเซวียนถึงเพียงนี้ น่าปลื้มใจแทนองค์หญิงจริง ๆ เลยเพคะ” 

“ข้าหาได้เป็นห่วง” เขาปฏิเสธโดยไม่ได้เงยหน้า “ข้าแค่อยากแน่ใจว่านางจะหนีออกไปอีกไม่ได้” 

“อ้อ ที่แท้ฝ่าบาทเพียงต้องการให้หม่อมฉันไปคอยจับตามององค์หญิงเท่านั้นใช่หรือไม่เพคะ หากมีใครมารังแกหรือรังควานนาง ก็ไม่ต้องสนใจ ปล่อยให้นางถูกรังแกไปได้เลย หม่อมฉันเข้าใจถูกหรือไม่” 

องค์ฮ่องเต้เงยหน้าขึ้นมององครักษ์สมควรตายที่ยืนยิ้มยั่วโทสะเขาอยู่ รอยยิ้มนางช่างน่าลากไปโบยยิ่งนัก แต่หากจะให้โบยองครักษ์ผู้หนึ่งด้วยข้อหา ‘ยิ้มกวนโมโห’ ก็ออกจะฟังดูไม่เข้าท่าไปหน่อย 

เช่นนั้น หาข้อหาที่หนักกว่านั้นให้นางก็แล้วกัน! 

เมื่อคิดได้ดังนั้น มุมปากของจ้าวหนิงก็ขยับเป็นรอยยิ้ม เว่ยซิ่วอิงเห็นดังนั้นก็เริ่มใจไม่ดี ตลอดระยะเวลากว่าสิบปีที่นางอยู่รับใช้จ้าวหนิงมา คราใดที่ผู้เป็นนายยิ้มเช่นนี้ เป็นต้องมีใครเดือดร้อนทุกครั้งไป 

“ข้าเพิ่งนึกอะไรบางอย่างได้” ชายหนุ่มแสร้งทำทีเป็นครุ่นคิด “เหมือนว่าข้าจะได้ยินเจ้าแอบกระซิบหลันเซวียนว่า หากนางคลอดลูกชาย เจ้าจะพานางหนีใช่หรือไม่” 

“เอ่อ... นั่นเป็นเพียงถ้อยคำหลอกล่อให้องค์หญิงยอมเสด็จกลับวังหลวงแต่โดยดี ฝ่าบาทก็ทรงทราบ” 

“พอดีว่าข้าไม่ทราบ” 

“ฝ่าบาท” เว่ยซิ่วอิงโอดครวญ “ที่หม่อมฉันกระซิบองค์หญิงหลันเซวียน ก็มีเจตนาให้ทรงได้ยินด้วย” 

“อ้อ กระนั้นหรือ” จ้าวหนิงยิ้มร้าย “มิใช่ว่าเจ้าคิดไม่ถึงว่าข้าจะได้ยินหรอกหรือ” 

ท่าทางยียวนนั้นน่าหมั่นไส้ยิ่งนัก หากแม้มิใช่เพราะบุรุษตรงหน้าเป็นนายเหนือเกล้า เว่ยซิ่วอิงคงได้ท้าเขาประลองตัวต่อตัวไปแล้ว 

“จะเป็นเช่นนั้นไปได้เยี่ยงไร ทรงหาเรื่องลงโทษหม่อมฉันอยู่หรือเปล่า!” 

“ไม่เห็นต้องหาเรื่องอะไรมาลงโทษ การที่เจ้าคิดจะลักลอบพาสตรีของข้ากับเลือดเนื้อเชื้อไขของข้าหนีออกจากวัง เจ้าก็มีความผิดให้ข้าลงโทษได้นับไม่ถ้วนแล้ว” 

เว่ยซิ่วอิงอยากจะร้องไห้ นางไม่ควรเลย...ไม่ควรไปหาเรื่องแกล้งบุรุษผู้นี้ก่อนจริง ๆ เพราะยามเขาคิดจะเอาคืน เขาไม่ได้เห็นแก่ความเป็นสหายที่ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาเนิ่นนานนับสิบปีเลยสักนิด! 

“เช่นนั้นหม่อมฉันจะขอชดใช้ความผิดโดยการ เฝ้าจับตาองค์หญิงหลันเซวียนไว้ให้ดี ไม่ให้นางหนีไปไหนได้อีกเป็นครั้งที่สอง” 

“อืม มีเพียงเท่านี้หรือ?” 

“หม่อมฉันจะถวายการดูแลองค์หญิงหลันเซวียนด้วยชีวิต ไม่ให้นางต้องมีเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ หากแม้มีใครคิดทำร้ายนาง หม่อมฉันจะจัดการกับคนผู้นั้นอย่างไม่ปรานี ผู้ใดตามรังควานหาเรื่องนาง หม่อมฉันจะจัดการให้ปากช่างหาเรื่องนั้นพูดไม่ได้อีก” 

เท่านี้ก็คงพอพระทัยแล้วกระมัง 

“อย่างไรอีก” จ้าวหนิงถามอย่างอารมณ์ดี 

หืม? ยังต้องมีอะไรอีกหรือ? 

“ว่าต่อสิ เจ้าต้องทำอะไรเพื่อไถ่โทษจากข้าอีกบ้าง” 

เว่ยซิ่วอิงครุ่นคิดจนหัวแทบแตก นางยังต้องทำอะไรอีก จะว่าให้ดูแลส่งองค์หญิงหลันเซวียนเข้านอนก็ไม่น่าจะถูกต้อง เพราะฝ่าบาทน่าจะเป็นผู้... ช่างเถอะ ไม่กล่าวถึงแล้วกัน พูดถึงเรื่องอาหารการกิน นั่นก็ไม่ใช่หน้าที่ของนาง ทหารองครักษ์ไม่มีสิทธิ์ไปก้าวก่ายในห้องเครื่อง 

แล้วยังจะมีเรื่องอะไรอีกเล่า?! 

“ฝ่าบาท หม่อมฉันคิดไม่ออกแล้ว” หญิงสาวตอบอย่างจนด้วยเกล้า จ้าวหนิงเคาะพัดจีบลงบนฝ่ามือคล้ายครุ่นคิดแทนนาง 

           “ยามนี้หลันเซวียนอยู่ในตำหนักเสด็จแม่ของข้า ข้าไม่ต้องการให้ตำหนักเปรอะเปื้อน” 

           เว่ยซิ่วอิงพลันเข้าใจขึ้นมาทันที 

           “นอกจากฝ่าบาทแล้ว หม่อมฉันจะไม่ให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเหยียบย่างเข้ามาในตำหนักเลี่ยงซิ่วได้ ส่วนภายในตำหนัก หม่อมฉันจะดูแลให้สะอาดสะอ้านอยู่เสมอ จะไม่ให้องค์หญิงหลันเซวียนต้องหลั่งพระโลหิตเปื้อนพระตำหนักแม้แต่หยดเดียว” 

           “ข้างนอกก็ไม่ได้ โลหิตของนางเลอะเทอะพระราชวังอันงดงามของข้าแม้เพียงหยดเดียว ข้าจะให้เจ้าชดใช้” 

           “เพคะ หม่อมฉันจะถวายการปกป้ององค์หญิงอย่างดีที่สุด พระโลหิตแม้เพียงหยดเดียวก็จะไม่ให้หลั่งออกมาจากพระวรกายได้” 

จ้าวหนิงยิ้มอย่างพอใจ ในขณะที่องครักษ์หญิงลอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยู่คนเดียว 

ฝ่าบาท! ทรงเป็นห่วงองค์หญิงหลันเซวียนจะตายอยู่แล้ว จะปากแข็งแล้วมาบีบบังคับให้ผู้อื่นต้องเป็นฝ่ายออกตัวปกป้องนางไปไย! 

 

เมื่อนึกถึงบทสนทนาของตนกับจ้าวหนิงเมื่อเช้า เว่ยซิ่วอิงก็ลอบปาดเหงื่อลับหลังหลันเซวียน การต้องดูแลผู้ที่นายของตนให้ความสำคัญ ทั้งที่สตรีผู้นั้นเป็นคนที่กำลังถูกหมายหัวจากคนมากมายในยามนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายเอาเสียเลย เกรงว่าหากมีเรื่องอะไรผิดพลาดเกิดขึ้นกับหลันเซวียน นางคงไม่เหลือเงาหัวอีกต่อไป 

นี่ฮ่องเต้กำลังหาเรื่องประหารนางอยู่หรือเปล่า?! 

 

ค่ำวันนั้น เมื่อจ้าวหนิงกลับมาถึงตำหนักเลี่ยงซิ่วแล้วพบว่า หลันเซวียนยังไม่ได้กินมือเย็นเพราะรอที่จะกินข้าวพร้อมเขา ชายหนุ่มก็มีสีหน้าหม่นคล้ำ ก่อนตวาดอีกฝ่ายอย่างไม่พอใจ 

“สิ้นคิด! เจ้าอยากรอข้าก็รอหรือ หากวันนี้ข้ายังไม่เสร็จธุระ ไม่ได้มาที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว เจ้าก็จะไม่กินอะไรหรือ!” 

หลันเซวียนก้มหน้านิ่ง ไม่กล้าตอบสิ่งใด นางให้เว่ยซิ่วอิงไปถามจากองครักษ์คนอื่น ๆ ของจ้าวหนิงมาแล้วว่า เขาจะกลับมาตำหนักเลี่ยงซิ่วหรือไม่ การรอคอยฮ่องเต้มาเสวยมื้อเย็นหรือมื้อค่ำร่วมกัน เป็นสิ่งที่สตรีทุกคนพึงกระทำมิใช่หรือ แล้วนางเองก็กินอะไรรองท้องบ้างแล้ว เพราะอย่างไรเสีย นางก็เป็นหญิงมีครรภ์ แต่เขากลับโมโหราวกับนางใส่ยาพิษลงไปในอาหารให้เขา 

“หากมีครั้งต่อไปอีก ข้าจะสั่งลงโทษทุกคนในตำหนักเลี่ยงซิ่ว ไม่เว้นแม้แต่นางกำนัลและขันทีคนสนิทของเจ้า เข้าใจหรือไม่!” 

“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ ต่อไป หม่อมฉันจะกินอยู่ให้ตรงเวลา” 

“ทำให้ได้ตามที่พูดก็แล้วกัน!” 

แม้จ้าวหนิงจะตะคอกหลันเซวียนทุกคำ จนบรรดานางกำนัลและขันทีทั้งหลายพากันหมอบติดพื้นด้วยเนื้อตัวสั่นเทา แต่เหล่าองครักษ์หญิงที่รับใช้ร่วมเป็นร่วมตายกับจ้าวหนิงในสนามรบต่างก็ลอบส่งยิ้มให้กันราวกับรู้เท่าทันความคิดของผู้เป็นนาย 

เว่ยซิ่วอิงโบกมือให้สัญญาณทุกคนเลี่ยงออกมาจากห้องที่เจ้านายทั้งสองอยู่ จนกระทั่งเหลือเพียงจ้าวหนิงและหลันเซวียนในห้องตามลำพัง หลันเซวียนยังเอาแต่ก้มหน้า ไม่ยอมเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย หญิงมีครรภ์เช่นนางอุตส่าห์เฝ้ารอบิดาของลูกในท้องกลับมารับประทานอาหารร่วมกัน แต่กลับถูกดุว่าเช่นนี้ หากเป็นยามปกตินางคงไม่นึกน้อยอกน้อยใจแต่อย่างใด แต่ยามนี้นางกำลังตั้งครรภ์ ภาวะอารมณ์ของนางหาได้เป็นปกติดังเช่นหลายเดือนก่อน จะได้ยืนให้เขาดุด่าได้โดยไม่รู้สึกอะไร 

เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่ก้มหน้า จ้าวหนิงก็ถอนหายใจออกมาแรง ๆ เขาเพียงแค่ต่อว่าที่นางไม่รู้จักดูแลตัวเองทั้งที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ เหตุใดเพียงแค่นางก้มหน้าจึงได้ดูน่าสงสารเช่นนั้นเล่า 

น่าสงสารเกินไปแล้ว! 

จ้าวหนิงพ่นลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ราวกับกลัวว่านางจะร้องไห้ ท่อนแขนกำยำรั้งร่างบอบบางเข้ามาไว้ในอ้อมแขน แล้วโอบกอดนางแนบแน่น พร้อมลูบเรือนผมนางคล้ายกำลังปลอบประโลม หลันเซวียนตัวแข็งค้างไปเล็กน้อย ด้วยคิดไม่ถึงว่าเขาจะปลอบนางเช่นนี้ 

คนอย่างเขาปลอบใครเป็นด้วยหรือ?! 

ครู่หนึ่ง จ้าวหนิงก็คลายอ้อมกอดออก แล้วประคองใบหน้าของหลันเซวียนขึ้นมาพิจารณา เมื่อเห็นว่านางไม่ได้ร้องไห้ก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก ทว่าหลังจากที่คลายความกังวลใจแล้ว กลับมีบางสิ่งล่อลวงให้เขาเข้าไปติดกับ 

สีหน้าท่าทางงุนงงของหลันเซวียนในยามนี้ ดูน่าเอ็นดูราวกับเด็กน้อยกำลังสงสัย ต่างจากยามปกติที่นางมักมีสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ดวงตาที่ดูใสซื่อราวกับกระต่ายน้อยกำลังมองมาที่คล้ายตั้งคำถาม 

และเหนื่อสิ่งอื่นใด...ริมฝีปากนางช่างยั่วยวนเหลือเกิน! 

จ้าวหนิงคล้ายต้องมนตร์สะกด ชายหนุ่มก้มลงประทับริมฝีปากของตนลงบนกลีบปากนุ่ม แล้วเริ่มต้นบดคลึงด้วยความนุ่มนวล ก่อนเพิ่มแรงปรารถนา ความเอาแต่ใจ และความดุดันตามไป 

เสียงคำรามในลำคอที่เต็มไปด้วยความปรารถนาทำให้หลันเซวียนใจสั่น ความต้องการที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนของจ้าวหนิงไม่ได้ป่าเถื่อนดังเช่นที่นางหวาดกลัว แม้จุมพิตนั้นจะแฝงความร้อนแรง แต่ก็อ่อนโยนจนแม้แต่นางเองก็ยังโอนอ่อนตามเขา 

เขาอนุญาตให้นางเข้าไปใกล้มากจนเกินไป ความอบอุ่นที่เขามอบให้นางในยามนี้ก็มากเกินกว่าที่นางคาดหวังไว้ ความรู้สึกเช่นนี้อันตรายอย่างยิ่ง อันตรายจนหลันเซวียนอดหวาดหวั่นในใจไม่ได้ว่า ความอ่อนโยนที่ได้รับนี้ อาจจะกลับมาทำร้ายตัวนางเข้าสักวัน 

การตกหลุมรักผู้ที่ได้ชื่อว่าจักรพรรดิ เป็นเรื่องน่าหวั่นใจมากกว่าน่ายินดี 

 

นับจากวันที่หลันเซวียนถูกตำหนิเรื่องกินมื้อเย็นช้า ก็ใช่ว่านางจะไม่ถูกจ้าวหนิงดุด่าอีก ในทุก ๆ จะมีต้องเสียงจะตวาดอย่างเกรี้ยวกราดขององค์ฮ่องเต้ดังออกไปนอกตำหนักเลี่ยงซิ่ว ไม่ว่าจะเป็น “เหตุใดเจ้าจึงไม่รู้จักนอนพัก คนท้องควรพักผ่อนให้มาก มิรู้หรือ เหตุใดจึงโง่งมเช่นนี้!” หรือ “เวียนหัวหรือแพ้ท้องก็บอกข้าสิ ข้าไม่มีวิชาอ่านใจจากสีหน้าของเจ้านะ!” หรือแม้กระทั่ง “ไยต้องสวมรองเท้าสูงราวกับยืนบนยอดเขาเช่นนั้น เกิดล้มไปจะทำเช่นไร!” 

เมื่อมีนางกำนัลอาวุโสทูลว่า รองเท้าที่ยกพื้นสูงเป็นทรงสี่เหลี่ยมคางหมูกลางฝ่าเท้าเช่นนี้ คือระเบียบของวังหลัง เพื่อให้สตรีมีสติกับการเดินและเดินเหินอย่างระมัดระวัง หลังตั้งครรภ์พ้นสามเดือนไปแล้ว จึงจะสามารถเปลี่ยนมาสวมใส่รองเท้าปกติได้ ทำให้นางกำนัลอาวุโสผู้นั้นถูกจ้าวหนิงตะคอกกลับเสียงดังสนั่น 

“ไร้สาระ! หมอหลวงบอกว่าอายุครรภ์น้อย ๆ เสี่ยงต่อการแท้งบุตร หากองค์หญิงล้มไป พวกเจ้ารับผิดชอบไว้หรือไม่” 

“แต่นี่เป็นกฎระเบียบของพระราชวังแห่งแคว้นอิ๋งที่สืบทอดกันมานานนะเพคะ” 

“ช่างหัวกฎระเบียบคร่ำครึนั่น! ทางที่ดี เจ้ารีบไปหารองเท้าที่องค์หญิงสวมแล้วจะไม่ล้มกระแทกพื้นมาให้นางจะดีกว่า” 

“ฝ่าบาท นี่เป็นกฎ...” 

“ข้าเป็นฮ่องเต้ ข้าคือกฎระเบียบของที่นี่ ข้าสั่งอะไร เจ้าก็มีหน้าที่ปฏิบัติตาม!” 

แล้วผู้ใดยังจะกล้าคัดค้านอะไรได้อีกเล่า 

ภาพของจ้าวหนิงที่ดูหงุดหงิดราวกับพร้อมจะสังหารทุกคนที่ขวางหน้า จูงมือหลันเซวียนเดินเข้าไปในห้องนอน กลายเป็นเรื่องที่บรรดาบ่าวไพร่ในตำหนักเลี่ยงซิ่วเห็นกันจนชินตา เข้าไปในห้องแล้วก็ยังไม่วายได้ยินเสียงฮ่องเต้ดุว่าองค์หญิงจากแคว้นเซียวต่ออีกคำสองคำ ก่อนที่เสียงทุกอย่างจะเงียบไป โดยไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น 

ภายในห้องนอน หลังจากต่อว่าอีกฝ่ายให้รู้จักดูแลตัวเองกับลูกในท้องจนพอใจแล้ว เจ้าของเรือนกายสูงใหญ่ก็อุ้มสตรีตรงหน้าเดินตรงไปที่เตียง เพื่อ ‘อบรมสั่งสอน’ ต่อ แต่ก็ยังต้องยั้งมือไว้ เหตุเพราะครรภ์ของผู้ที่ต้องได้รับการสั่งสอนยังไม่แข็งแรงพอที่จะรับมือกับความเอาแต่ใจของเขาได้ 

“สามเดือน” น้ำเสียงแหบต่ำเอ่ยขึ้นที่ข้างหูของหลันเซวียน 

“เพคะ?” 

“หมอหลวงบอกว่า อายุครรภ์สามเดือนเป็นช่วงที่ครรภ์มั่นคงแล้ว ถึงยามนั้น เจ้าต้องตอบแทนความอดทนของข้าในช่วงเวลานี้” 

“...” 

“จำไว้ว่าเจ้าต้องตอบแทนข้า” 

แม้น้ำเสียงนั้นจะดุดันและเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจ ทั้งยังเผด็จการเป็นที่สุด แต่การกระทำของจ้าวหนิงกลับเป็นไปในทางตรงกันข้าม เขาบรรจงจุมพิตหลันเซวียนด้วยความอ่อนโยน ริมฝีปากร้อนของเขาสัมผัสลงไปตามลำคอเนียนผ่องอย่างหลงใหล ชิมความหอมหวานจากผิวกายอ่อนนุ่ม มอบความรู้สึกลึกซึ้งให้นาง ก่อนวกกลับขึ้นไปหาริมฝีปากนุ่มที่ซ่อนรสหวานละมุนไว้ แล้วตักตวงทุกสิ่งจากหญิงงามตรงหน้าอย่างอุกอาจเร่าร้อน 

แล้วก็เป็นอีกหนึ่งราตรีที่หลันเซวียนถูกต่อว่าอย่างดุดัน ก่อนจะได้รับการโอบกอดปลอบโยนอย่างอ่อนหวานในเวลาต่อมา 

ความคิดเห็น