facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่2 ตำหนักเลี่ยงซิ่ว

ชื่อตอน : บทที่2 ตำหนักเลี่ยงซิ่ว

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 496

ความคิดเห็น : 0

ปรับปรุงล่าสุด : 22 ส.ค. 2563 12:13 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่2 ตำหนักเลี่ยงซิ่ว
แบบอักษร

2 

ตำหนักเลี่ยงซิ่ว 

 

ณ ตำหนักชินหรง พระราชวังแห่งแคว้นอิ๋ง จ้าวหนิงกำลังดื่มสุราร่วมกับ ‘มู่หรงเจวี๋ย’ และ ‘มู่หรงเจี๋ย’ จักรพรรดิและรุ่ยอ๋องแห่งแคว้นหยาง ญาติฝั่งมารดาที่เป็นเพียงไม่กี่คนบนโลกที่เขาไว้ใจ ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่าสายตาของญาติผู้พี่ทั้งสองที่มองมานั้นแฝงแววล้อเลียนไว้หลายส่วน แต่ก็หาได้ปริปากพูดสิ่งใด กลับเป็นพี่น้องตระกูลมู่หรงเสียอีกที่ทนไม่ไหว จนต้องเป็นฝ่ายเอ่ยปาก

“ไม่คิดว่าคนอย่างเจ้าจะไปตามใครกลับมาด้วยตัวเอง” มู่หรงเจวี๋ยพูดพลางยกจอกสุราขึ้นดื่ม “ชอบนางมากเลยหรือ”

           “เปล่า” จ้าวหนิงตอบเสียงเรียบ “ข้าเพียงแค่รู้สึกว่า มีนางอยู่ในสายตาก็ไม่เลว”

           “ไม่เลว? คำนี้หมายความว่าอย่างไร” มู่หรงเจี๋ยถาม

           “ข้าพบว่าการเฝ้ามองการเปลี่ยนแปลงของผู้หญิงคนนั้น นับเป็นเรื่องสนุกสำหรับข้า”

           “อ้อ กระนั้นหรือ” มู่หรงเจวี๋ยยิ้มจาง ๆ “แล้วเหตุใดไม่แต่งตั้งนางเป็นสนมเล่า”

           “ไม่จำเป็น” จ้าวหนิงปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด “ข้าเก็บนางไว้เพราะนึกสนุก ไม่จำเป็นต้องมอบตำแหน่งใดให้ทั้งนั้น”

           มู่หรงเจวี๋ยรินสุราให้ตนเองเพิ่ม พลางยิ้มที่มุมปาก

           “ข้ารู้ว่าทีแรกเจ้าเก็บนางไว้เพราะนึกสนุก แต่หกเดือนให้หลัง ความรู้สึกของเจ้าไม่เปลี่ยนแปลงไปบ้างเลยหรือ”

           “ไม่มีอะไรที่ต้องเปลี่ยนแปลง”

           “อย่างนั้นหรือ”

           “จะเป็นอย่างไรได้อีก”

           จักรพรรดิและรุ่ยอ๋องแห่งแคว้นหยางมองหน้ากันแล้วหัวเราะออกมา โดยไม่สนใจต่อสายตาขุ่นขวางที่จ้าวหนิงส่งมาให้แม้แต่น้อย

“การเก็บนางไว้เป็นเรื่องสนุกของเจ้า แต่เรื่องระหว่างพวกเจ้าสองคนก็ดูน่าสนุกสำหรับพวกข้าเช่นกัน”

หลังกลับคืนสู่วังหลวงอีกครั้ง หลันเซวียนก็ถูกพากลับมายัง ‘เรือนหลีฮวา’ ในตำหนักหลงฮวา ตำหนักที่เหล่าหญิงบำเรอของจ้าวหนิงอาศัยอยู่รวมกัน แน่นอนว่าหญิงบำเรอของเขามีจำนวนไม่น้อยเลย และเท่าที่หลันเซวียนทราบมา จักรพรรดิเย่อหยิ่งผู้นั้นก็ไม่เคยสั่งให้ใครเข้าวังและไม่เคยเรียกร้องให้ใครถวายตัว มีแต่ผู้อื่นที่เป็นฝ่ายเสนอตัวให้เขา

นางเป็นคนแรกที่จ้าวหนิงสั่งให้ตามกลับวังมาถวายการปรนนิบัติ!

การเป็นผู้ที่กุมอำนาจสูงสุดทุกส่วนไว้ในกำมือ ทำให้จ้าวหนิงไม่ต้องคำนึงถึงฐานอำนาจใด เพราะเขาคือฐานอำนาจที่ยิ่งใหญ่และมั่นคงที่สุดของตัวเอง เขาไม่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากสตรีหรือบิดาของสตรี จะมีหรือไม่มีสนมก็ได้ เขาจึงเลือกที่จะไม่แต่งตั้งใคร แต่ก็ยังมีคนจำนวนไม่น้อยพยายามถวายหญิงงามเข้าสู่รั้ววัง ทั้งที่ได้รับคำขาดจากจักรพรรดิเลือดเย็นผู้นั้นว่า หากจะเข้ามาอยู่ที่นี่ ก็เป็นได้เพียงหญิงบำเรอ ไม่ใช่แม้กระทั่งสนมระดับล่างสุด เรียกได้ว่าเข้าวังมาเพื่อทำหน้าที่อุ่นเตียงให้องค์ฮ่องเต้เท่านั้น หากแต่คำกล่าวที่ว่า ‘วีรบุรุษมิอาจผ่านด่านหญิงงาม’ ก็กลับเป็นแรงผลักดันให้โฉมงามทั้งหลายอดทนอดกลั้น ยอมเป็นหญิงบำเรอของฮ่องเต้เพื่อหาทางมัดใจเขา และพาตนเองกับครอบครัวไปสู่อำนาจสูงสุด

แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังไม่เคยมีใครหลุดพ้นจากตำแหน่งหญิงบำเรอได้สักคน

หลันเซวียนเดินกลับเข้าไปในเรือนหลีฮวาพร้อมด้วยสายตาเกลียดชังของเหล่าสตรีในตำหนักหลงฮวา หากเป็นคนอื่นที่คิดหนีไปพร้อมเลือดเนื้อของจักรพรรดิอำมหิตผู้นั้น คงถูกตัดคอไปแล้ว แต่นางกลับสามารถเดินกลับมายังสถานที่แห่งนี้ได้อย่างปลอดภัย ทั้งยังได้รับอนุญาตให้เก็บทารกในครรภ์ไว้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

จ้าวหนิงไม่ปรารถนาจะมีบุตร เขาจึงไม่แตะต้องสตรีใด นอกจากสตรีเหล่านั้นจะเรียกร้องขอมาปรนนิบัติเขาเอง ดังนั้น สตรีในตำหนักหลงฮวาทุกคนจึงมีหน้าที่ที่ต้องกระทำอย่างเคร่งครัด คือการดื่มยาระงับครรภ์อย่างสม่ำเสมอ เพราะองค์จักรพรรดิมีรับสั่งแล้วว่า เขาไม่ได้เป็นฝ่ายเรียกร้องให้ใครมาปรนนิบัติ มีแต่พวกนางที่ร่ำร้องขอไปหาเขา หน้าที่ป้องกันการตั้งครรภ์จึงต้องเป็นของพวกนาง แต่กระนั้น ก็ยังมีคนที่คิดจะท้าทายคำสั่งของจ้าวหนิง หวังใช้การตั้งครรภ์มาเปลี่ยนใจเขาและเปลี่ยนแปลงฐานะตนเอง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ ร้ายแรงเกินกว่าที่พวกนางคาดคิด

หลันเซวียนพยายามระมัดระวังทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ตนตั้งครรภ์ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจ้าวหนิงเรียกนางไปพบบ่อยเกินไป หรือเพราะมีคนแอบเปลี่ยนยาระงับครรภ์ของนาง เพื่อให้นางถูกลงทัณฑ์ตามที่เสี่ยวหลิวเล่า แต่ไม่ว่าจะเพราะอะไร นางก็พลาดและตั้งครรภ์จนได้

บรรดาสตรีในตำหนักหลงฮวาต่างเฝ้ารอจะได้ฟังข่าวฮ่องเต้ประหารองค์หญิงจากแคว้นเซียว ตลอดหกเดือนที่ผ่านมา จ้าวหนิงเรียกหลันเซวียนไปเข้าเฝ้าเกือบทุกราตรี นาน ๆ ครั้ง จึงจะเรียกคนอื่นไปพบบ้าง แต่ไม่ว่าจะเป็นใคร ก็มิอาจได้ค้างคืนในตำหนักบรรทมเช่นหลันเซวียน ทำให้นางเป็นที่เกลียดชังของหญิงบำเรอคนอื่น ๆ ข่าวการตายของนางจึงเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นที่ทุกคนในตำหนักหลงฮวารอคอย ใครจะคิดว่าจนแล้วจนรอด กลับไม่มีข่าวการประหาร มีเพียงข่าวว่าฮ่องเต้เสด็จไปรับองค์หญิงจากแคว้นเซียวกลับวังหลวงด้วยองค์เอง

“เจ้าว่าอะไรนะ! องค์หญิงจากแคว้นเซียวไม่โดนประหารรึ!” เสียงเล็กแหลมเสียงหนึ่งร้องขึ้น

“ไม่เพียงไม่โดนประหาร ฝ่าบาทยังเสด็จไปรับนางกลับวังโดยไม่มีการลงโทษใด ๆ อีกด้วย”

“นั่นยังไม่น่าตกใจเท่ากับการที่นางไม่ต้องดื่มยาขับเลือด ทั้งยังมีหมอหลวงตามมารอตรวจครรภ์ให้นางถึงเรือนหลีฮวา!”

“เป็นไปไม่ได้!”

“หากเจ้าไม่เชื่อก็ไปดูด้วยตาตัวเองสิ หลันเซวียนเพิ่งเดินเข้าไปในเรือนหลีฮวาเมื่อครู่นี่เอง”

สตรีจำนวนไม่น้อยที่ทราบว่าหลันเซวียนกลับมาแล้ว ได้ตามไปหาเรื่องนางถึงเรือนหลีฮวาที่นางอาศัยอยู่ แต่องค์หญิงแห่งแคว้นเซียวไม่เปิดประตูเรือนต้อนรับผู้ใดทั้งสิ้น ทั้งยังไม่ก้าวเท้าออกมานอกเรือนให้เสียเวลาเปล่า นางคร้านจะใส่ใจกับการทะเลาะวิวาทอย่างไร้สาระเช่นนี้ แต่สตรีที่น่ารำคาญข้างนอกกลับไม่ละความพยายาม พากันตะโกนด่าทอต่อว่าและเหน็บแนมนางอยู่หน้าเรือนไม่หยุดหย่อน

“สตรีบางคนก็วาสนาดียิ่งนัก เจ้าเล่ห์กลิ้งกลอกจนตั้งครรภ์ แล้วยังใช้มารยาต่อฝ่าบาทจนรักษาครรภ์ไว้ได้อีก สมแล้วที่เป็นคณิกาจากแคว้นเซียว”

“ได้ยินว่านางมีขันทีที่รู้วรยุทธ์ติดตามมาด้วยมิใช่หรือ บางทีอาจจะไม่ใช่ขันที แต่เป็นชายชู้ของนางมากกว่า ฝ่าบาทระวังตัวถึงเพียงนั้น ไม่มีทางปล่อยให้นางท้องได้หรอก”

“นั่นสิ ขันทีผู้นั้นต้องไม่ใช่ขันที แต่เป็นชายชู้ของนางปลอมตัวมาแน่ ๆ ช่างต่ำช้าจริง ๆ”

“บังอาจ!” เสี่ยวหลิวคือผู้ที่หมดความอดทน แล้ววิ่งออกมาตะคอกบรรดาสตรีที่มายืนต่อว่าหลันเซวียนด้วยความโมโห “องค์หญิงของข้าเป็นใคร พวกเจ้าเป็นใคร กล้าดีอย่างไรจึงกล่าววาจาเช่นนี้กับนาง!”

หญิงคนหนึ่งตบหน้าเสี่ยวหลิวอย่างรุนแรง

“เป็นเพียงนางกำนัล อย่าริอวดดีกับ...”

ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะพูดจบ เสี่ยวหลิวก็ตบหน้านางคืนอย่างรุนแรงไม่แพ้กัน!

“ข้าเป็นนางกำนัลแล้วเจ้านับเป็นตัวอะไร อยู่ในวังหลังแห่งนี้ เจ้าเองก็หาได้มีตำแหน่งอะไร หากยังกล้ากล่าววาจาล่วงเกินองค์หญิงของข้าอีก ข้าไม่มีวันเกรงใจพวกเจ้า!”

“เจ้า!”

“เสี่ยวหลิว” เสียงหลันเซวียนร้องเรียกจากในเรือน “เข้ามาหาข้า”

“แต่...”

“เข้ามาเถิด”

เสี่ยวหลิวยอมกลับเข้าไปในเรือนอย่างไม่เต็มใจนัก เสี่ยวฉินจื่อลอบถอนหายใจ แม้เสี่ยวหลิวจะได้เปรียบสตรีเหล่านั้นเพราะเขาเคยสอนวิทยายุทธ์ให้นางอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นเพียงวิชาขั้นสามัญ การจะมีเรื่องกับคนมากมายข้างนอก คงยากที่เสี่ยวหลิวจะเอาชนะได้ อีกทั้งการมีเรื่องตบตีในวังเช่นนี้เป็นการกระทำผิดกฎ หากทราบถึงมามาที่ดูแลอยู่ เกรงว่าอาจทำให้องค์หญิงต้องเดือดร้อนไปด้วย

“องค์หญิง คนพวกนั้นลบหลู่ท่าน!” เสี่ยวหลิวอายุเพียงสิบห้าปี ย่อมไม่รู้จักระงับโทสะ ทราบเพียงว่านายของตนถูกดูหมิ่นจึงทนไม่ได้ มีหลายครั้งที่นางมีเรื่องกับผู้อื่นจนตัวเองเดือดร้อน แต่ก็ยังไม่รู้จักเข็ดเสียที

“ช่างเถอะ” หลันเซวียนพูดอย่างไม่ใส่ใจ นางทำใจไว้แต่แรกแล้วกลับเข้าวังมาจะต้องมีเรื่องเช่นนี้รออยู่ “จะใส่ใจอะไรกับลมปากคน”

“แต่พวกนาง...”

“ก็แค่คำพูด ข้าคร้านจะใส่ใจ” หลันเซวียนยกยาบำรุงขึ้นจิบเบา ๆ “ข้าเคยบอกแล้วมิใช่หรือ อยู่ในวังต้องรู้จักควบคุมสติและอารมณ์ให้ดี”

“หม่อมฉันทนไม่ได้ที่พวกนางว่าองค์หญิงเป็น... เป็น...”

“หญิงคณิกา” หลันเซวียนพูดต่อให้จนจบ ไม่ได้มีทีท่าเดือดเนื้อร้อนใจในคำดูหมิ่นนั้น “เสี่ยวหลิว คำพูดพวกนั้นทำให้ข้าบาดเจ็บหรือไม่”

“ไม่เพคะ”

“ทำให้ล้มป่วย กินไม่อิ่ม นอนไม่หลับหรือไม่”

“ไม่เพคะ”

“ในเมื่อมันทำให้เราเดือดร้อนไม่ได้ เจ้าก็อย่าใส่ใจเลย” หลันเซวียนลูบแก้มนางกำนัลของตนแผ่วเบา “หากคำพูดร้ายกาจพวกนั้นทำให้ข้าเดือดร้อนได้เมื่อใด เจ้าค่อยโมโหก็ยังไม่สาย”

“แต่ถ้าฝ่าบาทมาได้ยินเรื่องที่คนพวกนั้นพูดถึงองค์หญิงกับเสี่ยวฉินจื่อ แล้วเกิดเข้าพระทัยผิด เราจะทำอย่างไรเล่าเพคะ”

“เสี่ยวหลิว ฝ่าบาทหาใช่คนโง่” หลันเซวียนหัวเราะ

แม้จ้าวหนิงจะโมโหร้าย หงุดหงิดง่าย เอาแต่ใจ และเผด็จการ แต่สิ่งหนึ่งที่หลันเซวียนแน่ใจมาตลอดก็คือ บุรุษผู้นี้หาใช่คนโง่ เรื่องไร้สาระที่สตรีให้ร้ายใส่ความกันเช่นนี้ คิดว่าอย่างมาก เขาก็คงทำเพียงถอนหายใจ แล้วหันไปสนใจงานอย่างอื่นเสียมากกว่า

“เอาล่ะ ยามนี้เลิกโมโหแล้วกินขนมกับข้าดีกว่า” หลันเซวียนยิ้มให้เสี่ยวหลิวอย่างอ่อนโยน แล้วเลื่อนจานขนมให้

นางกำนัลน้อยถอนหายใจออกมาเบา ๆ นางทราบดีว่า องค์หญิงไม่ต้องการให้นางถูกทำโทษเพราะมีเรื่องกับคนในตำหนักหลงฮวา แม้จะยังไม่พอใจสตรีปากมากพวกนั้น แต่นางก็ไม่อยากให้ผู้เป็นนายต้องเป็นกังวล จึงไม่พูดอะไรอีก นอกจากกินขนมที่องค์หญิงประทานอย่างเงียบ ๆ

วันต่อมา กว่าจ้าวหนิงจะเสร็จราชกิจก็ล่วงเข้าเวลาเย็นแล้ว ร่างสูงสง่าเดินออกจากท้องพระโรงที่เต็มไปด้วยเรื่องน่าปวดหัว แล้วมุ่งหน้าไปยังตำหนักเลี่ยงซิ่ว ซึ่งเป็นตำหนักของ ‘มู่หรงกุ้ยเฟย’ พระมารดาผู้ล่วงลับของเขา

ตำหนักเลี่ยงซิ่วที่ไร้ผู้อยู่อาศัยมาหลายปี ยังคงงดงามและสะอาดสะอ้าน เพราะจ้าวหนิงสั่งให้คนดูแลตำหนักแห่งนี้ไว้เป็นอย่างดี แม้จะมีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องของความอำมหิต ไร้เมตตา แต่ในฐานะของความเป็นลูก อาจนับได้ว่าเขาเป็นลูกที่กตัญญูต่อมารดาที่สุดคนหนึ่ง

ทว่ากับบิดานั้น แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง!

หลังการตายของมารดา จ้าวหนิงก็ลุกขึ้นมาก่อกบฏต่อบิดา สังหารทั้งอดีตฮ่องเต้ พี่น้องร่วมสายโลหิต รวมไปถึงเชื้อพระวงศ์คนอื่น ๆ อีกจำนวนไม่น้อย เรียกได้ว่าบนบัลลังก์มังกรที่เขาครอบครองอยู่ในยามนี้ เป็นบัลลังก์ที่เขาช่วงชิงมาอย่างเลือดเย็น ในสายตาของผู้ร่วมวงศ์ตระกูล จ้าวหนิงคือปีศาจร้าย อกตัญญูยิ่งกว่าเดรัจฉาน ทว่าในสายตาของประชาชน เขาคือผู้ปลดปล่อย และช่วยให้บ้านเมืองหลุดพ้นจากเงื้อมมือของเหล่าทรราช ด้วยเหตุนี้ เขาจึงสามารถดำรงตำแหน่งฮ่องเต้ของแคว้นอิ๋งได้อย่างมั่นคงนับตั้งแต่อายุได้เพียงสิบแปดปี

           เมื่อแคว้นข้างเคียงทราบว่า แคว้นอิ๋งมีการผลัดแผ่นดิน และตกอยู่ภายใต้การปกครองของ ‘ฮ่องเต้ปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม’ ก็ล้วนเกิดความละโมบ หมายจะครอบครองแคว้นอิ๋ง เป็นเหตุให้จ้าวหนิงต้องนำทัพออกศึก นำทหารกล้าเข้าต่อสู้กับศัตรูดุจสัตว์ร้ายออกล่าเหยื่อ ในสนามรบไร้คำว่าเมตตา จ้าวหนิงไร้ซึ่งความปรานี เขาสังหารศัตรูมากมายอย่างโหดเหี้ยม จนได้รับสมญานามว่าเป็น ‘จักรพรรดิอำมหิต’ และจักรพรรดิอำมหิตผู้นี้ ก็คือผู้ที่สามารถกุมชัยชนะเหนือทุกแคว้น จนกลายมาเป็นบุรุษที่อยู่เหนือผู้ใดในสิบสองแคว้น ทั้งที่อายุเพียงยี่สิบห้าปีเท่านั้น

           ไม่มีผู้ใดกล้าเรียกเขาว่าจักรพรรดิปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมอีกต่อไป!

“ชารื่อจู้เพคะฝ่าบาท” นางกำนัลยกชาเข้ามาถวายจ้าวหนิงที่ลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเก่าของพระมารดา

จ้าวหนิงรับชาจากนางกำนัลแล้วกวาดตามองไปรอบ ๆ ตำหนัก หลังผ่านการซ่อมแซมและตกแต่งด้วยความละเอียดประณีต ตำหนักเลี่ยงซิ่วก็กลับมางดงามเช่นเดิม เหมือนเมื่อครั้งที่เขายังเป็นเด็ก ทุกครั้งที่เขามีเรื่องไม่สบายใจ ก็มักจะเดินมาที่นี่โดยไม่รู้ตัว ราวกับว่ามารดาผู้ล่วงลับยังคงรอคอยที่จะโอบกอดและปลอบโยนเขาเหมือนในอดีต

ทว่าไม่มีผู้ใดรอเขาอยู่ที่นี่อีกแล้ว เพราะอดีตฮ่องเต้ได้พรากชีวิตมู่หรงกุ้ยเฟยผู้เป็นแม่ไปจากเขาอย่างโหดเหี้ยม!

“ฝ่าบาท อันมามาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ” เกากงกงเข้ามารายงาน ทำให้จ้าวหนิงหลุดจากภวังค์

“ให้เข้ามา” เสียงเรียบเอ่ยตอบ

ร่างท้วมของมามาอาวุโสผู้หนึ่งก้าวเข้ามาถวายบังคมจ้าวหนิงทันทีที่ได้รับอนุญาต นางเป็นหนึ่งในผู้ที่มารดาของเขาไว้วางใจเมื่อครั้งที่เขายังเป็นเด็ก และยามนี้นางก็เป็นผู้ที่คอยดูแลความเรียบร้อยทั้งหมดในตำหนักหลงฮวา หญิงบำเรอทุกคนที่นั่น ไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน ล้วนต้องไว้หน้าอันมามา เพราะจ้าวหนิงให้อำนาจเด็ดขาดแก่นางในการดูแลจัดการเรื่องของสตรีเหล่านั้น ต่อให้เป็นองค์หญิงมาจากต่างแคว้น หากทำผิดกฎ อันมามาก็สามารถลงโทษได้โดยไม่ต้องรอคำอนุญาตจากฮ่องเต้

ยกเว้นในกรณีของหลันเซวียน!

อันมามาถวายรายงานเรื่องที่หญิงบำเรอคนอื่น ๆ พากันไปหาเรื่องหลันเซวียนถึงเรือนหลีฮวาไม่หยุดหย่อน คำพูดร้ายกาจมากมายถูกถ่ายทอดสู่องค์จักรพรรดิ ไม่เว้นแม้กระทั่งเรื่องที่หลันเซวียนถูกกล่าวหาว่าเป็นชู้กับขันทีอย่างเสี่ยวฉินจื่อ และลูกในท้องของนางก็อาจเป็นลูกของขันทีผู้นั้น

“บัดซบ!” จ้าวหนิงฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะอย่างโกรธกริ้ว จนนางกำนัลที่อยู่รอบ ๆ ต่างพากันคุกเข่าลงด้วยเนื้อตัวที่สั่นเทา

ทุกคนคิดว่าเขากริ้วหลันเซวียน หากแท้จริงแล้ว เขากำลังกริ้วผู้ที่บังอาจกล่าวหาว่านางเป็นชู้กับขันทีต่างหาก!

คนของจ้าวหนิงเคยตรวจสอบเสี่ยวฉินจื่อแล้ว แม้จะพอรู้วรยุทธ์อยู่บ้าง แต่เด็กนั่นก็เป็นขันทีจริง ๆ หาใช่บุรุษแฝงกายมาแต่อย่างใด ที่สำคัญ เจ้าเสี่ยวฉินจื่อน่าจะเคยแตะตัวหลันเซวียนครั้งแรกตอนที่ช่วยนางหนีออกวัง กล้าดีอย่างไรถึงได้กล่าวหาว่าเลือดเนื้อของเขาเป็นลูกของขันที

น่าลากตัวคนพูดไปตัดลิ้นก่อน แล้วค่อยตัดคอทิ้งยิ่งนัก!

“องค์หญิงแห่งแคว้นเซียวไม่ใช่ผู้ที่ชอบต่อความกับใคร จึงไม่เกิดเรื่องปะทะกัน จะมีก็แต่นางกำนัลเสี่ยวหลิวที่เดือดร้อนขุ่นเคืองแทนผู้เป็นนาย จนออกมามีเรื่องกับสตรีอื่นนอกเรือนหลีฮวาเพคะ” อันมามาเล่า “นอกจากนี้ อาหารที่จะต้องถูกส่งไปเรือนหลีฮวาก็ถูกลอบวางยาที่เป็นอันตรายต่อครรภ์ขององค์หญิงลงไปด้วย เคราะห์ดีที่สายของเรามารายงานให้หม่อมฉันตรวจสอบเสียก่อน หม่อมฉันจึงสั่งให้ห้องเครื่องเตรียมสำรับชุดใหม่ไปถวายที่เรือนหลีฮวาแทน”

จ้าวหนิงนิ่งเงียบไป แล้วเริ่มเคาะมือลงบนโต๊ะเบา ๆ

“ที่แท้นางก็ถูกรังแกถึงเพียงนี้” ภายใต้น้ำเสียงเย็นเยียบที่เอ่ยออกมา จ้าวหนิงดูเย็นชาลงหลายส่วน ชายหนุ่มครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว

“ไปตามหลันเซวียนมาพบข้าที่นี่”

“ที่นี่หรือเพคะ?” อันมามาถามเพื่อความแน่ใจ

ฝ่าบาทมิใช่หวงตำหนักเลี่ยงซิ่วมากหรอกหรือ ที่ผ่านมาต่อให้ทรงเรียกหญิงบำเรอทั้งหลายมาถวายการปรนนิบัติ ก็ไม่เคยเรียกให้มาที่ตำหนักเลี่ยงซิ่วมาก่อน เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นของพระมารดาที่ทรงรักมากที่สุด แล้วเหตุใดจึง...

“อย่าให้ข้าต้องพูดซ้ำ” น้ำเสียงเยือกเย็นตอบกลับมา อันมามาจึงรีบก้มหน้าถวายคำนับ แล้วออกจากตำหนักเลี่ยงซิ่วไปอย่างรีบร้อน ทว่าในใจกลับอดคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาภายในครึ่งปีนี้ไม่ได้

เริ่มจากมีรับสั่งให้นำตัวองค์หญิงจากแคว้นเซียวกลับมา ตามด้วยการลอบ ‘เปลี่ยน’ ยาระงับครรภ์เป็นยาบำรุงร่างกาย เมื่ออีกฝ่ายตั้งครรภ์และหนีออกจากวัง ก็เสด็จไปรับนางกลับมาด้วยองค์เอง ยามนี้ยังคิดให้องค์หญิงผู้นั้นมาถวายการปรนนิบัติในตำหนักของพระมารดาอีก

หรือตำหนักในกำลังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงในไม่ช้า

เสียงเหน็บแนมของเหล่าสตรีปากมากทั้งหลายที่หน้าเรือนหลีฮวาเงียบลงเพราะการมาของอันมามา

มามาอาวุโสส่งสายตาตำหนิไปยังสตรีทั้งหลาย บางคนก็เชิดหน้าใส่นางอย่างไม่เกรงกลัว แต่บางคนก็ก้มหน้าหลบ แล้วเดินเลี่ยงไปทางอื่น แต่ก็ยังไม่วายส่งสายตาเกลียดชังไปทางเรือนหลีฮวา ด้วยรู้ดีว่า อันมามามีจุดประสงค์ใดในการมาเยือนครั้งนี้

แต่บางที...จุดประสงค์แท้จริงของฮ่องเต้ อาจเป็นสิ่งที่พวกนางคาดไม่ถึงก็เป็นได้

เมื่อได้ยินเสียงเรียกของอันมามาที่หน้าเรือน เสี่ยวหลิวก็เดินไปเปิดประตูอย่างเป็นกังวล แม้ที่ผ่านมาอันมามาจะดีต่อพวกนางไม่น้อย แต่ทุกครั้งที่มามาอาวุโสมาเยือนเรือนหลีฮวา ก็มีแต่จะเรียกให้องค์หญิงของนางไปถวายการปรนนิบัติฮ่องเต้เสียทุกครั้งไป

“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้องค์หญิงหลันเซวียนไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักเลี่ยงซิ่วเพคะ” อันมามาแจ้งจุดประสงค์ในการมาอย่างไม่อ้อมค้อม

“แต่องค์หญิงกำลังมีครรภ์” เสี่ยวหลิวเอ่ยท้วงอย่างเป็นกังวล

“หมอหลวงบอกว่าองค์หญิงสามารถถวายการปรนนิบัติฝ่าบาทได้” อีกฝ่ายตอบเสียงเรียบ

“แต่...”

“เสี่ยวหลิว” หลันเซวียนลุกขึ้นยืน “ในเมื่อหมอหลวงบอกว่าไม่เป็นไร ก็คงไม่เป็นอะไรหรอก”

“องค์หญิง”

“ฝ่าบาททรงสัญญากับข้าแล้วว่า จะให้โอกาสข้าได้คลอดลูกคนนี้ ฮ่องเต้ตรัสแล้วไม่คืนคำ ฝ่าบาทย่อมไม่มีทางทำอันตรายใด ๆ ต่อครรภ์ของข้า”

“...”

“ฝ่าบาททรงรักษาคำพูดเสมอ เรื่องนี้ข้ารู้ดี”

บางทีอาจมีเพียงเรื่องนี้กระมัง ที่นางจะสามารถเชื่อใจคนอย่างจ้าวหนิงได้

เมื่อทุกคนทราบว่าฮ่องเต้เรียกหลันเซวียนไปพบที่ตำหนักเลี่ยงซิ่ว ไม่ว่าจะเป็นนางกำนัลหรือขันทีก็ล้วนแต่แย่งกันออกมาดูแลรับใช้นาง ยามนี้ ต่อให้ไม่มีตาก็ยังมองออกว่า ฮ่องเต้ปฏิบัติต่อองค์หญิงจากแคว้นเซียวต่างจากผู้อื่น หากวันหน้านางได้เป็นใหญ่ในฝ่ายใน บางทีนางอาจจะพอจำได้ว่าในวันนี้มีผู้ใดคอยช่วยเหลือนางบ้าง

หลันเซวียนก้าวลงจากเกี้ยว แล้วเดินตามอันมามาเข้าไปในตำหนักเลี่ยงซิ่ว เกากงกงออกมาต้อนรับหลันเซวียน และพานางไปยังห้องหนังสือที่จ้าวหนิงกำลังนั่งตรวจฎีกาอยู่

“ถวายบังคมฝ่าบาทเพคะ” หลันเซวียนถวายคำนับ

“ลุกขึ้น แล้วมานั่งตรงนี้” ชายหนุ่มชี้ไปยังเก้าอี้ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับเขา หลันเซวียนทำตามอย่างว่าง่าย ไร้ซึ่งแววต่อต้านใด ๆ ให้เห็น

“ได้ยินว่าเจ้าถูกคนในตำหนักหลงฮวารังแกไม่น้อย”

หลันเซวียนนั่งนิ่ง ไม่ตอบอะไร แต่กลับเป็นคำตอบที่ชัดเจนสำหรับจ้าวหนิง

“ย้ายออกมาดีหรือไม่”

“ย้ายหรือเพคะ?”

“อืม ย้ายมาอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน” ชายหนุ่มตอบ “ต่อไปก็รอข้าอยู่ที่นี่ ไม่ต้องไปหาข้าที่ตำหนักชินหรงแล้ว ข้าจะเป็นฝ่ายมาที่นี่เอง”

“เพราะเหตุใดเพคะ”

“เพราะข้าชอบตำหนักนี้”

“หม่อมฉันไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น” หลันเซวียนแย้ง “หม่อมฉันสงสัยว่า เหตุใดฝ่าบาทจึงให้หม่อมฉันย้ายมาอยู่ที่นี่”

“แล้วไม่ดีหรือ” เขาถามกลับ “รู้หรือไม่ วันนี้มีคนลอบวางยาในอาหารของเจ้า หวังให้ครรภ์ของเจ้ามีอันตราย”

“หม่อมฉันได้ยินอันมามาพูดถึงอยู่บ้างเพคะ”

“ย้ายออกมาได้ก็ดีมิใช่หรือ อยู่ไปก็อันตรายกับตัวเจ้าและลูกเปล่า ๆ”

หลันเซวียนมองหน้าจ้าวหนิงอย่างไม่เข้าใจ เหตุใดคำตอบของเขาจึงทำให้นางงุนงงกว่าเดิมได้เล่า คำพูดเช่นนั้น ควรจะเป็นคำพูดของสามีและพ่อที่ห่วงใยภรรยากับลูก แต่มันกลับกลายเป็นคำพูดของจักรพรรดิอำมหิตที่ไม่รู้แน่ว่าจะยอมให้ลูกของตนมีชีวิตอยู่ได้นานเท่าไร

“หรือถ้าเจ้าอยากจะอยู่รอให้ถูกวางยาครั้งต่อไปก็ตามใจ”

“หม่อมฉัน...” หลันเซวียนอ้ำอึ้ง

นั่นสิ นางจะแสดงบทองค์หญิงผู้หยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่ยอมย้ายออกจากตำหนักหลงฮวาทั้งที่ฮ่องเต้ทรงเมตตา แล้วอยู่รอวันถูกวางยาอีกรอบไปทำไมกัน

แบบนั้นมันบ้าชัด ๆ!

จ้าวหนิงลอบยิ้มมุมปาก เมื่อเห็นสีหน้าของหญิงสาววัยสิบเจ็ดปีตรงหน้า เขามองนางที่กำลังลังเล อ้ำอึ้ง คล้ายกำลังต่อสู้กับตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตกลง

“ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตา หม่อมฉันจะย้ายมาอยู่ที่ตำหนักเลี่ยงซิ่วเพคะ”

“ดี” ชายหนุ่มยิ้มจาง ๆ พลางปิดฎีกาที่ตรวจสอบเรียบร้อยแล้วลงบนโต๊ะ “ข้าจะไปอาบน้ำ”

“เพคะ” หลันเซวียนลุกขึ้นยืน แล้วเดินตามจ้าวหนิงไปยังห้องอาบน้ำ เพื่อถวายการปรนนิบัติ

แม้จะเคยร่วมเตียงกันมาหลายครั้งตลอดระยะเวลาหกเดือนที่ผ่านมา แต่หลันเซวียนก็ยังอดรู้สึกเขินอายยามเห็นกายแกร่งเปลือยเปล่าไม่ได้ รูปร่างกำยำองอาจที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อสมเป็นบุรุษเช่นนั้น ไม่ว่าสตรีใดได้พบเห็นก็คงทำเย็นชาได้ยาก นางเองก็เช่นกัน แม้สองมือนุ่มจะช่วยทำความสะอาดร่างกายให้คนในอ่างไม้ ทว่าสองตากลับหลุบลงต่ำ ไม่กล้ามองเขาตรง ๆ ด้วยกลัวว่าใบหน้าที่ร้อนจัดอยู่แล้ว จะยิ่งร้อนกว่าเดิมจนอาจทำให้เขาทราบว่า นางกำลังคิดเรื่องไร้สาระอันใดอยู่

จ้าวหนิงลอบมองแก้มเนียนที่กลายเป็นสีแดงจัดแล้วรู้สึกอารมณ์ดียิ่งนัก การจะได้เห็นหลันเซวียนแสดงอารมณ์และความรู้สึกออกมานั้นมีไม่บ่อย หนึ่งในช่วงเวลาที่สามารถเห็นนางหน้าแดงเช่นนี้ได้ คือยามที่นางมาช่วยเขาอาบน้ำดังเช่นที่กำลังทำอยู่ตอนนี้

กล่าวกันว่า ยามสตรีเขินอายนั้นงดงามที่สุด เห็นที เขาคงปฏิเสธความจริงข้อนี้ไม่ได้

จ้าวหนิงจับมือหลันเซวียนที่กำลังช่วยถูแขนล่ำสันของเขาไว้ หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองตามสัญชาตญาณ นางอยู่กับเขามาหกเดือน มีหรือจะไม่รับรู้ถึงสายตาร้อนของเขา ชายหนุ่มคว้าร่างเล็กบอบบางของนางเข้ามาใกล้ แล้วมอบจุมพิตร้อนแรงให้ แต่ก็ยังไม่วายกระซิบถ้อยคำปลอบโยนกระต่ายน้อยที่กำลังตื่นตระหนก

“ไม่ต้องห่วง ครรภ์สองเดือนของเจ้ายังไม่มั่นคง ข้าไม่ทำอะไรหรอก”

น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนและหวานหู ราวกับไม่ได้ออกมาจากปากของผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นจักรพรรดิอำมหิต!

ความคิดเห็น