facebook-icon Twitter-icon

ขอบคุณสำหรับแรงสนับสนุนนะ : )

บทที่1 ยอมให้มีชีวิต

ชื่อตอน : บทที่1 ยอมให้มีชีวิต

คำค้น :

หมวดหมู่ : นิยาย จีน

คนเข้าชมทั้งหมด : 674

ความคิดเห็น : 2

ปรับปรุงล่าสุด : 21 ส.ค. 2563 03:41 น.

ยอดสนับสนุนตอน
× 0
× 0
× 0
แชร์ :
บทที่1 ยอมให้มีชีวิต
แบบอักษร

คุยก่อนอ่าน 

เนื่องจากนิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์กับสนพ.ดีบุ๊คส์และวางขายแล้ว จึงไม่สามารถลงจนจบหรือติดเหรียญได้นะคะ จะสามารถลงได้เพียงครึ่งเรื่องเท่านั้น ถ้าใครอ่านแล้วชอบ อยากสนับสนุนผลงานของจิ้นอิ๋ง สามารถสนับสนุนได้ในรูปแบบเล่มหรืออีบุ๊คที่ meb ได้ โดยเสิร์ชชื่อนามปากกา จิ้นอิ๋ง ค่ะ 

ไฟล์ที่นำมาอัป เป็นไฟล์ที่ยังไม่ผ่านการอีดิทจากทางสนพ. จึงอาจมีคำผิดเล็กน้อย แต่ในฉบับเล่มและอีบุ๊คผ่านการพิสูจน์อักษรแล้ว จะไม่มีคำผิดค่า สบายใจได้ ^^

ขอบคุณที่ให้ความสนใจค่า 

จิ้นอิ๋ง 

1 

ยอมให้มีชีวิต 

 

           ร่างเล็กเปราะบางทรุดกายพิงกำแพงในตรอกเล็ก ๆ ด้วยความเหนื่อยล้า เสียงหอบหายใจที่ชวนให้รู้สึกเวทนา ฟังดูคล้ายหญิงสาวผู้นี้จวนเจียนจะหายใจไม่ทันอยู่รอมร่อ สองขาที่อ่อนแรงสั่นสะท้านจนแทบขยับไม่ได้ เป็นเหตุให้นางมิอาจทนฝืนก้าวต่อไปได้อีก 

           “องค์หญิง หม่อมฉันว่าเราหาที่พักกันก่อนดีกว่า หาไม่ อาจเป็นอันตรายต่อพระครรภ์ได้นะเพคะ” นางกำนัลผู้ซื่อสัตย์เข้ามาประคองนายของตนไว้ 

           ผู้ถูกเรียกว่าองค์หญิงพยักหน้ารับช้า ๆ 

“ข้าก็คิดเช่นนั้น พักสักหน่อยเถิด” มือเรียวชื้นเหงื่อสัมผัสที่ครรภ์ของตนอย่างหวงแหน นางพาคนของตนหลบหนีออกมาจากสถานที่แห่งนั้นเพื่อรักษาชีวิตของลูกน้อยในครรภ์ ย่อมไม่ปรารถนาจะให้ครรภ์นี้ต้องมีอันตราย 

           “เสี่ยวฉินจื่อ เอาน้ำมาให้องค์หญิง” 

           ขันทีน้อยไม่รอช้า ทันทีที่ได้รับคำสั่งก็รีบนำถุงหนังที่บรรจุน้ำไว้มาส่งให้ผู้เป็นนาย หนึ่งนางกำนัล หนึ่งขันทีที่ต่างก็รู้วรยุทธ์ช่วยกันดูแลนายเหนือเกล้า ผู้ซึ่งกำลังประคับประคองอีกหนึ่งชีวิตไว้ภายใต้หน้าท้องแบนราบ ร่างบอบบางลงนั่งบนพื้น แล้วรับน้ำจากคนของตนมาจิบช้า ๆ 

           หากจะกล่าวถึง ‘หลันเซวียน’ ทุกคนจะรู้จักนางในฐานะสตรีที่ ‘จักรพรรดิจิ้นหรง’ นำตัวกลับมายังแคว้นอิ๋งในฐานะ ‘หญิงบำเรอ’ หากแท้จริงแล้ว หลันเซวียนคือองค์หญิงใหญ่ที่ประสูติจากฮองเฮาแห่งแคว้นเซียว เป็นสตรีที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดในแผ่นดิน เป็นรองเพียงฮองเฮาองค์ใหม่ที่เป็นพี่สะใภ้ของตนเท่านั้น ทว่าฐานะหรือชาติกำเนิดสูงส่งแล้วอย่างไร เมื่อเป็นองค์หญิงของแคว้นที่พ่ายสงคราม จะถูกผู้ชนะเรียกขานอย่างไรก็ย่อมได้ทั้งนั้น 

           สองปีก่อน เซียวชิง พี่ชายคนโตของหลันเซวียนขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากพระบิดา เขามีใจเกลียดชังจักรพรรดิจิ้นหรงที่สามารถครอบครองแคว้นน้อยใหญ่มากมายไว้ในมือได้ ทั้งที่อายุเพียงไม่เท่าไหร่ ยิ่งได้ยินถึงความองอาจห้าวหาญของอีกฝ่ายก็ยิ่งชิงชัง จึงหมายหมั้นไว้ในใจตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยังเป็นรัชทายาทว่า วันหนึ่ง เขาจะต้องโค่นบุรุษผู้นี้จากจุดสูงสุด ให้ลงมาอยู่จุดต่ำสุดให้จงได้ 

เมื่อถึงวันที่เซียวชิงดำรงฮ่องเต้แห่งแคว้นเซียว เขาก็ได้ฝ่าฝืนคำเตือนของพระบิดา ที่เตือนไม่ให้เขาเป็นปฏิปักษ์กับแคว้นอิ๋งและจักรพรรดิจิ้นหรง โดยการร่วมมือกับแคว้นข้างเคียงก่อสงคราม เพื่อล้มล้างอำนาจของจักรพรรดิอวดดีผู้นั้น หลันเซวียนพยายามคัดค้านจนทะเลาะกับพี่ชายใหญ่โต เป็นเหตุให้นางถูกบังคับให้ดื่มเหล้าพิษ โชคดีที่ฮองเฮาผู้เป็นพี่สะใภ้ให้การช่วยเหลือจึงรอดชีวิตมาได้ แต่หลังจากนั้นมา หลันเซวียนก็ถูกขังอยู่ในตำหนักร้างที่มีสภาพน่ากลัวยิ่งกว่าตำหนักเย็นในวังหลัง โดยพี่ชายคนที่สามของนางลอบส่งหนึ่งนางกำนัลและหนึ่งขันทีที่แสร้งทำตัวเป็นคนสติไม่สมประกอบมาคอยอยู่เคียงในช่วงเวลาที่นางเกือบจะเสียสติไปจริง ๆ 

ผ่านไปสองปี หลันเซวียนก็ถูกพาตัวออกมาสู่โลกภายนอกอีกครั้ง เพื่อมาพบกับความจริงที่ว่า เซียวชิงเป็นฝ่ายพ่ายสงคราม และจักรพรรดิอำมหิตผู้สามารถเอาชนะทุกแคว้นที่ร่วมมือกันก่อสงครามได้อย่างง่ายดายราวกับพลิกฝ่ามือ ก็มาถึงแคว้นเซียวในวันเดียวกัน 

           เมื่อจักรพรรดิจิ้นหรง หรือ ‘จ้าวหนิง’ ได้ก้าวเข้ามาในท้องพระโรงแห่งพระราชวังแคว้นเซียว ผู้คนต่างก็พากันตกตะลึง ด้วยนึกไม่ถึงว่า จักรพรรดิอำมหิตผู้สามารถเอาชนะทุกแคว้นที่ร่วมมือกันก่อสงครามได้อย่างง่ายดายผู้นั้น จะมีใบหน้าคมคาย หล่อเหลาราวรูปสลัก ทว่าแม้จะรูปงามเพียงใด ใบหน้านั้นก็ไร้ซึ่งความเมตตาปรากฏให้เห็น ชุดเกราะที่เขาสวมยังมีรอยเลือดเปรอะเปื้อน ให้ความรู้สึกราวกับเห็นพญามัจจุราชเหยียบย่างเข้ามา 

ก่อนจะมาถึงแคว้นเซียว จ้าวหนิงจัดการกับแคว้นอื่น ๆ ที่ก่อสงครามกับตนไปแล้วถึงสามแคว้น แคว้นเซียวเป็นแคว้นที่สี่ที่พ่ายสงคราม หากแม้ไม่เห็นด้วยตา คงยากจะเชื่อได้ว่า ยังมีมนุษย์ผู้สามารถกำราบแคว้นใหญ่ที่มีนักรบเก่งกล้าได้ถึงสี่แคว้น ภายในระยะเวลาเพียงสองปี 

           เรื่องแบบนี้ คงมีเพียงจักรพรรดิอำมหิตผู้นี้เท่านั้นที่ทำได้! 

           ในวันนั้น เซียวชิงผู้นำพาแคว้นเซียวเข้าสู่สงครามก็ถูกประหารชีวิต ณ ลานประหารกลางเมืองหลวง ท่ามกลางเสียงสาปแช่งของประชาชนนับไม่ถ้วน ขุนนางที่มีส่วนเกี่ยวข้องหลายคนล้วนมีชะตากรรมไม่ต่างกัน ส่วนสตรีที่ถูกกักขังมาเนิ่นนานจนไม่รู้วันรู้เดือนอย่างหลันเซวียน ก็ถูกนำตัวกลับมายังแคว้นอิ๋งในฐานะหญิงบำเรอของจักรพรรดิ 

เมื่อนึกถึงผู้ที่ตนกำลังหลบหนี หลันเซวียนก็ชาวาบไปทั้งตัว นางใช้ชีวิตใต้เงาของปีศาจร้ายตนนั้นมาหกเดือน ย่อมรู้ซึ้งถึงความอำมหิตของเขา การหนีคนผู้นั้นมาไม่ใช่เรื่องฉลาด หากถูกจับได้ นางคงไม่แคล้วต้องตายอย่างทุกข์ทรมาน แต่จะให้นางอยู่เพื่อดื่มยาขับชีวิตน้อย ๆ ในครรภ์ของตนออกมานั้น นางก็มิอาจทำได้เช่นกัน 

เมื่อสวรรค์ไม่ประทานเส้นทางใดให้นาง นางจึงต้องเลือกเดินทางนี้ด้วยตัวเอง! 

           “ข้าคิดว่าเจ้าจะมีความสามารถไปได้ไกลกว่านี้เสียอีก” น้ำเสียงเย็นเยียบที่ฟังดูเหมือนดังมาจากแดนนรกภูมิเอ่ยอย่างเย้ยหยัน 

หลันเซวียนสั่นสะท้านไปทั้งร่างขณะหันไปมองตามต้นเสียง ความหวาดกลัวตรงเข้ากัดกินจิตใจของนางอย่างไร้ซึ่งความปรานี ร่างสูงสง่าในชุดสีดำปักลายมังกรด้วยไหมสีทองกำลังยืนกอดอกอยู่เบื้องหลัง แล้วมองมาที่นางด้วยแววตาเยือกเย็นเฉกเช่นน้ำเสียงของเขา 

เขาคือบิดาของลูกในท้องของนาง 

เขาคือจ้าวหนิง จักรพรรดิอำมหิตแห่งแคว้นอิ๋ง! 

“หนีมาได้ไม่เท่าไหร่ก็เหนื่อยเสียแล้ว ที่แท้องค์หญิงแคว้นเซียวก็อ่อนแอถึงเพียงนี้” 

           “ฝ่าบาท” หลันเซวียนเอ่ยเรียก พยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะไม่ให้เสียงของตนสั่น 

           “อย่าแตะต้ององค์หญิง!” เสี่ยวฉินจื่อและเสี่ยวหลิวก้าวมาขวางหน้าหลันเซวียนพร้อมอาวุธ 

           จ้าวหนิงแค่นยิ้มอย่างดูแคลน ไม่ต้องรอให้เขาเอ่ยปาก องครักษ์ในชุดสีน้ำเงินก็ก้าวออกมาเตรียมพร้อมจะจัดการกับนางกำนัลและขันทีที่กล้าดูหมิ่นองค์ฮ่องเต้ 

           “เสี่ยวฉินจื่อ! เสี่ยวหลิว! พวกเจ้าวางอาวุธเดี่ยวนี้!” หลันเซวียนสั่ง ด้วยทราบดีว่า ฝีมือการต่อสู้ของเสี่ยวฉินจื่อและเสี่ยวหลิว ต่อให้ร่วมมือกันก็ยังมิอาจต่อกรกับองครักษ์ที่ฝีมือด้อยที่สุดของจ้าวหนิงเพียงคนเดียวได้ 

           “ไม่พ่ะย่ะค่ะ ที่องค์หญิงต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ก็เป็นเพราะพวกเราไร้ความสามารถ ยามนี้ต่อให้ต้องแลกชีวิตเพื่อองค์หญิง กระหม่อมก็ยินดี” เสี่ยวฉินจื่อที่ปกติเป็นเพียงขันทีน้อย เชื่อฟังคำสั่งหลันเซวียนทุกอย่าง ยามนี้กลับรวบรวมความกล้าที่จะต่อสู้กับทหารองครักษ์ของฮ่องเต้ ทั้งที่รู้ว่าไม่มีทางสู้ได้ 

           “ใครพูดเรื่องตายกัน” เสียงของสตรีที่เป็นหนึ่งในองครักษ์ผู้ซึ่งจ้าวหนิงไว้ใจเอ่ยขึ้น “เจ้าขันทีน้อย ไม่คิดบ้างหรือว่าหากเจ้าตายไป ใครจะปกป้ององค์หญิงของเจ้า” 

           ทั้งเสี่ยวฉินจื่อและเสี่ยวหลิวต่างนิ่งไปในทันที 

           ฮ่องเต้มิได้ตามมาเพื่อฆ่าองค์หญิงหรอกหรือ? 

           “เซียวหลันเซวียน” จ้าวหนิงเอ่ยเรียก “เดิมทีที่เจ้ายอมติดตามข้ากลับมา ก็เพื่อรักษาชีวิตของพี่สะใภ้ ยามนี้เมื่อทราบว่าพี่สะใภ้ตายแล้ว จึงกล้าหนีจากข้าเยี่ยงนั้นรึ” 

           หลันเซวียนกัดริมฝีปาก ไม่คิดจะเอ่ยปากบอกเหตุผลที่แท้จริงออกไป 

           “หรือความจริงแล้ว เป็นเพราะเจ้ามีเหตุจำเป็นอื่น” มุมปากของจ้าวหนิงเผยรอยยิ้มที่ทำให้ผู้มองรู้สึกหนาวจับขั้วหัวใจ “มามาที่ดูแลเจ้ามารายงานข้าว่า เจ้าไม่มีรอบเดือนมาสองเดือนแล้ว” 

           ราวกับถูกฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะ หลันเซวียนแทบล้มทั้งยืน! 

           ที่แท้เขาก็รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว! 

           “เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้ผู้ใดสามารถหลบหนีไปพร้อมสายเลือดของข้าได้หรือ หากปล่อยให้เป็นเช่นนั้น วันหน้าจะมีเด็กกี่คนมาอ้างตัวเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของข้าเพื่อครองบัลลังก์ ไม่ล่ะ เรื่องแบบนั้นน่ารำคาญเกินไป ข้าคงปล่อยไปไม่ได้” 

           “ฝ่าบาท” หลันเซวียนคุกเข่าโขกศีรษะลงบนพื้น “หม่อมฉันไม่คิดจะใช้เลือดเนื้อของพระองค์มาเรียกร้องสิ่งใด หวังเพียงรักษาชีวิตเขาไว้เท่านั้น ขอฝ่าบาทโปรดเมตตาปล่อยหม่อมฉันกับลูกไปด้วยเถอะเพคะ หม่อมฉันขอถวายคำสัตย์สาบานว่า ไม่ว่าลูกของหม่อมฉันจะเป็นชายหรือหญิง หม่อมฉันจะไม่ให้เขามาเรียกร้องสิ่งใดจากฝ่าบาททั้งสิ้น” 

           จ้าวหนิงมองหญิงสาวที่เคยนอนอยู่ข้างกายตนอ้อนวอนขอร้อง ทั้งยังโขกศีรษะลงบนพื้นอย่างรุนแรงติดกันหลายครั้ง ท่าทางของนางดูอ่อนแอ แต่เด็ดเดี่ยว หวาดกลัว แต่ไม่คิดเปลี่ยนใจ แตกต่างจากครั้งแรกที่เขาได้พบนางโดยสิ้นเชิง 

           ในวันที่เขาบุกไปประกาศชัยชนะในท้องพระโรงของพระราชวังแคว้นเซียว หลันเซวียนอยู่ที่นั่นร่วมกับเชื้อพระวงศ์คนอื่น ๆ แม้จะไม่ได้สวมอาภรณ์งดงาม แต่กิริยาท่าทางกลับดูงามสง่า ใบหน้าซีดเซียวกับร่างกายที่ซูบผอม บ่งบอกว่าที่ผ่านมา นางคงไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายนัก กระทั่งสายตาที่นางมองมายังเขา ก็ยังมิอาจบ่งบอกความรู้สึกใดของนางได้ 

           ตลอดชีวิตของจ้าวหนิง เขาพบเจอสตรีมามาก แม้ไม่ปรารถนาจะปักใจกับผู้ใด แต่ก็มีหญิงสาวมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต บางคนมองคนด้วยความหวาดกลัวราวกับเห็นภูตผีปีศาจ บางคนมองเขาด้วยความเกลียดชังฝังเข้ากระดูก บางคนมองเขาอย่างเย็นชา บางคนก็แสดงท่าทีหยิ่งทะนงออกมาเพื่อประกาศให้รู้ว่านางไม่กลัวเขา แล้วก็ยังมีบางคนที่มองเขาด้วยแววตาหลงใหล ยั่วยวน แต่ไม่มีใครมองเขาอย่างที่หลันเซวียนมอง 

           นางมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า ไร้ซึ่งความรู้สึก ราวกับเขาไม่ได้ยืนอยู่ตรงหน้านาง 

           หากนางแสดงท่าทีหยิ่งผยองใส่เขา เขาอาจเอาชนะนางชั่วครั้งชั่วคราว ได้ครอบครองแล้วก็จบกันไป หรือหากนางต้องการยั่วยวนเขา เขาอาจสนองตอบ แล้วไม่สนใจไยดีนางอีก แต่นางกลับทำราวกับเขาไร้ตัวตน ไม่หวาดกลัว ไม่เกลียดชัง และไม่ได้ชื่นชม จนเขากระหายใคร่รู้ว่า แท้จริงแล้วนางรู้สึกเช่นไรหรือจะสามารถมีความรู้สึกได้มากกว่าที่เป็นอยู่หรือไม่ จึงเลือกที่จะนำนางกลับมายังแคว้นอิ๋งด้วย เขารู้ว่าหลันเซวียนเองก็จำยอม แม้นางไม่ห่วงชีวิตของตน แต่นางยังมีชีวิตของคนในครอบครัวที่ต้องรักษา นางจึงเลือกที่จะก้าวเดินตามเขาไปในทุกที่ที่เขาต้องการ โดยมิอาจถอยหลังกลับไปสู่จุดเดิมได้อีก 

           หลังจ้าวหนิงให้คนสืบประวัติของหลันเซวียนโดยละเอียด เขาก็เข้าใจในความนิ่งเฉยราวกับมีเพียงร่างแต่ไร้ซึ่งวิญญาณของนาง การถูกกักขังอย่างเดียวดายในตำหนักร้างถึงสองปีนั้น ต้องใช้ความเข้มแข็งเพียงใดที่จะไม่เสียสติ การที่หลันเซวียนสามารถเดินออกมาจากสถานที่ที่ทำให้นางเหมือนตายทั้งเป็นมาได้ ย่อมทำให้นางไม่แยแสต่อชีวิตของตน และไม่แยแสเขาเช่นกัน ซึ่งแตกต่างจากในวันนี้ ที่นางมีหลากหลายอารมณ์และความรู้สึกปรากฏให้เห็น 

           เพราะเด็กในท้องนางเช่นนั้นหรือ? 

           หญิงสาวที่ไม่ไยดีต่อชีวิตของตนมาเนิ่นนาน ยามนี้กลับเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพียงเพราะในครรภ์ของตนมีอีกหนึ่งชีวิตผูกพันอยู่ นางจะเปลี่ยนแปลงตนเองไปได้อีกเพียงใดเพื่อเด็กคนนี้ นั่นเป็นสิ่งที่จ้าวหนิงใคร่รู้ และคอยชมสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยความสนุก 

           “หากเจ้าตามข้ากลับไปแต่โดยดี ข้าสัญญาว่าจะให้เจ้าคลอดเด็กคนนั้นออกมา” เขาพูดออกมาในที่สุด กระทั่งองครักษ์ที่ติดตามเขามาเนิ่นนาน ก็ยังอดไม่ได้ที่จะหันไปมองนายเหนือเกล้าของตนอย่างแปลกใจ 

           คนที่ไม่คิดมีลูกเพราะไม่ต้องการถูกหักหลัง ยามนี้กลับเอ่ยวาจายินยอมให้สตรีที่อุ้มท้องลูกของตนตามกลับเข้าวังเพื่อคลอดบุตร 

           สวรรค์! ท่านเอาวิญญาณผู้ใดมาสิงในร่างฮ่องเต้ของพวกข้า! 

           หลันเซวียนเองก็ดูเหมือนจะไม่เชื่อในคำพูดของจ้าวหนิง ท่าทางของเขาไม่ต่างอะไรจากจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่กำลังหาทางลวงนางไปฆ่า แต่เขาจะทำอย่างนั้นไปเพื่ออะไร ในเมื่อยามนี้เขาก็สามารถที่จะฆ่านางได้ โดยไม่จำเป็นต้องหาทางล่อลวงนางให้เสียเวลา 

           ราวกับอ่านใจหลันเซวียนออก จ้าวหนิงจึงเผยรอยยิ้มเย็นออกมา 

           “เจ้าอยู่กับข้ามาหกเดือน ยังไม่รู้อีกหรือว่าข้าเป็นคนเช่นไร” เขาถาม “ต่อให้ข้าอำมหิตเพียงใด ข้าก็เป็นคนรักษาสัตย์ คำพูดข้าเชื่อถือได้เสมอ” 

           หลันเซวียนกัดริมฝีปาก ปฏิเสธไม่ได้ว่าสิ่งที่เขาพูดออกมาเป็นความจริง แต่ถึงกระนั้น นางก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าคนอย่างเขาน่ะหรือ ที่จะยอมให้ลูกของนางมีชีวิตรอดไปได้ 

           แน่นอนว่าจ้าวหนิงไม่ปล่อยให้นางสงสัยนานนัก เขายิ้มที่มุมปากอย่างร้ายกาจก่อนจะกล่าวต่อ 

           “หากเป็นหญิง ข้าจะให้โอกาสนางได้มีชีวิตอยู่ต่อไป ถ้าลูกสาวของเจ้าไม่ทำอะไรขัดหูขัดตาข้ามาก ก็น่าจะมีชีวิตอยู่ได้นานหน่อย แต่หากเป็นชาย...” เขาทิ้งช่วงเล็กน้อย “...เกรงว่าเจ้าคงต้องเตรียมใจไว้บ้าง” 

           “เช่นนั้นจะมีประโยชน์อะไร!” หลันเซวียนตวาดกลับเสียงแข็งอย่างหมดความอดทน นัยน์ตาสิ้นหวังของนางมีหยาดน้ำตาเอ่อคลอ การที่นางกล้าแสดงกิริยาเช่นนี้กับจ้าวหนิง ก็เห็นชัดเจนแล้วว่านางไม่คิดขอร้องอ้อนว้อนเขาอีกต่อไป 

           เพราะนางรู้แล้วว่า การขอร้องผู้ที่ไร้ซึ่งความเมตตานั้นช่างไร้ค่าสิ้นดี! 

           “อย่างไรเสีย ท่านก็คิดจะฆ่าลูกของข้า ไม่ว่าเขาจะเป็นชายหรือหญิง สักวันท่านก็จะฆ่าเขา แล้วข้าจะคลอดเขาออกมาเพื่ออะไร เพื่อเฝ้ารอวันที่จะได้เห็นท่านฆ่าเขาหรือ” หญิงสาวถามเสียงเยาะ “ให้ข้าตายพร้อมลูกตอนนี้ ยังจะดีเสียกว่า!” 

“หากเจ้าปรารถนาเช่นนั้น ข้าก็จะ...” 

“ฝ่าบาท!” เว่ยซิ่วอิง องครักษ์หญิงคนเดิมเอ่ยขัดขึ้นก่อนที่เขาจะพูดจบ “ขอฝ่าบาทโปรดเมตตาให้หม่อมฉันได้เกลี้ยกล่อมองค์หญิงหลันเซวียนก่อนเถอะเพคะ” 

“จำเป็นด้วยหรือ” จ้าวหนิงแค่นหัวเราะ “ในเมื่อนางไม่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ เหตุใดข้าจึงต้องยื้อชีวิตนางไว้” 

“ที่ผ่านมา องค์หญิงถวายการปรนนิบัติฝ่าบาทเป็นอย่างดี หากมีนางคอยถวายการดูแลต่อไป ก็ย่อมดีกว่ามิใช่หรือเพคะ” 

“นางน่ะหรือปรนนิบัติข้าเป็นอย่างดี วัน ๆ เอาแต่ทำสีหน้าท่าทางเหมือนคนที่วิญญาณหลุดจากร่างไปแล้วอย่างไรอย่างนั้น” น้ำเสียงเขาฟังดูเหนื่อยหน่ายยิ่งนัก “น่าเบื่อยิ่งกว่านั่งมองภาพวาดเฉย ๆ เสียอีก” 

เว่ยซิ่วอิงได้ยินดังนั้นก็ลอบค่อนขอดผู้เป็นนายของตนอยู่ในใจ รับสั่งว่าองค์หญิงหลันเซวียนน่าเบื่อ แต่กลับเรียกให้องค์หญิงไปเข้าเฝ้าที่ตำหนักบรรทมเกือบทุกคืน ยามที่ทรงทราบว่าองค์หญิงหนีออกจากวัง ก็เสด็จมาตามนางด้วยองค์อง และยังให้โอกาสในการมีชีวิตรอด ทั้งที่หากเป็นหญิงอื่น คงมีรับสั่งให้ใครก็ได้ตัดหัวหญิงผู้นั้นกลับไปถวายแล้ว 

เมื่อเห็นว่านายเหนือเกล้าของตนไม่พูดอะไรอีก เว่ยซิ่วอิงก็รีบเดินไปหาหลันเซวียนที่กำลังงุนงงกับท่าทีของนาง นับตั้งแต่ที่จ้าวหนิงพาหลันเซวียนออกมาจากแคว้นเซียว เขาก็มอบหมายให้เว่ยซิ่วอิงคอยดูแลองค์หญิงจากแคว้นเซียวผู้นี้ ทำให้นางคุ้นเคยกับหลันเซวียนไม่น้อย ทว่าแม้นางจะดีต่อองค์หญิงจากต่างแดนและเห็นใจหญิงสาวที่ต้องติดตามจ้าวหนิงกลับแคว้นอิ๋งในฐานะหญิงบำเรอมากเพียงใด นางก็ยังจงรักภักดีต่อนายของตน และไม่เคยขัดคำสั่งเขาแม้แต่ครั้งเดียว 

ทว่าครั้งนี้ นางกลับออกหน้าเพื่อหลันเซวียน! 

แน่นอนว่าเรื่องนี้ย่อมทำให้หลันเซวียนแปลกใจไม่น้อย หากเป็นคำสั่งของจ้าวหนิง ต่อให้ต้องฆ่าชีวิตน้อย ๆ ในครรภ์ของนาง เว่ยซิ่วอิงก็จะทำอย่างไม่ลังเล แต่ครั้งนี้ องครักษ์หญิงกลับเอ่ยถ้อยคำขัดรับสั่งผู้เป็นนายของตน ทั้งยังพยายามเจรจากับนางอีก 

หรือว่าองครักษ์ผู้นี้จะเห็นใจหญิงมีครรภ์อย่างนาง 

“องค์หญิง” เว่ยซิ่วอิงก้าวออกมาหานางเบื้องหน้าหลันเซวียน “ในเมื่อฝ่าบาททรงให้โอกาส ก็อย่าปฏิเสธเลยเพคะ” 

“เขาไม่ได้ให้โอกาส เขาแค่ยืดเวลาตายให้ลูกข้าเท่านั้น!” หลันเซวียนน้ำตาไหลด้วยความโมโหระคนสิ้นหวัง “ในเมื่ออย่างไรเสียก็ต้องตาย จะตายช้าหรือตายเร็วมันต่างกันตรงไหน ข้าขอตายเสียวันนี้ยังจะดีกว่า” 

“ก่อนจะตรัสอะไร ขอองค์หญิงโปรดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก่อน” องครักษ์หญิงเอ่ยเตือนเสียงเรียบ “เมื่อฝ่าบาททรงให้โอกาสเด็กในครรภ์ของท่านได้มีชีวิต ขอเพียงปฏิบัติตนให้ดี ไม่สร้างความวุ่นวายใจให้ฝ่าบาท โอกาสที่เขาจะได้เติบโตและใช้ชีวิตของตนเองในวันข้างหน้านั้นยังมี แต่หากองค์หญิงยอมสละพระชนม์ชีพในวันนี้ มิเท่ากับเป็นการตัดโอกาสในการมีชีวิตอยู่ของเลือดเนื้อในครรภ์องค์หญิงเองหรือเพคะ” 

“...” 

“มีโอกาสนั้นย่อมดีกว่าไม่มี” 

หลันเซวียนครุ่นคิดตามคำแนะนำของเว่ยซิ่วอิง หากนางเลี้ยงลูกให้ดี ไม่ให้เจ้าหนูน้อยไปรบกวนหรือสร้างความเดือดร้อนวุ่นวายใจให้จ้าวหนิง ลูกของนางก็อาจได้เติบโตและมีชีวิตของตัวเอง แต่นั่นก็ต้องอยู่บนข้อแม้ที่ว่า เขาจะต้องเกิดมาเป็นเด็กหญิง ไม่ใช่เด็กชาย หาไม่ บิดาผู้อำมหิตก็ย่อมต้องสังหารเขาตั้งแต่แรกเกิดเป็นแน่แท้ 

“หากลูกข้าเป็นชาย เขาก็ไม่มีโอกาสแม้แต่จะลืมตาดูโลกมิใช่หรือ” หลันเซวียนถามเสียงสั่น “หากเป็นเช่นนั้น ข้าจะทนมองเขาถูกฆ่าได้เยี่ยงไร” 

“หม่อมฉันทูลแล้วอย่างไรเพคะ ว่ามีโอกาสก็ย่อมดีกว่าไม่มี หากทารกในครรภ์ของท่านเป็นหญิง แต่ท่านกลับตายในวันนี้ แล้วธิดาของท่านจะมีโอกาสรอดชีวิตได้อย่างไร” 

“...” 

“องค์หญิง” เว่ยซิ่วอิงก้าวมากระซิบถ้อยคำที่ได้ยินเพียงสองคน “หากให้ประสูติองค์ชาย หม่อมฉันจะพาท่านหนีเอง” 

“นี่เจ้า...” 

หลันเซวียนเหลือบมอบไปยังจ้าวหนิง เห็นองค์จักรพรรดิกลอกตาไปมาด้วยสีหน้าท่าทางเบื่อหน่าย นางกลัวว่าเขาจะได้ยินสิ่งที่เว่ยซิ่วอิงพูด แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ยิน เพราะองครักษ์สาวกระซิบเสียงค่อยจนขันทีและนางกำนัลข้างกายนางยังจับใจความไม่ได้ 

หากเขาได้ยิน เขาคงสั่งประหารเว่ยซิ่วอิงไปแล้ว ไม่ปล่อยให้องครักษ์ผู้นี้ยืนพูดคุยกับนางต่อไปได้หรอก 

แม้จ้าวหนิงจะดูคล้ายรำคาญเต็มที แต่ในใจกลับรอฟังคำตอบของหลันเซวียนด้วยความสนุก แน่นอนว่าที่เว่ยซิ่วอิงพูดออกมานั้น เขาเพียงแต่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ทั้งเขาและเหล่าองครักษ์ล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธ์ ประสาทสัมผัสหูย่อมดีกว่าคนทั่วไป ที่เจ้าองครักษ์สมควรตายนั่นกระซิบกับหลันเซวียน เขาได้ยินชัดเจนไม่ต่างไปจากที่นางตะโกนด้วยซ้ำ แต่เอาเถิด นับว่าเว่ยซิ่วอิงเลือกหลอกล่อได้ถูก ยามนี้หลันเซวียนเริ่มมีสีหน้าลังเล ต่างจากก่อนหน้านี้ที่ดูมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวที่จะตายเหลือเกิน 

“พวกเจ้าจะกระซิบกระซาบกันอีกนานไหม ข้าคร้านจะรอ” ในน้ำเสียงเยือกเย็นนั้น แฝงความเบื่อหน่ายไว้ไม่น้อยเลย 

“องค์หญิง” เว่ยซิ่วอิงจับมือหลันเซวียนที่ยังลังเลขึ้นมาเพื่อเกลี้ยกล่อม “อย่าให้ความกลัวทำลายโอกาสในการมีชีวิตขององค์หญิงและลูกเลยนะเพคะ” 

ดวงตาคู่งามที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตาเหลือบขึ้นมององครักษ์หญิง ผู้ซึ่งคอยดูแลนางมาตั้งแต่เริ่มออกเดินทางจากแคว้นเซียวมาจนถึงแคว้นอิ๋ง ตลอดระยะเวลาสองเดือนของการเดินทางนั้น เว่ยซิ่วอิงดูแลนางด้วยชีวิต ยามที่ม้าเทียมรถม้าของนางถูกงูกัดจนวิ่งเตลิดพานางตกหน้าผา องครักษ์หญิงผู้นี้คือคนที่เสี่ยงชีวิตช่วยนางไว้ นางจึงเชื่อใจเว่ยซิ่วอิงยิ่งกว่าผู้ที่นอนร่วมเตียงกันอย่างจ้าวหนิง แม้จะรู้ว่าเว่ยซิ่วอิงภักดีต่อนายของตนมากกว่านางก็ตาม 

หลันเซวียนหลับตาลงเพื่อรับมือกับความคิด ความกังวล และความหวาดกลัวมากมาย น้ำตาของนางยังคงไหลรินออกมาจากดวงตาที่ปิดสนิท ทำให้ผู้มองนึกสงสาร แต่สุดท้ายหญิงสาวก็ลืมตาขึ้น พร้อมดวงตาที่เด็ดเดี่ยว 

มีโอกาสย่อมดีกว่าไม่มี นางจะลองเสี่ยงดูอีกสักครั้ง เพื่อให้ลูกของนางได้มีโอกาสที่จะมีชีวิตรอดต่อไป! 

ความคิดเห็น